บทที่ 9
อาหลัวเดินอาดๆ พาเสี่ยวอวี้ออกจากคฤหาสน์มหาเสนาบดี เมื่อมีครั้งแรก ก็มีครั้งที่ N[1] นางได้สอนวิธีทำซู่ช่ายไม่กี่อย่างแก่พ่อครัวจนเป็น ภัตตาคารของนางกับจื่อหลีเปิดกิจการอย่างราบรื่น โดยตั้งชื่อว่า “ซู่ซินจาย[2]” จัดให้มีเพียงห้องส่วนตัว ๗-๘ ห้อง ได้มีผู้เข้าแถวจองยาวไปถึงสองสัปดาห์ให้หลัง
ภายในคฤหาสน์มหาเสนาบดีเริ่มจะยุ่งกับการตระเตรียมเรื่องงานแต่งของชิงเหล่ยเป็นที่ชุลมุนวุ่นวาย ครั้งแรกๆ ที่อาหลัวออกจากคฤหาสน์ มหาเสนาบดีหลี่ยังคงซักถามเรื่องการคบหาระหว่างนางกับหลิวเจว๋อยู่ดอก ซึ่งอาหลัวก็กล่าวตอบรับมืออย่างระมัดระวังโดยไม่เผยพิรุธ ต่อมามหาเสนาบดีหลี่ต้องยุ่งทั้งเรื่องงานราชการและต้องกังวลใส่ใจเรื่องชิงเหล่ย จึงค่อยๆ ผ่อนปรนหละหลวมต่ออาหลัวซักถามน้อยลง
หลิวเจว๋ราวกับหายสาบสูญไปแล้วกระนั้น ไม่ได้โผล่หน้ามาอีก ข้างอาหลัวได้จมอยู่ท่ามกลางความสุขที่เงินนำมาให้ทุกวี่วันพร้อมกับคาดคะเนวางแผนว่าต้องหาเงินอีกนานเท่าไรจึงจะเตรียมการหนีออกจากคฤหาสน์ได้ เมื่อไม่มีหลิวเจว๋มารบกวน อาหลัวกับจื่อหลีมีเวลาว่างก็จะไปหัดขี่ม้า วันเวลาจึงเปลี่ยนเป็นแสนอิสระสำราญ
จื่อหลีไม่ทราบว่าอาหลัวรู้ฐานะของเขาแล้ว และมิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว อาหลัวก็ไม่เอ่ยถามเช่นกัน ชายหนุ่มเห็นอาหลัวออกจากคฤหาสน์แล้วจะเป็นประดุจนกน้อยเริงร่าอยู่เสมอ จึงอดต้องการจะตามใจนางให้มากสักหน่อยไม่ได้ ยามอยู่กับอาหลัว เขาจะอารมณ์ดีอย่างประหลาด ไม่ว่าจะมีเรื่องหงุดหงิดกลัดกลุ้มใด เมื่อได้พบหน้านางก็มักจะหายสนิทเป็นปลิดทิ้ง
มีอยู่วันหนึ่งในที่สุดอาหลัวก็สามารถควบม้าห้อตะบึงได้ ใบหน้าเด็กสาวแดงระเรื่อจากการออกกำลัง ยิ้มกว้างกล่าวว่า “ต้าเกอ รู้สึกอย่างกับกำลังบินอยู่ไม่มีผิด ช่างอิสระแท้!”
จื่อหลีถามยิ้มๆ “การบินได้จะเป็นความรู้สึกแบบใด? เจ้าเคยบินด้วยหรือ?”
พริบตานั้นอาหลัวพลันนึกถึงความรู้สึกยามที่นั่งเครื่องร่อนในกาลก่อน จึงพรรณนาให้ชายหนุ่มฟังว่า “คือความรู้สึกที่อยู่บนฟ้าแล้วก้มหน้าลงมามองผืนแผ่นดิน รู้สึกราวกับจิตใจได้แผ่ไพศาลในบัดดล”
“คนจะบินอยู่บนฟ้าได้อย่างไร?”
อาหลัวนิ่งคิดแล้วบอกให้ผู้ติดตามของชายหนุ่มทำว่าวตัวใหญ่มากมาหนึ่งตัว เสร็จแล้วจึงกล่าวกับจื่อหลีว่า “ต้าเกอ เรามาขี่ม้าแล้วปล่อยว่าวขึ้น จากนั้นท่านลองใช้วิชาตัวเบายืนบนว่าวดูเถิด”
ครั้นจื่อหลีสะกิดสองเท้าลอยตัวขึ้นไปยืนบนว่าว ว่าวก็ถ่วงต่ำลงด้วยน้ำหนัก จากนั้นถูกม้าพาห้อตะบึงสุดฝีเท้าไปข้างหน้า ด้วยแรงยกตัวของลมบวกกับวิชาตัวเบาของจื่อหลี ทำให้ชั่วขณะนั้นชายหนุ่มสามารถสัมผัสรับรู้ถึงความรู้สึก “บิน” ที่อาหลัวพรรณนาให้ฟังได้จริงๆ ถึงแม้บินได้เพียงครู่เดียวก็ไม่ไหวเสียแล้ว แต่เขากลับจดจำไว้ในใจอย่างลึกล้ำ
อาหลัวทราบนิทานเรื่องเล่ามากมาย มีอยู่ครั้งหนึ่งนางเล่าให้เขาฟังว่า “มีคนผู้หนึ่งตัดพ้อต่อเทพสวรรค์ว่าภาระของเขาหนักเกินไป เหนื่อยเกินไป ลำบากเกินไป เทพสวรรค์จึงรับปากเขาว่า ขอเพียงเขาไม่หันหน้ากลับมา ท่านก็จะเดินติดตามหลังไปเป็นเพื่อนเขาตลอดทาง เมื่อเขาเดินไปได้ระยะทางหนึ่ง ต่อไปเขาก็จะไม่ลำบากและไม่เหน็ดเหนื่อยอีก คนผู้นั้นก็เดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับมาอีกจริงๆ เขาเดินผ่านภูสูง เดินผ่านทุ่งหญ้า เดินผ่านทะเล เขายิ่งเดินยิ่งคล่อง ยิ่งเดินยิ่งสบาย เขาจึงกล่าวกับเทพสวรรค์ว่า เหตุใดท่านจึงไม่อาจเดินเป็นเพื่อนข้าไปตราบชั่วชีวิตหนอ? เมื่อมีท่านร่วมเดินด้วย ข้าเดินมาตั้งไกลปานนี้ กลับยิ่งเดินสบายมากขึ้นเรื่อยๆ”
จื่อหลีเอ่ยยิ้มๆ “นั่นเป็นเพราะเทพสวรรค์ได้ร่ายมนตร์ ด้วยเห็นเขาเดินจนเหนื่อยนัก จึงช่วยเสกให้ร่างกายของเขาเบาขึ้น”
อาหลัวยิ้มตาหยีมองจื่อหลี เล่าต่อว่า “เทพสวรรค์จึงบอกให้เขาหันกลับไปดู เวลานั้นเขากำลังเดินอยู่บนหาดทราย ครั้นหันศีรษะกลับไปดู บนหาดทรายมีเพียงรอยเท้าของเขาคนเดียว เทพสวรรค์จึงบอกว่าความจริงแล้วข้ามิได้เดินเป็นเพื่อนเจ้าเลย เทพของเจ้าสถิตอยู่ภายในใจของเจ้าเอง ความหมายคือแต่ละคนต่างต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง หากชนะใจตัวเองได้ ก็จะชนะได้ทุกสิ่ง”
จื่อหลีมองเด็กสาวอย่างลึกล้ำ เนิ่นนานจึงค่อยกล่าวพึมพำระคนทอดถอนด้วยเสียงแผ่วเบาจนอาหลัวไม่ได้ยิน “เจ้าคือเทพที่สถิตอยู่ภายในใจของข้าผู้นั้น”
พริบตาเดียวเวลาครึ่งปีได้ผ่านพ้นไป แม้ชิงเหล่ยจะเป็นไท่จื่อเช่อเฟย แต่เนื่องจากไท่จื่อทรงโปรดปรานนาง จึงได้สมรสในวันเดียวกับหวางเยี่ยนหุย และจัดพิธีอย่างมีหน้ามีตาเช่นกัน วันพิธีสมรส อาหลัวได้เห็นพิธีอภิเษกสมรสของไท่จื่อกับเจิ้งเฟยในยุคโบราณเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าเจิ้งเฟยผู้นั้นหาใช่ชิงเหล่ย หากแต่เป็นหวางเยี่ยนหุย อาหลัวเห็นขบวนแห่ของพิธีอภิเษกสมรสแล้วต้องแลบลิ้นอย่างตกใจ คนมากพลังก็มากโดยแท้ ขบวนแห่ยาวเหยียดเป็นหลายหลี่[3]นี่หรือคือขบวนสามเหล่าทัพของยุคโบราณ?
ขณะที่อาหลัวพาเสี่ยวอวี้ไปนั่งชมขบวนแห่บนชั้นสองของภัตตาคารแห่งหนึ่ง หลิวเจว๋ก็พลันปรากฏตัวขึ้น “ไม่ได้พบกันนาน ฟังว่าเจ้าหัดขี่ม้าเป็นแล้ว? สุขสำราญบานใจดียิ่ง?”
อาหลัวนึกบริภาษชายหนุ่มอยู่ในใจว่าช่างเป็นแมลงสาบที่ตายยากตายเย็นเสียจริง ขณะที่ฉีกยิ้มอย่างสดใสที่สุดให้ “ถูกแล้ว และหากท่านไม่โผล่มา ข้าจะสุขสำราญบานใจยิ่งขึ้น”
หลิวเจว๋ลดเสียงเบาลงกล่าวว่า “หลังจากงานแต่งของไท่จื่อ องค์ชายสี่ก็จะแต่งงานแล้วนะ”
อาหลัวร้อง “อ้อ” แล้วลดเสียงเบาลงเช่นกัน “หลังจากงานแต่งของไท่จื่อ ธิดามหาเสนาบดีกู้ก็จะออกเรือนแล้วนะ”
หลิวเจว๋ตะลึง แล้วจึงคลี่ยิ้ม “อย่างนั้นเราสองคนไยมิใช่สองผู้ช้ำรัก? ไปร่วมดื่มสุรามงคลด้วยกันเถิด”
อาหลัวทำหน้าดูหมิ่น “ท่านคงไม่อาศัยเหล้าแสร้งเมาอาละวาดให้เป็นที่ขายหน้าดอกกระมัง?”
หลิวเจว๋ยิ้มละไม “หากเจ้า ‘ดื่มสุราสู่ลำไส้อันทุกข์ปลง’[4] ข้ายินดีให้เจ้าซบอกร่ำไห้”
อาหลัวบริภาษว่า “เติงถูจื่อ[5]!”
หลิวเจว๋ฟังไม่เข้าใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายเดียวกับหน้าไม่อาย!”
“ข้าไหนเลยหน้าไม่อายได้? อย่างมากยามอยู่กับเจ้า ข้าจะเก็บใบหน้าซุกไว้ในอกเท่านั้น” [6] กล่าวจบหลิวเจว๋ก็หัวเราะก้องจากไป
หนึ่งเดือนถัดมาหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสมรสของไท่จื่อ จื่อหลีได้ใช้เสียงเซียวนัดอาหลัวออกมาพบ จากนั้นพานางขี่ม้าตรงดิ่งออกจากประตูเมืองทิศตะวันตก ทั้งสองควบม้าไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดลง อาหลัวกระโดดลงจากหลังม้าทอดถอนอย่างตื่นตะลึง “นึกไม่ถึงว่าทุ่งหญ้าในเดือน ๔ จะมีดอกไม้บานสะพรั่งเต็มไปหมดอย่างนี้ เหตุใดดอกไม้ที่บานบนทุ่งหญ้าแห่งนี้จึงมีแต่สีม่วงเล่า?”
จื่อหลีอมยิ้มอธิบายว่า “ดอกไม้ชนิดนี้ชื่อว่า ‘กล้วยไม้ดาวเหนือ’[7] เริ่มผลิบานในเดือน ๔ และจะบานไปจนถึงปลายเดือน ๖”
อาหลัวมองทุ่งหญ้าที่ทอดยาวเหยียดไปจนถึงสุดขอบฟ้าและทุ่งดอกไม้ที่ปูแผ่ไปจนสุดสายตา แล้วต้องกล่าวระคนทอดถอน “หากมีกระโจมสักหลังแล้วกลางคืนค้างแรมกันกลางทุ่ง ย่างของกินไปพลางมองดูดาวไปพลางจะยอดเยี่ยมสักเท่าใด”
จื่อหลีเอ่ยยิ้มๆ “มีที่ใดยากรึ? ให้คนจัดเตรียมก็สิ้นเรื่อง” บนใบหน้าของชายหนุ่มเปล่งประกายรักใคร่เอ็นดู
อาหลัวให้ตื้นตันอยู่ในใจ แต่ออกจะลำบากใจอยู่บ้างเช่นกัน “กลางคืนข้าออกมาไม่ได้ ขืนถูกเตียผู้นั้นทราบเข้าละได้แย่แน่”
จื่อหลีกะพริบตา “เจ้าก็เข้านอนแต่หัวค่ำแล้วค่อยแอบออกมาเป็นไร? ข้าจะมารับเจ้าเอง”
อาหลัวเห็นว่าจื่อหลีช่างยิ่งใหญ่เหลือแสน นางดีใจมากเสียจนหุบยิ้มไม่ลง ชายหนุ่มมองดูนางแล้วถามว่า “อาหลัว ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้เจ้าก็จะเต็ม ๑๔ แล้วกระมัง? ข้ารู้สึกว่าเจ้าสูงขึ้นอีกช่วงใหญ่แล้ว”
อาหลัวใช้มือวัดเทียบดู จริงด้วยสิ ยอดศีรษะของนางสูงถึงไหล่ของจื่อหลีแล้ว และน่าจะยังสูงได้อีก โตแล้วดีจริงๆ จะได้ไปจากคฤหาสน์มหาเสนาบดีได้!
นางกระโดดโลดเต้นพลางบอกจื่อหลีว่าต้องตระเตรียมข้าวของอะไรบ้าง ต้องใช้เครื่องปรุงอะไร จื่อหลีอมยิ้มเอ่ยรับปากหมดทุกอย่าง สีหน้าของชายหนุ่มราวกับว่าแม้แต่ดวงดาวบนท้องฟ้าก็สามารถสอยลงมาให้นางได้
ตกกลางคืน อาหลัวรอจนทุกคนต่างนอนหลับแล้ว จึงค่อยลงดาลประตูจากด้านใน ก่อนจะแอบกระโดดออกไปทางหน้าต่าง ย่องกริบออกไปจากเขตเรือน จื่อหลียืนรออย่างเงียบเชียบในป่าไผ่อยู่แล้ว ทั้งสองต่างเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ จากนั้นชายหนุ่มจึงพาอาหลัวกระโดดออกจากกำแพงคฤหาสน์
ประตูเมืองปิดไปนานแล้ว จื่อหลีพาเด็กสาวเดินลดเลี้ยวไปมา แล้วไม่ทราบมุดออกไปนอกเมืองเป็นที่เรียบร้อยจากทางใด ชายหนุ่มออกตัวยิ้มๆ “แคว้นหนิงเก่าแก่เกินไป จึงมักจะมีความลับบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ บังเอิญข้าทราบพอดีว่ามีทางลับสายนี้อยู่”
อาหลัวก็ยิ้มเช่นกัน คิดในใจว่า ...ท่านเป็นองค์ชายสี่แห่งแคว้นหนิง ทางลับเช่นนี้ท่านจะทราบก็ไม่แปลกอะไร...
ทั้งสองขึ้นขี่ม้าห้อตะบึงบนทุ่งหญ้า เหนือศีรษะดวงดารากะพริบพราวราวกากเพชร ท้องนภาโปร่งใสไร้เมฆหมอก หลังจากห้อตะบึงไปได้ระยะหนึ่ง อาหลัวก็เริ่มมองเห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ
ผู้ติดตามของจื่อหลีได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ครั้นคนทั้งสองไปถึง ผู้ติดตามก็สลายไปกับความมืดอย่างเงียบกริบ
อาหลัวนั่งลงริมกองไฟย่างอาหารพลางฝังหัวมันลงในขี้เถ้า ย่างเสร็จปุบจื่อหลีก็กินปับไม้ต่อไม้ อาหลัวล้อชายหนุ่มอย่างขบขัน “ท่านหิวปานนี้เทียว?”
จื่อหลีย้อนถามยิ้มๆ “ส่งมาให้แล้วข้าไม่กิน ไยมิใช่ไร้มารยาทเกินไป?”
อาหลัวไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ได้แต่สั่งให้ชายหนุ่มถือไว้ หลังจากย่างได้มากพอสมควรแล้ว ทั้งสองจึงรับประทานไปพลางสนทนากันไปพลาง จื่อหลีถามนางว่า “หากเจ้าได้รู้ว่าข้าคือองค์ชายแห่งแคว้นหนิง เจ้ายังจะคบหาข้าอีกหรือไม่?”
อาหลัวตอบเสียงเรียบ “ข้ามิได้คบหากับท่านมาตั้งเนิ่นนานปานนี้แล้วดอกหรือ? ต้าเกอ? หรือข้าควรต้องเรียกท่านว่า ‘หลิวเฟย’?”
“เจ้ารู้อยู่แล้วหรือ?” จื่อหลีประหลาดใจ
“ถูกแล้ว หลิวเจว๋เป็นคนบอกข้า”
“ไยจึงไม่มาถามข้าเล่า?”
อาหลัวนั่งทับส้นเท้าตะกุยขุดมัน แล้วร้องว่า “ร้อนจริง รีบรับ!” พร้อมกับโยนไปให้จื่อหลีหนึ่งหัว ส่วนตัวเองโยนหัวมันหนึ่งหัวสลับไปมาระหว่างสองมือ “ข้าเคยบอกแต่แรกแล้วอย่างไรเล่า หากท่านยินดีบอกข้าท่านย่อมจะบอกเอง หากไม่ยินดีบอก ข้าจะถามไปเพื่อการใด?”
ชายหนุ่มค่อยๆ ลอกเปลือกมันอย่างแช่มช้าแล้วส่งให้เด็กสาว ก่อนจะรับมันที่อยู่ในมือนางมาลอกเปลือกต่อ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รู้เรื่องการแต่งงานของข้ากับคุณหนูกู้อยู่ก่อนแล้ว?”
อาหลัวกินไปพลางกล่าวไปพลางว่า “ถูกแล้ว ข้ารู้ดี”
“เจ้าเห็นว่ากู้เทียนหลินเป็นอย่างไร?”
“งดงาม ทระนง เฉลียวฉลาด ข้าประทับใจนางมาก”
จื่อหลีถามอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไร?”
อาหลัวรับประทานอย่างมีความสุขจนอิ่มท้องแล้ว ก็ทิ้งตัวลงนอนดูดาว “นางดีดเพลง ‘กล้วยไม้ประดับกาย’ ในงานเลี้ยงชมดอกท้อ ทั้งการเลือกเพลงและฝีมือดีดบรรเลงล้วนแต่ชั้นหนึ่ง ใช้พิณสื่อใจ สะท้านผู้คนจนตะลึงลานกันมากมาย จนบัดนี้นางยังมีแฟนๆ อยู่เลย อ้อ ข้าหมายถึงผู้ที่หลงรักนาง”
“แต่เหตุใดไท่จื่อจึงเลือกพี่สาวของเจ้าโดยมิได้เลือกนางเล่า?”
อาหลัวพูดไม่ออก จื่อหลีกล่าวต่อว่า “คำเล่าลือกล่าวว่า หนึ่งเพลง ‘สารทชล’ ของพี่สาวเจ้าฝีมือสะกดสิ้นทั่วทั้งงาน เสียงพิณอิสระสำราญ จิตใจแผ่ไพศาล ปณิธานกว้างไกล บุคลิกเหนือธรรมดา แต่ทว่าตอนที่ข้าไปเยือนตำหนักบูรพา ได้พบกับพี่สาวเจ้า ไท่จื่ออารมณ์ดีนัก จึงบัญชาให้นางบรรเลงพิณหนึ่งเพลง แม้วิชาพิณจะไม่ธรรมดา กลับไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นดังคำเล่าลือ”
อาหลัวได้แต่กล่าวแก้ต่างแทนชิงเหล่ยว่า “บางทีหลังจากที่ต้าเจี่ยแต่งให้กับไท่จื่อแล้ว จิตใจก็มุ่งมั่นแต่จะเป็นภรรยาที่ดี จึงมิอาจเทียบกับยามที่ยังไม่ออกเรือนได้กระมัง”
จื่อหลีเอ่ยเนิบช้า “อาหลัว เจ้าชอบคุณหนูกู้ใช่หรือไม่?”
“ถูกแล้ว ตอนนั้นข้ายังเรียกนางว่า ‘เทียนหลินเจี่ยเจีย’ ด้วยซ้ำ”
จื่อหลีถามยิ้มๆ “ถ้าเช่นนั้นอาหลัว เจ้าคิดจะแต่งงานกับบุรุษแบบใดหรือ?”
อาหลัวนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “บ้านสิงโต คํารามรักให้ลั่นโลก” และนึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “อาว่างสุดเอ๋อกับขนมปังเมียจ๋า” นึกถึงนิยายรักมากมายที่เมื่อก่อนเคยได้อ่าน ก่อนจะตอบยิ้มๆ “ไม่ทราบได้ ข้าไม่เคยมีความรักมาก่อน แต่ว่า...” นางหยุดพูด แล้วยิ้มโดยไม่ได้เอ่ยต่อ ทอดมองดวงดาวบนท้องฟ้า ก่อนจะกล่าวกับจื่อหลีว่า “ข้าช่างโชคดีนักที่ได้รู้จักท่าน ข้าหลงนึกว่าอยู่ที่นี่ข้าจะไม่ได้รู้จักชายหนุ่มดีๆ แล้วเสียอีก”
ดวงตาของจื่อหลีค่อยๆ สว่างไสวทีละน้อย อาหลัวกล่าวว่า “ดวงตาของท่านช่างสุกสว่างนัก ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ต้าเกอ ท่านเป็นหนุ่มหล่อนะ หมายถึงรูปงามมากน่ะ!”
จื่อหลีแหงนมองท้องฟ้า “เมื่อยังเด็ก เสด็จแม่ของข้ามักจะอุ้มข้ามองดูดวงดาวเช่นกัน แล้วตรัสว่าดวงตาของจื่อหลีเป็นประกายสุกสว่างราวกับดวงดาว เมื่อยังเล็กข้าซนมาก...”
อาหลัวฟังชายหนุ่มค่อยๆ เล่าเรื่องราวในอดีต ฟังไปฟังมาก็ผล็อยหลับไป
จื่อหลีเหม่อมองดูนางอย่างใจลอย ก่อนจะดึงผ้าขนสัตว์มาห่อตัวนางไว้ จัดให้ศีรษะของนางหนุนตักเขา แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวที่พร่างพราวเต็มนภา คิดในใจว่าหากสามารถผ่านวันเวลาเช่นนี้ตลอดไปโดยไม่ต้องสนใจเรื่องในราชสำนัก จะดีสักเพียงใด...
ในตอนที่อาหลัวกับจื่อหลีกระโดดออกจากกำแพงคฤหาสน์มหาเสนาบดีและออกไปนอกเมือง หลิวเจว๋ซึ่งอยู่ที่วังอานชิงหวางก็ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดไม่สบายใจอย่างประหลาด เพียงนึกถึงว่าอาหลัวกับองค์ชายสี่จะค้างคืนกันที่ทุ่งหญ้า ในใจเขาก็ทรมานเหลือจะเอ่ย เหม่อมองภาพเหมือนกู้เทียนหลินอยู่ในเรือนสนวาตะอย่างอึดอัดใจจุกในอกอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เรียกหลิวอิงมาสั่งว่า “เรียกรวมพลหน่วยนิลกับหน่วยชาด ข้าจะออกนอกเมือง”
ครั้นได้ฟังซื่อจื่อบอกว่าจะเรียกรวมพลหน่วยนิลกับหน่วยชาด หลิวอิงก็ตกตะลึง สายตาลอบชำเลืองกวาดผ่านใบหน้าผู้เป็นนาย บนใบหน้าของหลิวเจว๋กลับแฝงจิตสังหารอยู่รำไร ที่จู่ซ่างจะออกจากเมืองทั้งกลางดึก เป็นเพราะคุณหนูสามบ้านมหาเสนาบดีหลี่นัดพบกับองค์ชายสี่ที่ทุ่งหญ้าอย่างนั้นหรือ?
อานชิงหวางกุมกำลังทหารจำนวนมากอยู่ในมือ หน่วยอัศวินชุดดำภายในวังคือนักรบเดนตายที่หนิงหวางพระองค์ก่อนทรงมีราชโองการให้จัดตั้งขึ้น จะฟังเฉพาะคำสั่งของทางวังเท่านั้น นอกจากอานชิงหวางแล้ว มีเพียงซื่อจื่อที่สามารถสั่งเคลื่อนพลได้ ในยามปกติไม่ทราบว่าคนเหล่านี้ต่างไปซ่อนตัวอยู่ที่ใด หน่วยอัศวินชุดดำมีทั้งสิ้นห้าหน่วย แม้แต่กาลก่อนตอนที่อารักขาหนิงหวางองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ก็ยังสั่งเคลื่อนพลเพียงสี่หน่วยเท่านั้น คืนนี้กลับเรียกรวมพลถึงสองหน่วย สีหน้าหลิวอิงเริ่มจะตื่นเต้นตึงเครียดอย่างห้ามไม่อยู่
ครึ่งชั่วยามให้หลัง เบื้องหน้าเรือนสนวาตะได้ปรากฏเงาร่างสีดำประมาณหนึ่งร้อยเงาร่างเพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบกริบไร้สุ้มเสียง ทุกเงาร่างต่างใช้ผ้าดำปิดใบหน้า หน่วยนิลสวมชุดเกราะอ่อนสีเขียวคราม หน่วยชาดสวมชุดรัดกุมสีแดงคล้ำ ซึ่งท่ามกลางความมืดเช่นนี้หากไม่สังเกตดูให้ดี จะราวกับต่างหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดของราตรี
ได้ยินหลิวเจว๋กล่าวเสียงเย็นชา “คืนนี้เหยียจะไปล่าสัตว์ที่ทุ่งหญ้า หน่วยนิลตามมา หน่วยชาดคอยสนับสนุน”
กลุ่มคนดำทะมึนทั้งหนึ่งร้อยคนตรงหน้าได้คุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง ตวาดขานรับเบาๆ “รับบัญชา”
นับจากรวมพลจนออกจากวัง หน่วยอัศวินชุดดำแทบมิได้ก่อให้เกิดเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ กีบเท้าม้าทั้งหมดถูกห่อผ้า ห้อตะบึงผ่านถนนใหญ่ไปถึงประตูเมืองทิศตะวันตก ทหารเฝ้าประตูเมืองถูกหลิวอิงตบเบาๆ ปลุกจนตื่น ครั้นลืมตาขึ้นดู ก็ตกใจสุดขีดจนเข่าอ่อนทรุดแปะลงนั่งกับพื้น พวกเขาต่างมิได้รู้ตัวเลยว่าคนกลุ่มนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไร
หลิวเจว๋ไม่ได้เอ่ยมากความ ตวัดมือเผยประกาศิตมังกรชาดออกไป นี่คือป้ายคำสั่งที่หนิงหวางพระองค์ก่อนพระราชทานให้แก่วังอานชิงหวางยามที่เสด็จสวรรคต ในเวลาที่ราชสำนักปั่นป่วน ผู้ถือประกาศิตนี้จะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการประหารฆ่าฟัน และสามารถรับช่วงควบคุมบงการการป้องกันข้าศึกของเมืองเฟิง ไม่นึกเลยว่าในคืนนี้หลิวเจว๋กลับใช้ประกาศิตนี้เพื่อที่จะออกจากเมือง
ครั้นทหารได้เห็นประกาศิตมังกรชาด ก็เปิดประตูเมืองให้ทันทีโดยไม่ต้องคิด คนทั้งขบวนจึงเฆี่ยนม้าห้อตะบึงมุ่งหน้าออกไปยังทุ่งหญ้า ดูราวกับกลุ่มเมฆดำกำลังพลิ้วลอยอยู่ใต้แสงจันทร์ ทหารเฝ้าประตูเมืองมองแล้วขยี้ตาอีกครั้ง พลันได้ยินคนสุดท้ายของขบวนม้ากล่าวเสียงเย็นเยียบ “เจ้านอนหลับสนิทถึงฟ้าสาง เวลานี้กำลังละเมอ! เข้าใจหรือไม่?”
ทหารเฝ้าประตูเมืองพยักหน้าแข็งทื่อ มองดูกลุ่มเมฆดำทะมึนลอยจากไปจนไกลตาแล้วรีบปิดประตูเมือง หดถอยกลับเข้าไปในห้องดึงผ้าห่มคลุมโปงนอนหลับในอาการตัวสั่นเทา
หลังจากหน่วยอัศวินชุดดำออกจากเมืองเฟิงไปได้ห้าหลี่ หลิวเจว๋ก็โบกมือ หน่วยชาดได้แตกออกเป็นหลายกลุ่มย่อยแยกตัวออกจากขบวนสลายตัวไปกับทุ่งหญ้า นักรบเดนตายหน่วยนิลตามติดหลิวเจว๋ห้อตะบึงไปข้างหน้า เพียงไม่นานก็มองเห็นได้รำไรว่า ณ ที่ไกลตามีจุดแสงไฟ หลิวเจว๋เร่งม้าเร็วขึ้น พลันได้ยินเสียงสายธนูสั่นดัง “พั่บ”
หลิวอิงตวัดแส้ม้าม้วนขวับ กลับเป็นลูกศรไร้หัวดอกหนึ่ง กอหญ้าที่เบื้องหน้าพลันขยับไหว เงาคนหลายสิบเงาได้มุดปราดออกมายืนปรากฏกาย มองเห็นได้ชัดเจนภายใต้แสงจันทร์ว่าคือองครักษ์ประจำตำหนักขององค์ชายสี่นั่นเอง
คนผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าวเบาๆ “ผู้มาคือหน่วยอัศวินชุดดำแห่งวังอานชิงหวางใช่หรือไม่?”
หลิวอิงตวาดว่า “บังอาจนัก กล้าขวางทางซื่อจื่อเทียวรึ!”
คนผู้นั้นคารวะหลิวเจว๋ แต่กลับไม่เห็นแก่หน้าหลีกทางให้ “น้อมคารวะซื่อจื่อขอรับ จู่กงของข้ากำลังพักผ่อนชมทิวทัศน์ ขอเชิญซื่อจื่ออ้อมทางขอรับ”
หลิวอิงขึ้นเสียงอย่างโกรธเกรี้ยว “ไร้เหตุผลสิ้นดี! ซื่อจื่อของข้าออกนอกเมืองมาล่าสัตว์ยามราตรี ชนชั้นพวกเจ้าไยจึงหาญว่ากล่าวไม่เกรงใจ?”
เหล่าองครักษ์ตำหนักองค์ชายสี่ต่างชักดาบออกมาโดยพลัน ท่าทางบ่งบอกว่าหากตกลงกันไม่ได้ก็จะขอสู้สักตั้ง
หลิวเจว๋พลันหัวเราะเบาๆ “ฝ่าบาทสี่อยู่ที่นี่ เดิมทีไม่บังควรรบกวน ในเมื่อได้พบโดยบังเอิญเช่นนี้ มิสู้ร่วมชมทิวทัศน์กับฝ่าบาทสี่” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าราตรี “ดวงดาวในคืนนี้ช่างงามนัก! พวกเจ้าจงรั้งอยู่เถิด คนมากเกินไปจะทำลายบรรยากาศ”
หลิวอิงทักท้วงอย่างร้อนใจ “จู่ซ่าง!”
หลิวเจว๋ปรายตามองคนสนิท หลิวอิงก้าวถอยไปอย่างจนใจเอ่ยตอบว่า “สู่เซี่ยจะเฝ้ารออยู่ที่นี่ขอรับ”
หลิวเจว๋ขี่ม้าก้าวไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า องครักษ์ตำหนักองค์ชายสี่ต่างมองหน้ากัน จากนั้นคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ซื่อจื่อช้าไว้ขอรับ เปยจื๋อ[8]ขอไปรายงานก่อน” ท่าร่างไหววาบพุ่งไปทางแสงไฟ
จื่อหลีมองดูใบหน้าหลับสนิทของอาหลัว เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินเนื่องจากฝีเท้าม้าอยู่แต่แรก ครั้นได้ยินว่ามีคนมา ชายหนุ่มนิ่งคิดเล็กน้อยแล้วยื่นมือไปปัดผ่านจุดหลับของเด็กสาว ก่อนจะอุ้มนางเข้าไปในกระโจมจัดให้นอนเรียบร้อย แล้วจึงยืนที่หน้ากระโจม นิ่งฟังองครักษ์รายงานอย่างสงบว่าหลิวเจว๋นำหน่วยอัศวินชุดดำเข้าสู่ทุ่งหญ้าทั้งราตรี จากนั้นขี่ม้าตรงมาหาเพียงลำพัง
จื่อหลีเดินเนิบช้าไปนั่งลงริมกองไฟ เติมไม้ฟืนใส่กองไฟอย่างไม่อนาทรร้อนใจ เสียงฝีเท้าม้าหยุดลงที่ข้างหลัง หลิวเจว๋หัวเราะก้องกังวานกล่าวว่า “ฝ่าบาทช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เสียนี่กระไร รู้จักเสพสุขถึงเพียงนี้” ระหว่างที่พูดก็เดินเข้ามานั่งลงริมกองไฟด้วยเช่นกัน จากนั้นโยนถุงเหล้าถุงหนึ่งไปให้ กล่าวเสริมว่า “เหล้าที่เสด็จพ่อนำกลับมาด้วยจากเมืองเปียน ดื่มแล้วดั่งไฟ ทั้งยังถึงใจเป็นที่สุด!”
รอยยิ้มแผ่วจางบนใบหน้าจื่อหลียังคงเดิม รับถุงเหล้ามาดื่มลงไปหนึ่งอึกใหญ่แล้วโยนกลับคืนให้ “ไฉนซื่อจื่อจึงมีรสนิยมพิเศษเช่นนี้ นิยมออกล่าสัตว์ยามราตรี?”
หลิวเจว๋แหงนหน้าดื่มลงไปหนึ่งอึกใหญ่เช่นกัน แล้วจึงเอ่ยยิ้มๆ “นั่นเป็นเพราะฝ่าบาทไม่เคยเสพสุขกับความสนุกของการล่าสัตว์ยามราตรีดอกพ่ะย่ะค่ะ พึงทราบว่าในยามราตรีที่ล่าโดยมองเห็นเพียงดวงตาของเหยื่อนั้น น่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าการล่าในยามกลางวันที่มองเห็นเหยื่อชัดเจนทั่วทั้งตัวจริงแท้!”
จื่อหลีเอ่ยถามเสียงเรียบ “คืนนี้ซื่อจื่อมองเห็นดวงตาของเหยื่อแล้วหรือไม่?”
สายตาของหลิวเจว๋คล้ายจะปรายมองเข้าไปในกระโจม เอ่ยยิ้มๆ “เหยื่อต่างหวาดกลัวลูกศรของข้า จึงหลับตานอนไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จื่อหลีโค้งริมฝีปากยิ้มบางๆ “ในเมื่อต่างหลับไปแล้ว ดูท่าทางคืนนี้ซื่อจื่อคงต้องกลับไปโดยไร้ผลงานเสียแล้ว”
หลิวเจว๋ลุกพรวดขึ้นยืนทันควัน ยืดเอวบิดขี้เกียจพลางกล่าวยิ้มๆ “ข้าไม่เคยกลับไปมือเปล่ามาแต่ไหนแต่ไร ปลุกให้ตื่นเสียก็สิ้นเรื่อง” กล่าวพลางขยับเท้าก้าวไปทางกระโจม
เงาร่างจื่อหลีไหววูบ ได้มาบังอยู่หน้ากระโจม “ซื่อจื่อไปล่าสัตว์ในทุ่งหญ้าตามสะดวกเถิด เปิ่นหวาง[9]ขอไม่ส่ง”
สีหน้าหลิวเจว๋เปลี่ยนเป็นเย็นชา “ข้าเห็นดวงตาคู่หนึ่งกะพริบอยู่ในกระโจม ปล่อยให้มุดเปะปะรบกวนกระโจมบรรทมของฝ่าบาทจะไม่เข้าที ประเดี๋ยวข้าจะจับนาง[10]ออกมาเอง!” พลันกวาดหนึ่งฝ่ามือเข้าใส่กระโจมทันที
จื่อหลีตวัดมือสกัดขวางฝ่ามือนี้ เอ่ยยิ้มๆ “เรื่องในกระโจมของเปิ่นหวาง เห็นจะไม่รบกวนให้ซื่อจื่อต้องเปลืองความคิดแล้ว!”
หลิวเจว๋ยิ้มเย็นชา “ไยฝ่าบาทจึงไม่สนองความสนใจใคร่รู้ของข้าสักหน่อยเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
ร่างของทั้งคู่ขยับพลิ้วไหว เริ่มลงไม้ลงมือกันเสียแล้ว ท่ามกลางเสียงลมฝ่ามือปะทะกันอย่างดุเดือด ได้ยินเสียง “ครืน” ดังขึ้น กระโจมพลันล้มถล่มลงมา จื่อหลีใจหายวาบ ชิงเข้าไปในกระโจมอุ้มอาหลัวที่ถูกผ้าห่มขนสัตว์ห่อตัวไว้ออกมา
หลิวเจว๋หยุดมือ “ต้องขออภัยอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ ที่แท้ฝ่าบาททรงนัดพบผู้รู้ใจกลางทุ่งหญ้าใต้แสงดาวนี่เอง ข้ากลับบุ่มบ่ามมารบกวนเสียแล้ว”
สีหน้าจื่อหลีเวลานี้ปั้นยากอย่างมาก กล่าวเสียงเรียบสนิทว่า “มิได้ หากซื่อจื่อยังคงมีอารมณ์สุนทรีย์ ก็ดื่มสุรากันต่อได้ อาหลัวหลับสนิทมาก อย่างไรก็ไม่รบกวนนางดอก”
สายตาหลิวเจว๋กวาดผ่านใบหน้าที่กำลังหลับของเด็กสาว ก็ทราบว่านางถูกจี้จุดหลับ จึงยังคงจมอยู่ในห้วงฝัน ชายหนุ่มถอยกายไปสองก้าว นั่งลงริมกองไฟแล้วดื่มเหล้า
ผู้รับใช้ของตำหนักองค์ชายสี่หลายคนไม่ทราบโผล่มาจากที่ใด เข้ามาจัดการเก็บกวาดกระโจมที่ล้มพังลงอย่างรวดเร็วแล้วจากไป บนท้องทุ่งอันว่างเปล่าหลงเหลือเพียงกองไฟขนาดยักษ์เผาไหม้ดังเปรี๊ยะปร๊ะ
จื่อหลีค่อยๆ วางอาหลัวลงบนผ้าห่มขนสัตว์ ความเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเบามือและอ่อนโยน
หลิวเจว๋พลันเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาทสี่ช่างมีวาสนายิ่งนัก อีกเพียงสองเดือนก็จะได้สมรสกับหนึ่งในสองสุดเลิศล้ำแห่งเมืองเฟิง ธิดาท่านมหาเสนาบดีกู้แล้ว”
จื่อหลียังคงยิ้มน้อยๆ “มีวาสนาจริงแท้ ถึงเวลานั้นต้องขอเชิญซื่อจื่อมาร่วมชมพิธี”
หลิวเจว๋หัวเราะหึหึ ปรายตามองไปทางอาหลัว “หรือฝ่าบาทสี่ทรงประสงค์จะเสพสุขเช่นชาวฉี[11]?”
จื่อหลียิ้มบางๆ “เอ๋อหวงหฺนฺวี่อิง[12] ถือเป็นตำนานที่ดีบทหนึ่ง เป็นไร ระยะนี้ซื่อจื่อก็คิดจะมีครอบครัวเช่นกันหรือ?”
หลิวเจว๋หัวเราะเบาๆ อย่างเจ้าเล่ห์ “ดูเหมือนฝ่าบาทสี่จะยังไม่ทราบกระมังพ่ะย่ะค่ะ เมื่อปีกลายข้าได้สู่ขอต่อท่านมหาเสนาบดีหลี่แล้ว ท่านมหาเสนาบดีหลี่ตกปากรับคำอย่างยินดี เพียงรอให้บุตรีคนเล็กลุวัยปักปิ่นก็จะจัดพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ”
รอยยิ้มผนึกค้างบนใบหน้าของจื่อหลี ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจจึงคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ดูท่าทางมิได้มีเพียงเปิ่นหวางผู้เดียวเสียแล้วที่ไปสู่ขอต่อท่านมหาเสนาบดีหลี่ หนึ่งหญิงไม่แต่งสองสามี หรือท่านมหาเสนาบดีหลี่คิดจะเหยียบเรือสองแคม?”
หลิวเจว๋จ้องหน้าญาติผู้สูงศักดิ์เขม็ง เห็นอีกฝ่ายมองสบตาเขาอย่างเปิดเผยโดยไม่ปรากฏวี่แววพิรุธแม้แต่น้อย ก็แยกไม่ออกไปชั่วขณะว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือเท็จ ได้ยินมานานว่ามหาเสนาบดีหลี่เจ้าเล่ห์เพทุบาย น้ำนิ่งไหลลึกนัก หรือว่าเขายกบุตรีคนหนึ่งให้ไท่จื่อ แล้วยังคิดจะยกอีกคนหนึ่งให้องค์ชายสี่ เพื่อที่ต่อไปไม่ว่าคนใดได้ขึ้นครองบัลลังก์ เขาล้วนแต่เป็นตาอยู่นั่งรับผลประโยชน์ทั้งสิ้น?
หลิวเจว๋ใช้ความคิดอยู่ในใจขณะที่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “แล้วอย่างนี้จะทำเช่นไรดี? ฝ่าบาทสี่? หรือต้องให้ข้ากับท่านตัดสินแพ้ชนะกัน? หากเล่าลือออกไปคงต้องกระอักกระอ่วนยิ่งแน่แท้”
จื่อหลีฟังความหมายที่แฝงอยู่ของญาติหนุ่มออก ผู้ที่ต้องกระอักกระอ่วนย่อมจะเป็นมหาเสนาบดีกู้ บุตรียังไม่ทันได้เข้าพิธีสมรส ตัวเขากลับไปสู่ขอต่อมหาเสนาบดีหลี่เสียแล้ว มหาเสนาบดีกู้จะเอาใบหน้าชราไปไว้ที่ใด? อีกประการ กู้เทียนหลินเป็นผู้ที่หนิงหวางพระราชทานสมรส เมื่อเป็นเช่นนี้จะเท่ากับไม่ไว้หน้าเสด็จพ่อเช่นกัน ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบเย็น “ยังอีกหนึ่งปีเศษกว่าที่อาหลัวจะลุวัยปักปิ่น ให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเถิด” กล่าวจบประกายตาพลันเปลี่ยนเป็นคมกล้า สายตากวาดผ่านใบหน้าของหลิวเจว๋ “เปิ่นหวางไม่ต้องการให้เกิดกรณีบีบบังคับนางใดๆ ทั้งสิ้น”
หลิวเจว๋เห็นควรพอก็หยุดยั้ง หัวเราะก้องกังวานกล่าวว่า “อวิ่นจือ[13]หาใช่ผู้ไม่ตระหนักในสถานการณ์เช่นกัน ‘แตงที่ขืนเด็ดจักไม่หวาน’! แน่นอน...หากฝ่าบาทสี่ได้เป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่ลึกล้ำกับคุณหนูกู้และนึกเปลี่ยนใจ โปรดอย่าลืมบอกกล่าวให้ข้าทราบสักคำละพ่ะย่ะค่ะ” หลิวเจว๋ลุกขึ้นยืนเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้า มองดูแสงอุษาที่ปรากฏรำไร ณ ขอบฟ้าพึมพำว่า “ทิวทัศน์ที่นี่งดงามยิ่งจริงแท้” ขณะจะบังคับม้าห้อจากไป จื่อหลีพลันเอ่ยขึ้นอย่างปุบปับ
“ฟังว่าในเรือนสนวาตะของซื่อจื่อแขวนภาพเหมือนคุณหนูกู้ไว้ตลอด ไม่ทราบว่าที่ท่านแย่งชิงกับเปิ่นหวางเป็นด้วยเหตุนี้ใช่หรือไม่?”
หลิวเจว๋ตกตะลึง จื่อหลีกล่าวอีกว่า “หากเป็นเช่นนี้ เปิ่นหวางขอเตือนท่านว่าจงอย่าได้คิดการใดต่ออาหลัวอีก”
หลิวเจว๋ยิ้มเย็นชา “ท่านก็ดีกับอาหลัวเพียงนี้เท่านั้น ในเมื่อท่านรักเวทนานาง แล้วจะให้นางต้องกินน้ำใต้ศอกเป็นภรรยาน้อยอย่างนั้นหรือ?” กล่าวจบก็มิได้ต่อคำอีก หนีบท้องม้าโดยแรง ม้าส่งเสียงร้องก้องแล้ววิ่งตะบึงย้อนกลับไปตามเส้นทางเมื่อขามา
จื่อหลีตะลึงงัน เอามือไพล่หลังมองขอบฟ้าที่สว่างขึ้นทีละน้อย แสงสีส้มหนึ่งเส้นค่อยๆ ย้อมขอบฟ้าจนแดงฉาน แล้วต้องทอดถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนจะกวักมือ ผู้รับใช้จูงม้าเข้ามาหา ชายหนุ่มอุ้มอาหลัวขึ้นขี่ม้าควบกลับเข้าเมือง สายลมพัดผ่านริมหู ท้องทุ่งยามแรกอรุณของเดือน ๔ ยังคงเย็นเฉียบ สองแก้มเด็กสาวเรื่อสีกุหลาบอ่อนจาง...ยังคงอยู่ในห้วงฝัน จื่อหลีกอดนางแน่น ร่างอ่อนปวกเปียกของอาหลัวแผ่ไออุ่นออกมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เขารู้สึกว่าอ้อมแขนไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป
หลังจากกระโดดเข้าสู่คฤหาสน์มหาเสนาบดีแล้ว ชายหนุ่มตบแก้มเบาๆ ปลุกอาหลัวจนตื่น “ถึงคฤหาสน์แล้ว กลับไปเถิด”
อาหลัวขยี้ตา “ต้าเกอ ข้าหลับสนิทเกินไป ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนท่านเลย ทั้งยังลำบากท่านต้องส่งข้ากลับมาอีก”
จื่อหลียิ้มอ่อนโยน “เอาไว้วันหลังต้าเกอค่อยพาเจ้าไปชมทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งกว่านี้ เวลาไม่เช้าแล้ว รีบกลับไปเถิด”
อาหลัวมองหน้าชายหนุ่ม ในใจให้เบิกบานมีความสุขนัก จื่อหลีช่างดีกับนางเหลือเกิน เด็กสาวโบกมือให้เขา “ต้าเกอ แล้วพบกันใหม่!” ก่อนจะหันหลังกลับวิ่งออกไปจากป่าไผ่
เสี่ยวอวี้ตื่นแล้ว ครั้นเห็นเจ้านายผู้อ่อนวัยกว่าเดินเข้ามาจากด้านนอกก็ร้องทักว่า “ข้าลองผลักประตูดู เห็นประตูห้องปิดสนิท ยังหลงนึกว่าคุณหนูยังไม่ตื่นเสียอีกเจ้าค่ะ”
อาหลัวเหยียดแขนพลางพูดยิ้มๆ “ข้าเข้าไปฝึกวิชาในป่าไผ่ตั้งนานแล้ว” จากนั้นหยิกแก้มเสี่ยวอวี้เบาๆ “ช่วยไปเตรียมน้ำล้างหน้าให้ข้าเถิด ข้ายังไม่ได้ล้างหน้าเลย”
ครั้นเสี่ยวอวี้เดินจากไปแล้ว อาหลัวก็เหลียวซ้ายแลขวา จากนั้นปีนกลับเข้าไปในห้องทางหน้าต่างอีกครั้ง เปิดประตูห้อง เสร็จแล้วมานั่งลงหน้ากระจก ครั้นนึกถึงความตื่นเต้นเร้าใจของการเดินทางยามราตรีและท้องทุ่งกว้างใต้แสงดาวอันงดงาม รอยยิ้มก็ผุดพรายบนเรียวปาก นางนึกทอดถอนอยู่ในใจ หากไม่มีมหาเสนาบดีหลี่คอยบีบบังคับให้นางแต่งงานกับผู้มีอำนาจและไม่มีกฎระเบียบจุกจิกมากมายของยุคโบราณละก็ การที่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีบนผืนแผ่นดินอันงดงามของมาตุภูมิแห่งนี้ได้ตลอดไป ถือเป็นความสุขสำราญประการหนึ่งเช่นกัน แต่เรื่องราวมักยากจะสมบูรณ์พร้อมทั้งสองด้าน และที่นี่ก็ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน ไม่อนุญาตให้นางทำในสิ่งที่ปรารถนาจะทำได้ดั่งใจ อาหลัวถอนหายใจ ความปลอดโปร่งเบิกบานเป็นอิสระเช่นนี้ มีโอกาสพบได้เท่าไรก็เท่านั้นเถิด ใครเลยจะทราบได้ว่ายังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกบ้าง เรื่องด่วนที่ต้องทำในยามนี้ยังคงเป็นรีบจากไปเสียแต่เนิ่นๆ
เด็กสาวรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็รอจนฟูเหรินเจ็ดกลับมาจากไปฉิ่งอานที่เรือนใหญ่จึงค่อยกล่าวกับนางว่า “เหนียง ตอนนี้มีเงินมากพอแล้ว พวกเราหนีกันเถิด”
ฟูเหรินเจ็ดยิ้มให้บุตรสาว “ซานเอ๋อร์ พวกเราจะหนีไปอย่างไร? เวลานี้ยังไม่มีแผนการหนีที่สมบูรณ์ จะเคลื่อนไหวโดยวู่วามไม่ได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะหนีไปได้ไกลสักเท่าไร?”
อาหลัวก็ยิ้มเช่นกัน “ข้าทราบดี ข้าเพียงแต่อยากจะหนีไปมากเหลือเกิน ท่านวางใจเถิด จะไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดโดยเด็ดขาด ตอนนี้เรามีเงินแล้ว อย่างน้อยยังมีเวลาอีกหนึ่งปีกว่า มากพอให้พวกเราวางแผนเส้นทางหนีให้เรียบร้อยและเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมสรรพ”
ฟูเหรินเจ็ดยิ้มอย่างปลาบปลื้ม
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ครั้งที่ N (เอ็น) แปลว่า ครั้งที่นับไม่ถ้วน
[2] ซู่ซินจาย แปลว่า อารามใจพิสุทธิ์
[3] หลี่ คือ หน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ 1 หลี่ = 0.5 กิโลเมตรโดยประมาณ
[4] “ดื่มสุราสู่ลำไส้อันทุกข์ปลง” มีวรรคต่อว่า “กลับคงแปรเป็นน้ำตาหวนอาลัย” หมายถึง ดื่มเหล้าเพื่อดับทุกข์ แต่กลับยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม
[5] เติงถูจื่อ หมายถึง ชีกอ ทะลึ่ง ลามก บ้าผู้หญิง
[6] คำว่า “หน้าไม่อาย” ของจีน แปลตรงตัวได้ว่า “ไม่ต้องการหน้า” คำพูดของหลิวเจว๋ในที่นี้เป็นการเล่นคารมว่าเวลาอยู่กับอาหลัว เขาจะถอดหน้าเก็บไว้ = ไม่มีหน้า = หน้าด้านชั่วคราว นั่นเอง
[7] กล้วยไม้ดาวเหนือ เป็นดอกไม้ที่ผู้เขียนสมมุติขึ้น ไม่ได้มีดอกไม้ชื่อนี้อยู่จริง
[8] เปยจื๋อ แปลว่า ผู้มีตำแหน่งต่ำต้อย
[9] เปิ่นหวาง แปลว่า ตัวข้าองค์ชายผู้นี้ เป็นสรรพนามเรียกตัวเองของเจ้าชาย (หวาง)
[10] คำว่า “นาง” (她) กับคำว่า “มัน” (它) ในภาษาจีนอ่านออกเสียงเหมือนกันว่า “ทา”
[11] เสพสุขเช่นชาวฉี หมายถึง มีภรรยาหลวงกับภรรยาน้อย และภรรยาทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวกัน
[12] เอ๋อหวงและหฺนฺวี่อิงเป็นบุตรีของพระเจ้าหยาว ต่างถูกยกให้สมรสกับพระเจ้าซุ่นทั้งคู่ นั่นคือพระเจ้าซุ่นได้พี่น้องสองสาวราชธิดาของกษัตริย์เป็นภรรยาพร้อมกัน
[13] อวิ่นจือ คือชื่อรองของหลิวเจว๋