บทที่ 6
คืนนี้ในห้องโถงใหญ่ของเรือนกลางคฤหาสน์มหาเสนาบดีจุดไฟสว่างไสว มีเพียงเวลาเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในคฤหาสน์เท่านั้นจึงจะปรากฏเหตุการณ์เปิดประชุมใหญ่ทั้งครอบครัวเช่นนี้ ฟูเหรินเจ็ดพาอาหลัวเดินเข้าสู่ห้องโถง คนทั้งบ้านต่างมากันพร้อมหน้าแล้ว อาหลัวยังคงนั่งติดกับฟูเหรินเจ็ดตรงเก้าอี้ซูเป้ยฝั่งขวาตัวสุดท้ายเช่นเคย รอฟังท่านผู้นำกล่าวปราศรัย
มหาเสนาบดีหลี่กระแอมเบาๆ สองครั้ง แล้วเอ่ยว่า “๑๕ ค่ำเดือน ๘ หวางโฮ่วทรงมีพระราชเสาวนีย์เรียกตัวภรรยาและบุตรีของขุนนางสามผิ่นขึ้นไปร่วมชมจันทร์ รับสั่งย้ำเป็นพิเศษว่าต้องการชมศิลปวิชาของคุณหนูแต่ละบ้าน อาเหล่ย อาเฟย อาหลัว พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
อาหลัวงุนงง ...พวกข้าจะเห็นว่าอย่างไร ไม่ใช่ว่าท่านผู้นำจะเป็นผู้ตัดสินใจเองดอกหรือ? ท่านเป็นมหาเสนาบดีฝ่ายขวา ไม่มีบุตรชายจะสืบสกุล จึงอยากให้บุตรีแต่ละนางต่างขายได้ราคาดีเสียตัวสั่น ทั้งยังวางแผนไว้เสร็จสรรพตั้งแต่บุตรียังเด็ก ท่านต้องการอย่างไรเพียงประกาศออกมาก็พอ มาเอ่ยถามเช่นนี้หมายความว่ายังไงกัน?... เด็กสาวเดาจุดประสงค์ที่แท้จริงของหลีเหล่าเตียไม่ค่อยออกนัก ในบ้านหลังนี้กล่าวถึงผู้ที่โดดเด่นย่อมต้องเป็นบุตรสาวคนโตกับคนรอง ส่วนนางยินดีเป็นผู้รั้งท้าย
ชิงเหล่ยเอ่ยเสียงเรียบ “เตียคงไม่คิดจะให้บุตรีดีดพิณอีกกระมัง? ในบรรดาธิดาตระกูลใหญ่ ๑๐ นางต่างดีดพิณเป็นเสีย ๙ นาง วิชาพิณของบุตรีไล่เลี่ยกับคุณหนูกู้ หลายวันมานี้บุตรีได้รับความรักใคร่เอาใจให้ความสำคัญจากองค์ไท่จื่ออยู่มาก พิณนี้หรือ...แม้ไม่ดีดก็ไม่กระไร” ดูทีท่าว่านางจะมั่นใจในความรักของไท่จื่อถึง ๙ ใน ๑๐ส่วนแล้ว ถ้อยคำที่เอ่ยจึงเผยความหยิ่งผยองและภาคภูมิใจ
ดวงตามหาเสนาบดีหลี่ทอแววยิ้มละไม ดูท่าทางเขาก็มิได้คิดจะให้ชิงเหล่ยดีดพิณเช่นกัน ด้วยเห็นได้ชัดเจนว่าหัวใจของไท่จื่อฝากอยู่ที่ตัวชิงเหล่ยแล้ว หวางโฮ่วเพียงแต่กริ้วที่หลานสาวหวางเยี่ยนหุยยังไม่ทันได้เผยโฉม ก็มีอันถูกเขี่ยตกรอบไปเสียก่อนเท่านั้น มหาเสนาบดีหลี่เอ่ยยิ้มๆ “การชมจันทร์ครั้งนี้ หวางโฮ่วทรงมีเจตนาจะให้คุณหนูเยี่ยนหุยได้พลิกสถานการณ์ ฉากที่จัดเตรียมไว้จึงมิใช่ประเภทดีดพิณอย่างแน่นอน”
อาหลัวค่อยเข้าใจกระจ่าง หลีเหล่าเตียคิดถึงประเด็นนี้ได้อยู่แต่แรก ที่เรียกรวมพลเปิดประชุมเพราะต้องการให้ทุกคนช่วยออกความเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้ชิงเหล่ยชนะหวางเยี่ยนหุยและเข้าเป็นนายหญิงของตำหนักบูรพา[1]โดยชอบธรรม
ฟูเหรินใหญ่เอ่ยเนิบช้า “ข้าเคยพบหวางเยี่ยนหุยมาก่อนเมื่อครั้งนางยังเด็ก นางติดตามหวางไท่เว่ยบิดาของนางมานานปี เติบโตมาในค่ายทหาร อ่านตำราพิชัยสงครามจนเชี่ยวชาญ รู้จักการเดินทัพจัดทัพ ยามนั้นข้าเพิ่งแต่งเข้าบ้านสกุลหลี่ได้ไม่นานและกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ประจวบกับหวางไท่เว่ยได้เชื้อเชิญมาพอดี ข้าจึงติดตามท่านพ่อไปเยือนคฤหาสน์ไท่เว่ย ข้าเดินเข้าไปในสวน ชมดอกไม้เพียงลำพัง กลับหาทางออกจากสวนไม่พบ จังหวะนั้นเด็กหญิงวัย ๓ ขวบผู้หนึ่งได้มุดออกมาจากใต้พุ่มไม้ดอกกอหนึ่ง ปรบมือพูดกลั้วหัวเราะว่า ‘ที่แท้ค่ายกลหลงทิศที่ในหนังสือว่าไว้มีประโยชน์ปานนี้จริงๆ’ ข้าถามนางอย่างใคร่รู้ว่าในสวนดอกไม้แห่งนี้จัดวางค่ายกลไว้ใช่หรือไม่? นางยิ้มร่าตอบว่าเห็นในหนังสือเขียนเอาไว้ จึงลองมาทำดูในสวน ข้ายากยิ่งจะเชื่อได้ นางเพิ่งจะ ๓ ขวบเท่านั้นก็มีฝีมือถึงขั้นนี้แล้ว”
มหาเสนาบดีหลี่กล่าวสืบต่อว่า “บัดนี้ผ่านมาแล้ว ๑๔ ปี หวางเยี่ยนหุยอายุ ๑๗ ปี เล่าลือกันว่านางวางแผนการได้เก่งกาจเหนือธรรมดา เฉลียวฉลาดเป็นเลิศ กลับมิใช่ความเท็จ”
ครั้นฟังถ้อยคำเหล่านี้จบ ทั้งห้องโถงก็เงียบกริบไร้สุ้มเสียง หากงานเลี้ยงที่หวางโฮ่วทรงจัดนี้หวางเยี่ยนหุยเป็นผู้เสนอแผนการ ก็จะมิใช่งานเลี้ยงที่ดีจริงๆ ทั้งไม่แน่ว่าหนิงหวางได้ฟังแล้ว อาจจะพลอยนึกสนใจใคร่อยากทราบก็เป็นได้ว่าว่าที่ไท่จื่อเฟยเป็นสตรีศีรษะโตแต่ไร้สมองหรือไม่ ด้วยว่าในวันหน้าเมื่อไท่จื่อขึ้นครองราชย์ ไท่จื่อเฟยจะได้รับเกียรติเลื่อนตำแหน่งเป็นมารดาของแคว้น สตรีที่ไท่จื่อโปรดปรานย่อมสามารถหลับหูหลับตาแต่งตั้งเป็นพระสนมใดสักตำแหน่งได้ แต่มารดาของแคว้นต้องปกครองตำหนักใน[2] หากไม่มีฝีมืออยู่บ้างเกรงว่าคงไม่ได้
มหาเสนาบดีหลี่กล่าวต่อว่า “อาเหล่ย วิชาพิณของเจ้าโดดเด่นเป็นเลิศ โคลงกลอนก็ไม่เลวเช่นกัน เวลานี้ยังไม่รู้ว่าในงานเลี้ยงจะเกิดเรื่องใด วันนี้เตียจะเพียงแค่เตือนสติว่า ไปแล้วให้รู้จักระแวงระไว ทุกเรื่องราวให้ระมัดระวังไว้ก่อน” สายตาเบนมาจับยังชิงเฟยกับชิงหลัว “เป้าหมายในการไปวังหลวงของเจ้าสองคนครั้งนี้ อยู่ที่ช่วยให้ชิงเหล่ยผ่านด่านได้อย่างราบรื่น จงคอยตามประกบเคียงข้างต้าเจี่ยของพวกเจ้า หากควรลงมือก็ต้องลงมือ เพียงแต่ทำให้ลับสักหน่อยอย่าให้ใครพบเห็นเข้า! พึงตระหนักว่า ‘ล่มก็ล่มด้วยกัน รุ่งก็รุ่งด้วยกัน’! เตียแก่แล้ว เวลานี้ความหวังทั้งหมดของบ้านสกุลหลี่อยู่ที่ตัวต้าเจี่ยของพวกเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
ทุกคนต่างตอบว่า “เจ้าค่ะ”
อาหลัวอยากจะหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก เครือข่ายความสัมพันธ์ของประเทศจีน หลายพันปีก่อนเป็นเช่นนี้ หลายพันปีให้หลังก็เช่นเดียวกัน อาศัยแมงมุมหนึ่งตัวพ่นใยออกมานับพันหมื่นเส้น ถักทอเป็นร่างแห แล้วเพิ่มแมงมุมอีกไม่กี่ตัวรวมกันเป็นปึกแผ่น ก่อตั้งเป็นพันธมิตรช่วยกันโจมตีและป้องกัน เพียงแต่ตัวนางอยู่ในเครือข่ายนี้ กลับคิดแต่จะดิ้นให้หลุดพ้น ด้วยไม่ต้องการร่วมมือกับคนเหล่านี้ช่วยแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกเขา นี่แหละคือความคิดและมุมมองของคนยุคปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากคนยุคี้ สิ่งที่ทุกคนในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ต้องการกับสิ่งที่นางต้องการมิใช่สิ่งเดียวกัน
ได้ยินมหาเสนาบดีหลี่กล่าวกับชิงเฟยว่า “อาเฟย รองเสนาบดีเฉิงวานคนมาสู่ขอเจ้า แต่พี่สาวคนโตยังมิได้ออกเรือน เจ้าออกเรือนก่อนจะอย่างไรก็ไม่ดีนัก เตียเห็นว่ารอให้เรื่องของต้าเจี่ยเจ้ากำหนดแน่นอนเสียก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”
ฟูเหรินสี่รีบเอ่ยว่า “เหล่าเหยียกล่าวได้ถูกต้องนัก เราเป็นตระกูลมีการศึกษามาทุกชั่วคน ย่อมจะมิให้เกิดเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนี้เด็ดขาดเจ้าค่ะ”
อาหลัวเห็นแววตาชิงเฟยสว่างวาบแล้วอับแสงลง นางทราบดีว่าหลีเหล่าเตียฉวยโอกาสข่มขู่ชิงเฟย รองเสนาบดีเฉิงสง่างามมีเสน่ห์ วิชาความรู้โดดเด่น อายุยังน้อยก็ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ หากชิงเฟยได้แต่งงานกับเขา สองคนดูแล้วก็สมกันดี เพียงแต่ออกจะเร็วเกินไปบ้าง มาสู่ขอเร็วปานนี้ ในยุคปัจจุบันคนที่คบหาเป็นแฟนดูใจกันอย่างเอาเป็นเอาตายมีอยู่เกร่อไปหมด ส่วนที่นี่กลับตัดช่วงเวลาคบหาดูใจออกไปเสีย จากนั้นหลังแต่งงานไปแล้วแม้แต่ยาแก้เสียใจก็ไม่มีจะให้กิน
อาหลัวตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไปจากคฤหาสน์หลังนี้ นางไม่มีทางยอมให้มหาเสนาบดีหลี่ใช้การแต่งงานของนางเป็นเงื่อนไขต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เด็ดขาด ดังนั้นช่วงเวลานี้ยังคงอย่าได้ไปติดต่อคบหากับสินค้าชั้นเลิศเป็นดี เอ่ยถึงสินค้าชั้นเลิศ เด็กสาวก็นึกไปถึงซื่อจื่อแห่งวังอานชิงหวางกับคุณชายจื่อหลีผู้รูปงามและลึกลับโดยอัตโนมัติ รายแรกนั้นนางหลบหน้ายังแทบไม่ทันเสียด้วยซ้ำ ส่วนรายหลัง...นางทอดถอนในใจ...จ่ายเงินมอบของต่างฝ่ายต่างจบไปแล้วมิใช่หรือ?
มหาเสนาบดีหลี่หัวเราะในลำคอ “รองเสนาบดีเฉิงกล่าวว่าสามารถเกี่ยวดองกับบ้านสกุลหลี่ได้ถือเป็นการปีนสูง[3]โดยแท้ ยามเอ่ยถ้อยคำนี้ สีหน้าเขากระตือรือร้นยิ่ง การมีโอกาสได้เป็นเพื่อนเขยกับไท่จื่อมีประโยชน์ต่อเส้นทางขุนนางของเขามากเทียวละ”
คราวนี้กล่าวอย่างชัดเจนมาก หากชิงเหล่ยได้แต่งงานกับไท่จื่อ ชิงเฟยก็จะได้ครองคู่กับเฉิงซือเยว่สมดังใจปอง แต่ชะตาจะยังคงถูกกุมอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าต้าเจี่ยจะสามารถได้รับความโปรดปรานหรือไม่อยู่ดี ไยจึงมีบิดาที่วางแผนใช้ประโยชน์บุตรสาวของตนเช่นมหาเสนาบดีหลี่ได้?
อาหลัวกำลังคิดเพลิน ก็ได้ยินมหาเสนาบดีหลี่ยิ้มพลางกล่าวกับนางว่า “อาหลัว เจ้าก็อายุ ๑๓ ปีแล้ว ไปดูๆ ไว้เป็นการเพิ่มพูนความรู้ก็ดีอยู่ เพราะในไม่ช้าเจ้าก็ต้องสมรสกับคนในตระกูลดีๆ เช่นกัน”
...นี่คิดวางแผนมาถึงตัวเราเร็วปานนี้เทียว?... อาหลัวก้มหน้าหลุบตาเอ่ยตอบว่า “บุตรียังเด็กนัก ยังอยากจะอยู่เป็นเพื่อนเตียเหนียงอีกสักหลายปีเจ้าค่ะ”
มหาเสนาบดีหลี่กล่าวยิ้มๆ “เตียก็ไม่อาจตัดใจจากเจ้าเช่นกัน สามารถหมั้นหมายไว้ก่อนได้ ผ่านไปสองปีอายุ ๑๕ ลุวัยปักปิ่น[4]ค่อยแต่งก็ไม่สาย”
อาหลัวก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นเขินอาย แต่ในใจไฟโทสะได้ลุกพรึบขึ้นทันควัน
...ข้าไม่มีทางยอมทำตามแผนการของท่านแน่ ไม่มีวัน!...
อาหลัวไม่ได้เป่าตี๋ในป่าไผ่อีกติดต่อกันหลายวัน ครั้นได้ยินเสียงเซียวแว่วมาก็นิ่งคิด แล้วยังคงมิได้เป่าตี๋ตอบอยู่นั่นเอง อารมณ์โหยไห้ในเสียงเซียวค่อยๆ เข้มข้น สุดท้ายมีอยู่วันหนึ่งนางก็อดรนทนไม่ไหวปีนกำแพงออกไปซ่อนตัวแอบดู และมองเห็นเงาร่างอ้างว้างของจื่อหลีที่ใต้ต้นหลิวได้แต่ไกล นางรู้สึกสงสารอยู่เหมือนกัน แต่ก็มิได้เดินเข้าไปหา เป้าหมายในเวลานี้ของนางคือออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไปใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ชายหนุ่มชั้นเลิศที่ลึกลับเช่นนี้ยังคงอย่าไปข้องเกี่ยวด้วยจะดีกว่า
ผ่านไปอีกหลายวัน เสียงเซียวหายไปแล้ว อาหลัวกลับฝันถึงอยู่หลายคืน ในความฝันเสียงเซียวของจื่อหลีบรรทุกนางเหาะขึ้นลงอยู่บนฟ้า หลังจากนั้นยามออกไปนอกคฤหาสน์ นางก็ไม่ได้เดินผ่านริมแม่น้ำอีกเลย หยกประดับที่จื่อหลีมอบให้ก็ถูกนางวางทิ้งไว้
วันเกิดปีที่ ๑๓ ของชิงหลัวผ่านพ้นไปในพริบตา เด็กสาวยังคงแอบออกไปนอกคฤหาสน์เช่นเคย และได้ซื้อเรือนไว้สองหลังที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง เรือนทั้งสองหลังห่างกันเพียงรั้วกั้น นางว่าจ้างคนแอบสร้างประตูลับเชื่อมระหว่างกัน เรือนหลังใหญ่กว่าหน่อยได้ว่าจ้างพ่อบ้านมาอยู่ดูแลและซื้อบ่าวรับใช้มา ๓-๔ คน ตัวนางมักจะมาปรากฏกายที่นี่ด้วยฐานะส้าวเหยีย[5] และบอกกล่าวกับพวกเขาเพียงว่าซื้อเรือนหลังนี้ไว้เป็นที่พำนักเวลามาทำการค้าที่เมืองเฟิง เรือนหลังย่อมกว่าหน่อยนางได้ว่าจ้างสามีภรรยาที่ซื่อสัตย์คู่หนึ่งมาเฝ้า โดยให้จางมาเป็นผู้ออกหน้าติดต่อ และบอกสามีภรรยาคู่นี้ว่าญาติซึ่งอยู่ทางใต้ผู้หนึ่งคิดจะกลับมาอาศัยอยู่ถิ่นฐานเดิมในวันหน้า จึงซื้อเรือนเตรียมไว้
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน สารทฟ้าโปร่งอากาศสดชื่น งานเลี้ยงจงชิว[6]ของหวางโฮ่วได้มาถึง
ทุกคนในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ตั้งแต่เจ้านายไปจนถึงบ่าวทาสต่างวิ่งวุ่นอยู่รอบตัวชิงเหล่ยกันถ้วนหน้า ต่างวางแผนกะการว่าต้องสวมชุดแบบใด สวมเครื่องประดับแบบใด แต่งหน้าแบบใด มหาเสนาบดีหลี่กำชับกำชาว่า งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง ห้ามออกงานด้วยชุดเรียบง่ายอีก และห้ามฉูดฉาดเกินไปเช่นกัน ตอนแรกทางคฤหาสน์มหาเสนาบดีได้เชิญซือฟู่[7]ของร้านอวี้จิ่นฟังซึ่งเป็นร้านตัดเสื้อเลื่องชื่อที่สุดของเมืองเฟิงให้มาตัดชุดถึงคฤหาสน์ ต่อมาครั้นได้ยินว่าคุณหนูส่วนใหญ่ก็ว่าจ้างร้านอวี้จิ่นฟังตัดชุดให้เช่นกัน จึงยกเลิกไม่ใช้บริการของร้านอวี้จิ่นฟัง ขณะที่กำลังร้อนอกร้อนใจ ฟูเหรินรอง ฟูเหรินห้า และฟูเหรินหกก็อมยิ้มประคองอาภรณ์หรูชุดหนึ่งออกมา บอกว่าเป็นน้ำใจจากพวกนางสามคน
ครั้นคลี่ออกดู ตัวชุดเป็นผ้าไหมหลัวซาหอม ใช้ด้ายไหมปักลวดลายเป็นภาพดอกเหมยที่ชิงเหล่ยโปรดปรานมากที่สุด ใจกลางดอกเหมยแต่ละดอกต่างฝังทับทิมเม็ดจิ๋ว มิได้งามหรูหรามากมายนัก แต่ครั้นแสงโคมไฟสาดกระทบ กลับทอประกายวูบวาบแพรวพราว หลังจากชิงเหล่ยสวมแล้วดูภูมิฐานมีสง่าเปี่ยมราศีสูงศักดิ์ งามเฉิดฉายเป็นเอก มหาเสนาบดีหลี่ดีใจเสียจนผลัดเปลี่ยนแวะเวียนไปเยือนเรือนของฟูเหรินรอง ฟูเหรินห้า และฟูเหรินหกติดต่อกันหลายวันเป็นการให้รางวัล
ฟูเหรินใหญ่นำชุดเครื่องประดับตกทอดของตระกูลออกมาให้ชิงเหล่ยยืมสวม ฟูเหรินสี่กลัวว่าจะน้อยหน้าผู้อื่น จึงตั้งอกตั้งใจวาดแบบทรงผมหลายทรงมาให้ชิงเหล่ยพิจารณาเลือก
กลับถึงสวนห่ายถัง ฟูเหรินเจ็ดถามอาหลัวยิ้มๆ “ซานเอ๋อร์ เจ้าอยากจะงดงามยิ่งกว่าต้าเจี่ยของเจ้าหรือไม่?”
อาหลัวโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ข้าอยากจะแต่งชุดสาวใช้อีกหนใจแทบขาด แล้วช่วยถือชายกระโปรงให้ต้าเจี่ยเสียด้วยซ้ำ เหนียง พวกเราต้องช่วยทำอะไรบ้างสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเตียกับพวกฟูเหรินคนอื่นๆ ต้องไม่พอใจแน่” เวลานี้จะกระทำเรื่องใดที่สะกิดให้มหาเสนาบดีหลี่นึกระแวงสงสัยไม่ได้
ฟูเหรินเจ็ดเอ่ยยิ้มๆ “แน่นอนละ งานที่ควรทำเหนียงย่อมต้องทำ”
ฟูเหรินเจ็ดได้ช่วยเกล้าผมและแต่งหน้าให้ชิงเหล่ยตามแบบทรงผมที่เจ้าตัวได้เลือกไว้ ภายใต้มืออันคล่องแคล่วเชี่ยวชาญของฟูเหรินเจ็ด ยามที่ชิงเหล่ยเยื้องกรายออกมา ทุกคนในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ต่างเห็นแล้วต้องสูดหายใจโดยแรงกันถ้วนหน้า ไท่จื่อเฟยในอุดมคติควรจะเป็นเช่นชิงเหล่ยนี่แหละ...ภูมิฐานมีสง่าเปี่ยมราศีสูงศักดิ์ หากมิพร่องความอ่อนหวานเย้ายวน ดวงหน้ารูปหัวใจเล็กมนของนางได้เปล่งรัศมีออกมา อาหลัวคิดในใจ ...ชิงเหล่ยแบบนี้เพียงพอที่จะคู่ควรกับบุคลิกทรงอำนาจของไท่จื่อได้แล้ว ไม่ทราบว่ากู้เทียนหลินกับหวางเยี่ยนหุยจะแต่งตัวออกมาเป็นแบบใดหนอ?... นางสงสัยใคร่รู้อย่างมาก
เพื่อจะเป็นใบเขียวประดับ ชิงเฟยกับชิงหลัวจึงต่างมิได้แต่งกายหรูหราอลังการปานนั้น เพียงแต่เพื่อให้สมฐานะธิดามหาเสนาบดี ทั้งสองจึงตัดชุดใหม่และสั่งทำเครื่องประดับใหม่เช่นกัน
อาหลัวนั่งลงที่หน้ากระจกกล่าวกับฟูเหรินเจ็ดว่า “เหนียง อย่ารวบผมม้าของข้าขึ้นละ ทิ้งไว้เหมือนปกติก็พอ”
ฟูเหรินเจ็ดถอนหายใจ “ซานเอ๋อร์ เหนียงละอยากจะแต่งตัวให้เจ้าดีๆ เสียจริง”
อาหลัวพูดยิ้มๆ “วันหน้ายังมีโอกาสอีกมาก แต่วันนี้ไม่ได้ ข้าเองก็อยากจะเห็นมากเหมือนกันว่าหากตัวเองตั้งใจแต่งเนื้อแต่งตัวดีๆ แล้วจะเป็นอย่างไร แต่เหนียงของข้างดงามออกปานนี้ คิดว่าอาหลัวคงไม่มีทางด้อยไปได้ดอก”
ฟูเหรินเจ็ดพลันเกิดอารมณ์นึกสนุกขึ้นมาอย่างปุบปับ เสนอว่า “เหนียงจะแต่งตัวให้เจ้าแล้วค่อยเปลี่ยนกลับมาดีหรือไม่? เรามาลองดูกัน!”
อาหลัวหัวเราะเบาๆ พูดว่า “ให้เสี่ยวอวี้ไปเฝ้าที่หน้าประตู คนนอกจะได้ไม่บุกรุกเข้ามา” สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วยิ้ม
อาหลัวนึกถึงเมื่อสมัยเพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัย ได้ไปงานเต้นรำกับเพื่อนนักศึกษารุ่นเดียวกันเป็นครั้งแรก ตอนนั้นยุ่งวุ่นวายกันไปหมดทั้งหอพัก ต่างให้ยืมให้แลกเสื้อผ้ากัน ช่วยกันแต่งหน้าคนละไม้คนละมือ คึกคักครึกครื้นสนุกสนานสุดใจ เวลานี้เพื่อนๆ เหล่านั้นที่จะไปต่อนอกคงจะไปต่อแล้ว ที่จะแต่งงานคงจะแต่งไปแล้ว คงสบายดีกันนะ
นางพลันนึกถึงพ่อแม่ในโลกปัจจุบันขึ้นมาอย่างปุบปับ เจ็ดปีแล้ว...พวกท่านคงจะปรับตัวเคยชินกับวันเวลาที่ไม่มีนางได้แล้ว คิดพลางน้ำตาก็หยดไหลลงมา ได้ยินฟูเหรินเจ็ดสูดหายใจโดยแรงเอ่ยถามว่า “ซานเอ๋อร์ เจ้าร้องไห้หรือ?”
อาหลัวรีบเช็ดน้ำตากลบเกลื่อนว่า “ไม่มีอะไร เพียงแต่ไม่อยากไปงานเลี้ยงกลับจำเป็นต้องไปเท่านั้น” กล่าวจบก็มองไปที่กระจก แล้วต้องตกตะลึงจังงัง หลังจากรวบผมม้าขึ้น หน้าผากนูนเกลี้ยงของนางได้เผยออกมาทั้งหมด ทั้งดวงหน้างดงามสมบูรณ์แบบดั่งสลักเสลาจากหยก ดวงตากลมโตสุกใสดั่งแก้วเจียระไน ระหว่างคิ้วยังมีแววอ่อนเยาว์อยู่บ้าง กลับตราตรึงใจยิ่ง นางยื่นมือออกไปลูบคนในกระจกอย่างอดใจไม่ไหว
ฟูเหรินเจ็ดถอนหายใจรำพึงว่า “ซานเอ๋อร์ เวลานี้เจ้าก็ทำให้ผู้คนไม่อาจถอนสายตาถึงเพียงนี้เสียแล้ว ผ่านไปอีกสองปีจะไม่ยิ่งแย่หรือ งามเกินไปหาใช่เรื่องดีดอกหนา”
“เพราะอย่างนี้ถึงได้ปล่อยผมม้าลงมาบังใบหน้าเสียครึ่งหนึ่งอย่างไรเล่า ข้าไม่คิดจะเป็นพักตร์ชาดน้ำเคราะห์[8]ดอกนะ ชีวิตอาภัพจะแย่” กล่าวจบก็แลบลิ้น เงาสะท้อนในกระจกพลันเปลี่ยนเป็นมีชีวิตทันควัน อาหลัวมองเงาสะท้อนของตัวเองอีกครั้งแล้วหันไปกล่าวกับฟูเหรินเจ็ด “เหนียง เราเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนเดิมกันเถิด”
ฟูเหรินเจ็ดเกล้าผมให้บุตรีใหม่พลางเอ่ยถามว่า “ซานเอ๋อร์ ต่อไปเจ้าอยากจะได้สามีแบบใดหรือ?”
อาหลัวนิ่งคิดแล้วตอบว่า “อย่างน้อยต้องไม่ใช่ผู้ที่มาหลงชอบใบหน้านี้ของข้าก่อน จากนั้นหรือ...ต้องคุ้มครองข้าได้ มีได้แต่ข้าคนเดียว แล้วยังห้ามมีกฎจุกจิกเกินไป เฮ้อ...แบบนี้ข้อเรียกร้องก็มีเยอะเลยเทียว คาดว่าอยู่ที่นี่คงไม่มีทางหาพบดอก แต่เวลานี้ข้ายังคิดไปไม่ถึงขั้นนั้น ตัวข้าในยามนี้วันทั้งวันคิดแต่เพียงว่าหากไม่ต้องถูกผู้ใดบังคับขู่เข็ญก็คงดี ข้าน่ะกลัวตายที่สุด เดี๋ยวๆ ก็จะตัดหัว สังคมศักดินาที่แสนจะเลวร้ายนี่!”
ฟูเหรินเจ็ดถามอย่างฉงน “สังคมศักดินา? คืออะไรหรือ?”
อาหลัวหัวเราะ “ก็คือแคว้นนี้ ทุกๆ อย่างรอบตัว ความหมายหลักๆ ก็ประมาณนี้แหละ” แล้วแอบยิ้มอยู่ในใจ ต่อไปต้องห้ามใช้คำศัพท์ในยุคปัจจุบันอีก เวลาอธิบายยุ่งยากพิลึก
หลังจากแต่งตัวใหม่เสร็จเรียบร้อย อาหลัวก็รับประทานขนมลงไปไม่น้อย ครั้นเห็นว่าได้เวลาแล้ว จึงค่อยขึ้นรถเกี้ยวเทียมม้าด้วยกันกับฟูเหรินใหญ่ ชิงเหล่ย และชิงเฟย มุ่งหน้าไปวังหลวงเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยง
อูโก[9]เคยพรรณนามหาวิหารนอเทรอดามว่าเป็นเสียงดนตรีที่สอดประสานของศิลายักษ์ ตัววิหารคือดนตรีที่ผนึกนิ่ง หินของตัววิหารที่ถูกวางซ้อนกันขึ้นไปอย่างประณีตแต่ละก้อนคือตัวโน้ตอันยอดเยี่ยมมหัศจรรย์ ด้วยการร่วมประสานหลากหลายรูปแบบอันแตกต่างจึงบรรเลงออกมาเป็นท่วงทำนองสารพัดประเภท
เฉิงชิ่งเคยไปพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง พระราชวังต้องห้ามที่เสิ่นหยาง พระบรมมหาราชวังของประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ของฝรั่งเศส มาแล้ว ทั้งยังเคยได้เห็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ที่สร้างเป็นวังโดยเลียนแบบวังหลวงสมัยฉินกับสมัยฮั่น บัดนี้ได้มาเห็นวังหลวงของแคว้นหนิงซึ่งสร้างอิงภูเขา ก็ยังคงต้องถอนหายใจด้วยความทึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ จากลานกว้างใหญ่โตมโหฬารบริเวณเชิงเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปจนคอตั้งบ่าไม่อาจจะแหงนมากกว่านี้ได้อีก ดูเหมือนจะยังคงไม่สามารถมองเห็นวังหลวงบนภูเขาทั้งหมดได้อยู่นั่นเอง
...คนที่อยู่บนเขาขึ้นลงภูเขาไม่เหนื่อยหรืออย่างไร?... อาหลัวถามฟูเหรินใหญ่ “ต้าเหนียง วังหลวงนี้ตรงที่สูงที่สุดสูงเท่าใดหรือ? คนที่อยู่บนเขาจะเหนื่อยมากหรือไม่? ทั้งดูเหมือนข้างบนจะมีหิมะอีกด้วย”
ฟูเหรินใหญ่ขึงตาใส่นางแล้วอธิบายว่า “ข้างบนสุดคือตำหนักเย็น[10] ผู้ที่อยู่ข้างในไม่ต้องลงจากเขาดอก จะขอบอกพวกเจ้าให้กระจ่างไว้เสียแต่ตอนนี้ เข้าไปในวังหลวงแล้วพวกเจ้าจะได้ไม่เดินเปะปะ ท้องพระโรงสำหรับประชุมราชการของใต้ฝ่าพระบาทอยู่ตรงเชิงเขา สูงขึ้นไปเล็กน้อยความจริงแล้วเป็นหุบเขา ตำหนักต่างๆ ของตำหนักในล้วนแต่ตั้งกระจายอยู่ในหุบเขาทั้งสิ้น สูงขึ้นไปอีกคือสถานที่ประเภทหอเก็บตำราของวังหลวงและโรงซักผ้า สูงขึ้นไปอีกคือศาลสักการะประจำราชวงศ์กับตำหนักเย็น ส่วนบนยอดของเขาอวี้เซี่ยงคือสุสานกษัตริย์ อุทยานหลวงอยู่ค่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของหุบเขา วันนี้หวางโฮ่วเหนียงเนี่ยง[11]ทรงจัดงานเลี้ยงขึ้นที่นั่น อุทยานหลวงกว้างใหญ่มาก พวกเจ้าจงอย่าเดินเปะปะโดยเด็ดขาด จะได้ไม่หลงทางบุกรุกเข้าที่ใดจนก่อเรื่องก่อราวขึ้น เข้าใจหรือไม่?”
สามพี่น้องรีบขานตอบว่า “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ผ่านเข้าสู่ประตูวัง ก็เปลี่ยนเป็นนั่งเกี้ยวเบาขนาดเล็ก อาหลัวแอบแหวกมุมหนึ่งของม่านเกี้ยวออกดู ท้องฟ้าปรากฏเป็นสีฟ้าเทา ประเดี๋ยวก็จะค่ำแล้ว ภายในวังหลวงแขวนโคมไฟหลากหลายแบบ สว่างไสวดุจทิวาวัน ครั้นมาถึงปากทางเข้าอุทยานหลวง ทุกคนก็ลงจากเกี้ยว อาหลัวสังเกตเห็นอย่างอัศจรรย์ใจยิ่งว่าพื้นทางเดินเรืองแสงอยู่วูบวาบ เหมือนดวงไฟบนพื้นถนนในยุคปัจจุบันไม่มีผิด นางแอบถ่วงฝีเท้าให้ล้าหลังทุกคนหนึ่งก้าว หันมองซ้ายขวาเห็นว่าไม่มีผู้ใดสังเกต ก็ย่อตัวลงลองลูบดูอย่างรวดเร็ว ทางเดินนี้กลับเป็นพื้นหิน คาดว่าคงปูด้วยหินแร่ที่มีส่วนผสมของสารเรืองแสงนั่นเอง เปล่งแสงสว่างแต่ไม่เคืองตา นางอดทอดถอนชมเชยไม่ได้ว่าหนิงหวางช่างรู้จักเสพสุขนัก
ทอดมองจากที่ไกล ทั่วทั้งอุทยานหลวงได้ถูกแถบแสงหลากหลายแบบโอบล้อมไว้ เด็กสาวหรี่ตามอง พลันพบว่าแถบแสงเหล่านี้ประกอบกันเป็นแผนภาพนกตัวหนึ่ง บรรดาแขกเหรื่อได้รับการนำทางตรงไปนั่งยังโต๊ะที่นั่งของตน อาหลัวนึกถึงแผนภาพนก แล้วพบว่าพวกนางนั่งอยู่ตรงตำแหน่งหัวนกพอดี ส่วนเมื่อครู่นี้ได้เข้าสู่อุทยานหลวงทางกรงเล็บนก อย่างนั้นสองฝั่งซ้ายขวาย่อมจะเป็นปีกนกที่สยายออกนั่นเอง หัวนกกว้างใหญ่ปานนี้ บวกกับสองปีกที่สยายออก อุทยานหลวงกว้างใหญ่มากจริงๆ
ได้เห็นนางกำนัลที่เดินสวนกันไปมา อาหลัวก็นึกขึ้นได้ว่าสาวใช้ที่ฟูเหรินใหญ่พามาด้วยเปลี่ยนคนแล้ว ไม่ใช่เจวียนเอ๋อร์ นางไม่ได้เห็นเจวียนเอ๋อร์มานานเต็มที ไม่ทราบว่ายังคงอยู่ที่เรือนของฟูเหรินใหญ่หรือไปที่อื่นเสียแล้ว ได้แต่ขึ้นกับวาสนาของเจวียนเอ๋อร์เองเท่านั้น เด็กสาวถอนหายใจ เตือนสติตัวเองอีกครั้งว่าต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำให้จงหนัก ไม่อย่างนั้นจะทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวเอง
เวลานี้บรรดาฟูเหรินและคุณหนูที่รับเชิญมาร่วมงานได้ทยอยกันมาถึง โต๊ะตรงข้ามกับโต๊ะนี้ของพวกอาหลัวน่าจะเป็นโต๊ะของบ้านมหาเสนาบดีกู้ ส่วนโต๊ะด้านข้างของพวกนางมีกูเหนี่ยงวัยสิบกว่าปีนางหนึ่งนั่งอยู่ ยึดครองโต๊ะเพียงลำพัง สีหน้าปลอดโปร่งเยือกเย็น ดูใบหน้าด้านข้างงามหมดจดยิ่ง อาหลัวแอบทายในใจ ...นางคือหวางเยี่ยนหุยหรือ?...
ราวกับรู้สึกได้ว่ากำลังถูกจ้องมอง หญิงสาวผู้นั้นเบือนหน้ามายิ้มบางๆ ให้อาหลัว ดวงตาทั้งคู่ทอแสงอยู่วูบวาบ อาหลัวยิ้มหวานตอบไปเช่นกัน ครั้นสบตาอีกฝ่าย ในใจก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายราวกับสามารถมองนางออกอย่างทะลุปรุโปร่งกระนั้น หญิงสาวผู้นั้นต้องเป็นบุคคลที่เก่งกาจเหนือชั้นอย่างแน่นอน
จังหวะนี้ชิงเหล่ยพลันแค่นเสียงเบาๆ หญิงสาวผู้นั้นเบือนหน้าไปมองฝั่งตรงข้าม อาหลัวจึงหันไปมองตาม ได้เห็นกู้เทียนหลินประคองท่านแม่เดินเข้ามาในอุทยานหลวงพอดี นางอยากจะหัวเราะ ชิงเหล่ยกับกู้เทียนหลินช่างเป็น “หมากล้อมพบคู่มือ[12]” โดยแท้ คืนนี้ชิงเหล่ยภูมิฐานมีสง่าเปี่ยมราศีสูงศักดิ์ กู้เทียนหลินไยมิใช่เช่นกัน
ทั้งสองต่างแต่งกายมาไล่เลี่ยคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ชุดที่กู้เทียนหลินสวมสีอ่อนกว่า ส่วนชุดของชิงเหล่ยสีเข้มกว่าเล็กน้อย บนชุดของชิงเหล่ยปักดอกเหมย ภายใต้แสงโคมไฟสาดสะท้อน ทับทิมได้เปล่งประกายวูบวาบเป็นจุดแต้ม ส่งผลให้ตลอดทั้งร่างผู้สวมพลอยเปล่งประกายเรืองรอง หันไปดูกู้เทียนหลิน ดูเหมือนด้ายที่ใช้ปักลวดลายบนชุดของนางจะพิเศษเล็กน้อย โดยมีคุณสมบัติเรืองแสงได้เช่นเดียวกับหินเรืองแสงในอุทยานหลวง จึงสะดุดตาทัดเทียมกัน หันไปดูหวางเยี่ยนหุยบ้าง ชุดที่สวมมิได้มีอะไรพิเศษ รอบคอกลับสวมสร้อยไข่มุกเรืองประกายหนึ่งเส้น สาดส่องดวงหน้าให้ดูนุ่มนวล
...ถ้าเหนือศีรษะของแต่ละคนมีไฟสปอตไลต์ส่องลงมาคนละดวงก็ดีสิ เหมือนอย่างวงแสงสปอตไลต์บนเวทีนั่น... อาหลัวพลันนึกถึงพระแม่มาเรียขึ้นมาอย่างปุบปับ จึงก้มศีรษะลงหัวเราะขลุกขลักในลำคอไม่ได้หยุด
ขันทีร้องประกาศว่า “ใต้ฝ่าพระบาทและหวางโฮ่วเสด็จ!”
ฟูเหรินและคุณหนูทุกนางรีบลุกจากโต๊ะมาคุกเข่าลง ร้องกล่าวถวายพระพรหมื่นปีสามรอบ ครั้นกลับไปนั่งที่ดังเดิมเรียบร้อยแล้ว อาหลัวก็แอบมองไปข้างหน้า หนิงหวางอายุประมาณ ๕๐ ปีเศษ หน้าตาคล้ายคลึงกับไท่จื่อมาก สมัยยังหนุ่มต้องเป็นชายหนุ่มรูปงามอย่างแน่นอน หวางโฮ่วสวมมงกุฎหงส์ขนาดใหญ่ อายุประมาณ ๔๐ ปีเห็นจะได้กระมัง ลักษณะหน้าตาดูเปิดเผยใจกว้าง รูปโฉมปานกลาง
ไท่จื่อยืนอยู่ข้างกายหนิงหวาง สายตากำลังมองมาทางด้านนี้ อาหลัวหันไปดูข้างกาย ชิงเหล่ยหน้าซับสีเรื่อก้มหน้างุด จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นส่งสายตาอุธัจไปให้ไท่จื่ออย่างรวดเร็ว อาหลัวเห็นรอยยิ้มผุดพรายบนริมฝีปากไท่จื่อ
หนิงหวางตรัสว่า “วันนี้หวางโฮ่วจัดงานเลี้ยง กั่วเหริน[13]ก็เป็นแขกที่ถูกเชิญมาเช่นกัน ขอเชิญหวางโฮ่วดำเนินการไปเถิด”
หวางโฮ่วมิได้ตรัสบ่ายเบี่ยงมากความ กล่าวขอบพระทัยในพระกรุณาแล้วตรัสว่า “จงชิวเดือนเพ็ญ เหมาะแก่การชมทิวทัศน์ วันนี้หวังเพียงสนุกสนาน ไม่ขอกล่าวถึงเรื่องอื่น เนื่องจากได้ขอให้คุณหนูแต่ละบ้านตระเตรียมศิลปวิชาอยู่ก่อนแล้วเพื่อแสดงในงานนี้ จึงจะไม่รานต่อถิ่นงามยามดีนี้”
สามีภรรยาคู่นี้ต้องหารือกันมาเรียบร้อยแล้วเป็นแน่ หวางโฮ่วทำเป็นออกเงื่อนไข หนิงหวางผู้เฒ่ารอดูเรื่องสนุกคู่กัน อาหลัวคิดในใจ ...ละครฉากเด็ดจะเริ่มเล่นแล้ว...
นางพระกำนัล[14]ที่ข้างกายหวางโฮ่วก้าวออกมาจากแถว กล่าวเสียงดังกังวานว่า “วันนี้หญิงงามต่างพร้อมหน้า ทุกบ้านโปรดส่งตัวแทนหนึ่งท่านจับฉลากหัวข้อแสดงศิลปวิชา หวางโฮ่วทรงมีพระราชเสาวนีย์ ไม่ว่าแสดงดีหรือด้อยล้วนปูนบำเหน็จทั้งสิ้น บนโต๊ะแต่ละตัวต่างมีติ้วลงคะแนน หลังการแสดงสิ้นสุด แขกทุกท่านสามารถเขียนระบุผู้ที่แสดงศิลปวิชาได้ดีเลิศที่สุดลงในนั้น จากนั้นจะทำการเลือกผู้ที่ได้สามอันดับแรกตามจำนวนคะแนน”
อาหลัวนึกทอดถอนในใจ ...“ซูเปอร์เกิร์ล”[15] มายุคโบราณเสียแล้ว พวกเราต่างเป็นกรรมการผู้ชมกันทั้งนั้น...
หนิงหวางตรัสแกมสรวลว่า “กั่วเหรินกับหวางโฮ่วแล้วยังราชนิกุลทุกคนต่างก็มีติ้วลงคะแนน นับเป็นหนึ่งคะแนนเช่นกัน ทุกคนต้องดูให้ถี่ถ้วนแล้วเลือกด้วยละ!”
ได้ยินเสียงหัวเราะครืนดังมาจากเงามืดด้านหลังหนิงหวาง “รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
อาหลัวตั้งใจดูดีๆ ค่อยพบว่าบริเวณปากนกจัดวางโต๊ะอีกหลายตัว แต่ถูกพุ่มไม้ดอกหลายกอบังสายตาไว้ จึงมองเห็นไม่ชัดเจนว่ามีผู้ใดอยู่บ้าง มีเพียงไท่จื่อเท่านั้นที่นั่งอยู่เบื้องหน้าหนิงหวางกับหวางโฮ่ว
ครู่หนึ่งต่อมาได้มีนางกำนัลถือกระบอกใส่ฉลากไปให้แต่ละโต๊ะจับฉลากหัวข้อ ฟูเหรินใหญ่ยื่นมือไปดึงฉลากออกมาใบหนึ่ง นางกำนัลรีบจดหมายเลขฉลากไว้
ฟูเหรินใหญ่คลี่กระดาษฉลากออกอย่างระมัดระวัง เห็นบนกระดาษเขียนไว้ว่า “ฝึกร่าวโข่วลิ่ง[16]” นางตะลึงลาน นี่มันหัวข้ออะไรกัน? จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “อาเหล่ย หัวข้อนี้เจ้าต้องคิดใคร่ครวญให้ดีๆ ละ”
อาหลัวคิดในใจ ...หัวข้อนี้ง่ายออก เพียงแต่ต้องดูเท่านั้นว่าลิ้นของชิงเหล่ยคล่องแคล่วหรือเปล่า... เด็กสาวหันมองไปรอบด้าน ปรากฏว่าแขกเหรื่อทั้งหลายมีหมดทุกสีหน้าทั้งยิ้มร่าหน้าบานและหน้านิ่วคิ้วขมวด
ผ่านไปครู่หนึ่งเห็นหวางโฮ่วกระซิบกับนางพระกำนัล ๒-๓ คำ จากนั้นนางพระกำนัลจึงกล่าวเสียงดังก้องว่า “ขอเชิญผู้ที่จับได้ฉลากหมายเลขสามกับหมายเลขเจ็ดออกมาข้างหน้า”
กู้เทียนหลินก้าวเนิบช้าไปถวายบังคมเบื้องพระพักตร์ นางพระกำนัลกล่าวต่อว่า “ฉลากหมายเลขสามคือธิดามหาเสนาบดีกู้ หัวข้อคือ ‘ร่ายรำไปพลางวาดภาพไปพลาง’ ฉลากหมายเลขเจ็ดคือธิดาเสนาบดีกาว หัวข้อคือ ‘ดีดพิณ’ เพลงพิณคือ ‘สายฝนสาดใบกล้วย’ ขอกำหนดให้การร่ายรำของคุณหนูกู้ต้องสอดคล้องกับทำนองเพลง พร้อมกับวาดภาพไปด้วย ข้อกำหนดสำหรับคุณหนูกาวคือ เสียงพิณต้องเอื้อต่อการวาดภาพของคุณหนูกู้ เมื่อเสียงพิณสิ้นสุด ภาพของคุณหนูกู้ก็ควรต้องวาดเสร็จสิ้นพอดี”
ด้านล่างเวทีเสียงฮือฮาดังกระหึ่ม หากร่วมมือกันไม่ดี จะย่ำแย่อย่างมาก หัวข้อนี้ช่างคิดมาได้ราวกับบ่งบอกชัดเจนว่าต้องการจะดูเหล่าหญิงงามกลายเป็นตัวตลกกระนั้น
เห็นนิ้วของคุณหนูกาวขยับพลิ้วไหว เสียงเพลงพิณดั่งไข่มุกต่อเนื่องไม่ขาดสาย กู้เทียนหลินตะลึงลาน ก่อนจะโบกสะบัดแขนเสื้อยาว กลับเป็นจังหวะร่ายรำที่เชื่องช้ายิ่ง แขนเสื้อโบกสะบัดอีกครั้ง ก็ไม่เข้ากับทำนองเพลงอยู่นั่นเอง ร่างบางจึงเริ่มพลิ้วหมุนอย่างรวดเร็ว ส่วนมือข้างหนึ่งเริ่มวาดภาพลงบนกระดาษวาดภาพอย่างว่องไว จนใจที่เสียงเพลงพิณถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ กู้เทียนหลินตวัดพู่กันขวับๆ ได้เพียงไม่กี่ครั้ง จังหวะร่ายรำก็ยิ่งเร่งร้อน กระโปรงยาวที่สวมได้พลิ้วหมุนเป็นบุปผาคลี่บาน ด้ายปักลวดลายบนกระโปรงสะท้อนแสงไฟอยู่วูบวาบ ดูงดงามสุดจะพรรณนา
ทางด้านนี้มือของคุณหนูกาวพรมระรัวไม่หยุดนิ่ง สายตามองเห็นภาพของคุณหนูกู้ยังวาดไม่เสร็จ แต่เพลงที่ตนดีดกลับใกล้จะจบแล้ว จึงได้แต่ผ่อนจังหวะเพลงให้ช้าลง เพลง “สายฝนสาดใบกล้วย” จึงเปลี่ยนเป็นเพลง “สายฝนหยดใบกล้วย” ในบัดดล รอบด้านเริ่มมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมา
กู้เทียนหลินกลับค่อยยังชั่วขึ้นเพราะเหตุนี้ แขนเสื้อยาวร่ายรำแช่มช้า เอวบางบิดไหว ค่อยๆ วาดภาพจนเสร็จสิ้น นางหันไปมองคุณหนูกาว ยิ้มน้อยๆ พร้อมกับตวัดพู่กันครั้งสุดท้าย คุณหนูกาวจึงค่อยรีบรัวนิ้วทั้งสิบพรมดีด สายฝนจึงซัดซ่าลงใส่ใบกล้วยแล้วจบลง
คุณหนูทั้งสองต่างถอยกลับไปนั่งที่ดังเดิม อาหลัวมองภาพที่กู้เทียนหลินวาด ภาพที่วาดคือภาพต้นกล้วยกลางสายฝนนั่นเอง ใบกล้วยถูกสายฝนสาดซัดจนปัดเป๋ไปบ้าง หากมิได้สูญคุณสมบัติความเป็นภาพเขียนชั้นดี จึงลอบชมเชยอยู่ในใจว่ากู้เทียนหลินช่างเฉียบแหลมเป็นเลิศ เก่งกาจเหนือธรรมดา
นางพระกำนัลกล่าวต่อว่า “ขอเชิญผู้ที่จับได้ฉลากหมายเลขสี่กับฉลากหมายเลขหกออกมาข้างหน้า”
คราวนี้ถึงตาชิงเหล่ยกับธิดาเสนาบดีเฉิน โดยที่คุณหนูเฉินเป็นผู้อ่านร่าวโข่วลิ่ง จากหนึ่งประโยคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงห้าประโยค อ่านจบหนึ่งประโยคชิงเหล่ยก็หัดพูดตามหนึ่งประโยค หลังจากอ่านจบครบถ้วนทุกประโยคแล้ว คุณหนูเฉินจะต้องท่องร่าวโข่วลิ่งทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบออกมา
ครั้งนี้คุณหนูของทั้งสองบ้านต่างสามารถแสดงได้ไม่เลวทั้งคู่ อาหลัวเพิ่งจะทราบก็ตอนนี้ว่าที่แท้ชิงเหล่ยสามารถพูดได้คล่องแคล่วปานนี้
ถึงรอบถัดไปอีก หวางเยี่ยนหุยได้ก้าวออกมายืน กลับมีนางเพียงคนเดียว หัวข้อที่นางจับฉลากได้คือ ออกแบบการละเล่นขึ้นอย่างหนึ่งให้ทุกคนต่างสามารถเข้าร่วมเล่นได้ หวางเยี่ยนหุยกล่าวตอบยิ้มๆ ว่า “ขอเชิญนางพระกำนัลเข้ามาฟังวิธีจัดเตรียมของข้าได้หรือไม่?”
หวางโฮ่วพยักหน้า นางพระกำนัลเดินไปถึงเบื้องหน้าหวางเยี่ยนหุย หลังจากฟังเสียงกระซิบที่ริมหูจบก็ผละจากไป หวางเยี่ยนหุยกล่าวเสียงดังกังวาน “เยี่ยนหุยเห็นอุทยานหลวงยามราตรีสว่างไสวดุจทิวา ถนนหนทางกลับคดเคี้ยวอยู่มาก แต่สุดท้ายล้วนวกกลับมาที่นี่ทั้งสิ้น จึงขอให้นางพระกำนัลตั้งด่านปริศนาคำทายไว้ตรงปากทางแยกแต่ละแห่ง ผู้ที่ทายถูกจะได้ทราบเส้นทางถัดไป จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดล้วนเป็นที่นี่ ผู้ที่ทายไม่ถูกสามารถเดินชมทิวทัศน์กลับมาเองได้ ถือผู้ที่ทายปริศนาถูกได้รับแผนภาพเส้นทางมากที่สุดเป็นผู้ชนะ หนึ่งนั้นสามารถชมทิวทัศน์ได้ สองนั้นมีปริศนาให้ทายเพิ่มความสุนทรีย์ ไม่ทราบเหนียงเนี่ยงทรงเห็นว่าอย่างไรเพคะ?”
หวางโฮ่วยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หนิงหวางก็ชิงตรัสอย่างโสมนัสยิ่งว่า “ดีมาก! หัวข้อนี้คิดได้เยี่ยมนัก หวางโฮ่วยินดีร่วมทางกับกั่วเหรินหรือไม่?”
หวางโฮ่วตรัสตอบยิ้มๆ “หากใต้ฝ่าพระบาททายปริศนาได้น้อยที่สุด เชี่ย[17]ไม่ขอยอมตามด้วยดอกนะเพคะ”
หนิงหวางสรวลเบาๆ พลางคล้องแขนหวางโฮ่วเสด็จนำไปก่อน ทุกคนต่างทยอยลุกขึ้นเดินเข้าสู่ด้านในของอุทยานเช่นกัน
ฟูเหรินใหญ่กล่าวยิ้มๆ “พวกเรามีกันสี่คน ทุกคนรวมพลังกัน ต้องไม่ยากแน่นอน” กล่าวจบก็เดินทอดฝีเท้าเข้าสู่ส่วนในของอุทยานร่วมกับชิงเหล่ย ชิงเฟย และชิงหลัว
อาหลัวตัดสินใจเด็ดขาดว่าครั้งนี้ให้ตายอย่างไรก็จะไม่เอ่ยปากอีก
เข้าสู่ส่วนในของอุทยานหลวง ไม้ดอกไม้ใบถูกแสงโคมไฟสาดส่อง พื้นทางเดินเรืองแสงอยู่วูบวาบ ทั้งอุทยานดูประดุจเขาวงกต หากไม่คุ้นเคยเส้นทาง คิดจะ “เดินชมทิวทัศน์กลับมาเอง” เช่นที่หวางเยี่ยนหุยกล่าว เกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดายแน่นอน และหากพวกนางตกอยู่รั้งท้ายทุกคน ก็จะกลายเป็นตัวตลกโดยปริยาย
อาหลัวเดินไปพลางชมดูไปพลาง เดินไปได้ครู่หนึ่งก็ถึงทางแยกแห่งหนึ่ง มีนางกำนัลรอที่นั่นอยู่แล้ว ฟูเหรินใหญ่เดินเข้าไปดึงโคมปริศนาใบหนึ่งออกมาดู ชิงเหล่ยได้กล่าวคำตอบออกมาทันที นางกำนัลย่อกายคารวะแล้วยื่นแผนภาพเส้นทางส่วนถัดไปให้ ฟูเหรินใหญ่รับมาเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่คนก็เดินมุ่งหน้าต่อไป ครั้นผ่านทางแยกไปได้ ๒-๓ แห่ง อาหลัวสังเกตเห็นว่าผู้ร่วมงานเลี้ยงจำนวนไม่น้อยได้หันหลังเดินย้อนกลับไปโดยไม่เดินหน้าต่อ ก็คาดคะเนว่าคนเหล่านั้นคงกังวลว่าจะกลับไปสาย เมื่อได้แผนภาพเส้นทางไว้ในมือ ๒-๓ ใบแล้วจึงเลิกเล่น
ฟูเหรินใหญ่ก็ดูออกแล้วเช่นกัน จึงหันไปมองชิงเหล่ย ชิงเหล่ยเอ่ยยิ้มๆ “ต้าเหนียง ‘ไม่เข้าถ้ำเสือ ไยจะได้ลูกเสือ’ คิดจะเหนือล้ำผู้อื่น เกรงว่าต้องเดินหน้าต่อไปเสียแล้ว”
ฟูเหรินใหญ่กล่าวอย่างเห็นพ้อง “ข้าคิดว่าคุณหนูกู้กับคุณหนูหวางก็คงคิดเช่นนี้เหมือนกัน หากเลิกล้มกลางคัน ไท่จื่อจะทรงดูเบาพวกเราด้วย”
คนทั้งสี่จึงมุ่งหน้าต่อ จวบกระทั่งไปถึงทางแยกแห่งหนึ่ง ดูโคมปริศนาแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ทายไม่ได้ นางกำนัลจึงย่อกายคารวะอีกครั้งกล่าวว่า “ฟูเหรินกับคุณหนูเป็นกลุ่มแรกที่มาถึงที่นี่เจ้าค่ะ” ความหมายในวาจาคือพวกนางเป็นกลุ่มที่ชนะเลิศแล้ว
ฟูเหรินใหญ่จึงเอ่ยยิ้มๆ “ช่างเถิด เราย้อนกลับไปกันเถิด”
แต่ขากลับคนทั้งสี่เดินผ่านเพียงทางแยกแห่งที่สองก็พบปัญหาเข้าให้เสียแล้วแผนภาพเส้นทางเมื่อขามาระบุไว้เพียงว่าจะไปต่อข้างหน้าควรเดินเส้นทางใด มาบัดนี้ปากทางแยกกลับปรากฏทางย่อยหลายทาง ครั้นดูจากที่ในแผนภาพเขียนบอก ก็คล้ายจะเป็นทางกลับไปทั้งสิ้น อาหลัวทราบเพียงว่าตำแหน่งของจุดสุดท้ายคือหัวนก แต่หลังจากเดินเข้ามาภายในส่วนของลำตัวและปีกนกแล้ว จึงค่อยพบว่าอุทยานหลวงกว้างใหญ่เกินไป นางจึงหาทางไปหัวนกไม่ถูกเช่นกัน
คนทั้งสี่ต่างไม่มีความคิดดีๆ ในการหาเส้นทางกลับที่ถูกต้อง ฟูเหรินใหญ่ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ขยับเท้าก้าวไปบนเส้นทางที่จำได้ว่าเคยเดินผ่านเมื่อขามา แต่ครั้นเดินหน้าไปได้เพียงไม่นาน ก็มีทางแยกปรากฏขึ้นอีกแล้ว ฟูเหรินใหญ่ได้แต่เลือกเดินไปตามทางที่รู้สึกว่าน่าจะใช่ แต่เสียเวลาเดินอยู่พักใหญ่ พวกนางก็ยังออกไปจากส่วนในของอุทยานไม่ได้อยู่นั่นเอง
ข้างหน้ามีทางอยู่สี่สาย ฟูเหรินใหญ่ตัดสินใจในบัดดลว่าให้แยกกันเดินคนละสาย ชิงเหล่ยคัดค้านว่า “หากพลัดหลงกันแล้วยังคงหาทางออกไม่พบจะทำอย่างไร?”
ฟูเหรินใหญ่ขึงตา “หากใครก็ตามในพวกเราได้พบนางกำนัล ก็ให้เชิญมาช่วยนำทางเสีย”
ด้วยเหตุนี้คนทั้งสี่จึงเดินแยกย้ายกันไป
อาหลัวเงยหน้าขึ้นดูดวงดาวบนท้องฟ้า ดาวเหนือทั้งเจ็ดดวงทอแสงสุกสว่าง แสงจันทร์ดั่งท้องธาร รอบด้านไม้ดอกไม้ใบหนาทึบเป็นระเบียบ กลิ่นหอมขจรขจาย ดุจดั่งแดนสวรรค์ก็ไม่ปาน นางเริ่มย้อนนึกถึงตำแหน่งทิศทางเมื่อขามา ก่อนจะมองดูดวงดาวบนท้องฟ้าอีกครั้ง คาดคะเนทิศทาง แล้วขยับเท้าเดินไปข้างหน้า
เพิ่งจะเลี้ยวผ่านทางน้อยสายหนึ่ง ก็มองเห็นเงาร่างสูงเพรียวยืนอยู่ข้างหน้า หัวใจอาหลัวเต้นกระหน่ำปานรัวกลองทันที เลือดแทบจะผนึกแข็ง ครั้นได้สติก็รีบก้มหน้าลง หมุนตัวกลับหลังหันเดินกลับไปทางเดิม พลันได้ยินหลิวเจว๋เอ่ยถามว่า “เจ้าหลงทางหรือ?”
อาหลัวไหนเลยกล้าตอบคำ รีบเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้า ที่ข้างหูพลันมีเสียงลมวูบผ่าน เงาคนสายหนึ่งได้ยืนอยู่เบื้องหน้านาง อาหลัวก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ได้ยินหลิวเจว๋ถามอีกว่า “เจ้าเป็นบุตรีบ้านใด เดินพลัดหลงกับคนที่บ้านใช่หรือไม่?”
อาหลัวบีบเสียงตอบไปว่า “อืม” หลิวเจว๋กล่าวต่อว่า “เดินตามข้ามาเถิด ทิศที่เจ้าเดินนี้ไม่ถูก”
เขาคงนึกว่านางเขินอายกระมัง อาหลัวบีบเสียงพูดต่อว่า “ชายหญิงอยู่ตามลำพังไม่สะดวกนัก คุณชายช่วยชี้บอกทางก็พอ”
หลิวเจว๋ร้อง “อ้อ” แล้วกล่าวว่า “เจ้าจงเดินไปตามทิศที่ข้ามา พบทางแยกให้เลี้ยวขวา เดินผ่านทางแยกที่สามแล้วค่อยเดินตรงไป ที่นั่นน่าจะมีคนอยู่แล้วละ”
อาหลัวรีบย่อกายคารวะ กล่าวขอบคุณเสียงเบาหวิวเหมือนเสียงยุง ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวจากไปทางทิศที่ชายหนุ่มชี้ หวาดกลัวจับใจว่าหลิวเจว๋จะจำนางได้ เดินไปได้ครู่หนึ่ง ขณะที่คิดจะระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ก็ได้ยินหลิวเจว๋ร้องเรียกนาง “กูเหนี่ยง โปรดหยุดก่อน”
อาหลัวอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา สวรรค์เจตนาจะกลั่นแกล้งนางแท้ๆ ไยจึงบันดาลให้นางต้องเดินทางสายนี้จนมาพบหลิวเจว๋เข้าให้หนอ? เด็กสาวประหวั่นลนลานอยู่ในใจ มือได้กำเข้าหากันเป็นหมัด เท้าได้หยุดลง แต่ศีรษะยังคงก้มต่ำเช่นเดิม
หลิวเจว๋ถามอย่างลังเล “เจ้า...ระหว่างทางได้พบคุณหนูกู้หรือไม่?”
อาหลัวส่ายหน้า ได้ยินเสียงหลิวเจว๋ถอนหายใจราวกับผิดหวัง นางจึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ครั้งนี้หลิวเจว๋ไม่ได้ตามมาอีก อาหลัวไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดจากด้านหลัง ก็หันหน้ากลับไปดูอย่างระมัดระวัง...ไม่มีคน นางเข่าอ่อนยวบทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นทันที เมื่อกี้นางแทบจะหัวใจวายแล้วเทียว หลิวเจว๋มาหากู้เทียนหลินหรือ? กู้เทียนหลินยังไม่กลับไปอีกหรือ? หลิวเจว๋สนใจกู้เทียนหลินใช่หรือไม่? อาหลัวนึกถึงที่หลิวเจว๋เคยมอบดอกไม้ให้กู้เทียนหลินในงานเลี้ยงชมดอกท้อ ยังดีนะที่เขาไม่ได้สนใจนาง พญายมผู้นี้นางจะข้องแวะด้วยไม่ได้เด็ดขาด
อาหลัวหอบหายใจ ตอนนี้ต้องรีบกลับไป ยังไม่ทราบเลยว่าพวกฟูเหรินใหญ่กลับไปถึงกันหรือยัง
นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตามวิธีที่หลิวเจว๋บอก เดินไปเพียงครู่เดียวก็ได้พบนางกำนัลจริงๆ อาหลัวรีบบอกพวกนางว่าไม่แน่ว่ากู้ฟูเหรินกับชิงเหล่ย ชิงเฟยอาจจะยังคงอยู่ในอุทยาน นางกำนัลยิ้มละไมกล่าวตอบว่า “คุณหนูไม่ต้องกังวลดอก มีผู้นำทางพวกท่านออกจากอุทยานแล้วเจ้าค่ะ”
กลับไปถึงโต๊ะที่นั่ง ครั้นเห็นฟูเหรินใหญ่กับชิงเหล่ย ชิงเฟยกำลังสนทนากัน อาหลัวก็เดินเข้าไปหา ได้เห็นอาหลัวกลับมา ฟูเหรินใหญ่ก็ดีใจมากเช่นกัน เนื่องจากนึกหวั่นกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าเด็กสาวเดินพลัดหลงแล้วจะไปก่อเรื่องก่อราวอะไรเข้า ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ อาหลัวจึงค่อยเห็นกู้เทียนหลินกลับมาถึง หลิวเจว๋ไม่ได้อยู่กับกู้เทียนหลิน ไม่ทราบว่ากู้เทียนหลินได้พบหลิวเจว๋หรือไม่ อาหลัวมองกู้เทียนหลินแล้วพลันคิดว่า ...หลิวเจว๋ชอบกู้เทียนหลิน แต่กู้เทียนหลินกลับจะไปชิงตำแหน่งไท่จื่อเฟย ความสัมพันธ์นี้ซับซ้อนดีพิลึก!...
นางกำนัลทยอยกันพาผู้ร่วมงานเลี้ยงกลับมา ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินนางพระกำนัลกล่าวว่า “การเดินท่องอุทยานทายปริศนาครั้งนี้ ผู้ชนะคือหลี่ฟูเหรินและธิดา”
หวางโฮ่วตรัสยิ้มๆ “หลี่ฟูเหรินและธิดาของท่านไหวพริบเฉียบไวเหนือธรรมดา จงมารับบำเหน็จรางวัลเถิด”
ฟูเหรินใหญ่พาชิงเหล่ย ชิงเฟย และชิงหลัวก้าวเข้าไปถวายบังคมรับบำเหน็จรางวัลอย่างตื่นเต้นยินดี ได้ยินหวางโฮ่วตรัสถามว่า “ได้ฟังมานานว่าธิดาของท่านคุณหนูชิงเหล่ยวิชาพิณเป็นเลิศ คุณหนูรองชิงเฟยเชี่ยวชาญภาพอักษร กลับไม่เคยได้ยินข่าวของคุณหนูสามมาก่อน?”
ฟูเหรินใหญ่รีบกราบทูลตอบว่า “ชิงหลัวยังเด็กอยู่ มิได้เฉลียวฉลาดเช่นพี่สาวทั้งสอง นี่เป็นการเข้าวังครั้งแรกเพคะ”
หวางโฮ่วตรัสยิ้มๆ “จงเงยหน้าขึ้นให้เปิ่นกงดูเถิด”
อาหลัวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ อย่างว่าง่ายยิ่ง หวางโฮ่วทอดพระเนตรเห็นเพียงใบหน้ากึ่งหนึ่งกับปลายคางเรียวมน เห็นว่าเด็กสาวไม่เหมือนชิงเหล่ยกับชิงเฟยที่เพียงมองดูก็ทราบทันทีว่าเป็นหญิงงาม จึงตรัสถามยิ้มๆ “ชิงหลัวอยู่ที่บ้านเรียนศิลปวิชาใดหรือ?”
อาหลัวได้แต่กราบทูลตอบว่า “เพิ่งจะเรียนเป่าตี๋ได้เพียงไม่กี่วันเพคะ ยังไม่คล่องนัก”
ครั้นชิงหลัวเงยหน้าขึ้นกล่าวตอบ ในเงามืดด้านหลังของหนิงหวางได้มีผู้เปล่งเสียงอุทานออกมาดัง “เอ๊ะ?”
อาหลัวตกตะลึง ...เสียงนี้ออกจะคุ้นหูอยู่ ใครกันนะ? หลิวเจว๋?... นางใจหายวาบ รีบก้มหน้าลงทันที
หวางโฮ่วกำลังครุ่นคิดอยู่พอดีว่าควรจะหาเรื่องบ้านสกุลหลี่สักหน่อย งานเลี้ยงในคืนนี้การละเล่นที่เยี่ยนหุยเสนอได้รับคำวิจารณ์ดีมากจากหนิงหวาง และทุกคนก็เล่นกันอย่างสนุกสนานเต็มที่ แต่ตำแหน่งชนะเลิศกลับถูกหลี่ชิงเหล่ยคว้าไปเสียได้ ครั้นได้ยินชิงหลัวบอกว่าเพิ่งจะเรียนเป่าตี๋ได้เพียงไม่กี่วัน ทั้งปกติก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคุณหนูสามของมหาเสนาบดีหลี่เก่งกาจอะไรนักหนา จึงเกิดความคิดจะกลั่นแกล้งขึ้นมา ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด จงเป่าให้เปิ่นกงฟังดูสักเพลง”
อาหลัวกล่าวรับคำเบาๆ ในใจกลับนึกร้อนใจ ...ควรจะเป่าให้ดีหน่อยหรือแย่หน่อย?...
ฟูเหรินใหญ่กับชิงเหล่ยและชิงเฟยได้ถวายบังคมขอตัวกลับโต๊ะที่นั่งขณะที่นางกำนัลผู้หนึ่งผละจากไปนำตี๋มา ส่วนชิงหลัวลุกขึ้นยืนตามคำบัญชาของหวางโฮ่ว จังหวะที่ฟูเหรินใหญ่เดินผ่านเด็กสาวเพื่อกลับไปยังโต๊ะที่นั่งได้กระซิบว่า “ห้ามทำให้บ้านสกุลหลี่ขายหน้าเด็ดขาด”
อาหลัวคิดในใจ ...เป่าแบบไม่ดีไม่แย่เถอะ ให้ว่ากล่าวได้ก็พอ...
ครู่ต่อมาเด็กสาวจึงเป่าแบบพื้นๆ ธรรมดาไปหนึ่งเพลง แล้วถือตี๋ยืนอยู่ตรงนั้น ได้ยินหวางโฮ่วตรัสสุรเสียงราบเรียบเพียงว่า “ดูท่าทางธิดามหาเสนาบดีหลี่ก็ใช่ว่าจะเลิศล้ำทั้งรูปโฉมและวิชาไปเสียทุกคน จงกลับไปเถิด”
อาหลัวรีบโขกศีรษะถวายบังคมแล้วถอยกลับไปนั่งที่ ฟูเหรินใหญ่มองนางตาเขียว กระซิบว่า “เหตุใดถึงไม่เป่าให้ดีๆ? กลับไปค่อยคิดบัญชีกับเจ้า!”
...คิดบัญชีก็คิดไปสิ อย่างไรข้าก็ไม่เป็นนกโผล่หัวดอก!... อาหลัวแอบคิดในใจ
งานเลี้ยงแสดงศิลปวิชาในคืนนี้สิ้นสุดลงแล้ว มีวงมโหรีหลวงและนางรำออกมาถวายการบรรเลงดนตรีและร่ายรำ นางพระกำนัลฉวยโอกาสนี้รวบรวมติ้วคะแนนนำขึ้นถวาย ครู่สั้นๆ ต่อมาหนิงหวางก็โบกพระหัตถ์ให้ดนตรีหยุดบรรเลง ก่อนจะตรัสแกมสรวลว่า “รวมคะแนนจากติ้วเรียบร้อยแล้ว สามอันดับแรกได้แก่ ธิดามหาเสนาบดีกู้ ธิดามหาเสนาบดีหลี่ และธิดาหวางไท่เว่ย บำเหน็จรางวัลจะส่งไปที่คฤหาสน์ของแต่ละคน”
หญิงสาวทั้งสามรีบลุกจากที่นั่งมากราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ สีหน้าของฟูเหรินใหญ่ค่อยเปลี่ยนจากฟ้าพยับฝนเป็นตะวันสดใส ยิ้มแย้มเสียหน้าบาน
นั่งชมการร่ายรำต่ออีกครู่หนึ่ง ชิงเหล่ยก็พลันหน้าแดงก่ำ กระซิบกับฟูเหรินใหญ่ ๒-๓ คำ ฟูเหรินใหญ่กล่าวยิ้มๆ “เรียกอาหลัวไปเป็นเพื่อนเจ้าเถิด”
อาหลัวตกตะลึง “ต้าเหนียง ข้า...”
“บอกให้เจ้าไปก็รีบไปสิ!” ฟูเหรินใหญ่ชักจะรำคาญ
อาหลัวถอนหายใจลุกขึ้นยืน นางหวาดกลัวจับใจว่าเดินออกไปแล้วจะเจอหลิวเจว๋เข้าอีก
มีนางกำนัลเข้ามาช่วยนำทางให้สองพี่น้อง ครั้นเดินไปถึงประตูวงเดือน[18]แห่งหนึ่ง นางกำนัลก็ชี้ไปยังห้องหลังเล็กห่างออกไปไม่ไกลนัก ชิงเหล่ยเดินเข้าไปในห้องหลังนั้น ส่วนอาหลัวยืนรอชิงเหล่ยที่นอกห้อง ผ่านไปครู่หนึ่งชิงเหล่ยเดินออกมา สองพี่น้องหันเดินย้อนกลับไปยังบริเวณงานเลี้ยง เดินไปได้ชั่วครู่ก็เห็นไท่จื่อหลิวเจี้ยนรออยู่ริมทาง ชิงเหล่ยมองหน้าชิงหลัว หลิวเจี้ยนก็มองหน้าชิงหลัว ชิงหลัวคิดในใจ ...เจ้าสองคนคงจะวางแผนกันเรียบร้อยแล้วละสิ ถึงได้ลากข้ามาเป็นกันชน?... ก่อนจะฝืนฉีกยิ้มออกมา “ต้าเจี่ย ข้ากลับไปก่อนละนะ”
ชิงเหล่ยรีบร้อนเรียกนางไว้ “เราสองคนมาด้วยกันนะ”
อาหลัวคิดในใจ ...ไฉนข้าจึงโชคร้ายอย่างนี้ กลับไปก่อนก็ไม่ได้ แล้วจะให้ข้าไปที่ใด?... ส่วนปากกล่าวตอบอย่างจนใจ “ข้าจะไปชมจันทร์ตรงนั้น ถึงเวลาท่านเรียกข้าก็แล้วกัน”
ชิงเหล่ยพยักหน้าด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
อาหลัวเดินอ้อมทางสายน้อย ครั้นเห็นว่ามีระเบียงคด[19]ก็เดินเข้าไปนั่ง ในใจเฝ้าภาวนาให้สองคนนั้นรีบกล่าวคำพร่ำพลอดจบเร็วๆ ภาวนาให้งานเลี้ยงรีบสิ้นสุดเร็วๆ อย่าให้นางต้องเจอะเจอหลิวเจว๋อีกเป็นอันขาด อย่าให้เขาจำนางได้เป็นอันขาด กำลังคิดเพลิน พลันรู้สึกชาไปทั้งร่าง ตัวพิงกับเสาระเบียงกระดุกกระดิกไม่ได้ นางอ้าปาก แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกเช่นกัน อาหลัวตะลึงพรึงเพริด ...นี่มันเรื่องอะไรกัน?...
คนผู้หนึ่งอ้อมจากด้านหลังมาอยู่เบื้องหน้านาง คือหลิวเจว๋นั่นเอง! อาหลัวเย็นเฉียบไปทั้งตัว ลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว พบพานบนทางแคบ[20]เหตุใดจึงมาพบกันถึงในวังหลวงได้? ขืนเกิดอะไรขึ้นจะมีโทษถึงตัดหัวเทียวนะ!
เด็กสาวถลึงจ้องหลิวเจว๋ตาเขียวขณะที่ร้อนใจแทบคลั่ง เห็นเขาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ นาง สีหน้ารื่นเริงเบิกบานเต็มที่ “ที่แท้เจ้าคือคุณหนูสามของมหาเสนาบดีหลี่นี่เอง ในที่สุดข้าก็หาตัวพบจนได้”
อาหลัวได้แต่ถลึงตาใส่ชายหนุ่ม หลบพ้น ๑ ค่ำหลบไม่พ้น ๑๕ ค่ำ ยิ่งอยากจะอยู่ให้ห่างบรรดาสินค้าชั้นเลิศยี่ห้อราชวงศ์เหล่านี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งพาตัวเข้ามาใกล้สิน่า!
ใบหน้าหลิวเจว๋ชะโงกเข้ามาใกล้อย่างปุบปับ จ้องสบตากับนางอยู่ครู่หนึ่งก็เบือนหน้าหนี จุปากกล่าวว่า “ดวงตาคู่นี้แหละ ไม่ผิดแล้ว” ตามด้วยเอ่ยเสียงเหี้ยม “ทำเอาข้าตามหาเสียแทบแย่! ชะ! กล้าลงมือกับเสี่ยวเหยีย รสชาติของการถูกจี้จุดเป็นอย่างไรหือ?”
ในใจอาหลัวประหวั่นลนลาน ขึงตาใส่ชายหนุ่มเปล่งเสียงไม่ออก
หลิวเจว๋เอ่ยถามอย่างย่ามใจ “อยากจะพูดใช่หรือไม่? แต่ว่า...ข้าจะขอเตือนไว้ก่อน ห้ามร้องตะโกนเอะอะเด็ดขาด หากระคายเคืองถึงเบื้องพระยุคลบาทละได้เรื่องแน่” กล่าวจบก็ยื่นมือมาจี้คลายจุด
อาหลัวอ้าปากพูดทันที “ท่านจะเอาอย่างไร?”
หลิวเจว๋เอียงศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่ง “รั้งตัวเจ้าไว้ที่นี่สักสองชั่วยาม ไว้จุดเส้นคลายตัวแล้วเจ้าค่อยจากไปดีหรือไม่?”
อาหลัวพูดอย่างร้อนใจ “วันนี้ไม่ได้ ที่นี่คือวังหลวง ครั้งก่อนข้าผิดไปแล้วตกลงไหม? ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง โปรดยกมืออันสูงศักดิ์ละเว้นข้าได้หรือไม่?” ตระหนักในสถานการณ์อย่างทันท่วงทีเรียกว่าฉลาดหัวดี มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำตัวเป็นคนใจเด็ดปากแข็ง
“อาศัยอะไรไม่ทราบ? เล่นงานข้าสลบทั้งยังกล้าปล้นเงินข้า ไหนเลยกำไรปานนั้น!”
...เจ้าลูกผู้ดีเสเพลจองหองฟุ่มเฟือยไร้เหตุผล สมน้ำหน้าแล้วที่ถูกข้าอัดสลบจับมัดปล้นเงินทอง... ยามนี้อาหลัวไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย คำด่าที่นึกออกล้วนด่าไปในใจจนหมดคลัง แต่ใบหน้ากลับยิ้มประจบเอาใจ
ชิงเหล่ยเริ่มส่งเสียงเรียกนางมาจากบริเวณไม่ไกลออกไปนัก อาหลัวรีบร้องตอบว่า “ต้าเจี่ย ข้ามาแล้ว!” เห็นหลิวเจว๋ยังคงไม่ยอมคลายจุดให้นาง ก็ร้อนใจจนน้ำตาซึม “หากข้าไม่กลับไป ทั้งยังก่อเรื่องอีก ท่านพ่อได้ตีข้าตายแน่! ท่านลงมือลอบกัดก็ไม่นับเป็นลูกผู้ชายชาตรีเหมือนกัน เอาอย่างนี้ วันหน้าเราค่อยมาสู้กันอีกครั้ง?”
หลิวเจว๋เห็นนางร้อนใจจนหน้าแดงก่ำ ในดวงตามีน้ำตาขังคลอดูน่าเวทนานัก ก็หัวเราะพรืด ตามหาตัวตั้งครึ่งปี ในที่สุดก็ได้ทราบว่านางคือใคร โทสะในใจเขาสลายไปกว่าครึ่ง คิดดูแล้วเห็นว่าที่นี่คือวังหลวง จึงคลายจุดให้อาหลัว จากนั้นยืนค้ำศีรษะเด็กสาวออกคำสั่งว่า “พรุ่งนี้ยามอู่[21] จงไปรอเสี่ยวเหยียที่ริมแม่น้ำเขตใต้ของเมือง”
อาหลัวกระโดดลงยืนแล้ววิ่งหน้าตั้งดั่งเหินบินไปหาชิงเหล่ย คิดในใจว่าเรื่องของพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน วันนี้ต้องกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพให้ได้ ในใจนางยิ่งชิงชังหลิวเจว๋มากกว่าเดิม
หลิวเจว๋มองดูเงาหลังของอาหลัวด้วยอารมณ์เบิกบานสุดเปรียบปาน เหมือนได้ของเล่นแสนสนุกชิ้นใหม่มา ชายหนุ่มเริ่มใช้ความคิดแล้วว่าพรุ่งนี้จะหาความบันเทิงจากตัวหลี่ชิงหลัวอย่างไรดี
ชิงเหล่ยรอจนเริ่มจะร้อนใจ ครั้นเห็นอาหลัววิ่งเข้ามาหาก็ขึงตาใส่กำชับแกมขู่ว่า “เรื่องในวันนี้ห้ามพูดให้ใครฟังเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นไท่จื่อจะไม่พอพระทัย”
อาหลัวรีบพยักหน้า
ทั้งสองกลับไปถึงโต๊ะที่นั่งได้ไม่นานงานเลี้ยงก็เลิก ฟูเหรินใหญ่พาสามพี่น้องกลับคฤหาสน์อย่างอารมณ์ดี
อาหลัวเล่าเรื่องในงานเลี้ยงให้ฟูเหรินเจ็ดฟัง แต่ไม่ได้เล่าว่านางถูกหลิวเจว๋รู้จักตัวเสียแล้ว ด้วยกลัวว่าฟูเหรินเจ็ดจะเป็นห่วง
หลังจากเข้านอน เด็กสาวนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพังคิดใคร่ครวญกลับไปกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ...พรุ่งนี้จะไม่ไปไม่ได้ หากสามารถทำให้หลิวเจว๋หายโกรธแค้นได้จะดีที่สุด ต่อไปเขาจะได้ไม่มาหาเรื่องถึงบ้านทุกวี่วัน... นางเข้าใจนิสัยคนอย่างหลิวเจว๋ดีนักละ ยิ่งไปปะทะตอบโต้ เขาก็ยิ่งสะท้อนกลับมาแรง คิดไปคิดมาก็แค่นเสียงออกมา
...เด็กน้อยขี้มูกกรังไม่รู้จักโตเอ๋ย!...
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ตำหนักบูรพา คือคำเรียกตำหนักประจำตำแหน่งของไท่จื่อ เหมือนกับคำว่า “วังหน้า” ของไทย
[2] ตำหนักใน หรือ วังหลัง คือที่อยู่ของบรรดาสนมนางใน ฮองเฮา ไทเฮา และองค์หญิงองค์ชายที่ยังเยาว์
[3] ปีนสูง หมายถึง แต่งงานเกี่ยวดองเป็นญาติกับคนหรือตระกูลที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่าตัวเอง
[4] ลุวัยปักปิ่น แปลว่า โตเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงจีนเมื่ออายุครบ 15 ปี จะถือว่าบรรลุนิติภาวะโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถเกล้าผมเป็นทรงของหญิงสาว (ที่ยังโสด) และปักปิ่นได้แล้ว
[5] ส้าวเหยีย แปลว่า นายน้อย ลูกชายของเจ้านาย
[6] จงชิว คือเทศกาลไหว้พระจันทร์ ตรงกับวัน ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน
[7] ซือฟู่ ในที่นี้หมายถึง ช่างตัดเสื้อมือหนึ่งของร้าน
[8] พักตร์ชาดน้ำเคราะห์ แปลว่า หญิงงามคือกาลกิณีที่นำพาเคราะห์ภัยมาให้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ชาย พักตร์ชาด หมายถึง ผู้หญิง (โดยมากมักจะหมายถึงผู้หญิงที่สวย)
[9] วิกตอร์ อูโก คือชาวฝรั่งเศสผู้เขียนนวนิยายเรื่อง “คนค่อมแห่งนอเทรอดาม” และ “เหยื่ออธรรม”
[10] ตำหนักเย็น คือตำหนักสำหรับใช้กักขังสนมนางในและองค์ชายที่กระทำความผิด
[11] เหนียงเนี่ยง คือคำเรียกพระมเหสี หรือพระสนม
[12] หมากล้อมพบคู่มือ แปลว่า ได้พบคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกัน
[13] กั่วเหริน เป็นคำเรียกแทนตัวเองอย่างถ่อมตัวของบรรดาเจ้าครองแคว้นในยุคโบราณของจีน
[14] นางพระกำนัล คือนางกำนัลชั้นสูง
[15] ซูเปอร์เกิร์ล คือชื่อรายการโทรทัศน์แข่งขันประกวดร้องเพลงสำหรับผู้หญิงซึ่งตัดสินด้วยวิธีการให้ผู้ชมลงคะแนนเสียง
[16] ร่าวโข่วลิ่ง คือข้อความที่พูดติดกันเร็วๆ แล้วลิ้นมักจะพันกันพูดผิดได้ง่าย เช่น “ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก” เป็นต้น
[17] เชี่ย คือคำเรียกแทนตัวเองอย่างถ่อมตัวของพระมเหสีไปจนถึงพระสนมเวลาพูดกับหวางหรือฮ่องเต้
[18] ประตูวงเดือน (ดูภาพที่ 37 หน้า)
[19] ระเบียงคด (ดูภาพที่ 38 หน้า) คือระเบียงทางเดินมีหลังคาซึ่งทางเดินมีการหักเลี้ยวไปมา
[20] พบพานบนทางแคบ หมายถึง ศัตรูคู่อาฆาตที่มาเจอกัน ต่างคนต่างไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ
[21] ยามอู่ คือเวลา 11:00 – 13:00 น.