บทที่ 7
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากตื่นนอน อาหลัวก็ได้ยินเสียงเซียวแว่วมาจากในป่าไผ่ นางจึงนึกถึงจื่อหลีอีกครั้ง ความจริงนางหายโกรธอยู่นานแล้ว เมื่อลองคิดดูดีๆ มีคนคิดจะฆ่าเขา เขาจะระมัดระวังมากสักหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ ที่นางไม่อยากคบหาสมาคมกับจื่อหลี เป็นเพราะรู้สึกว่าเขาลึกลับเกินไป นางจึงกลัวว่าจะไปข้องแวะกับเรื่องยุ่งยากที่ไม่มีปัญญาจะจัดการ เวลานี้นอกจากฟูเหรินเจ็ด เสี่ยวอวี้ และจางมาแล้ว นางไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่ายังจะสามารถเชื่อใจใครได้อีก
ครั้นนึกถึงนัดหมายกับหลิวเจว๋ อาหลัวก็หงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากเดินเข้าสู่ป่าไผ่จึงค่อยนึกเอะใจขึ้นมากะทันหันว่าเหตุใดวันนี้เสียงเซียวจึงอยู่ใกล้ปานนี้? เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นจื่อหลียืนพิงต้นไผ่เป่าเซียวอยู่
ครั้นเห็นว่ามีคนมาแล้ว จื่อหลีจึงหยุดเป่าหันมองมา อาหลัวตะลึงลาน ทำท่าจะเผ่นหนีโดยอัตโนมัติ
จื่อหลีถามว่า “ผู้ที่สอนเจ้าเป่าตี๋คือใคร?”
อาหลัวชะงัก “ท่านแม่ข้า” เขาทราบได้อย่างไรว่านางเป่าตี๋เป็น? เขาจำนางได้แล้วหรือ?
จื่อหลีออกจะเคลือบแคลงอยู่บ้าง “ผู้ที่มาเป่าตี๋ในป่าไผ่ทุกวันคือผู้ใด?”
อาหลัวแข็งใจตอบว่า “ท่านแม่ข้า” นางเริ่มจะสงสัยฐานะของจื่อหลีมากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว จึงยิ่งไม่ต้องการให้เขาทราบว่านางก็คือซานตี้ของเขา และเป็นผู้ที่มาเป่าตี๋ที่นี่ทุกวัน
จื่อหลีจ้องหน้าเด็กสาวเขม็ง ริมฝีปากเหมือนจะยิ้มอีกแล้ว “เจ้าเห็นข้าแล้วไม่ตกใจแม้แต่น้อย ผู้ที่เป่าตี๋คือเจ้าถูกหรือไม่?”
“ที่นี่คือคฤหาสน์มหาเสนาบดี ท่านบุกรุกเข้ามาโดยพลการ ไม่กลัวจะถูกส่งไปกรมเมืองหรืออย่างไร?” อาหลัวย้อนถามกลับไปโดยไม่ตอบคำถาม
จื่อหลีเอ่ยยิ้มๆ “ด้วยระดับฝีมือของข้า คนยังไม่ทันมา ข้าก็จากไปเสียก่อนแล้ว หลังจากเป่าเซียวอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน ในที่สุดข้าก็อดใจไม่ไหวอยากจะเห็นว่าผู้ที่เป่าตี๋คือใคร ที่แท้คือคุณหนูสามของบ้านมหาเสนาบดีหลี่นี่เอง”
อาหลัวใจหายวูบ ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย นางไม่เคยถามมาก่อนว่าเหตุใดจื่อหลีจึงมาเป่าเซียวที่นี่เป็นเพื่อนคนที่ไม่เคยพบหน้าทุกวี่วัน แต่เขากลับทราบฐานะของนาง และยังรู้ทันแล้วอีกด้วยว่านางเป็นผู้เป่าตี๋ เขา...ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
จังหวะนี้ที่นอกป่าไผ่ได้มีเสียงตี๋ดังขึ้น ๒-๓ ครั้ง เสี่ยวอวี้กำลังเตือนอาหลัวว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว อาหลัวชักสีหน้ากล่าวว่า “ได้ยินแล้วนี่ ยังไม่ไปอีกรึ?”
จื่อหลีไม่ขยับ บนดวงหน้าคมสันประดับรอยยิ้ม เอ่ยถามว่า “ไยจึงไม่ร่วมเป่าบรรเลงกับข้าเสียแล้วเล่า? บอกข้าเถิด”
อาหลัวออกจะกระวนกระวายร้อนใจ ไม่ทราบว่าที่บ้านเกิดเรื่องอะไร และไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคำถามของเขา จึงกล่าวทิ้งท้ายเพียงว่า “ที่บ้านมีเรื่อง ไม่คุยกับท่านแล้ว” ก่อนจะรีบร้อนผละจากไป
จื่อหลีออกจะผิดหวังหม่นเศร้าและไม่ค่อยเข้าใจนัก บัดนี้ในที่สุดเขาก็ได้ทราบแล้วว่าผู้ที่เป่าตี๋คือใคร แต่นางกลับจากไปอย่างรีบร้อนปานนี้ ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะกระโดดออกจากกำแพงคฤหาสน์
อาหลัวรีบร้อนกลับมาถึงตัวเรือน ฟูเหรินเจ็ดก็รีบจูงมือนางมุ่งหน้าไปที่เรือนใหญ่ เร่งฝีเท้าเดินไปพลางอธิบายไปพลางว่า “ราชโองการมาแล้ว ให้ทั้งครอบครัวไปน้อมรับราชโองการ”
เดินไปถึงห้องโถงใหญ่ ทุกคนในครอบครัวต่างมากันพร้อมหน้าแล้ว ขันทีที่ประคองราชโองการได้คลี่ราชโองการออกเริ่มต้นประกาศอ่าน
อาหลัวคุกเข่าที่ข้างกายฟูเหรินเจ็ด ศีรษะก้มต่ำ ครั้นได้ยินขันทีท่องอ่านถึง “บุตรีคนโตบ้านสกุลหลี่ ชิงเหล่ย รูปโฉมกิริยางดงามเป็นกุลสตรี......เป็นไท่จื่อเหลียงตี้[1]” ก็ตกตะลึง ส่วนข้างหลังอีกยืดยาวนางต่างฟังไม่รู้เรื่องทั้งสิ้น ...ไท่จื่อเหลียงตี้? เมียน้อยของไท่จื่อ?... เด็กสาวแอบชำเลืองมองชิงเหล่ย เห็นใบหน้าของฝ่ายนั้นซีดขาวสลับเขียวคล้ำและกำลังพยายามกลั้นน้ำตา
ครั้นขันทีจากไปแล้ว ชิงเหล่ยก็ร้องไห้ออกมา “เพราะเหตุใดกัน? เหตุใดจึงเป็นนางไม่ใช่ข้า? ผู้ที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานคือข้าชัดๆ!”
มหาเสนาบดีหลี่กลับยิ้มละไมกล่าวว่า “ลิขิตสวรรค์เป็นเช่นนี้ ผู้ใดจะบอกได้ว่าหวางโฮ่วทรงยกเรื่องที่เจ้าเกิดแต่รอง[2]มาเป็นข้อตำหนิหรือไม่ อาเหล่ย เจ้าจงอย่าได้ท้อแท้ แม้ไม่ได้เป็นไท่จื่อเฟย ได้เป็นผู้ที่ไท่จื่อทรงรักใคร่โปรดปรานมากที่สุดก็ดีอยู่ดอก ต่อไปแม้จะไม่ได้เป็นหวางโฮ่ว ไท่จื่อก็ไม่มีทางละเลยรานน้ำใจเจ้า”
ชิงเหล่ยได้แต่น้ำตาไหลพราก มหาเสนาบดีหลี่กล่าวต่อว่า “หากเจ้าได้พบไท่จื่ออีกครั้ง จงจำให้มั่นว่าห้ามนึกเจ็บแค้นใจเป็นอันขาด หวางเยี่ยนหุยวางแผนการได้เก่งกาจเหนือธรรมดา และอยู่ร่วมด้วยไม่ง่ายดาย เจ้ามีแต่ต้องกุมพระทัยของไท่จื่อไว้ให้แน่นหนาเท่านั้นจึงจะสามารถประกันความมั่นคงของฐานะเจ้าและความรุ่งเรืองของสกุลหลี่ได้ ส่วนทุกสิ่งทุกอย่างของสกุลหลี่ก็จะเป็นโล่คุ้มหลังและกำลังเสริมที่แข็งแกร่งทรงพลังของเจ้าเช่นกัน เข้าใจแล้วหรือไม่?” น้ำเสียงมหาเสนาบดีหลี่ได้เปลี่ยนเป็นเฉียบขาด
ชิงเหล่ยพิงตัวฟูเหรินสามอย่างสิ้นแรงพลางพยักหน้า
อาหลัวฟังแล้วอกสั่นขวัญแขวนนัก การแต่งงานกับองค์ชายยุ่งยากปานนี้เทียว? ยังไม่ทันได้แต่งออกไปก็เริ่มวางแผนเชิงจิตวิทยากันเสียแล้ว
กลับถึงสวนห่ายถัง ค่อยได้ยินฟูเหรินเจ็ดถอนหายใจกล่าวว่า “ซานเอ๋อร์ ครานี้ไท่จื่อทำดีนักละ แต่งทีเดียวสองนาง น่าเสียดายแทนชิงเหล่ยนักที่เกิดแต่รอง บุตรีที่เกิดแต่ภรรยารองไม่มีฐานะดอก”
“อย่างนั้นกู้เทียนหลินเล่า? เหตุใดครั้งนี้จึงไม่มีนาง?”
ฟูเหรินเจ็ดตอบว่า “ฟังว่าวันนี้ใต้ฝ่าพระบาททรงมีราชโองการไปยังบ้านมหาเสนาบดีกู้ ยกนางให้เป็นเจิ้งเฟยขององค์ชายสี่แล้วละ”
อาหลัวร้อง “อ้อ” ในห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิง นางยังไม่เคยได้เห็นองค์ชายสี่กับกู้เทียนเสียง ดูท่าทางกู้เทียนหลินจะวาสนาดีกว่าชิงเหล่ยมาก ต่อไปไม่ว่าองค์ชายสี่จะเป็นอย่างไรก็เป็นหวางเยี่ย[3]ผู้หนึ่ง และอย่างน้อยก็ไม่ได้แต่งภรรยารองอีกคนพร้อมกับที่แต่งกู้เทียนหลิน ครั้นนึกถึงว่าหลังจากแต่งงานกับคนที่นี่แล้วต้องเผชิญหน้ากับบรรดาภรรยาจำนวนมากมายของเขา อาหลัวก็ขนลุกเกรียว ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อาจยอมรับธรรมเนียมหนึ่งสามีหลายภรรยาได้ เมื่อดูจากอัตราเร็วในการแต่งบุตรีของมหาเสนาบดีหลี่ หากนางไม่คิดจะกระโดดเข้าสู่กรงขังอีกใบ ก็จำเป็นต้องรีบหาเงินสักก้อนให้ได้โดยเร็ว แล้วรีบเผ่นหนีไปก่อนที่มหาเสนาบดีหลี่จะขายนางออกไปเป็นดี
อาหลัวเดินทอดฝีเท้าเข้าไปในป่าไผ่ แหงนมองดวงอาทิตย์ ไม่ว่าอย่างไรก็รีบไปพบกับหลิวเจว๋ที่ริมแม่น้ำตอนยามอู่ไม่ทันเสียแล้ว แต่นางก็ไม่อยากจะจับเจ่าอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้เช่นกัน จึงบอกกล่าวให้ฟูเหรินเจ็ดกับเสี่ยวอวี้รับรู้ แล้วปลอมตัวปีนกำแพงออกไปนอกคฤหาสน์
นางจะทำอะไรดี? หลังจากซื้อเรือนแล้ว เงินสองพันกว่าตำลึงก็หายไปกว่าครึ่ง ที่เหลือยังต้องใช้พยุงค่าใช้จ่ายของเรือนทั้งสองหลังอีก อาหลัวเดินทอดน่องไปยังริมแม่น้ำแล้วนั่งลงคิด ...จะไปหาเงินที่ไหนดี?... ลมแม่น้ำโชยพัดมาสดชื่นนัก เด็กสาวเอนหลังพิงต้นหลิวค่อยๆ ผล็อยหลับไป
ตอนที่จื่อหลีมาถึงริมแม่น้ำก็ได้เห็นอาหลัวซึ่งหลับไปแล้วพอดี ชายหนุ่มให้ปีติยินดีอยู่ในใจ ก้าวเบาๆ เข้าไปหาด้วยไม่ต้องการรบกวนให้นางตื่น ครั้นเดินเข้าไปใกล้แล้วจึงย่อตัวลงข้างหน้าต้นหลิวมองดูนาง ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าคิ้วและดวงตาของนางละม้ายเหมือนคุณหนูสามบ้านมหาเสนาบดีหลี่ จื่อหลีขมวดคิ้ว เอานิ้วจุ่มน้ำในแม่น้ำเล็กน้อยแล้วปาดเช็ดลำคอของนางอย่างรวดเร็ว
อาหลัวสะดุ้งตื่น ลืมตาขึ้นเห็นเขา ก็โพล่งถามอย่างประหลาดใจ “จื่อหลี? ไยจึงมาที่นี่เล่า?”
ในดวงตาของจื่อหลีมีแต่แววยิ้ม “ซานตี้ ไยจึงมาที่นี่ได้เล่า?”
อาหลัวยิ้มเนือยๆ “อยู่ในบ้านแล้วเบื่อ จึงออกมาเดินเล่น ที่นี่เงียบดี ไม่นึกว่านั่งไปนั่งมากลับผล็อยหลับเสียได้” นางนึกสังหรณ์ใจว่าการไม่ได้ไปพบหลิวเจว๋ตามนัดหมายจะต้องก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมาอย่างแน่นอน แหงนมองท้องฟ้าดูเวลา คาดว่าคงจะเป็นยามเว่ย[4]แล้ว หลิวเจว๋ไม่มีทางรอที่ริมแม่น้ำตั้งสามชั่วโมงกว่าเด็ดขาด ไม่ทราบว่านางผิดนัดเช่นนี้ หลิวเจว๋จะโมโหมากเท่าใด และจะจัดการกับนางอย่างไร คิดแล้วอดถอนหายใจเฮือกไม่ได้
“ยังไม่ยอมยกโทษให้ต้าเกอหรือ?” ทันทีที่ถ้อยคำหลุดจากปาก จื่อหลีก็ตกตะลึง...ตกตะลึงว่าเหตุใดอารมณ์ของซานตี้จึงส่งผลต่อเขาได้ ในใจกลับร้อนรนถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มเม้มปาก เมื่อมองอาหลัวอีกครั้งแววตาจึงมีพิรุธอยู่เล็กน้อย
อาหลัวกล่าวแก้ความเข้าใจผิดยิ้มๆ “จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง? วันนี้มีคนนัดข้าพบกันตอนยามอู่ แต่ที่บ้านข้ามีเรื่องจึงไปไม่ทัน ในใจข้าจึงนึกกังวลกลัวว่าเขาจะโกรธดอก จริงสิ ไยต้าเกอจึงมาที่นี่เล่า?”
“เพราะที่นี่เงียบดี เหมาะจะใช้ขบคิดเรื่องในใจ”
อาหลัวร้อง “อ้อ” แล้วไม่เอ่ยอะไรอีก
จื่อหลีถามอย่างแปลกใจ “เหตุใดเจ้าจึงไม่ถามข้าเล่าว่ามีเรื่องในใจใด?”
อาหลัวมองหน้าอีกฝ่าย “ข้าเคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่น หากท่านยินดีบอกข้าท่านย่อมจะบอกเอง หากไม่ยินดีบอกข้าถามไปก็ไร้ประโยชน์”
“หากเจ้าถาม ข้าก็จะบอก” จื่อหลีคะยั้นคะยอ
อาหลัวจนใจ “เอาเถิด ท่านมีเรื่องในใจอะไรหรือ?”
เรียวปากจื่อหลีโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง “ข้าได้รู้จักเด็กหญิงที่เป่าตี๋เก่งมากผู้หนึ่ง ข้ามักจะเป่าเซียวประสานตอบโต้กับเสียงตี๋ของนางที่นี่อยู่เนืองๆ และมักจะฟังเรื่องในใจของนางออกจากเสียงตี๋ บางครั้งนางจะร่าเริงยินดี แต่ส่วนใหญ่จะเหมือนมีเรื่องในใจอยู่เต็มอก นางฉลาดมาก เรียนเป่าตี๋ได้เร็วยิ่ง แต่แล้ววันหนึ่งอยู่ๆ นางก็ไม่เป่าตี๋อีก ไม่ว่าข้าจะใช้เสียงเซียวตัดพ้อเช่นไร นางล้วนแต่ไม่แยแสข้า ซานตี้ เจ้าว่านางเป็นอะไรไปหรือ?”
ดวงตาของจื่อหลีเปล่งประกายบางอย่าง แววตาพราวระยับด้วยความรู้สึกที่ทำให้อาหลัวไม่กล้าคิด นางไม่สามารถสบตาเขาได้ หลังจากนิ่งเงียบอยู่อึดใจใหญ่จึงค่อยตอบว่า “ในเมื่อท่านฟังออกว่านางมีเรื่องในใจอยู่มากมาย เช่นนั้นนางย่อมต้องมีเรื่องยุ่งยากใจอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่ เมื่อมีเรื่องยุ่งยากใจ ย่อมจะไม่สามารถเป่าตี๋ร่วมประสานกับท่านได้อีก”
ชายหนุ่มมองดูใบหน้าที่ก้มต่ำลงของอาหลัว ไม่อยากจะบีบบังคับนางต่อ จึงผ่อนคลายสีหน้าเอ่ยว่า “ซานตี้ เจ้าชอบอาหารเลิศรสไม่ใช่หรือ ข้าพาเจ้าไปลองลิ้มชิมที่เหลาอีกแห่งหนึ่งดีหรือไม่?”
อาหลัวเหลือกตาใส่ “คงไม่ใช่ว่าจะมีคนถือดาบมาฟันใส่ท่านอีกดอกนะ? ข้าน่ะกลัวตายมากที่สุด”
จื่อหลีหัวเราะก้อง “มีต้าเกออยู่ด้วย จะไม่มีทางปล่อยให้เจ้าต้องบาดเจ็บแม้แต่ปลายเส้นผมเด็ดขาด”
อาหลัวทำหน้าเคร่ง “ข้าเป็นคนกลัวความยุ่งยากอย่างมาก เพราะข้าไร้ซึ่งกำลังจะจัดการกับความยุ่งยาก ท่านรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่ปล่อยให้ข้าต้องตกอยู่ในความยุ่งยาก?”
จื่อหลีทำหน้าเคร่ง “แน่นอน”
“ท่านไม่ใช่คนเลวกระมัง? ข้าน่ะเป็นคนดีอย่างแน่นอน!”
จื่อหลีถูกวาจาของนางทำเอานึกขัน “ข้าไม่ใช่คนเลวแน่นอน ซานตี้ เหตุใดผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ความระแวงของเจ้าจึงกลับเพิ่มขึ้นมากมายปานนี้เล่า?”
อาหลัวก้มหน้าถอนหายใจ “เพราะท่านเป็นฝ่ายสงสัยข้าก่อน ทั้งยังมีคนคิดจะฆ่าท่าน ที่มาของท่านต้องไม่ธรรมดาเสียละมาก! ซึ่งข้าคงรับมือไม่ได้อย่างแน่นอน”
“ซานตี้ ในใจเจ้ากลัวอะไรอยู่หรือ?”
อาหลัวคิดในใจ ...ข้ากลัวไปหมดนั่นแหละ สิ่งที่ข้ากลัวมีมากเกินไป ขอเพียงนึกถึงว่าในวันหน้าจะต้องถูกมหาเสนาบดีหลี่เอาไปขายก็ดีใจไม่ออกแล้ว...
จื่อหลีมองสีหน้าคับแค้นใจของอาหลัวแล้วนึกทอดถอนอยู่ในใจ ยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ซานตี้ หากยังขมวดคิ้วอีกก็จะไม่ใช่คุณชายน้อยที่งดงามแล้วนะ ร่าเริงหน่อยเถิด มีเรื่องใดต้าเกอจะช่วยเจ้าเอง ตอนนี้เราไปกินของอร่อยกันเถอะ”
อาหลัวคิดในใจ ...กลุ้มใจไปก็เท่านั้น ตามไปกินข้าวฟรีก่อนดีกว่า จะได้ลองคิดดูด้วยว่ามีเรื่องใดที่ทำได้บ้าง...
คนทั้งสองยังคงร่วมขี่ม้าตัวเดียวกันเช่นเคย มุ่งหน้าไปจนถึงเขตค้าขาย ครั้งนี้ได้เปลี่ยนเป็นภัตตาคารอีกแห่ง จากที่จื่อหลีแนะนำ เหลาจุ้ยเฟิงแห่งนี้เป็นภัตตาคารที่ดีที่สุดของเมืองเฟิง
อาหลัวถามเขาว่า “ต้าเกอ อาหารของที่นี่แพงมากเหมือนกันหรือเปล่า? ข้าวแค่หนึ่งมื้อก็กินค่าใช้จ่ายของครอบครัวคนธรรมดาตั้งหนึ่งเดือนอีกหรือไม่?”
จื่อหลีเอ่ยยิ้มๆ “ไม่ดอก ขอเพียงเจ้าไม่สั่งอาหารที่แพงที่สุดของพวกเขาเท่านั้น เป็นไร คิดจะช่วยต้าเกอประหยัดเงินหรือ?”
อาหลัวส่ายหน้า “ข้าเพียงอยากจะบอกว่า หากยังคงแพงแบบนั้นอีก ท่านก็ไม่ต้องเลี้ยงข้าวข้าแล้ว ให้เงินข้าโดยตรงก็ได้”
จื่อหลีหัวเราะออกมา “เหตุใดเจ้าจึงรักเงินปานนี้?”
อาหลัวกล่าวตอบอย่างหนักแน่นมีเหตุผล[5] “ไร้เงินยากจะเดินแม้ก้าวเดียว มีเงินท่องเที่ยวได้ทั่วหล้า! เงินทองเป็นของดี รักเงินเท่ากับรักการใช้ชีวิต”
จื่อหลีเพียงแต่มองนางยิ้มๆ โดยไม่เอ่ยอะไร อาหลัวมักจะสามารถทำให้เขายิ้มขันได้เสมอ ถ้อยคำที่นางกล่าวก็แฝงเหตุผลข้างๆ คูๆ อยู่หลายส่วน
เข้าไปในเหลาแล้ว เสี่ยวเอ้อร์ได้นำทางคนทั้งสองเดินขึ้นไปบนชั้นสอง อาหลัวมองสำรวจภัตตาคารอันดับหนึ่งของเมืองเฟิงแห่งนี้อย่างสนใจใคร่รู้ สายตากลับกวาดไปเห็นหลิวเจว๋ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างในบัดดล นางสะดุ้งในใจ กลับหลังหันเดินลงไปชั้นล่างทันควัน
จื่อหลีซึ่งติดตามอยู่ข้างหลังอาหลัวขมวดคิ้วน้อยๆ มองหลิวเจว๋ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ค่อยหันไปมองอาหลัวที่กลับหลังหันเดินลงไปชั้นล่าง ก่อนจะเดินตามลงไป
อาหลัวเค้นรอยยิ้มพูดว่า “ต้าเกอ ข้าอยากกลับแล้ว ไว้วันหน้าค่อยกินดีหรือไม่?”
แม้จะทราบดีว่านางกับหลิวเจว๋ต้องรู้จักกันทั้งยังต้องเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้น แต่ในเมื่ออาหลัวไม่ยินดีเล่า จื่อหลีก็ไม่ฝืนใจ เพียงยิ้มบางๆ พานางกลับไปส่งที่ริมแม่น้ำแล้วค่อยขี่ม้าจากไป
ครั้นจื่อหลีย้อนกลับไปที่เหลาจุ้ยเฟิงอีกครั้ง หลิวเจว๋ก็จากไปแล้ว ชายหนุ่มสั่งเหล้ามาหนึ่งกา นั่งลงที่ริมหน้าต่าง แล้วยื่นนิ้วชี้มือซ้ายออกมา บนนั้นยังคงมีสีน้ำตาลติดอยู่
จื่อหลีอดไม่ได้ต้องคลี่ยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ หุบยิ้ม ดื่มน้ำเมาลงไปจอกแล้วจอกเล่า ในดวงตาทอประกายหม่นเศร้าอยู่จางๆ
อาหลัวกลับถึงบ้าน ตกกลางคืนกลับนอนไม่ค่อยหลับ สังหรณ์ใจว่าหลิวเจว๋ต้องมาเอาเรื่องนางอย่างแน่นอน เฝ้าไตร่ตรองกลับไปกลับมาก็คิดหาทางแก้ไขไม่ได้ จนบัดนี้นางก็ยังคิดวิธีหาเงินไม่ออก วันที่จะไปจากคฤหาสน์หลังนี้จึงอยู่ไกลโพ้นไร้กำหนด หากวันเวลาผ่านไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า และถึงวันใดที่มหาเสนาบดีหลี่จับนางห่อเรียบร้อยขายออกไป นางจะทำอย่างไรดี? จื่อหลีจะช่วยนางได้หรือไม่? นางจะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า? อาหลัวกลุ้มใจเป็นที่สุด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสียงเซียวของจื่อหลีดังมาจากในป่าไผ่อีกครั้ง อาหลัวคิดในใจ ...เหตุใดจื่อหลีจึงสนอกสนใจคุณหนูสามบ้านเสนาบดีนักหนอ? เพียงเพราะเราร่วมเป่าตี๋กับเขาอยู่สองเดือนอย่างนั้นหรือ?... การแสดงเป็นคนสองคนต่อหน้าจื่อหลี นางเห็นว่าระดับความยากสูงเกินไป อีกทั้งวิชาแต่งหน้าของฟูเหรินเจ็ดนั้นเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดเพียงขนคิ้วและสีผิว ผ่านไปนานวันเข้าจื่อหลีย่อมจะดูออกจนได้ ตอนนี้เวลาอยู่กับเขา นางจะรู้สึกเหมือนเป็นวัวสันหลังหวะ สู้ฉวยโอกาสบอกเขาเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า เพียงแต่ไม่ทราบเช่นกันว่าจื่อหลีจะสามารถช่วยนางได้หรือไม่ เพราะอย่างไรหลิวเจว๋ก็เป็นถึงซื่อจื่อแห่งวังอานชิงหวาง อาหลัวถอนหายใจพลางเดินเข้าไปในป่าไผ่
จื่อหลีคลี่ยิ้มอ่อนโยน เขากำลังรอ...รอให้อาหลัวบอกเขาว่า นางก็คือหลัวซาน...หลัวซานก็คือนาง
ครั้นเห็นจื่อหลี อาหลัวก็มิได้ตกใจอีก “เหตุใดท่านจึงมาอีกแล้วเล่า?”
“เมื่อวานนี้เจ้าจากไปอย่างรีบร้อน จึงยังมิได้ตอบข้าว่าเหตุใดเจ้าถึงไม่ตอบสนองเสียงเซียวของข้าอีก”
อาหลัวเดินไปนั่งลงบนก้อนหินข้างๆ สองมือเท้าคาง ใคร่ครวญในใจอีกหนึ่งตลบ ค่อยเงยหน้าขึ้นมองจื่อหลี “ต้าเกอ! ข้า...ข้าคือหลัวซาน” จบคำก็ก้มหน้าลง รู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อย
จื่อหลีแสร้งทำเป็นตกตะลึงคาดไม่ถึง “เจ้าบอกว่าเจ้าคือซานตี้?”
อาหลัวเสริมว่า “ข้าสวมชุดบุรุษและทาหน้าให้คล้ำ”
จื่อหลีก้าวเนิบช้าไปถึงตรงหน้าเด็กสาว แล้วย่อตัวลงจ้องมองนาง “ให้ข้าพินิจดูอย่างถี่ถ้วนหน่อยเถิด”
อาหลัวมองสบตาชายหนุ่มอย่างจริงจัง จื่อหลีพินิจดูใบหน้าของนางอย่างละเอียดลออ...ดวงหน้าเล็กประมาณฝ่ามือ ปลายคางเรียวมน ริมฝีปากดั่งกลีบผกา คิ้วถูกบดบังอยู่ภายใต้ผมม้า ดวงตาซึ่งประดับอยู่บนผิวขาวผ่องปานหิมะสุกใสเป็นประกายดั่งแก้วเจียระไนและหยกเนื้อดี หากไม่พินิจดูอย่างถี่ถ้วน จะไม่ทันสังเกตจริงๆ ว่าอาหลัวงดงามน่าตะลึงหลงถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มมองดูดวงตาของนาง ข้างในนั้นทอแสงแห่งความลึกลับซึ่งเขาไม่เคยคุ้น เป็นประดุจวังน้ำวนที่ดึงดูดเขาเข้าไป เขาจึงเผลอจ้องมองเหม่ออย่างลืมตัว
ครั้นถูกจื่อหลีจ้องมองตาไม่กะพริบ อาหลัวก็หน้าแดงเรื่อเบือนหน้าหนี ก่อนจะกล่าวเสริมเพราะนึกว่าเขาไม่เชื่อ “ต้าเกอ เราพบกันครั้งแรกที่ริมแม่น้ำ ข้าไปรบกวนการเป่าเซียวของท่านเข้า”
จื่อหลีได้สติตื่นจากภวังค์ คลี่ยิ้มบาง “ข้าทราบดี เจ้าคือซานตี้ หมายถึงเป็นบุตรคนที่สามกระมัง?”
อาหลัวพยักหน้า จื่อหลีทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างกายนางเอ่ยถามว่า “ซานตี้ อ้อ...เวลานี้ควรเรียกเจ้าว่าอย่างไรดี?”
“เรียกชื่อข้าก็ได้ เหนียงมักจะเรียกข้าว่า ‘ซานเอ๋อร์’ คนอื่นๆ ในบ้านเรียกข้าว่า ‘อาหลัว’ ชื่อเต็มของข้าคือ ‘หลี่ชิงหลัว’ ท่านจะเรียกอย่างไรก็ได้”
“มีกูเหนี่ยงนางใดให้ผู้อื่นเรียกนามของตนได้ตามใจชอบบ้าง เจ้าช่างขวัญกล้าเสียจริง”
อาหลัวจึงค่อยนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่เหมือนโลกปัจจุบันที่สามารถเรียกชื่อได้ตามใจชอบ จึงหัวเราะเบาๆ “ต้าเกอ ท่านเรียกข้าว่า ‘อาหลัว’ ก็แล้วกัน ชื่อเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง จะเรียกว่าอย่างไรก็เหมือนกัน”
ชายหนุ่มเห็นว่าอาหลัวเปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง จึงเอ่ยยิ้มๆ “ตกลง อาหลัว เจ้ากำลังกลุ้มใจเรื่องใดหรือ?”
อาหลัวกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะหาเงินได้”
จื่อหลีย้อนถามอย่างฉงน “เจ้าจะหาเงินไปทำอะไรหรือ?”
อาหลัวนิ่งคิดแล้วตอบว่า “หากมีเงินก็จะสามารถไปจากคฤหาสน์หลังนี้และท่องเที่ยวทั่วแผ่นดินได้”
“มหาเสนาบดีหลี่ไม่มีทางอนุญาตอย่างแน่นอน”
“ดังนั้นข้าถึงต้องหาเงินเองอย่างไรเล่า”
จื่อหลีขมวดคิ้ว “ความจริงแล้วข้างนอกน่ะอันตรายมาก วิชาหมัดเท้าไม่กี่ท่านั้นของเจ้าใช้จัดการกับคนไม่เป็นวิทยายุทธ์ยังพอจะคุ้มตัวได้อยู่ดอก แต่หากพบกับผู้ที่เป็นวิทยายุทธ์จริงๆ จะไร้ประโยชน์ทันที”
อาหลัวถอนหายใจ นึกถึงว่าหลิวเจว๋เป็นวิชาตัวเบาทั้งยังจี้จุดเป็น จื่อหลีเองเพียงกระโดดเบาๆ ก็ออกไปจากกำแพงล้อมได้แล้ว ส่วนตัวนางแค่จะปีนกำแพงคฤหาสน์ยังลำบากลำบนถึงเพียงนี้ “ต้าเกอ แต่ว่าข้าอยากจะไปท่องเที่ยวดูให้ทั่วทุกที่เหลือเกิน ท่านช่วยสอนข้าว่าจะหาเงินได้อย่างไรได้หรือไม่?”
จื่อหลีพบว่าอาหลัวใช้สายตาอ้อนวอนแบบเดิมมองเขาอีกแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ปฏิเสธไม่ออก จึงเอ่ยยิ้มๆ “อย่างนั้นเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง? บอกต้าเกอเถิด”
ดวงหน้าเด็กสาวสว่างไสวในบัดดล “ข้าทำอาหารเป็นอย่างไรเล่า ยังไงก็อร่อยกว่าสามอาหารสุดเลิศล้ำแล้วกัน!”
จื่อหลียิ้มพลางส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ “ต้องทำให้ข้ากินดูก่อนข้าถึงจะเชื่อ”
อาหลัวลุกพรวดขึ้นยืน ถามอย่างกระตือรือร้น “ต้าเกอ หากข้าทำได้อร่อยกว่าเหลาเชียนเฟิง ท่านจะยอมเปิดร้านอาหารสักแห่งให้ข้าทำอาหารหรือไม่? เงินที่ได้เราสองคนมาแบ่งกัน”
จื่อหลีอดยิ้มไม่ได้ “ตกลง คำไหนคำนั้น จะไปกันเลยหรือ?”
อาหลัวดีใจจนเนื้อเต้น รีบคว้ามือจื่อหลีพาไปปีนกำแพงโดยลืมเสียสนิทว่าเขาก็เป็นวิชาตัวเบาเช่นกัน นางปีนไม่กี่ก้าวก็ขึ้นไปถึงบนสันกำแพง แล้วจึงหันกลับมากวักมือให้ชายหนุ่ม “ต้าเกอ ขึ้นมาสิ เร็วเข้า!”
จื่อหลีเงยหน้าขึ้นมอง ตัวอาหลัวในยามนี้เป็นประดุจนางไม้ที่เปี่ยมล้นชีวิตชีวาไปทั้งตัว ในเสียงตี๋ของนางมีความกลัดกลุ้มคับแค้นที่ไม่เข้ากับวัย แต่ยามแย้มยิ้มกลับเป็นประดุจที่สุดของแก้วใสไร้มลทิน ปราศจากการเก็บงำเสแสร้งโดยสิ้นเชิง หัวใจจื่อหลีไหววูบ นึกอยากจะปีนกำแพงกับนางขึ้นมาอย่างปุบปับ
ชายหนุ่มก้าวไม่กี่ก้าวขึ้นไปถึงสันกำแพง ครั้นเห็นอาหลัวหยิบบันไดเชือกเส้นหนึ่งออกมาก็หัวเราะก้องเต็มเสียง แล้วโอบตัวเด็กสาวกระโดดลงไป
อาหลัวยิ้มเก้อๆ “ดีใจเกินไปหน่อย ลืมเสียสนิทว่าต้าเกอเป็นวิชาตัวเบา”
เนื่องจากอาหลัวไม่ได้เปลี่ยนไปสวมชุดบุรุษ จื่อหลีจึงสั่งให้ผู้ติดตามไปว่าจ้างเกี้ยวมาหนึ่งหลัง แล้วกล่าวกับนางว่า “เอาไว้เจ้าเปลี่ยนไปสวมชุดบุรุษเมื่อไร ต้าเกอค่อยสอนเจ้าขี่ม้า”
นั่งเกี้ยวก็ดีเหมือนกัน เดินไปพลางค่อยๆ ชมทิวทัศน์รอบด้านไปพลาง อาหลัวซึ่งนั่งอยู่ในเกี้ยวได้รวบม่านเกี้ยวขึ้นมองออกไปข้างนอกอย่างร่าเริงเบิกบาน จื่อหลีที่ขี่ม้าอยู่หันกลับมามองนางแทบจะตลอดเวลา อาหลัวเอามือปิดปากแอบหัวเราะ ...จื่อหลีเวลาขี่ม้านี่เท่ชะมัด...
ไปถึงเหลาเชียนเฟิง ไม่ทราบว่าจื่อหลีกล่าวอะไรไปบ้าง เถ้าแก่เหลาจึงได้มาพูดกับอาหลัวอย่างพินอบพิเทาและกระตือรือร้นว่า “คุณหนูโปรดตามข้าไปที่ครัวเถิด”
อาหลัวหันไปมองจื่อหลี ชายหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะแสร้งทำหน้าขึงขัง “ห้ามรสชาติแย่เกินไปเด็ดขาด”
อาหลัวเชิดหน้าอย่างทะนง ก่อนจะเดินตามเถ้าแก่ไปที่ครัว เกือบหนึ่งชั่วยามเต็มๆ นางจึงค่อยยกอาหารมาขึ้นโต๊ะ
“เจ้าไปที่ครัวนานปานนี้ ทำออกมาเพียงแค่แกงจืดผักกาดขาวนี่อย่างเดียวเท่านั้นหรือ? แค่แช่ผักกาดขาวลงในน้ำแล้วยกออกมาเท่านั้น?”
อาหลัวทำปากยื่น “สามอาหารสุดเลิศล้ำน่ะกระทั่งหน้าตายังสู้เจ้านี่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ หน้าตาภายนอกของ “ผักกาดขาวต้มน้ำเปล่า”[6]ก็คือยามยกขึ้นโต๊ะดูแล้วเหมือนเป็นเพียงผักกาดขาวแช่ในน้ำเดือด ท่านลองชิมดูเป็นไร?”
จื่อหลียิ้มละไม ใช้ช้อนตักน้ำแกงขึ้นมาลองชิมเล็กน้อย จากนั้นคิ้วพลันขมวดมุ่น ใบหน้าค่อยๆ ปรากฏแววอัศจรรย์ใจระคนยินดี “เหลาเชียนเฟิงปิดกิจการได้แล้ว” ชายหนุ่มมองหน้าอาหลัวด้วยสายตาทอประกายชื่นชม “กลิ่นหอมสดชื่น รสชาติชุ่มคอ สดอร่อยเหนือธรรมดา ทำอย่างไรหรือ?”
อาหลัวเริ่มสาธยายอวดภูมิ “ผักกาดขาวคัดเอาเพียงใจกลางอ่อนๆ ที่ออกสีเหลืองของผักกาดขาวหัวใหญ่ ทั้งยังต้องเป็นใจของผักกาดขาวที่ยังไม่สุกเต็มที่อีกด้วย อย่าได้ดูถูกน้ำเดือดหม้อนี้เทียวนะ นี่น่ะได้มาจากการใช้ของสดอันได้แก่ แม่ไก่แก่ แม่เป็ดแก่ ขาหมู กระดูกหมู และเนื้อหอยตากแห้งมาต้มรวมกัน เพิ่มเครื่องปรุงรสสารพัดอย่าง ค่อยๆ เคี่ยวจนได้รสชาติสดใหม่ แล้วยังต้องแยกเนื้อกับฟองออกไปจนกระทั่งสีของน้ำแกงเปลี่ยนเป็นใสเหมือนน้ำเปล่า หนึ่งชั่วยาม? ข้ากลัวว่าท่านจะรอจนรำคาญดอกจึงค่อยฝืนใจยกออกมาให้ก่อนเวลา”
จื่อหลีถามยิ้มๆ “คนครัวของที่บ้านสอนให้หรือ?”
“ความลับ เรื่องนี้แพร่งพรายไม่ได้ดอก”
จื่อหลีเริ่มดื่มน้ำแกงกินผักกาดขาว
เห็นชายหนุ่มรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ในใจอาหลัวก็รู้สึกเป็นสุขอยู่รำไร ตอนอยู่ในยุคปัจจุบันนางเคยรับประทานอาหารจานนี้มาก่อน ตอนนั้นนางไม่ทราบตื้นลึกหนาบาง จึงเห็นว่าแค่แกงจืดผักกาดขาวขายตั้ง ๘๐ ไคว่[7]แพงเกินไป และเกือบได้ทะเลาะโต้เถียงยกใหญ่กับทางร้าน ต่อมาครั้นได้ทราบว่านี่คือหนึ่งในข้อสอบของการสอบเป็นเชฟชั้นหนึ่ง จึงไปหัดเรียนทำบ้าง
“รสเยี่ยมเหลือเกิน เอาเถิด ข้าจะเปิดร้านให้ เจ้าไม่ต้องลงมือทำเอง เพียงสอนให้ซือฟู่ทำเป็นก็พอ อาหารหนึ่งจานขายราคา ๑๐ ตำลึงเงิน เราสองคนแบ่งกันคนละครึ่ง”
อาหลัวตกตะลึงตาค้าง “แพงปานนี้ มีคนกินด้วยหรือ?”
“วางใจเถิด ‘สิ่งของจะล้ำค่าเมื่อหายาก’ คนมีทรัพย์นั้นนิยมเช่นนี้แหละ”
อาหลัวคำนวณอย่างรวดเร็ว หากเป็นแบบนี้ เพียงแค่ไม่กี่เดือนนางก็จะเป็นเศรษฐีนีน้อยๆ ของยุคโบราณแล้ว! สามารถไปจากคฤหาสน์มหาเสนาบดี สามารถไปท่องเที่ยวชมดูทั่วแผ่นดิน สามารถเป็นอิสระ!
อาหลัวประสานมือเข้าหากันหลับตาลง พึมพำในใจ “สิ่งใดที่ใช้หาเงินได้ดีที่สุดในยุคโบราณ? คือสมองของยุคปัจจุบัน! ขอบคุณเทพไทที่ส่งข้ามาที่นี่โดยไม่ช่วงชิงความทรงจำของข้าไป ขอบคุณพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ข้ามาแต่เด็กและปล่อยให้ข้าพึ่งตัวเอง ขอบคุณร้านอาหารที่เก็บเงินข้าไป ๘๐ หยวน...”
จื่อหลีมองดูอาหลัวอธิษฐานด้วยอาการดีใจจนน้ำหูน้ำตาไหลอย่างขบขัน ดวงหน้าเล็กๆ เปล่งประกายสว่างไสว ขนตายาวงอนเต้นระริกด้วยความพลุ่งพล่าน ดูประดุจผีเสื้อกระพือปีกจะโผบิน ความรู้สึกเวทนาแกมเอ็นดูได้เอ่อท้นขึ้นภายในใจของชายหนุ่ม จึงถอนหายใจพลางดึงมือเด็กสาวลง เอ่ยอย่างจริงใจ “อาหลัว ต้าเกอจะดูแลเจ้าเองดีหรือไม่?”
อาหลัวมองหน้าเขาอย่างตกตะลึง ในดวงตาของจื่อหลีมีสิ่งที่ทำให้นางประหวั่นลนลานและพอจะเข้าใจได้อยู่รางๆ ราวกับอ้อนวอน...ราวกับเวทนา...ราวกับ...นางใจหายวาบ ก้มหน้าลงเสหัวเราะออกมากล่าวว่า “ข้าไม่เคยนึกมาก่อนโดยแท้ว่าจะได้พบกับต้าเกอที่แสนดีต่อข้าถึงเพียงนี้ที่นี่! ฮะๆ...ทั้งยังเป็นคู่หูหุ้นส่วนด้านค้าขายของข้าอีกด้วย!”
จื่อหลีทั้งฉิวทั้งขัน คิดดูแล้วเห็นว่านางอาจจะยังเด็กเกินไป จึงยังไม่เข้าใจเจตนาของเขา ขณะจะเอ่ยปากกล่าวต่อ ก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะเย็นชาเอ่ยว่า “ที่แท้ก็หาที่พึ่งได้แล้วนี่เอง ถึงได้โอหังปานนี้ กล้าให้เสี่ยวเหยียรอเก้อ!”
ในความรู้สึกของอาหลัว เสียงนี้ไม่ผิดอะไรกับฟ้าผ่าเปรี้ยงสนั่น นางสะดุ้งโหยงแล้วสั่นเทิ้มไปทั้งตัว พยายามข่มสติให้เยือกเย็นอย่างสุดชีวิต ครั้นหันกลับไปมอง ผู้ที่ยืนอยู่หน้าบันไดไม่ใช่หลิวเจว๋แล้วจะเป็นผู้ใดได้
หลิวเจว๋ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีเกียจคร้าน รูปร่างสูงเพรียว เครื่องหน้าคมสันได้รูป งามสง่าบาดนัยน์ตา เพียงแต่บนใบหน้าประดับรอยยิ้ม...หากสายตากลับเย็นเฉียบ
จื่อหลีเอ่ยทักทายเสียงเรียบ “ซื่อจื่อมาทานอาหารที่เหลาเชียนเฟิงเช่นกันหรือ?”
“เดิมทีนั้นใช่ แต่ตอนนี้ไม่คิดแล้ว ขออำลา!”
น้ำเสียงหลิวเจว๋แฝงอารมณ์โกรธเกรี้ยวอย่างเข้มข้น ตอนเขาจากไป อาหลัวรู้สึกได้ว่าสายตาเย็นชาคู่นั้นตวัดมองมาที่นาง ทำเอาเส้นขนบนตัวนางลุกเกรียวเป็นทิวแถว
จื่อหลีเห็นนางแตกตื่นหวาดกลัวก็ให้สงสารนัก ถามด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เมื่อวานนี้ไม่ได้ไปตามนัดหมายของเขากระมัง?”
...จื่อหลีรู้จักหลิวเจว๋?... อึดใจใหญ่ให้หลังอาหลัวจึงค่อยกลับเป็นปกติอีกครั้ง “ในงานเลี้ยงชมดอกท้อข้าไม่ทราบว่าเขาคือใคร จึงอัดเขาสลบ ทั้งยังจับเขามัดกับต้นไม้และปล้นเงินของเขาไป ตอนชมจันทร์คืนจงชิวถูกเขาจำได้ เขานัดข้าไปที่ริมแม่น้ำเขตใต้ของเมืองเมื่อวานนี้เพื่อสู้กันใหม่ แต่ข้าติดธุระจนสาย ไม่มีเวลาไป”
จื่อหลียิ่งฟังแววหัวเราะในดวงตาก็ยิ่งเข้มข้น นึกไม่ถึงว่านิสัยเช่นนั้นของหลิวเจว๋กลับมาเสียทีในเงื้อมมือของกูเหนี่ยงน้อยได้ ชายหนุ่มนึกจินตนาการภาพเหตุการณ์ในเวลานั้นแล้วกลั้นไม่อยู่ หัวเราะออกมาดังก้อง “อาหลัว เจ้านี่น่าสนุกเสียจริง! ไม่ต้องกลัว ต้าเกอจะคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน”
อาหลัวเห็นจื่อหลีหน้าไม่เปลี่ยนสี ท่าทางมั่นใจอย่างมาก ก็ยิ่งใจไม่ดี ไม่ทราบว่าที่มาของจื่อหลียิ่งใหญ่เท่าใด ถึงได้กล้ามีเรื่องกับซื่อจื่อแห่งวังอานชิงหวาง แต่จื่อหลีไม่บอก นางก็ไม่สะดวกใจจะถามเช่นกัน
ลองคิดดูแล้ว อาหลัวก็เห็นว่าไม่ว่าอย่างไรหลิวเจว๋ก็เป็นถึงซื่อจื่อแห่งวังอานชิงหวาง หลานลุงแท้ๆ ของหนิงหวาง ลูกท่านหลานเธอประเภทนี้ถูกขัดใจไม่ได้มากที่สุด คู่แค้นพึงคลายไม่พึงผูก ยังคงไปหาหลิวเจว๋แล้วอธิบายให้เขาเข้าใจจะดีกว่า ด้วยว่าหากบังเอิญทำให้จื่อหลีต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยจะไม่ดีนัก
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] เหลียงตี้ คือชื่อตำแหน่งพระชายารองของไท่จื่อ มีฐานะรองลงมาจาก “ไท่จื่อเฟย”
[2] เกิดแต่รอง หมายถึง เป็นบุตรชายและบุตรสาวที่เกิดจากภรรยารอง หรือก็คือ ลูกเมียน้อย
[3] หวางเยี่ย คือคำเรียกเจ้าชายที่ได้รับแต่งตั้งราชทินนามแล้ว
[4] ยามเว่ย คือเวลา 13:00 – 15:00 น.
[5] หนักแน่นมีเหตุผล หมายถึง พูดจาหนักแน่นเต็มเสียงเพราะเห็นว่าตัวเองมีเหตุผลเต็มที่
[6] ผักกาดขาวต้มน้ำเปล่า ความจริงแล้วไม่จัดว่าเป็น “ซู่ช่าย” (ดูภาพที่ 39 หน้า xx)
[7] ไคว่ หรือ “หยวน” คือหน่วยเงินของจีนแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบัน; 1 ไคว่ ประมาณ 4-6 บาท