บทที่ 10
วันนี้จื่อหลีกับอาหลัวนัดกันไปที่ซู่ซินจาย ทั้งสองเพิ่งจะนั่งลงสั่งอาหาร หลิวเจว๋ก็โผล่มาเสียแล้ว ทั้งยังทิ้งตัวลงนั่งร่วมโต๊ะอย่างไม่มีการเกรงใจ ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ กับจื่อหลี “ไม่รังเกียจที่เพิ่มข้ามาอีกคนกระมัง? ฟังว่าที่นี่เป็นกิจการภายใต้นามของฝ่าบาท ได้แย่งชิงความนิยมไปจากเหลาเชียนเฟิง และได้ชื่อว่าเป็นภัตตาคารซู่ช่ายอันดับหนึ่งแห่งเมืองเฟิง ข้าเพิ่งจะมาอุดหนุนครั้งนี้เป็นครั้งแรก อย่าไล่ข้าไปละ!”
จื่อหลียิ้มบางๆ “ครั้งก่อนดื่มสุราของซื่อจื่อ ครั้งนี้ถือว่าเลี้ยงตอบแทนก็แล้วกัน”
ในเมื่อจื่อหลีไม่ว่าอะไร อาหลัวก็ไม่สะดวกใจจะไล่หลิวเจว๋ไป เพียงแต่ได้เห็นหน้าเขาแล้วนางรู้สึกหงุดหงิดอยากจะแกล้งเขานักหนา นางให้กังขาอย่างมากว่าเหตุไฉนจึงได้พบหลิวเจว๋บ่อยนัก เขามีตาทิพย์หรืออย่างไร? อาหลัวอยากจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแมลงสาบ แมลงเหม็น หรือยุงใจแทบขาด เพื่อที่หลิวเจว๋ได้เห็นนางปุบ ก็เป็นฝ่ายหลบเลี่ยงไปไกลๆ เสียเอง
เด็กสาวก้มหน้าลงดื่มน้ำชา แล้วพลันคิดขึ้นมาว่า เหตุใดตัวนางเวลานี้ถึงได้เปลี่ยนเป็นขี้ขลาดอ่อนแอปานนี้? เมื่อก่อนตอนอยู่ในยุคปัจจุบัน หากพบเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน นางมีหวังตะคอกให้เขาไสหัวไปเสียนานแล้ว แต่อยู่ที่นี่กลับมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงมากมายไปหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งจุกในอก อยากจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเหลือเกิน อยากจะโมโหใส่ใครก็โมโหใส่ไปตามอารมณ์ อยากจะอาละวาดเอาแต่ใจก็อาละวาดเอาแต่ใจ หากยังทนข่มกลั้นเช่นนี้ต่อไป นางคงได้เสียสติในไม่ช้า
อาหลัวมองจื่อหลี รอยยิ้มราวกับประดับถาวรอยู่บนใบหน้าของเขากระนั้น หันไปดูหลิวเจว๋บ้าง ก็ยังคงมีท่าทีกิริยาปล่อยตัวตามสบายไม่อินังขังขอบเช่นเคย นางคิดในใจ ...ท่านสองคนมองหน้ากินข้าวกันไปเองเถิด เปิ่นกูเหนี่ยงไม่อยู่น้อมสนองละ... ก่อนจะลุกขึ้นยืนเอ่ยยิ้มๆ “ข้าขอไปเดินเล่นที่หลังเรือนสักครู่แล้วจะกลับมา”
อาหลัวเพิ่งจะขอตัวจากไป อาหารก็ถูกยกมาขึ้นโต๊ะ หลิวเจว๋พูดยิ้มๆ “ไม่เกรงใจละนะ!” แล้วจับตะเกียบคีบอาหารมาลองชิม
จื่อหลีมองดูสีหน้าของญาติหนุ่มที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแบบเดียวกับสีหน้าของตัวเขาเองเมื่อครั้งได้รับประทานซู่ช่ายระดับนี้เป็นครั้งแรกอย่างขบขัน
หลิวเจว๋จุปากชมว่า “ฝ่าบาทสี่ช่างรอบรู้กว้างขวางนัก ไปเชิญพ่อครัวฝีมือเยี่ยมมาจากที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จื่อหลีหัวเราะเบาๆ “อาหลัวเป็นคนสอนน่ะ”
หลิวเจว๋หน้าผิดสีเล็กน้อย “นางช่วยท่านฝึกพ่อครัวหรือ?”
จื่อหลีพยักหน้า “นางสอนวิธีทำอาหารเพียง ๔-๕ อย่าง และบอกว่าทำเป็นอยู่แค่ไม่กี่อย่างนี้ ถึงอย่างนั้นผู้ที่มาอุดหนุนซู่ซินจายก็ยังคงมากมายเช่นเดิม ในร้านได้เพิ่มซู่ช่ายอย่างอื่นด้วยเช่นกัน แต่อาหารไม่กี่จานที่อาหลัวสอนกลับเป็นอาหารแนะนำของร้านแล้ว”
หลิวเจว๋เอ่ยยิ้มๆ “ในเมื่อมาแล้ว ย่อมต้องลองชิมให้ครบทุกจาน”
ทั้งสองรับประทานกันไปได้ครู่หนึ่ง เห็นอาหลัวยังคงไม่กลับมา จึงเริ่มสนทนากันเอง หลังจากสนทนากันได้เพียงไม่นาน ทั้งคู่ต่างเกิดความรู้สึก “ผู้พ้องกันเห็นใจกัน[1]” ขึ้นมาครามครัน หลิวเจว๋เห็นว่ายิ่งได้รู้จักใกล้ชิดองค์ชายสี่ผู้นี้ ก็ยิ่งพบว่าอีกฝ่ายมีบุคลิกที่ทำให้รู้สึกสนิทชิดเชื้อโดยธรรมชาติ ข้างจื่อหลีก็รู้สึกว่าหลิวเจว๋หาได้เป็นคนโอหังป่าเถื่อนเช่นเปลือกนอก ถ้อยคำที่กล่าวล้วนแต่แฝงการรู้จักคิดอ่าน ทั้งสองมองหน้ากัน แล้วต่างคิดในใจ ...ผู้ที่สามารถได้รับขนานนามเป็นห้าคุณชายร่วมกับเราได้ ย่อมต้องมีสิ่งเด่นล้ำเหนือผู้อื่นกันทุกคน...
จื่อหลียกจอกเหล้าขึ้นคารวะญาติหนุ่ม “ซื่อจื่อ จอกนี้เปิ่นหวางขอคารวะท่าน หากทราบแต่แรกว่าท่านต้องใจคุณหนูกู้ เปิ่นหวางต้องทัดทานการพระราชทานสมรสของเสด็จพ่ออย่างแน่นอน”
หลิวเจว๋ตะลึงงง แล้วจึงเอ่ยยิ้มๆ “ฝ่าบาททรงเข้าใจผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ จ้ายเซี่ยเพียงแต่เห็นว่าวิชาพิณของคุณหนูกู้ไม่ธรรมดา ความสามารถโดดเด่นเหนือใคร จึงคิดจะคบหาเป็นสหายผู้รู้ใจเท่านั้น มิอาจกล่าวได้ว่า ‘ต้องใจ’ ดอก”
จื่อหลีย้อนถามอย่างพิศวง “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงแขวนภาพคุณหนูกู้ไว้ในเรือน เฝ้ามองดูทุกวี่วันเล่า?”
ในใจหลิวเจว๋เกร็งเขม็ง เรือนสนวาตะแทบจะถูกมองว่าเป็นเขตหวงห้ามของวังอานชิงหวาง หากไม่มีคำอนุญาตจากเขา ห้ามล่วงล้ำเข้าไปโดยพลการเด็ดขาด นอกจากนี้เรือนสนวาตะยังถูกเฝ้าคุ้มกันโดยหน่วยคราม นกบินยากจะเข้า แล้วไฉนหลิวเฟยจึงทราบเรื่องปลีกย่อยอย่างมากเช่นนี้ของเรือนสนวาตะได้? ดูเหมือนครั้งก่อนตอนอยู่ที่ทุ่งหญ้า หลิวเฟยก็เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เช่นกัน
หลิวเจว๋กล่าวตอบอย่างไม่แสดงท่าทีกระโตกกระตาก “ข้านิยมวาดภาพหญิงงาม หญิงที่กล่าวได้ว่างามล้ำซึ่งเคยได้พบเห็นมา ข้าเป็นต้องวาดเก็บไว้ทุกนาง สุรานี้ตามหลักแล้วข้าต่างหากควรจะเป็นฝ่ายขอคารวะฝ่าบาท หากข้ายังคงเก็บภาพคุณหนูกู้ไว้ต่อไป กลับจะเป็นการหลู่เกียรติหวางเฟยของฝ่าบาทอย่างสูง คืนนี้ข้าจะสั่งคนส่งภาพไปให้ที่ตำหนัก ขอฝ่าบาทโปรดยิ้มรับเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
จื่อหลียิ้มน้อยๆ “ใจรักในความงามมีอยู่ทุกรูปนาม[2] ซื่อจื่อทราบมารยาทปานนี้ กลับทำให้เปิ่นหวางดูไม่ใจกว้างพอเสียแล้ว”
ทั้งสองต่างหัวเราะก้องแล้วดื่มสุราในจอกลงไป
ครู่หนึ่งต่อมาเสี่ยวเอ้อร์ได้เดินเข้ามาหา กล่าวกับจื่อหลีว่า “คุณหนูสามให้ผู้น้อยมาแจ้งว่า นางรู้สึกไม่สบายกะทันหัน ต้องขอตัวกลับคฤหาสน์ไปก่อน ขอให้ทั้งสองท่านสนุกให้เต็มที่ ไม่ต้องสนใจนางพ่ะย่ะค่ะ”
จื่อหลียิ้มละไม คิดในใจ ...อาหลัวชังหน้าหลิวเจว๋ผู้นี้มิใช่น้อยเลย มีหลิวเจว๋อยู่ด้วย แม้แต่ข้าวก็ไม่อยากกินเสียแล้ว...
สีหน้าท่าทีของหลิวเจว๋ดูปลอดโปร่งอารมณ์ดี ภายในใจกลับมีพายุฝนซัดกระหน่ำ ...ช่างยอดเยี่ยมนักนะหลี่ชิงหลัว ใครต่อใครต่างอยากจะให้ข้ามองหน้านานอีกสักหน่อยเสียตัวสั่นกันทั้งนั้น ส่วนเจ้าเห็นข้ามาแล้วกลับกินข้าวไม่ลงอย่างนั้นรึ?...
ชายหนุ่มทั้งสองต่างเป็นคนน้ำนิ่งไหลลึกทั้งคู่ จึงดื่มสุราต่อไปโดยไม่แสดงท่าทีผิดปกติใด สุรารินลงจอกแห้งขอด ทั้งคู่ต่างนึกนับถือความคอแข็งของอีกฝ่ายอยู่ในใจ
จำนวนไหเปล่าบนโต๊ะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลงเช่นกัน จื่อหลีเป็นฝ่ายเมาก่อน พูดเสียงอ้อแอ้ลิ้นคับปากว่า “เสี่ยว...ซื่อจื่อ ท่านช่างคอ...คอแข็งแท้”
หลิวเจว๋หัวเราะก้อง ดวงตาฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์น้ำเมามองญาติผู้สูงศักดิ์พลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี “เรียก ‘ซื่อจื่อ’...อะไรกัน หากไม่รังเกียจก็...เรียกข้าว่า...‘อวิ่นจือ’!”
“ตกลง อวิ่นจือ ไม่ต้องเรียก ‘ฝ่าบาทๆ’...แล้ว เรียก...เรียกข้า..เรียกข้าว่า ‘จื่อหลี’!” จื่อหลีหัวเราะร่วน สีหน้าคล้ายจะยิ้มเช่นยามปกติเปลี่ยนเป็นยิ้มแป้นเช่นคนเมา
หลิวเจว๋เดินโซเซไปนั่งลงข้างกายจื่อหลี เอื้อมมือไปโอบไหล่อีกฝ่ายพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น “เสี่ยวเอ้อร์ เอาเหล้ามา!” แววตาพร่าเลือน หัวเราะร่วนหันมาถามจื่อหลีเสียงไม่ปะติดปะต่อ “ฝ่าบาท...จื่อหลี ท่านว่าหลี่ชิงหลัวมี...มีอะไร...ดี? นางด้อยกว่า...ต้าเจี่ย...เอ้อร์เจี่ยของนางมากนัก เพียงสุ่มเลือก...กุลสตรีตระกูลใหญ่ใน...เมืองเฟิงมา...สักคน ล้วนแต่ดีเลิศ...กว่านางทั้งสิ้น เหตุใดนางจึง...ไร้สายตาได้?” จากนั้นลุกขึ้นยืน มือค้ำโต๊ะพยุงร่างที่โงนเงนทำท่าจะล้มขึ้นเสียงดังว่า “นางเคย...ได้ยินนาม ‘ห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิง’ หรือไม่? มหาเสนาบดีหลี่...แล้วอย่างไร? นางเป็นแค่...บุตรสาวที่เกิดแต่รอง...และไม่ใช่คนโปรด...เท่านั้น!” กล่าวจบก็เซล้มกระแทกกลับลงนั่ง หยิบสุราหนึ่งกามากรอกลงคอต่อไป
จื่อหลีหัวเราะร่วน “อวิ่นจือ เจ้าจะไปรู้อะไร อาหลัว...คือยอดมณีชัดๆ ตั้งเนิ่นนานปานนี้...ข้ายังคงมองนาง...ไม่ทะลุ นางน่ะไม่เหมือนใคร...ไม่เหมือนใคร นางไม่เหมือน...คนเพิ่งจะอายุเพียง...๑๓-๑๔ ปี แต่จิตใจ...กลับดีงามยิ่ง หากสามารถได้นาง...เป็นภรรยา ข้าก็ไม่...ปรารถนาสิ่งใดอีก”
หลิวเจว๋หัวเราะเหอๆ “เช่นนั้น...คุณหนูกู้เล่า จะทำอย่างไร?”
จื่อหลียิ้มอย่างมั่นใจ “ข้าย่อมจะ...ประคองถนอมอาหลัว...ไว้ในอุ้งมือ หากในใจนาง...มีข้าอยู่ ย่อมจะเข้าใจ...ว่าข้าไม่มีทางเลือก”
หลิวเจว๋ดื่มเหล้าลงไปอีกหนึ่งกา เอาแต่ส่ายหน้ายิ้มๆ ท่าเดียว จื่อหลียกมือขึ้นเขย่าญาติหนุ่ม “อวิ่นจือ...อวิ่นจือ ฮะฮะ เจ้าเมาหนัก...ยิ่งกว่าข้าเสียอีก” กล่าวจบคอก็เอียงวูบ ล้มฟุบลงกับโต๊ะ
หลิวเจว๋หัวเราะร่วนพลางผลักอีกฝ่าย “จื่อหลี ฝ่าบาท ยังจะกล้า...พูดอีกว่า...ข้าเมาหนักกว่า ฮ่าฮ่า!” หัวเราะไปหัวเราะมาก็อ้าปากอาเจียนของเก่าออกมากองใหญ่ ตัวเอียงวูบล้มฟุบลงกับโต๊ะเช่นกัน
ผ่านไปเนิ่นนานถึงกว่าครึ่งชั่วยาม จึงค่อยมีเงาคนสายหนึ่งพุ่งวาบเข้ามาจากนอกหน้าต่าง เดินไปหยุดลงที่ข้างกายหลิวเจว๋ยืนนิ่งเงียบมองดูเขาอยู่ครู่ใหญ่ แล้วเงื้อดาบฟันลงใส่ ดาบนี้นำพาเสียงลมกรีดอากาศ อานุภาพดุดันยิ่ง ครั้นตวัดลงถึงข้างลำคอของหลิวเจว๋กลับหยุดยั้งกะทันหัน หลิวเจว๋ไม่ขยับแม้แต่น้อย ผู้มาเก็บดาบ กล่าวเสียงหนัก “ฝ่าบาท เขาเมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จื่อหลีเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ สีหน้ากลับคืนสู่ความสงบนิ่งอีกครั้ง จ้องมองหลิวเจว๋ด้วยแววตาสับสนอยู่อึดใจใหญ่ ค่อยกล่าวกับผู้มาว่า “เรียกรถม้ามาหนึ่งคัน ดูแลพากลับไปส่งที่วังอานชิงหวางให้ดีๆ”
หลิวเจว๋เมาหัวราน้ำ แทบจะถูกหามเข้าสู่วังในสภาพนอนแผ่หลา ซือซือกับซือฮั่วสาวใช้ประจำเรือนสนวาตะต่างยุ่งจนหัวปั่น อุตส่าห์ช่วยกันจัดการจนเสร็จสิ้นสะอาดดีแล้ว หลิวเจว๋กลับอ้าปากอาเจียนออกมาเกลื่อนพื้นอีกรอบ วุ่นวายกันกว่าครึ่งคืนชายหนุ่มจึงค่อยหลับสนิท เมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่แล้ว ซือซือกับซือฮั่วจึงเดินออกไปจากห้องเจ้านายหนุ่มพร้อมกับปิดประตูตามหลังเบาๆ ภายในห้องเหลือหลิวเจว๋นอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ชายหนุ่มเพ่งสมาธิเงี่ยหูสดับฟัง ครั้นแน่ใจว่ารอบด้านไม่มีใครอยู่ จึงค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาแจ่มใส ไหนเลยยังจะมีวี่แววมึนเมาแม้ส่วนเสี้ยว
นับตั้งแต่จื่อหลีพลั้งปากเอ่ยถึงภาพเหมือนกู้เทียนหลินภายในเรือนสนวาตะ หลิวเจว๋ก็เริ่มจับตาสังเกต เดิมทีเขาไม่ควรจะสงสัยจื่อหลี แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนอยู่กลางทุ่งหญ้า เหล้าที่อานชิงหวางเสด็จพ่อของเขานำกลับมาจากเมืองเปียนซึ่งเขาโยนไปให้จื่อหลีหาใช่เหล้าธรรมดาทั่วไป หากเป็นผู้ที่ความคอแข็งอยู่ในระดับปกติ ยามดื่มเหล้านั้นลงไปอึกใหญ่ จะต้องถูกฤทธิ์อันร้อนแรงดุจเปลวไฟของมันทำให้สำลักอย่างแน่นอน ตอนนั้นจื่อหลีกลับแหงนหน้าดื่มเหล้านี้ลงไปอึกใหญ่ จากการประเมินของหลิวเจว๋ ระดับความคอแข็งของจื่อหลีน่าจะพอๆ กับเขา จึงไม่มีเหตุผลที่จื่อหลีจะเมาก่อนที่เขาจะรู้สึกเมา
เนื่องจากหลิวเจว๋ฉุกใจนึกระแวงอยู่ก่อน จึงย่อมจะแสร้งทำเป็นเมาตาม โดยจงใจดื่มมากกว่าจื่อหลี ๒-๓ กา โคจรปราณบังคับขับอาหารในกระเพาะออกมา และทำเป็นเมาหลับไป หลังจากที่เขาหมอบฟุบนิ่งกับโต๊ะนานจนแทบจะหมดความอดทนอยู่รอมร่อ จึงค่อยได้ยินเสียงลมหายใจดังมาจากนอกหน้าต่าง ตามด้วยมีคนผู้หนึ่งพุ่งวาบเข้ามาในห้อง ผู้มาเงื้อดาบฟันลงใส่เขาเป็นการทดสอบ เขานอนนิ่งไม่ไหวติง ยิ่งแน่ใจมากขึ้นว่าจื่อหลีแสร้งเมา เพราะเขาได้ทราบตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ที่ทุ่งหญ้าแล้วว่าองครักษ์ติดตามตัวของจื่อหลีซ่อนตัวอยู่ในที่ลับตลอดเวลา ดังนั้นหากผู้มามิใช่ลูกน้องคนสนิทของจื่อหลี เหล่าองครักษ์มีหรือจะยอมให้พกดาบบุกรุกเข้ามา อย่าว่าแต่ยังเป็นยามที่จื่อหลีเมาหลับไปแล้วอีกด้วย และจริงดังคาด หลังจากผู้มาใช้ดาบทดสอบเขาแล้ว จื่อหลีก็ฟื้นตื่นขึ้น จากนั้นเพียงสั่งให้ดูแลส่งเขากลับวังดีๆ
หลิวเจว๋ทราบดีว่าพวกเขาสองพ่อลูกมีความสำคัญต่อจื่อหลีมากเกินไป หากวันนี้เขาฉวยโอกาสที่จื่อหลีเมาหลับทำร้ายจื่อหลีแม้เพียงปลายนิ้วหรือพูดจาไม่เกรงใจ ผลลัพธ์คงเลวร้ายสุดคาดคิด
การกระทำของจื่อหลีครั้งนี้ประสงค์จะหยั่งเชิงในเรื่องใด? หยั่งเชิงว่าตัวเขาเป็นคนของฝ่ายหลิวเจี้ยนหรือไม่อย่างนั้นหรือ? เพราะเขาหลอกอำว่าได้ไปสู่ขอต่อมหาเสนาบดีหลี่แล้ว และมหาเสนาบดีหลี่แสดงท่าทีชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายหลิวเจี้ยน? จื่อหลีเฝ้าหยั่งเชิงท่าทีของเขาต่อคุณหนูกู้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะกังวลว่าเขาจะผูกใจเจ็บเนื่องจากจื่อหลีแย่งชิงหญิงที่เขาต้องใจไปอย่างนั้นหรือ?
หลิวเจว๋นอนคิดใคร่ครวญอยู่บนเตียงเงียบๆ จื่อหลีกลับทราบเรื่องภายในเรือนสนวาตะ แสดงว่าต้องจัดวางคนไว้ข้างกายเขาอยู่แต่แรก เกลือเป็นหนอนที่สามารถเข้าใกล้ตัวเขาและรู้จักเรือนสนวาตะดีคือใครกัน? ผู้ที่สามารถเข้าสู่เรือนสนวาตะได้ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นนักรบเดนตายซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่ทางวังชุบเลี้ยงและฝึกฝนมาจนโตทั้งสิ้น จื่อหลีซื้อตัวใครได้สำเร็จกันแน่? เกลือเป็นหนอนผู้นี้จื่อหลีจัดวางไว้หรือหนิงหวางจัดวางไว้?
ถ้อยคำของจื่อหลีจริงสามส่วนลวงสามส่วน ตอนที่เขาจับพิรุธจื่อหลีได้จะเป็นตอนที่หลี่ชิงหลัวอยู่ด้วยทุกครั้ง นางคือจุดอ่อนของจื่อหลีหรือ?
หลิวเจว๋นึกถึงที่จื่อหลีพูดออกมาตอนแสร้งเมาว่าอาหลัวไม่ธรรมดา มองไม่ทะลุ ตัวเขาเองสั่งให้คนเฝ้าจับตาดูอาหลัว ซึ่งข้อมูลในมือได้บ่งบอกว่า วิชาความรู้ของนางมิได้โดดเด่นอะไรมาแต่เด็ก ตี๋ก็เพิ่งจะเริ่มหัดเป่าหลังจากงานเลี้ยงชมดอกท้อ นางมีที่ใดไม่ธรรมดากันนะ? ชายหนุ่มพยายามนึกทบทวนทุกถ้อยคำของจื่อหลีในวันนี้ ความคิดหนึ่งพลันวาบขึ้นกะทันหัน หลิวเจว๋ลุกพรวดขึ้นนั่งทันที
จื่อหลีพูดว่า “นางไม่เหมือนคนเพิ่งจะอายุเพียง ๑๓-๑๔ ปี”
หลิวเจว๋ระบายลมหายใจยาว ...ตรงนี้นี่เอง... ในงานเลี้ยงชมดอกท้อ อาหลัวอายุเพียง ๑๒ ปี นางเกือบจะพลัดตกลงไปในน้ำ ครั้นเห็นว่าเรียวขาทั้งคู่ถูกเขาจ้องมองนานเกินสมควรไปนิดหนึ่งกลับหน้าแดงบริภาษเขาว่า “โจรราคะ!” พบหน้ากันอีกครั้งนางนอนอยู่บนพื้นหญ้าโดยมิได้ประหวั่นลนลานแต่สักนิด นางยังเป็นวิทยายุทธ์เล็กน้อย และวิชาหมัดเท้าที่แปลกประหลาดนั้นของนางมีที่มาจากที่ใด จนบัดนี้เขายังคงสืบได้ไม่กระจ่าง นางมีใบหน้าของเด็ก แต่สีหน้ากิริยาและถ้อยคำที่พูดในตอนนั้นกลับไม่เหมือนกุลสตรีตระกูลใหญ่ที่ไม่เคยย่างเท้าออกจากบ้านแม้แต่น้อย จากข้อมูลที่สืบมาได้ จื่อหลีไปที่ริมแม่น้ำและได้ยินเสียงตี๋ที่นางเป่าโดยบังเอิญ จากนั้นจึงไปที่ริมแม่น้ำเป่าเซียวร่วมประสานกับเสียงตี๋ของนางทุกวันติดต่อกันหลายเดือน
ทั้งราชสำนักต่างทราบดีว่าองค์ชายสี่เชี่ยวชาญเซียว วิชาเซียวของเขาได้รับการสอนถ่ายทอดโดยเฉินหวางโฮ่วตั้งแต่ยังเยาว์ หลังจากเฉินหวางโฮ่วประชวรสวรรคต องค์ชายสี่ก็ยิ่งโปรดปรานเซียวมากขึ้น การที่สามารถเป่าประสานกับเสียงเซียวของจื่อหลีได้ เสียงตี๋ของอาหลัวย่อมจะมิได้ด้อยไปกว่ากัน แต่ในงานเลี้ยงคืนจงชิวนางกลับงำประกายอย่างมิดชิด ละทิ้งโอกาสที่จะเผยศิลปวิชาออกมาต่อหน้าผู้คน
หลิวเจว๋คิดในใจ ...หลิวเฟยพูดความจริงสามส่วน ความลวงสามส่วนจริงๆ อาหลัวผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน...ไม่ธรรมดาอย่างมาก...
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง ความสนใจในตัวอาหลัวยิ่งเข้มข้น เขาไม่รีบไม่ร้อน สักวันหนึ่งเขาย่อมจะสามารถค้นหาคำตอบของคำถามที่ตัวเขาคิดหาคำอธิบายไม่ได้ทั้งหมดพบจนได้
หลิวเจว๋ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซือซือใช้อ่างเงินใส่น้ำอุ่นยกมาให้เจ้านายหนุ่มเช็ดหน้าพลางกล่าวว่า “เมื่อคืนนี้เหยียดื่มเสียเมาหนักเทียวเจ้าค่ะ ได้เตรียมน้ำแกงหวานไว้ให้แล้ว ดื่มตอนเช้าหนึ่งถ้วยอุ่นกระเพาะดีนักละ”
หลิวเจว๋นิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “ข้ากลับมาอย่างไรหรือ?”
ซือซืออมยิ้มตอบว่า “ถูกคนเขาหามเข้ามาอย่างไรเล่า ดูเหมือนจะเป็นคนของตำหนักองค์ชายสี่เจ้าค่ะ”
หลิวเจว๋ร้อง “อ้อ” หลังจากล้างหน้าเสร็จ ขณะที่กำลังดื่มน้ำแกง สายตากลับจ้องมองไปที่ภาพวาดบนผนังภาพนั้น เมื่อดื่มเสร็จแล้วจึงเอ่ยกับซือซือว่า “สั่งให้คนนำภาพนี้เก็บใส่กล่อง ส่งไปที่ตำหนักองค์ชายสี่”
ครั้นซือซือเดินไปปลดภาพ เขากลับยื่นมือไปขวางไว้ “ไปเรียกหลิวอิงมาก่อนเถิด”
หลังจากซือซือออกไปแล้ว หลิวเจว๋ก็พินิจดูภาพวาดอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง นิ่งทบทวนอยู่ชั่วครู่ จากนั้นตวัดพู่กันวาดภาพเลียนแบบภาพเหมือนกู้เทียนหลินขึ้นมาอีกใบบนโต๊ะเขียนภาพ แต่กลับวาดดวงตาเป็นอีกคู่หนึ่ง ภาพวาดทั้งสองภาพแทบจะเหมือนกันทุกประการ เว้นเสียแต่ดวงตาคู่นั้น
ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อหลิวอิงเข้ามาหา หลิวเจว๋ก็ยื่นภาพที่เพิ่งจะวาดเลียนแบบขึ้นมาใหม่ให้พร้อมกับสั่งว่า “จงนำภาพนี้ไปเข้ากรอบตามแบบภาพที่อยู่บนผนังนั่นแล้วส่งไปที่ตำหนักองค์ชายสี่ หากทรงถามถึงให้ตอบว่า ‘สมบัติคืนเจ้าของเดิม’” จากนั้นปลดภาพที่อยู่บนผนังลงมา มองดูดวงตาคู่นั้น ก่อนจะส่งให้หลิวอิง “ภาพนี้จงเผาทิ้ง ทำให้ลับหน่อย”
หลิวอิงถือภาพเดินออกไปจากเรือน
หลิวเจว๋คำนวณเวลา ห่างจากวันที่จื่อหลีจะสมรสกับกู้เทียนหลินอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เขาอยากจะเห็นยิ่งนักว่าจื่อหลีจะบอกรักต่ออาหลัวอย่างไร
มหาเสนาบดีหลี่เรียกรวมพลทั้งครอบครัวเปิดประชุม อาหลัวกับฟูเหรินเจ็ดยังคงนั่งตำแหน่งสุดท้ายฝั่งขวามือเช่นเคย มหาเสนาบดีหลี่กล่าวว่า “อาเหล่ยแต่งเข้าสู่ตำหนักบูรพาได้สามเดือนแล้ว งานอภิเษกสมรสขององค์ชายสี่อยู่ในเดือน ๗ ยังมีเวลาอีกครึ่งเดือน อาเหล่ยส่งคนจากในตำหนักมาแจ้งว่า ไท่จื่อจะทรงจัดงานเลี้ยงขึ้นที่ตำหนักบูรพาเพื่อแสดงความยินดีที่องค์ชายสี่อภิเษกหวางเฟย และเพื่อให้อาเหล่ยคลายความคิดถึงบ้าน จึงทรงส่งเทียบเชิญไปร่วมงานเลี้ยงมาให้เป็นการเฉพาะ ครั้งนี้ฟูเหรินใหญ่กับอวี้เหมยสองคนจงพาอาเฟยกับอาหลัวไปร่วมงานเถิด อาเฟย รองเสนาบดีเฉิงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีกรมกลาโหมแล้ว ไว้หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องขององค์ชายสี่ เตียก็จะออกหน้าจัดการให้เจ้าได้ออกเรือน”
ชิงเฟยหน้าแดงเรื่ออย่างเอียงอาย ก้มหน้าลงพูดเบาหวิวแทบเป็นกระซิบ “ให้เตียจัดการเถิดเจ้าค่ะ”
มหาเสนาบดีหลี่หัวเราะก้องอย่างอารมณ์ดี “บุตรีสกุลหลี่สองนางต่างมีที่ไปกันแล้ว ในใจเตียให้สมใจนัก ยังดีที่ยังมีอาหลัวอยู่เป็นเพื่อนเตียอีกคน”
อาหลัวรีบปะเหลาะเอาใจทันที “นั่นสิ อาหลัวขออยู่เป็นเพื่อนเตียตลอดไปดีไหมเจ้าคะ?”
มหาเสนาบดีหลี่เอ่ยกลั้วหัวเราะ “บุตรีเติบใหญ่ไม่ตามใจแม่[3] อาหลัวเองก็ใกล้จะเต็ม ๑๔ แล้ว รอจนลุวัยปักปิ่น เกรงว่าผู้ที่มาสู่ขอจะย่ำจนธรณีประตูคฤหาสน์เราพังภินท์เสียละมัง” บรรดาฟูเหรินทั้งหลายพลอยหัวเราะอย่างครื้นเครงตามไปด้วย
อาหลัวแค่นยิ้มเย็นชา หากมิใช่รู้ทันความคิดขายธิดาแลกฐานะของมหาเสนาบดีหลี่ละก็ บรรยากาศสมัครสมานกลมเกลียวภายในห้องโถงของคฤหาสน์มหาเสนาบดี ณ ชั่วขณะเวลานี้กลับดูเหมือนครอบครัวสุขสันต์ดีอยู่ดอก...
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ผู้พ้องกันเห็นใจกัน หมายถึงผู้ที่มีนิสัย ความชอบ สภาพแวดล้อม และประสบการณ์คล้ายคลึงกันรู้สึกถูกใจกัน เห็นใจกัน และสนับสนุนกัน
[2] ใจรักในความงามมีอยู่ทุกรูปนาม หมายถึง ทุกคนต่างชอบสิ่งสวยงามเจริญหูเจริญตา
[3] มาจากประโยคเต็มว่า “บุตรชายเติบใหญ่ไม่ตามใจพ่อ บุตรีเติบใหญ่ไม่ตามใจแม่” หมายถึงพอลูกโตแล้ว มักจะไม่ยอมให้พ่อแม่ออกคำสั่งหรือตัดสินใจอะไรให้อีก