บทที่ 11
นี่เป็นการเข้าวังหลวงครั้งที่สองของชิงหลัว วังหลวงมิได้มีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับนางอีก ขณะที่ชิงเฟยกลับระงับความตื่นเต้นดีใจไว้ไม่อยู่ เนื่องจากนางไม่ได้พบหน้าท่านจ้วงหยวนผู้สง่างามดั่งต้นไม้หยกกลางสายลมมาเนิ่นนานเต็มที
ตำหนักบูรพาของไท่จื่อตั้งอยู่ในหุบเขาฝั่งตะวันออกของท้องพระโรง ตำหนักที่พำนักขององค์ชายซึ่งยังมิได้อภิเษกสมรสล้วนแต่ตั้งอยู่ในหุบเขานี้ทั้งสิ้น ประจันคู่กับตำหนักในของบรรดาสนมนางในแต่ไกล
วังแห่งใหม่ขององค์ชายสี่ได้สร้างแล้วเสร็จ หลังจากอภิเษกสมรส องค์ชายสี่จะเสด็จย้ายออกจากวังหลวง คู่สามีภรรยาใหม่องค์ชายสี่และหวางเฟยจะยังคงพำนักอยู่ต่อที่วังหลวงอีกเป็นเวลาครึ่งเดือนจึงค่อยย้ายไปพำนักยังวังแห่งใหม่ ที่ไท่จื่อจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้ ก็เพื่อปฏิบัติตามธรรมเนียมแสดงออกถึงความรักใคร่ผูกพันระหว่างพี่น้องที่ไม่อาจจะตัดใจพรากจากกันเป็นสำคัญ
อาหลัวไม่ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลิวเจี้ยนกับจื่อหลีเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยมีผู้ใดบอกนาง แต่อนุมานจากหนังสือที่นางเคยอ่านและเรื่องเล่าที่นางเคยฟัง น่าจะไม่มีความรักใคร่ผูกพันอะไรกันดอก ทั้งยังไม่ได้เกิดจากพระชนนีคนเดียวกัน เพื่อตำแหน่งสูงสุดเหนือผู้ใดตำแหน่งนั้น ตั้งแต่ลืมตาดูโลก บรรดาองค์ชายเหล่านี้ก็หวาดระแวงตั้งป้อมป้องกันพี่น้องด้วยกันมากกว่าที่จะมีความรักใคร่ผูกพันระหว่างพี่น้องเสียอีก นางเคยเห็นหลิวเจี้ยนมาแล้ว เป็นมังกรในมวลมนุษย์โดยแท้ จื่อหลีก็มิได้ด้อยไปกว่าหลิวเจี้ยนเช่นกัน ล้วนแต่เป็นสินค้าชั้นเลิศทั้งคู่ หากจื่อหลีธรรมดากว่านี้สักหน่อยจะยังพอทำเนา เพราะหลิวเจี้ยนจะไม่มีใจถือสาหวาดระแวง อาหลัวหวังเพียงว่าจื่อหลีจะสามารถอยู่ร่วมกันฉันมิตรกับหลิวเจี้ยน อย่างน้อยก็อย่าได้มีความแค้นต่อกัน
หวางเยี่ยนหุยนั่งตัวตรงเป็นสง่าอยู่ข้างกายหลิวเจี้ยน ไม่ว่าจะดูอย่างไรนางก็งามสู้ชิงเหล่ยไม่ได้ แต่ทั้งที่บุคลิกภูมิฐานสูงศักดิ์ดุจเดียวกัน ครั้นหวางเยี่ยนหุยนั่งลงที่ข้างกายไท่จื่อ กลับข่มชิงเหล่ยจนดูด้อยราศีกว่าในบัดดล อาหลัวนึกถึงบรรดาผู้นำองค์กรบริหารในยุคปัจจุบัน ซึ่งที่นั่งของตำแหน่งหลักและรองจะพลาดสลับกันไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าชิงเหล่ยจะเป็นที่โปรดปรานสักเท่าไร ตราบใดที่มีหวางเยี่ยนหุยอยู่ ชิงเหล่ยก็ต้องนั่งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเล็กน้อย การนี้จึงส่งผลกระทบต่อจิตใจโดยปริยาย
วันนี้เป็นครั้งแรกที่อาหลัวได้เห็นจื่อหลีกับหลิวเจว๋แต่งชุดเต็มยศ นางดูแล้วแอบโห่ร้องชมเชยอยู่ในใจ ชายหนุ่มทั้งสองต่างสวมชุดลายมังกรคาดสายรัดหยก นอกจากลวดลายปักบนตัวเสื้อกับสีของเสื้อที่มีความแตกต่างกันแล้ว ก็ไม่มีจุดแตกต่างใดอีก “ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง แค่เปลี่ยนชุดมาก็ไม่รู้แล้วงั้นรึว่านายคือแมงดา?” นางหัวเราะพรืด ไม่ทราบเพราะอะไรจึงนึกถึงประโยคนี้ขึ้นมา
กู้เทียนหลินไม่ได้มางานเลี้ยง คาดว่าคงเป็นเพราะใกล้ถึงวันแต่งงาน จึงอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเพื่อเลี่ยงข้อถือสา ชิงเฟยเอาแต่เหม่อมองท่านจ้วงหยวนของนาง นานๆ ครั้งเมื่อสายตายิ้มละไมของเฉิงซือเยว่กวาดผ่านมา ชิงเฟยก็จะตื่นเต้นพลุ่งพล่านจนบิดผ้าเช็ดหน้าแน่น อาหลัวทอดถอนใจ อย่างไรวาสนาเรื่องคู่ครองของชิงเฟยก็ดีกว่าชิงเหล่ย
หลิวเจี้ยนกล่าวเปิดงานว่า “ที่จัดงานเลี้ยงขึ้นในวันนี้ก็เพื่อแสดงความยินดีที่ซื่อตี้[1]จะแต่งงานเป็นสำคัญ อย่างไรต้าเกอก็สุดจะตัดใจได้” กล่าวจบสองตาได้แดงก่ำ
จื่อหลีรีบผละจากที่นั่งลุกขึ้นยืน แววประหวั่นลนลานฉายชัดบนใบหน้า อาหลัวที่มองเห็นอย่างชัดเจนหัวใจพลันกระตุกวูบ นี่ไม่ใช่จื่อหลีที่นางรู้จักเด็ดขาด! สิ่งที่จื่อหลีทำให้นางรู้สึกควรจะเป็น “เขาไท่ซานถล่มลงต่อหน้ายังหน้าไม่เปลี่ยนสี”[2] รอยยิ้มบนใบหน้าแทบไม่เคยสลายไปมาก่อน ไหนเลยเคยเห็นเขาเป็นแบบนี้! หรือว่า...จื่อหลีกำลังเล่นละครให้ไท่จื่อดู? การที่เขาเล่นละคร...มีความเป็นไปได้เพียงสองประการ หนึ่งคือเพื่อแสดงความอ่อนแอรักษาชีวิต อีกหนึ่งคือเพื่อลวงให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด จื่อหลี...อาหลัวถอนหายใจ ไม่อยากจะวิเคราะห์
หลิวเจี้ยนกล่าวระคนทอดถอน “ต่อไปต้าเกอคงยากยิ่งจะได้ฟังเสียงเซียวของซื่อตี้ บัดนี้ในหุบเขาแห่งนี้ก็เหลือแต่ข้าเพียงลำพัง คิดจะหาคนร่วมดื่มสุราฟังเพลงพิณคงยากยิ่งเสียแล้ว”
“ต้าเกอ จื่อหลีจะเข้าวังหลวงมาเยี่ยมต้าเกอบ่อยๆ เองพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงจื่อหลีถึงกับเจือสะอื้น ราวกับพลุ่งพล่านใจอย่างมาก
ผ่านไปครู่ใหญ่หลิวเจี้ยนจึงค่อยพูดยิ้มๆ “วันนี้เน้นเพียงสนุกสนานให้เต็มที่ จะมาคุยเรื่องเหล่านี้ไปไย ผู้ที่มาล้วนแต่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ตามสบายกันสักหน่อย ฤกษ์งามยามดีเช่นนี้พึงดื่มสุราเคล้าดนตรีจึงจะถูก” แล้วปรบมือ เสียงบรรเลงดนตรีได้ดังขึ้น นางรำเริ่มร่ายรำ หลิวเจี้ยนกล่าวต่อว่า “ซื่อตี้ กาลก่อนซื่อตี้เม่ย[3]ของข้าผู้นั้นกับเหล่ยเอ๋อร์ได้รับขนานนามร่วมกันว่า ‘สองสุดเลิศล้ำแห่งเมืองเฟิง’ สวรรค์ช่างลิขิตได้น่าอัศจรรย์แท้ เราสองพี่น้องกลับได้แต่งยอดอนงค์กันคนละนาง”
จื่อหลีกล่าวถ่อมตัว “เทียนหลินไหนเลยเทียบเคียงเหลียงตี้ได้ หนึ่งเพลง ‘สารทชล’ แซ่ซ้องทั่วเมืองเฟิง”
หลิวเจี้ยนหัวเราะก้องอย่างถูกใจ หันไปมองชิงเหล่ยอย่างอ่อนโยน เอ่ยว่า “วันนั้นซื่อตี้ไม่อยู่ หนึ่งเพลง ‘กล้วยไม้ประดับกาย’ ของซื่อตี้เม่ยข้าผู้นั้นตื่นตะลึงทั่วทั้งงาน เฉียบแหลมทระนงดั่งกล้วยไม้ ต้าเกอให้ลังเลยิ่งเป็นความสัตย์ ซึ่งความจริงเมื่อเทียบกันแล้ว วิชาพิณของเหล่ยเอ๋อร์กับซื่อตี้เม่ยนั้นไล่เลี่ยกัน เพียงแต่ข้านิยมชมชอบที่จิตใจของเหล่ยเอ๋อร์เหนืออื่นใด”
ชิงเหล่ยก้มหน้าลงด้วยความอุธัจ อาหลัวฟังแล้วอยากแต่จะหัวเราะ คนโบราณถือเสียงพิณแทนเสียงใจ เสียงพิณหนึ่งเพลงก็สามารถมองคนผู้หนึ่งออกได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความคิดของคนยุคปัจจุบันเอาเสียเลย หากกล่าวว่าเสียงพิณคือเสียงในใจจริงๆ เช่นนั้นที่คนบนโลกนี้มีหน้ากากซุกไว้หลายอันสับเปลี่ยนไปมาตามแต่ใจ ไยมิใช่อุดหูขโมยกระดิ่ง[4]?
ไท่จื่อเฟยหวางเยี่ยนหุยเอ่ยขึ้นบ้างว่า “ในเมื่อวันนั้นซื่อตี้ไร้โอกาสได้ฟัง ‘สารทชล’ ของชิงเหล่ยเม่ยเมย เม่ยเมยก็ดีดเพลง ‘สารทชล’ ให้ยินยลอีกครั้งได้ ว่าตามตรงแล้วข้าเองก็ปรารถนาจะฟังอีกสักครั้งอย่างยิ่งเช่นกัน”
หลิวเจี้ยนได้ฟังก็สบใจนัก “นั่นสิ เหล่ยเอ๋อร์ นับตั้งแต่ที่เจ้าดีดในงานเลี้ยงชมดอกท้อแล้ว ก็ไม่ได้ฟังเจ้าดีดเพลงนี้อีกเลย วันนี้จงดีดอีกสักครั้งเถิด จะได้ให้ซื่อตี้ร่วมชื่นชมด้วย”
เอ่ยกันถึงขั้นนี้แล้ว ชิงเหล่ยจึงลุกขึ้นกล่าวว่า “โปรดอนุญาตเหล่ยเอ๋อร์ปลีกตัวไปตระเตรียมสักครู่นะเพคะ” กล่าวจบก็ถวายบังคม จากนั้นนางกำนัลได้ประคองนางเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักส่วนใน ระหว่างทางเมื่อผ่านโต๊ะของพวกอาหลัว ชิงเหล่ยพลันเอ่ยว่า “เอ้อร์เม่ย ซานเม่ย เจ้าสองคนไปเป็นเพื่อนเจี่ยเจียดีหรือไม่?”
ฟูเหรินใหญ่กับฟูเหรินสามเริ่มจะหน้าผิดสี ด้วยฝีมือพิณของชิงเหล่ย พวกนางหากลัวว่าจะดีดไม่ได้ เพียงแต่หวาดหวั่นว่าเสียงพิณจะทำให้ผู้อื่นจับพิรุธได้ เนื่องจากในงานเลี้ยงนี้มีผู้เชี่ยวชาญวิชาพิณอยู่ไม่น้อย แม้อารมณ์ในเสียงพิณผิดเพี้ยนไปเพียงส่วนเสี้ยว พวกเขาล้วนแต่สามารถรู้สึกได้ ฟูเหรินทั้งสองจึงแสดงท่าทีบอกนัยให้ชิงเฟยกับชิงหลัวตามชิงเหล่ยไป
อาหลัวทราบดีว่าที่ชิงเหล่ยเรียกชิงเฟยไปด้วยเพียงเพื่อกลบเกลื่อนสายตาผู้คน ขณะที่เป้าหมายหลักคือต้องการให้นางไปด้วยกัน หางตาเด็กสาวเหลือบไปเห็นหวางเยี่ยนหุยกำลังมองตรงมายิ้มๆ ก็หนาวเยือกอยู่ในใจ หรือเสียงพิณที่ชิงเหล่ยดีดในยามปกติได้สะกิดความสงสัยของหวางเยี่ยนหุยแล้ว? เล่าลือกันว่านางวางแผนการได้เก่งกาจนัก การที่วันนี้นางเป็นผู้เสนอขึ้นมาโดยคล้อยตามสถานการณ์ว่าให้ชิงเหล่ยดีดเพลง ‘สารทชล’ เป็นเพราะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงใช่หรือไม่? ขณะที่ความคิดคาดคะเนเหล่านี้หมุนแล่นอยู่ในศีรษะ ชิงหลัวได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับชิงเฟย และเดินเข้าสู่ห้องด้านในตำหนักเป็นเพื่อนชิงเหล่ย
หลังจากสั่งให้เหล่านางกำนัลถอยออกไปจากห้องแล้ว ชิงเหล่ยก็พลันสะบัดฝ่ามือตบใส่ใบหน้าชิงหลัวทันที อาหลัวไหวตัวหลบโดยอัตโนมัติ กระนั้นบนลำคอยังคงถูกเล็บของชิงเหล่ยข่วนโดนจนเจ็บแปลบ นางแค่นยิ้มเย็นชากล่าวเหน็บแนมแกมเตือนสติว่า “ชิงเหล่ย ก่อนจะตบท่านจงตรองให้ดีๆ หากว่าข้าออกไปพร้อมกับรอยฝ่ามือบนใบหน้า แขกเหรื่อเห็นเข้าท่านจะอธิบายว่าอย่างไร? สั่งสอนน้องสาวหรือ? ยังดีนะที่ข้าหลบได้ทัน”
ชิงเหล่ยหน้าเปลี่ยนสีไปมา ก่อนจะพลันสะบัดแขนเสื้อยาวปัดแจกันดอกไม้ใบหนึ่งตกลงแตกเกลื่อนพื้น จากนั้นย่อตัวลงไปกดมือซ้ายบนเศษแจกันแตกอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงสดไหลพลั่งๆ ออกมาในบัดดล
ชิงเฟยกับชิงหลัวต่างตะลึงพรึงเพริด ชิงเหล่ยลุกขึ้นยืน สืบเท้าเข้าไปหาน้องสาวทั้งสองกระชากเสื้อชิงหลัวแล้วผลัก อาหลัวที่ไม่ทันระวังแทบจะเสียหลักล้มลง ต้องขยับตัวปรับสมดุล ๒-๓ ครั้งกว่าจะยืนได้มั่น เด็กสาวย้อนถามเสียงเครียด “หลี่ชิงเหล่ย ท่านคิดจะทำอะไร?”
ชิงเหล่ยจ้องอาหลัวเขม็งอย่างคุกคาม ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและหม่นเศร้า “น้องนุชสุดท้องผู้ไม่เคยเผยคมของข้าเอ๋ย เจ้าช่างเหมือนแม่ของเจ้านักที่ไม่อาจแก้สันดานหญิงจากหอเขียว คิดวางแผนสุดกำลังเพื่อจะ ‘เปล่งเสียงเมื่อไรต้องสะท้านขวัญ’! หากเจ้าไม่ช่วยดีดเพลงนั้นแทนข้า ข้าคงไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดผวาและเจ็บปวดทุกวี่วันเช่นนี้! ที่ไท่จื่อทรงได้ฟังคือเพลงพิณของเจ้า ที่จับใจพระองค์คือจิตใจของเจ้า...ของเจ้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าสีหน้าเหมือนจะยิ้มของหวางเยี่ยนหุยยามได้ฟังเสียงพิณที่ข้าดีดทำให้ข้าต้องอกสั่นขวัญผวาทุกครั้งไป? เจ้ารู้หรือไม่ว่ายิ่งไท่จื่อทรงรักใคร่โปรดปรานข้ามากเท่าใด ข้าก็ยิ่งหวาดวิตกว่าจะสูญเสียไป? ต่อให้ต้องเสียหน้าในตอนนั้น อย่างน้อยข้าก็ยังไม่ได้หลงรักเขา! แต่ตอนนี้เล่า?” เสียงที่ลดเบาลงของนางแหลมสูงดุดัน แฝงความเคียดแค้นลึกล้ำถึงกระดูก!
อาหลัวฟังแล้วรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก มือของชิงเหล่ยเลือดไหลไม่หยุดดูน่าสะพรึงกลัว นางมองสบตาชิงเหล่ยแล้วกล่าวว่า “ณ เวลานั้นไม่ว่าผู้ใดล้วนแต่ไม่อาจคาดคิดได้ถึงสภาพจิตใจของท่านในยามนี้ทั้งสิ้น ชิงเหล่ย ท่านโทษข้าไปก็ไร้ประโยชน์ ท่านได้สมรสกับไท่จื่อแล้ว ต่อให้ ณ ตอนนั้นพระองค์ทรงเลือกท่านเพราะได้ฟังเพลงพิณ แต่ด้วยศิลปวิชาและความรักของท่าน แม้ว่าหลังจากนั้นท่านจะไม่ได้ดีดเพลง ‘สารทชล’ อีก ไท่จื่อก็ทรงรักใคร่โปรดปรานท่านดุจเดียวกัน ความจริงแล้วท่านไม่จำเป็นต้องทำให้มือบาดเจ็บเพื่อเลี่ยงหนีเลย เดิมทีจิตใจในวันวานยามที่ดีดเพลง ‘สารทชล’ กับจิตใจในวันนี้หลังจากได้สมรสกับผู้ที่ตนรักย่อมจะแตกต่างกันอยู่เอง ตอนยังเยาว์ทอดมองนภากว้างชื่นชมสารทชล บัดนี้ได้สมรสเป็นภรรยา จิตใจจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเสน่หาก็มิได้มีที่ใดผิดประหลาด ท่านสามารถชี้แจงได้ว่าปรารถนาจะเป็นเพียงสกุณาพึ่งพาสวามี และได้เก็บสิ้นจิตใจอันใฝ่ทะยานสู่ฟ้ากว้าง ท่านทำร้ายตัวเองเช่นนี้ ไม่คิดหรือว่าหวางเยี่ยนหุยจะยิ่งนึกสงสัยมากขึ้น?”
ชิงเหล่ยนิ่งตะลึงอยู่อึดใจใหญ่ นิ้วมือซ้ายของนางถูกบาดลึกมาก เลือดไหลหยดลงมาอย่างไม่ขาดสาย ชิงเฟยใช้ผ้าเช็ดหน้าช่วยกดปากแผลให้ขณะที่ตัวเองตื่นตกใจจนน้ำตาไหลพราก ชิงเหล่ยพลันตะโกนเสียงดังอย่างปุบปับ “ใครก็ได้! ไปตามหมอหลวงมา! ข้าเจ็บจะแย่อยู่แล้ว!”
เสียงฝีเท้าซอยถี่ๆ อย่างเร่งร้อนดังขึ้นด้านนอกห้อง ชิงเหล่ยยิ้มแฝงนัยประหลาดให้อาหลัว “ทุกอย่างเริ่มต้นที่เจ้า ก็จงจบลงที่เจ้าเถิด! ชิงเฟยล้วนได้เห็นกับตาทั้งสิ้น!” เมื่อเอ่ยถึงคำสุดท้าย สายตานางได้เบนไปถลึงจ้องชิงเฟยอย่างดุดัน
อาหลัวถูกรอยยิ้มแฝงนัยประหลาดของผู้ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวคนโตทำเอาขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง นางเห็นชิงเฟยสะดุ้งเฮือกแล้วก้มหน้าลง จึงโพล่งถามชิงเหล่ยอย่างยั้งใจไม่อยู่ “ท่านคิดจะทำอะไร? ป้ายความผิดรึ? โดยบอกว่าข้าทำร้ายไท่จื่อเหลียงตี้บาดเจ็บ? พี่สาวของข้า!”
ใบหน้าชิงเหล่ยซีดขาว ยิ้มอย่างเย็นชากล่าวว่า “เจ้าฉลาดดีนี่!”
จังหวะนี้นางกำนัลได้พรวดพราดเข้ามาถามอย่างร้อนรน “เหนียงเนี่ยงเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” จากนั้นจึงมองเห็นว่ามือซ้ายของชิงเหล่ยมีเลือดไหลอาบ บนพื้นมีเศษแจกันแตกกระจายเกลื่อน ก็กรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว ห้องด้านในของตำหนักปั่นป่วนชุลมุนในบัดดล
ขันทีรับใช้ผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งไปที่ห้องโถงด้านหน้าของตำหนัก กระซิบแจ้งข่าวที่ริมโสตไท่จื่อ หลิวเจี้ยนหน้าเปลี่ยนสีทันควัน เดิมทีฟูเหรินใหญ่ก็ใจตุ๋มๆ ต้อมๆ อยู่แล้ว ครั้นเห็นดวงตาของไท่จื่อทอแสงร้อนใจและโกรธเกรี้ยว ทั้งยังไม่เห็นบุตรีทั้งสามออกมาจากตำหนักส่วนใน ก็ประหวั่นลนลานอยู่ในใจอย่างห้ามไม่อยู่ แต่จะดีจะชั่วนางก็ถือกำเนิดจากตระกูลใหญ่ จึงฝืนข่มใจนั่งนิ่งอย่างสงบ ขณะที่มือทั้งคู่ซึ่งอยู่ใต้โต๊ะกำเป็นหมัดแน่น
หลิวเจี้ยนหันไปยิ้มให้จื่อหลีพลางกล่าวออกตัวว่า “ซื่อตี้ พวกเจ้าจงสนุกให้เต็มที่กันไปก่อน ต้าเกอจะไปดูสักหน่อยว่าเหตุใดพวกเหล่ยเอ๋อร์จึงได้เชือนแชนัก” ชายหนุ่มเพิ่งจะลุกขึ้นยืน ก็เห็นว่าชิงเหล่ย ชิงเฟย และชิงหลัวกำลังเดินกลับเข้ามาในห้องโถง บนใบหน้าของชิงเหล่ยยังคงมีคราบน้ำตา มือข้างซ้ายซุกอยู่ในแขนเสื้อยาว ชายหนุ่มประคองมือข้างนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ ครั้นเห็นว่ามือพันผ้าขาวเอาไว้ มองเห็นรอยเลือดซึมได้รำไร ก็ซักไซ้ว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ชิงเหล่ยมีท่าทีลนลาน คลี่ยิ้มอย่างฝืนข่มความเจ็บปวด “ตอนกำลังผลัดเปลี่ยนชุดเหล่ยเอ๋อร์ซุ่มซ่ามปัดแจกันตกแตก และพลั้งเผลอบาดถูกมือเข้าเพคะ”
หลิวเจี้ยนอดดุไม่ได้ “ไยจึงไม่ระวังเช่นนี้ เจ็บหรือไม่?”
ชิงเหล่ยเค้นรอยยิ้มออกมา กล่าวเสียงอ่อน “ไม่เจ็บแล้วเพคะ เพียงแต่พลาดการบรรเลงพิณ ทำให้ฝ่าบาทสี่ต้องเสด็จกลับอย่างหมดสนุกเสียแล้ว” กล่าวจบก็ก้มหน้า สีหน้ากิริยาหม่นหมองชวนให้เวทนา
หวางเยี่ยนหุยเปรยเบาๆ “เจี่ยเจียลืมทำนองของเพลง ‘สารทชล’ ไปเสียแล้ว อุตส่าห์ได้อาศัยหน้าตาของซื่อตี้หมายจะฟังอีกสักครั้ง ช่างไม่ประจวบเหมาะเอาเสียเลย”
ชิงเหล่ยก้มหน้าลงกล่าวรับผิด “ทำให้เจี่ยเจียต้องหมดสนุก เป็นความผิดของชิงเหล่ยเพคะ” หยดน้ำตาพรั่งพรูดั่งมุกขาดสายบนดวงหน้างดงามอ่อนหวาน หลิวเจี้ยนเห็นแล้วหัวใจปวดแปลบ กล่าวปลอบโยนเสียงนุ่มโดยมิได้สนใจว่ามีแขกเหรื่อมากมายอยู่ในห้องโถง “ไม่เป็นไรดอก วันหน้ามีโอกาสค่อยดีดให้ซื่อตี้ฟังเถิด”
น้ำตาชิงเหล่ยยิ่งไหลพรั่งพรูดั่งสายน้ำ โพล่งออกมาอย่างปวดร้าว “มือข้างนี้พิการแล้วเพคะ ฝ่าบาท!”
ทุกคนในห้องโถงต่างตกตะลึง หลิวเจี้ยนโพล่งขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าว่าอะไรนะ? หมอหลวง!”
หมอหลวงมาเข้าเฝ้าในอาการตัวสั่นงันงก คุกเข่าลงหมอบกราบกับพื้นกล่าวว่า “บาดแผลของเหนียงเนี่ยงไม่ลึก แต่ทำร้ายถูกชีพจรนิ้วมือพ่ะย่ะค่ะ หากเพียงเคลื่อนไหวธรรมดาจะไม่เป็นปัญหาใด แต่เกรงว่าจะไม่อาจขยับบรรเลงพิณอย่างคล่องแคล่วได้เสียแล้ว”
ครั้นหมอหลวงกล่าวจบ ชิงเหล่ยก็ร้องไห้โฮออกมา “ชิงเหล่ยจะปรนนิบัติฝ่าบาทอย่างไรได้อีก ให้ชิงเหล่ยตายไปเสียดีกว่าเพคะ!”
หลิวเจี้ยนได้ฟังหมอหลวงกล่าวดังนี้ก็หน้าเปลี่ยนสี “เหตุใดแค่พลั้งเผลอไปแตะถูกเศษแจกันจึงบาดเจ็บมากขนาดนี้ได้?”
ชิงเหล่ยก้มหน้าน้ำตาไหลไม่เอ่ยคำ ทุกคนในห้องโถงต่างพากันเงี่ยหู ดูท่าทางการนี้จะมีเบื้องหลังแฝงอยู่เสียแล้ว
หลิวเจี้ยนเห็นไม่มีผู้ใดตอบคำถาม ก็ตะคอกใส่นางกำนัลที่ตัวสั่นสะท้าน “พวกเจ้ารับใช้กันยังไง?! ลากตัวออกไปโบยไม้พลองจนกว่าจะยอมพูด!”
เหล่านางกำนัลพากันหมอบกราบลงกับพื้นร้องไห้ฟูมฟายดังระงม “ฝ่าบาทได้โปรดไว้ชีวิตเถิดเพคะ! เหลียงตี้เหนียงเนี่ยงเป็นผู้บอกพวกหนูปี้เองเพคะว่าไม่ต้องการให้พวกหนูปี้รับใช้ หนูปี้ถูกปรักปรำเพคะ!”
ชิงเหล่ยช่วยกล่าวขอเว้นโทษแทนพวกนางทั้งน้ำตา “ฝ่าบาทเพคะ เหล่ยเอ๋อร์เองที่พลั้งเผลอไม่ระวังตอนกำลังสนทนากับเม่ยเมยทั้งสอง หาได้เกี่ยวข้องกับพวกนางจริงๆ เพคะ”
อาหลัวมองดูอย่างเย็นชา เห็นว่าชิงเหล่ยในยามนี้กึ่งหนึ่งคิดจะกระพือไฟให้ลามถึงตัวนาง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเกรงว่าจะเศร้าเสียใจจริงๆ เช่นกัน เพราะหลิวเจี้ยนให้ความสำคัญต่อวิชาพิณของนางถึงเพียงนี้ เดิมทีนางเพียงตั้งใจจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น กลับบังเอิญไปทำร้ายถูกเส้นชีพจรเสียได้ ส่งผลให้มือต้องพิการไม่สามารถบรรเลงพิณได้อีก
หลิวเจี้ยนหงุดหงิดหัวเสียนัก ทั้งสงสารและเวทนาชายารอง แต่ครั้นนึกถึงว่าจะไม่มีโอกาสได้ฟังนางบรรเลงพิณอีก อารมณ์โกรธเกรี้ยวก็พอกสุมอยู่ในใจ แต่อยู่ในงานเลี้ยงเช่นนี้จะระเบิดโทสะออกมาหาได้ไม่ จึงได้แต่โอบประคองนางไว้พลางปลอบโยนอย่างนุ่มนวล
อาหลัวซึ่งรอดูอยู่ว่าหลี่ชิงเหล่ยจะป้ายความผิดให้นางเช่นไรกำลังนึกแปลกใจที่จนบัดนี้ยังคงไม่เห็นว่าชิงเหล่ยมีความเคลื่อนไหวใด ก็พลันได้ยินชิงเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับสุดจะทนนิ่งเฉยต่อไปได้ “เป็นเพราะอาหลัวซุกซนนั่นแหละ!”
เพิ่งจะกล่าวจบ ชิงเหล่ยก็ดิ้นผละจากวงแขนสวามีถลึงตาใส่ชิงเฟยอย่างโกรธเกรี้ยว “หุบปากนะ เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!”
อาหลัวไม่พูดอะไรเลย เพียงหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ ข้างจื่อหลีเมื่อเห็นชิงเฟยพูดโพล่งดังนี้ ก็ลุกผละจากที่นั่งออกมากล่าวว่า “ต้าเกอ วันนี้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ พี่น้องหยอกล้อเล่นกันพลาดพลั้งกันได้ เหลียงตี้เหนียงเนี่ยงรักถนอมน้องสุดท้องไม่อาจหักใจตำหนินาง ก็เลิกแล้วกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
อาหลัวปรายตามองจื่อหลีอย่างตื้นตัน นึกขอบคุณอยู่ในใจ ...จื่อหลีช่างแสนดีนัก ยอมเอ่ยปากช่วยคลี่คลายภาวะคับขันให้เราในเวลาแบบนี้... แล้วกล่าวยอมรับผิดอย่างคล้อยตามสถานการณ์ว่า “อย่างไรที่เจี่ยเจียต้องบาดเจ็บก็เพราะอาหลัวเป็นต้นเหตุ อาหลัวรู้สึกเสียใจยิ่งเช่นกัน เจี่ยเจียไม่ตำหนิโทษเพราะรักและปกป้องเม่ยเมย เม่ยเมยให้ละอายใจต่อเจี่ยเจียนัก” นางคิดในใจว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กก็จะกลายเป็นไร้เรื่องราว ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเป็นอันจบเรื่อง
มิคาดชิงเฟยกลับโพล่งเสียงกระด้างขึ้นมาอีกครั้งราวกับขวานผ่าซากว่า “ฮึ เมื่อครู่นี้หากไม่ใช่เพราะเจ้าปัดแจกันตกแตกและจงใจเกี่ยวขาเจี่ยเจียให้ล้ม เจี่ยเจียมีหรือจะหกล้มจนชีพจรนิ้วมือบาดเจ็บ! เจ้าก็แค่ริษยาเจี่ยเจียเท่านั้น! เจี่ยเจียช่างใจดีนักที่ยังอุตส่าห์ปกป้องเจ้าถึงเพียงนี้อีก”
ครั้นคำพูดนี้ของชิงเฟยหลุดจากปาก บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ซึ่งเดิมทีควรจะเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายได้กลายเป็นตึงเครียดในบัดดล หลิวเจี้ยนหันไปถลึงจ้องชิงหลัวอย่างกราดเกรี้ยว กล่าวเสียงเย็นชาต่อฟูเหรินใหญ่ “ที่แท้คุณหนูสามแห่งบ้านมหาเสนาบดีหลี่ชั่วร้ายเช่นนี้เอง!”
ครั้นเห็นว่าสวามีกำลังกริ้วจัด ชิงเหล่ยก็รีบกระตุกแขนเสื้อเขาอ้อนวอนว่า “ฝ่าบาทเพคะ อาหลัวยังเด็กอยู่ เหล่ยเอ๋อร์เพียงแค่ไม่อาจบรรเลงพิณได้อีกเท่านั้น หรือที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานเหล่ยเอ๋อร์เป็นเพราะพิณเท่านั้นเพคะ?” กล่าวจบน้ำตาได้เอ่อคลออีกครั้ง
หลิวเจี้ยนให้ปวดร้าวใจนัก รีบปลอบโยนว่า “เหล่ยเอ๋อร์เป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือน ไม่อาจบรรเลงพิณได้หาสำคัญไม่” จากนั้นน้ำเสียงได้เปลี่ยนเป็นกระด้าง “แต่อายุยังน้อยก็มีจิตคิดร้ายต่อพี่สาวเสียแล้ว ไม่อาจอภัยได้โดยแท้!”
หวางเยี่ยนหุยกล่าวเสริมว่า “ไม่อาจอภัยได้จริงๆ เพคะ มิสู้ทำให้นิ้วมือนางพิการ ให้นางไม่อาจบรรเลงพิณได้ไปชั่วชีวิตเช่นกันดีหรือไม่?”
หลิวเจี้ยนพยักหน้า “อ้ายเฟย[5]กล่าวได้ถูกต้องยิ่ง แล้วดูว่านางจะริษยาเหล่ยเอ๋อร์อย่างไรได้อีก! หักเฉพาะนิ้วนางข้างขวาของนาง แล้วให้ท่านแม่นางพากลับคฤหาสน์มหาเสนาบดีไปอบรมให้จงหนัก!”
อาหลัวได้ฟังก็หน้าถอดสี อุทานลั่นในใจ ...พ่อแก้วแม่แก้ว!... สายตาอ้อนวอนมองปราดไปที่จื่อหลีอย่างลืมตัว
ดวงตาจื่อหลีทอประกายพลุ่งพล่านลนลาน คิ้วขมวดน้อยๆ แต่กลับไม่เอ่ยอะไร อาหลัวเข้าใจในบัดดล ด้วยกิริยาท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่จื่อหลีแสดงออกมายามอยู่ต่อหน้าหลิวเจี้ยน การจะให้เขาช่วยเหลือนางในตอนที่หลิวเจี้ยนกำลังโกรธจัด เกรงว่าภายในใจของจื่อหลีก็คิดอยู่เป็นร้อยตลบ แต่ไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือนางอย่างไรดีกระมัง?
ความรู้สึกสิ้นแรงได้พลุ่งขึ้นในใจนางอย่างฉับพลัน โทสะได้ถาโถมขึ้นมาเช่นกัน นางคิดในใจ ...หลี่ชิงเหล่ย ท่านช่างเหี้ยมนัก! เสแสร้งเป็นผู้บริสุทธิ์แสนดีงามที่น่าสงสาร ยังมีหลี่ชิงเฟยอีกคน เพื่ออนาคตของเฉิงซือเยว่ถึงกับยอมเป็นลูกมือของหลี่ชิงเหล่ยให้ร้ายปรักปรำข้า... สายตาเด็กสาวกวาดผ่านทุกใบหน้าภายในห้องโถงทีละหน้าๆ ครั้นเห็นหลิวเจว๋วางหน้าเครียดขรึมไม่ได้เอ่ยอะไรเช่นกัน รอยยิ้มเย็นชาก็ผุดพรายบนริมฝีปากอย่างลืมตัว ...คราวนี้ละดีเทียว สมใจท่านแล้วนี่ ความแค้นอะไรก็ได้ล้างทั้งหมด...
เวลานั้นนางข้าหลวงสองนางได้เดินเข้ามาภายในห้องโถง ทำท่าจะจับมือขวาของอาหลัวไปหักนิ้ว จื่อหลีพลันยกมือขึ้นร้องว่า “ช้าก่อน!”
หลิวเจี้ยนมองหน้าน้องชาย “หากซื่อตี้ยังคิดจะกล่าวขอเว้นโทษแทนนางก็หยุดเถิด!”
จื่อหลียิ้มเย็นชา “เมื่อครู่นี้หลงเข้าใจว่าพี่น้องหยอกล้อเล่นกันแล้วพลั้งมือ นึกไม่ถึงว่าจิตใจของนางจะชั่วร้ายปานนี้! งานเลี้ยงดีๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเปิ่นหวางกลับถูกยาโถวผู้นี้ก่อกวนจนเสียงาน ไม่อาจยกโทษให้โดยง่ายดายจริงแท้! หักนิ้วนางเพียงหนึ่งนิ้วหากระไรไม่ เปิ่นหวางจะลงมือเอง!” เขามีความมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าไม่มีทางทำให้นิ้วของอาหลัวต้องพิการ หากให้คนอื่นลงมือ เขาไม่ไว้ใจ
แค่นึกถึงว่าจะต้องถูกหักนิ้วมือทั้งเป็น อากลัวก็หวาดกลัวจับใจ นางมิเจ็บเจียนตายหรือไร! ครั้นได้ยินจื่อหลีบอกว่าจะหักนิ้วนางด้วยตัวเอง เด็กสาวก็มองหน้าเขาอย่างตกตะลึง ในใจมีเสียงหนึ่งแผดร้องลั่น ...อย่านะ! อย่าเป็นท่าน!...
จื่อหลีเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าวๆ
ในที่สุดโทสะภายในใจของอาหลัวก็พอกพูนถึงขีดสุด เดิมทีต้องการเพียงใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เมื่อมีโอกาสก็ไปจากคฤหาสน์มหาเสนาบดี หาที่สงบสักแห่งใช้ชีวิตเท่านั้น ไม่นึกเลยว่านี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้! ความอึดอัดคับใจที่สะสมมานานปีได้ถึงขีดจำกัด ที่ผ่านมานางเฝ้าย้ำเตือนตัวเองว่าต้องอดทน มาบัดนี้กลับสุดจะทนแล้วจริงๆ! เด็กสาวตวาดลั่น
“รอเดี๋ยว!”
ทุกคนในห้องโถงต่างตะลึงพรึงเพริดด้วยเสียงตวาดของนาง เห็นเด็กสาวยืนอยู่กลางห้องโถงด้วยสีหน้าเปี่ยมความหยิ่งผยอง
หลิวเจี้ยนก็ตกตะลึงเช่นกัน หวางเยี่ยนหุยเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้ายังมีถ้อยคำใดจะกล่าว?!”
อาหลัวปรายตามองหวางเยี่ยนหุย ก่อนจะเบนสายตากลับมาสบตาจื่อหลี ถามย้ำทีละคำๆ “ฝ่าบาทสี่จะทรงลงมือเองใช่หรือไม่เพคะ?”
เรียวปากจื่อหลีโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “รบกวนอารมณ์สุนทรีย์ของเปิ่นหวาง เปิ่นหวางประสงค์จะนำกลับคืนมาด้วยตัวเอง ไม่ถูกต้องหรือไร?”
ดวงตาอาหลัวรื้นน้ำตา “ประเสริฐ...ชิงหลัวจะร่วมเสริมความสุนทรีย์แก่ท่าน! ฝ่าบาทสี่ไม่คิดจะฟังชิงหลัวบรรเลงพิณสักเพลงหรือเพคะ?” สายตาของนางมองผ่านตัวจื่อหลีไปสู่ความว่างเปล่าด้านหลังชายหนุ่ม “แท้จริงแล้วสิ่งที่ชิงหลัวโปรดปรานที่สุดคือบรรเลงพิณ ตั้งแต่เด็กวิชาพิณกลับสู้ต้าเจี่ยไม่ได้...ฮึ...จึงไม่แตะต้องพิณอีก” รอยยิ้มบนดวงหน้าเด็กสาวคล้ายถากถางดั่งประชด กล่าวเนิบช้าต่อไปว่า “นี่เห็นอยู่ว่าหลังจากนี้ไปจะไม่สามารถบรรเลงพิณได้อีก เช่นนั้นจะอนุญาตให้ชิงหลัวบรรเลงพิณอีกสักเพลง ณ ตอนนี้ได้หรือไม่?”
หวางเยี่ยนหุยกล่าวอย่างเย็นชา “หากไม่ยอมให้เจ้าดีดบรรเลงอีกหนึ่งเพลง เกรงว่ากลับคฤหาสน์มหาเสนาบดีไปอบรมสั่งสอนเท่าไรเจ้าก็ไม่มีทางยอมกลับใจ! ใครก็ได้ จงนำพิณมาให้คุณหนูสาม!” เรียวปากผุดรอยยิ้มแผ่วจางอยู่รำไร
ชิงเหล่ยสั่นสะท้านไปทั้งตัว เห็นในห้องโถงไม่มีผู้ใดเอ่ยคัดค้านอีก ตัวนางคิดจะกล่าวทัดทานเสียเอง ก็หวั่นเกรงว่าร้อนรนเกินไปจะเป็นการเผยพิรุธ จึงหันไปมองฟูเหรินใหญ่ด้วยแววตาขอความช่วยเหลืออย่างร้อนใจ ฟูเหรินใหญ่รีบคุกเข่าลงทอดถอนใจกล่าวว่า “ที่บ้านต่างอ่านความคิดของยาโถวผู้นี้ออกอยู่นานแล้วเพคะ จึงมีคำสั่งชัดเจนห้ามนางแตะต้องพิณอีก วันนี้ชิงเหล่ยต้องมาเป็นเช่นนี้ จะให้นางต้องฟังเสียงพิณให้ช้ำใจกระไรได้!”
อาหลัวชิงกล่าวยิ้มๆ โดยไม่รอให้ใครเอ่ยปาก “ข้ากำลังจะถูกหักนิ้วให้ไม่อาจบรรเลงพิณได้อีก จะสงสารข้าสักหน่อยไม่ได้เทียวหรือ? จะดีจะชั่วข้าก็เพิ่งจะอายุ ๑๓-๑๔ ปีเท่านั้น!”
สีหน้าหลิวเจี้ยนเครียดกระด้าง “หากไม่ยอมให้เจ้าบรรเลงพิณหนึ่งเพลง เล่าลือออกไปจะครหากันว่าตำหนักบูรพาของข้ารังแกเด็กผู้หญิง!”
อาหลัวได้ฟังก็นั่งลงอย่างนุ่มนวลเบื้องหน้าพิณ พิณเป็นพิณชั้นดี พิณที่ตำหนักบูรพานำออกมาไหนเลยมีสินค้าชั้นรอง! นิ้วมือนางลูบผ่านสายพิณเป็นการลองเสียง สายตากวาดผ่านใบหน้าทุกคนทีละหน้า...แววตาเย็นเยียบเสียดกระดูกดั่งน้ำแข็ง ริมฝีปากยิ้มเยื้อนอยู่รำไร แผ่วจางดุจบุปผาน้อยดอกสุดท้ายที่ใกล้โรยราแห่งปลายสารท ระหว่างคิ้วแฝงความหยิ่งผยองอยู่เบาบาง ดุจสนเขียวบนยอดเขายืนผงาดท้าพายุเพียงลำพัง
หัวใจจื่อหลีพลันบีบรัดแน่น อยากจะพาตัวนางจากไปเสียเดี๋ยวนี้
หลิวเจว๋มองดูอาหลัวอย่างเงียบงัน ยกจอกสุราขึ้นดื่ม โฉมหน้านับร้อยของนางทำให้เขาตื่นตะลึงนัก ครั้งก่อนตอนอยู่บนเรือสำราญหลิวเซียงนางเฝ้าเฉไฉบอกว่าไม่เป็นวิชาพิณ ดูท่าทางเรื่องนี้... ชายหนุ่มมองดูนางหลุบตาลง ดวงตาดั่งแก้วใสกวาดมองสายพิณหนึ่งรอบ ก่อนจะยื่นมือทั้งคู่ออกไปอย่างแช่มช้า ครั้นแล้วดวงตาคู่นั้นก็มิได้ลืมขึ้นอีกเลย
อึดใจต่อมา หนึ่งเสียงพิณแผ่วต่ำหนักอึ้งพลิ้วดังขึ้น จากกระซิบคร่ำครวญถึงละห้อยทอดถอน ยามแผ่วจางแทบมิอาจยินยล พลันเสียงพิณแผดกระหึ่มอีกครา เสียงอันองอาจเวียนรอบขื่อคานไม่ขาดสาย ดังกังวานแผ่คลุมทั่วดินฟ้า พลิ้วละลิ่วสู่จิตใจทุกผู้คน ทั้งห้องโถงสะท้านสะเทือน!
ทุกผู้คน ณ ที่นั้นดั่งจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความปวดร้าวอันไร้ที่สุด เจ็บลึกถึงทรวงใน แล้วพลันเปลี่ยนเป็นประหนึ่งมาสู่สนามรบ หอกดาบประหัตประหารทุกแห่งหน ทำนองพิณพุ่งขึ้นสูงดิ่งลงต่ำ เปิดออกกว้างรวบปิดแน่น จากโศกเศร้าถึงรวดร้าวถึงเกรี้ยวกราดดาลเดือด
อาหลัวดีดเพลง “ก่วงหลิงส่าน”[6] ออกมาอย่างหมดจดถึงแก่น ทั้งห้องโถงเงียบสงัดดั่งป่าช้า มีเพียงเสียงพิณ...มีเพียงจิตใจของนาง เพลงนี้เลื่องชื่อเพราะซีคังดีดบรรเลงก่อนจะถูกประหาร เด็กสาวคิดในใจ ตัวนางมีจิตวิญญาณในการสละชีพเพื่อคุณธรรมอย่างไม่พรั่นพรึงเช่นดั่งซีคังหรือไม่? ต้องไม่มีอย่างแน่นอน เพียงแต่...ความตั้งใจที่จะสั่นคลอนจิตใจของทุกคนกลับมีอยู่
นางนึกถึงว่าตนมายังโลกนี้อย่างประหลาดพิกล นึกถึงพ่อแม่ในโลกโน้นที่คั่นห่างชั่วนิรันดร์ด้วยห้วงมิติยากจะได้พบพาน นึกถึงเวลาหลายปีในคฤหาสน์มหาเสนาบดีที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน นึกถึงที่หลิวเจว๋ไม่ยอมเอ่ยปาก นึกถึงที่ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวของนางในห้องโถงแห่งนี้กลับตั้งใจเต็มที่จะทำร้ายนางให้จงได้ เสียงพิณรวดร้าวเศร้าสร้อยสุดจะหักห้าม
นึกถึงเมื่อเสียงพิณสิ้นสุด จื่อหลีจะหักนิ้วของนางด้วยมือตัวเอง ก็พลันลืมตาขึ้นมองไปที่เขา ความเกรี้ยวกราดในเสียงพิณสาดพุ่งออกไป ดั่งวายุดุจสายฟ้าสะบั้นสิ้นอายชีวิตแห่งโลกหล้า ร้องคำรามหอบพัดพาอนุสติของจื่อหลี ชายหนุ่มถอยกายไปหนึ่งก้าวอย่างลืมตัว อาหลัวแค้นเขาหรือ? กำลังแค้นเขาอยู่หรือ? ที่เขาต้องการลงมือเองเพียงเพื่อจะได้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าลงมือได้ระดับหนักเบาที่เหมาะสมเท่านั้น
อาหลัวคิดในใจ ...ใช่สิ ต้องเจ็บแน่ นิ้วหนึ่งนิ้ว หักแล้วค่อยต่อ ไม่บรรเลงพิณอีกหาใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ที่ให้ความสำคัญต่อการบรรเลงพิณถึงเพียงนี้เป็นเพราะพวกท่านไม่มีสิ่งบันเทิงอื่นเท่านั้น คนยุคปัจจุบันอยู่กันได้สบายดี ไม่มีทางขาดพิณแล้วจะอยู่ไม่ได้ดอก!...
ตวัดดีดเสียงสุดท้ายออกไปอย่างปลอดโปร่งสง่างาม อาหลัวค่อยลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า เชิดศีรษะขึ้นสูง เดินไปถึงเบื้องหน้าจื่อหลี ยื่นมือขวาออกไป “ท่านหักเถิด!”
จื่อหลีเม้มปากแน่น จ้องมองเด็กสาวแน่วนิ่ง ดวงหน้าน้อยๆ ของนางเปล่งประกาย สีหน้าไม่อนาทร ยื่นมือมาให้เขาราวกับยามปกติที่ยิ้มแย้มยื่นมือมาขอตั๋วเงินจากเขาง่ายๆ อย่างขี้เล่นกระนั้น
ทั้งห้องโถงเงียบสงัด หลิวเจี้ยนยืนตัวแข็งทื่อ ชิงเหล่ยใบหน้าซีดขาว ดวงตาหวางเยี่ยนหุยวาบประกายลำพองใจ
จื่อหลียื่นมือออกไปช้าๆ นิ้วมือสั่นน้อยๆ หากจะให้คนอื่นหัก สู้ให้เขาลงมือเองยังดีเสียกว่า ครั้นตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ชายหนุ่มทำใจให้เหี้ยมทำท่าจะออกแรงหักนิ้วลง อาหลัวตาแดงก่ำทันที เมินหน้าหนีไปอีกทาง
ทันใดนั้นเสียงลมจากหมัดพลันพุ่งวาบเข้าใส่ จื่อหลีมิได้เบี่ยงกายหลบ ปล่อยให้หลิวเจว๋คว้าดึงตัวอาหลัวไป ชั่วพริบตาที่นิ้วของนางลื่นไถลหลุดจากมือ หัวใจจื่อหลีพลันว่างโหวง อุปาทานราวกับจะไม่อาจกุมมือนางไว้ได้อีกตลอดกาล
หลิวเจว๋กล่าวเสียงดังก้อง “วิชาพิณระดับนี้หากไม่อาจได้ฟังอีก เฉิน[7]ให้เสียดายอย่างลึกล้ำ จึงขอความเมตตาจากองค์ไท่จื่อสักครั้ง ละเว้นโทษหักนิ้วเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” ปากกล่าวว่า “ขอความเมตตาจากองค์ไท่จื่อ” แต่สีหน้าแววตากลับเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
หลิวเจี้ยนเพิ่งจะได้สติ หวางเยี่ยนหุยเอ่ยเสียงนุ่ม “เสียงพิณสะเทือนใจ เห็นแก่ที่นางยังเยาว์วัย ละเว้นโทษเถิดเพคะ!”
ดวงตาหลิวเจี้ยนทอประกายสับสนอยู่วูบวาบ เอามือไพล่หลังเดินไปหยุดลงเบื้องหน้าอาหลัว เด็กสาวจ้องสบตาด้วยอย่างมิได้ระย่อ หลิวเจี้ยนหันกลับไปมองชิงเหล่ย เห็นนางน้ำตาไหลริน ก็ใจอ่อนยวบด้วยความสงสาร สุดท้ายตัดสินใจกล่าวว่า “ทำร้ายเหลียงตี้ ไม่ลงโทษเห็นจะไม่ได้...” กล่าวยังไม่ทันจบ หลิวเจว๋ได้ขัดขึ้นเสียก่อน
“วิชาพิณของคุณหนูสามมิอาจเทียบหลี่เหลียงตี้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลิวเจี้ยนตกตะลึง หลิวเจว๋กล่าวต่อว่า “ไม่ทราบว่าคุณหนูรองใช้สิ่งใดตัดสินว่าคุณหนูสามจงใจเกี่ยวเท้าหลี่เหลียงตี้?” สายตาเย็นเยียบพุ่งเข้ากระหวัดรัดชิงเฟยดั่งอสรพิษอย่างฉับพลัน โทสะและจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกจากกายบีบคุกคามจนนางหายใจไม่ออก
เฉิงซือเยว่เห็นดังนี้พลันขมวดคิ้วกล่าวว่า “ที่เหนียงเนี่ยงหกล้มบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ชิงเฟยกำลังตื่นตระหนกลนลาน จะมองเห็นไม่ชัดเจนก็เป็นไปได้อยู่”
หลิวเจี้ยนหันไปถามชิงเฟย “จริงหรือไม่?”
ชิงเฟยไหนเลยยังจะมีเรี่ยวแรงเอ่ยมากความ ในใจนางตื่นตระหนกเสียจนแทบจะพลั้งปากบอกเล่าความจริงออกมาอยู่รอมร่อ ครั้นได้ยินเฉิงซือเยว่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ ก็พยักหน้ารับว่าใช่เป็นพัลวัน
ชิงเหล่ยหอบหายใจเบาๆ เดินไปถึงตรงหน้าชิงเฟยแล้วเงื้อมือตบใส่ฉาดใหญ่ “เป็นเพราะเจ้าพูดจาเหลวไหลเลอะเทอะ จึงแทบจะทำให้อาหลัวถูกหักนิ้ว ทำลายน้ำใจเราพี่น้อง!”
ชิงเฟยยกมือกุมแก้มน้ำตาไหลพราก กล่าวเบาๆ “อาเฟยร้อนใจเรื่องบาดแผลของเจี่ยเจีย ปกติอาหลัวมักจะซุกซน จึงนึกว่าอาหลัวเป็นคนทำเจ้าค่ะ”
หลิวเจี้ยนแค่นเสียงกล่าวว่า “แค่ ‘นึกว่า’ ก็ชี้ตัวส่งเดชกลางธารกำนัลได้อย่างนั้นรึ? ไม่ได้เห็นชัดเจนแล้วมาหลับหูหลับตาพูดกระไรได้!”
หวางเยี่ยนหุยเอ่ยยิ้มๆ “ก็ถือเป็นเรื่องดีอยู่ดอก ไม่ได้ฟัง ‘สารทชล’ กลับได้ฟังดนตรีทิพย์จากสวรรค์อีกหนึ่งเพลง ฝ่าบาทสี่ วันนี้ได้บันเทิงเต็มที่แล้วหรือไม่เพคะ?”
จื่อหลีถอนหายใจ “งานเลี้ยงใหญ่ของต้าเกอในคืนนี้ ทำให้ผู้น้องยากยิ่งจะลืมเลือนไปตราบชั่วชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
อาหลัวนิ่งมองทุกคนอย่างเงียบงัน พวกเขาเป็นมนุษย์คนละโลกกับนางโดยแท้ ส่วนตัวนางเป็นแต่เพียงผู้ชมเท่านั้น หาได้เป็นของที่นี่ นางเอ่ยถามหลิวเจี้ยนเบาๆ “องค์ไท่จื่อเพคะ ชิงหลัวเหนื่อยแล้ว โปรดอนุญาตให้ชิงหลัวปลีกตัวกลับก่อนได้หรือไม่?”
หลิวเจี้ยนกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ จึงพยักหน้าอนุญาตอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก หลิวเจว๋ชิงสืบเท้าเข้าไปหนึ่งก้าวกล่าวว่า “โปรดอนุญาตให้อวิ่นจือคุ้มครองส่งคุณหนูสามกลับคฤหาสน์มหาเสนาบดีพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากถวายบังคมแล้ว ชายหนุ่มได้กุมมือชิงหลัวเดินออกจากตำหนักบูรพา ยามกุมมือที่เย็นเฉียบของนาง หลิวเจว๋รู้สึกจิตใจสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ฟูเหรินใหญ่ระบายลมหายใจยาว ไม่ทราบเรื่องวุ่นวายครั้งนี้เป็นผลดีหรือผลร้าย ครั้นสายตาเบือนไปกระทบเงาร่างของหลิวเจว๋ที่กุมมือชิงหลัวเดินออกไปจากตัวตำหนัก รอยยิ้มก็เปล่งประกายรำไรในดวงตา ...ไยจะทราบมิใช่เรื่องดี[8]... ก่อนจะปั้นหน้าเคร่งเครียด ถอนหายใจกล่าวรับผิดต่อไท่จื่อ “นึกไม่ถึงว่าชิงเฟยจะสะเพร่าเลินเล่อพูดโพล่งโดยไม่คิดจนแทบจะทำให้อุบัติเหตุไม่คาดฝันเพียงเล็กน้อยลุกลามกลายเป็นพี่น้องแตกหักกันเสียแล้ว เชี่ยเซิน[9]สั่งสอนบุตรีไม่ดี ไม่มีหน้าจะรั้งอยู่ต่อโดยแท้ โปรดอนุญาตให้เชี่ยเซินพาชิงเฟยปลีกตัวจากงานเลี้ยงกลับไปอบรมให้จงหนักเถิดเพคะ”
หลิวเจี้ยนเอ่ยยิ้มๆ “ชิงเฟยเองก็ร้อนใจเป็นห่วงบาดแผลของเหล่ยเอ๋อร์ดอก ด้วยความหุนหันจึงใช้การคาดเดาแทนความจริง ต่อไปจงจำให้มั่นว่าจะพูดจะจาต้องระมัดระวังถ้อยคำ คืนนี้ได้สดับฟังอีกหนึ่งเสียงพิณอันเลิศล้ำ ในใจเปิ่นกงให้รู้สึกยินดีโดยแท้เช่นกัน ต่อไปฟูเหรินจงอย่าห้ามปรามชิงหลัวดีดพิณอีกเลย ไม่เช่นนั้นจะไปเสาะหาเสียงอันเลิศล้ำเช่นนี้ได้ที่ใด?”
ฟูเหรินใหญ่พยักหน้ากล่าวรับคำ หลิวเจี้ยนหันไปถามจื่อหลี “ซื่อตี้ ไม่ทราบว่าเจ้าได้สนุกเต็มที่แล้วหรือไม่?”
จื่อหลีเหม่อมองหลิวเจว๋กับอาหลัวเดินเคียงไหล่กันจากไป นับตั้งแต่ถูกหลิวเจว๋ดึงตัวไป อาหลัวก็ไม่ได้หันกลับมามองหน้าเขาอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในใจชายหนุ่มให้ร้อนรนเหลือจะเอ่ย ไหนเลยยังจะมีอารมณ์รั้งอยู่ดื่มสุราต่อ ครั้นฟังออกว่าหลิวเจี้ยนมีเจตนาจะเลิกงานเลี้ยง ก็รีบพูดยิ้มๆ “ผู้คนกล่าวกันว่า ‘เพลงจบคนแยกย้าย’ มีโอกาสได้สดับฟังเสียงพิณนี้ นับว่าได้บันเทิงเต็มที่แล้ว ขอบพระทัยในเจตนาดีของต้าเกอพ่ะย่ะค่ะ จื่อหลีกำลังคิดจะกล่าวลากลับตำหนักไปทบทวนดื่มด่ำต่อเสียงพิณอยู่เทียว”
ทุกคนหัวเราะขบขันเป็นที่ครื้นเครง แล้วต่างลุกจากที่นั่งถวายบังคมกล่าวลา
ครั้นแขกเหรื่อแยกย้ายจากไปหมดสิ้น หวางเยี่ยนหุยจึงกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ต่างกล่าวกันว่าธิดามหาเสนาบดีหลี่เป็นเลิศทั้งรูปโฉมและวิชา มีเพียงคุณหนูสามที่ธรรมดาสามัญ หาทราบไม่ว่าคุณหนูสามกลับเป็นผู้มีปณิธานยิ่ง เมื่อยังเล็กวิชาพิณสู้เขาไม่ได้ ก็ลอบฝึกฝนจนสำเร็จ เสียงเพลงพิณนี้เทียบเคียงกับ ‘สารทชล’ ของเม่ยเมยเมื่อวันนั้นได้เลยเทียว ‘เสียงดังนั้นเบา[10]’ ก็คือเช่นนี้เอง!”
ชิงเหล่ยเค้นรอยยิ้มออกมา การเสียเลือดส่งผลให้ใบหน้าของนางซีดขาวอยู่ตลอด “เจี่ยเจียกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง น้องเล็กชิงหลัวสามารถมีวิชาพิณปานนี้ได้ ในใจเม่ยเมยให้ปลาบปลื้มนัก มือนี้กลับบาดเจ็บได้ประจวบเหมาะแท้ ไม่เช่นนั้นไฉนเลยจะได้สดับฟังเสียงพิณที่น้องเล็กเก็บงำไว้ในฝักเสียมิดชิด”
หวางเยี่ยนหุยยิ้มละไม “นั่นสิ เคราะห์นำสู่โชค[11] ดูจากเหตุการณ์ในวันนี้ ต้องขอแสดงความยินดีต่อเม่ยเมยเสียแล้ว เพราะไม่แน่ว่าอาจใกล้จะได้ซื่อจื่อมาเป็นน้องเขยก็เป็นได้”
ชิงเหล่ยยิ้มพราย รอยยิ้มแผ่วจางผุดขึ้นบนริมฝีปากของหลิวเจี้ยนอย่างแช่มช้าเช่นกัน ดวงตาซึ่งมองไปที่ชายารองเปี่ยมด้วยความรักใคร่เวทนา “เหล่ยเอ๋อร์ วันนี้มือบาดเจ็บทั้งยังเหน็ดเหนื่อย ข้าจะกลับตำหนักเป็นเพื่อนเจ้า คาดว่าชิงหลัวเม่ยเมยคงจะตื่นตระหนกไม่น้อยเช่นกัน พรุ่งนี้ต้องสั่งให้คนส่งของขวัญไปให้สักหน่อย ไม่เช่นนั้นในวันหน้านางเกิดหวาดกลัวข้าพี่เขยผู้นี้เสียแล้ว เหล่ยเอ๋อร์จะมาตัดพ้อข้าอีกดอก” ยามกล่าวถ้อยคำนี้ สายตาของหลิวเจี้ยนกลับมองไปที่ไท่จื่อเฟยหวางเยี่ยนหุย
หวางเยี่ยนหุยยิ้มพลางตอบว่า “ควรจะเป็นเช่นนั้นละเพคะ! วันพรุ่งเชี่ยจะไปเลือกของขวัญด้วยตัวเอง”
หลิวเจี้ยนก้าวเดินเนิบช้ากลับตำหนักเป็นเพื่อนชิงเหล่ย โดยกระซิบปลอบขวัญอย่างอ่อนโยนระมัดระวัง จวบกระทั่งชิงเหล่ยเข้านอนจึงค่อยผละจากไป
ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าของสวามีค่อยๆ แผ่วหายไปกับระเบียงทางเดินยาวเหยียด ชิงเหล่ยก็คลุมเสื้อแพรเนื้อบางลงจากเตียง ภายในตำหนักรองอันกว้างขวางว่างเปล่าของตำหนักบูรพามีเพียงเทียนมังกรขนดปล่อยดวงแสงสีแดงเป็นจุดๆ ดวงหน้านวลภายใต้แสงเทียนขับเน้นยิ่งเพิ่มความงดงามเย้ายวนอีกหนึ่งส่วน มองดูเทียนแดงเล่มหนึ่งเผาผลาญไส้เทียนหมดสิ้นดับวูบลงท่ามกลางราตรีอันเงียบสงัด ได้ยินเสียงเทียนดับนั้นประหนึ่งเสียงปลาพ่นฟองอากาศ
...ปลาหรือ?... หญิงสาวกระทำเลียนแบบโดยเผยอริมฝีปากพ่นฟองอากาศลูกหนึ่งออกมา ตามด้วยอีกลูก จวบจนแรงกดดันที่หนักอึ้งและความปวดร้าวเหล่านั้นถูกระบายออกไปจากช่องอกตามฟองอากาศเหล่านี้ สุดท้ายนางระบายลมหายใจเหยียดยาว นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ยังคงทระนงและงามผุดผ่องเช่นดอกเหมยอยู่ดังเดิม มองดูมือซ้าย แล้วหัวเราะเบาๆ ใครต่อใครต่างนึกว่านางถนัดเพียงเรื่องพิณ หาทราบไม่ว่าพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาด เย็บปักถักร้อย นางล้วนแต่ร่ำเรียนอย่างจริงจังหมดทุกอย่าง ฟูเหรินสามท่านแม่ของนางพร่ำสอนนางแต่ยังเล็กว่า จะเป็นคนเหนือคนต้องอดทนบากบั่นเหนือใคร
นางเป็นธิดามหาเสนาบดี แม้จะเกิดแต่รอง ก็เป็นธิดามหาเสนาบดีเช่นกัน รูปโฉมเหมือนท่านแม่ราวกับพิมพ์ หมดจดงดงามไปทั้งเนื้อทั้งตัว ประกอบกับเฉลียวฉลาดใฝ่วิชา ทั้งยังรู้จักประจบฉอเลาะท่านพ่อ มหาเสนาบดีหลี่ไร้บุตรชาย นางจึงถูกเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ประหนึ่งแก้วตาดวงใจ
หญิงสาวคิดในใจ ...เตียเอย บุตรีทราบดีว่าท่านต้องการใช้บุตรีผูกมัดลาภยศสรรเสริญ บุตรีไยมิใช่มุ่งหวังบินทะยานสู่ยอดไม้[12]เช่นกัน? แต่ทว่าไท่จื่อ... นางนึกถึงในงานเลี้ยงชมดอกท้อ เมื่อยามที่นางแหวกม่านผืนบางและได้เห็นใบหน้าของเขา คิ้วเรียวองอาจเนตรดั่งดวงดาว ในความสุภาพนุ่มนวลแฝงรอยยิ้มอ่อนจาง นาง...ได้หลงรักเขาตั้งแต่บัดนั้น
นางนึกถึงพิณ นึกถึงอดีตทั้งมวล ปากได้ครวญออกมาเบาๆ “ภูมีต้นไม้ ไม้มีกิ่งเอย ข้ารักท่านชาย ท่านไม่ทราบเอย”[13] น้ำตาสองสายไหลรินลงมา...
นางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา พึมพำว่า “อาหลัว เจ้าได้ช่วยเหลือข้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว หวังว่าเจ้าจะสามารถสมรสกับซื่อจื่อได้อย่างราบรื่น หาไม่แล้ว...” นางคลี่ยิ้มเศร้าสร้อย “ไท่จื่อไฉนเลยจะทรงอ่อนโยนต่อข้าถึงเพียงนี้?”
อาหลัวไม่ได้เอ่ยอะไรไปตลอดทาง ปล่อยให้หลิวเจว๋จูงนางออกจากตำหนักบูรพา...ออกไปจากวังหลวง
หลิวเจว๋โอบร่างบางไว้ ขี่ม้าพานางกลับคฤหาสน์มหาเสนาบดี ชายหนุ่มมิได้ห้อตะบึง ปล่อยให้ม้าเหยาะย่างไปอย่างแช่มช้า อาหลัวไม่ได้ส่งเสียง เอนตัวพิงแผ่นอกแข็งแรง หลับตาลงสัมผัสสายลมยามดึกที่ลูบไล้ใบหน้าอย่างนุ่มนวล
ตอนที่หลิวเจว๋รวบร่างนางขึ้นหลังม้าและโอบกอดนางไว้ นางไม่ได้ขัดขืนและไม่ได้ปฏิเสธ นางรู้สึกขอบคุณอย่างมากและไม่ต้องการทำลายความเงียบสงบนี้ เวลานี้นางต้องการอ้อมกอดของเขา และอ้อมกอดอันอบอุ่นปลอดภัยที่นางโหยหาอาลัย ซื่อจื่อผู้ปล่อยตัวไม่สำรวมที่นางชังน้ำหน้ามาโดยตลอดผู้นี้กลับเป็นผู้มอบให้นาง นางรู้สึกอ่อนล้าเหลือเกิน และได้ตัดสินใจเด็ดขาดอีกครั้งว่าจะต้องหนีไปให้จงได้
หลิวเจว๋หวังเพียงให้ถนนทอดยาวออกไปไม่มีวันสิ้นสุด เขาไม่ได้เอ่ยปากเช่นกัน ตอนที่ไท่จื่อบัญชาให้หักนิ้วอาหลัว เขานึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที ตัวเขาหาได้ย้อนคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนว่าความโกรธนี้มีที่มาจากสิ่งใด...หาได้ย้อนคิดใคร่ครวญว่าความรู้สึกอยากระเบิดโทสะเกิดขึ้นด้วยเหตุใด เขาทราบดีว่าแม้อาหลัวจะซุกซน แต่นางไม่มีทางที่จะมีจิตใจชั่วร้ายเช่นนั้นเด็ดขาด รอเพียงนางข้าหลวงลงมือ เขาก็จะลงมือเช่นกัน ในจังหวะนั้นเขาพลันได้ยินเสียงตวาดลั่นชวนสะท้านสะเทือนของอาหลัว หลังจากนั้นเมื่อเสียงพิณดังขึ้น เขาก็ต้องตะลึงพรึงเพริด
นางสร้างความสะท้านสะเทือนและอัศจรรย์ใจให้แก่เขามากมายเหลือเกิน ในอกเขาแผดร้องก้องตะโกนและพลุ่งพล่านด้วยความรู้สึกอันไม่ทราบนาม ชั่วพริบตาที่นิ้วของจื่อหลีออกแรง เขาได้ลงมือดั่งสายลมคว้าตัวนางดึงออกมาโดยไม่แม้แต่จะคิด ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดตนจึงไม่อาจหักใจทนเห็นนางเจ็บถึงเพียงนี้ ถึงกับช่วยนางไว้โดยกล้าเสี่ยงต่อการขัดคำบัญชาของไท่จื่อ
ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองร่างบางที่กำลังหลับตาอยู่ในอ้อมแขน ในศีรษะเขามีความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือ...ปกป้องนางให้ได้...จะต้องปกป้องนางให้จงได้! มือแข็งแรงพลันขยับหวดแส้ ยอดอาชาตะกุยสี่เท้าเร่งความเร็วห้อตะบึงสู่คฤหาสน์มหาเสนาบดี
ผ่านไปพักใหญ่ชายหนุ่มจึงค่อยรั้งม้าหยุดลง เอ่ยบอกร่างน้อยในอ้อมแขน “ถึงคฤหาสน์มหาเสนาบดีแล้ว”
อาหลัวลืมตาขึ้น ครั้นมองเห็นประตูใหญ่สูงตระหง่านของคฤหาสน์มหาเสนาบดี ก็กล่าวเบาๆ “วันนี้ขอบคุณท่านมาก”
หลิวเจว๋ยิ้ม อุ้มนางลงจากม้า อาหลัวคารวะให้เขาแล้วเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ชายหนุ่มมิได้ส่งเสียง เฝ้ามองดูจนนางลับหายไปจากคลองจักษุ
ฟูเหรินเจ็ดเห็นบุตรสาวกลับมาสวนห่ายถังอย่างเงียบเชียบเพียงลำพัง ก็อดไม่ได้ต้องเข้าไปถามไถ่ อาหลัวยิ้มกว้างขวาง “เหนียง พวกเราจะต้องไปจากที่นี่ให้จงได้ ต้องไปให้ได้!” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
เด็กสาวไม่ได้กลับห้อง หากแต่เดินตรงไปที่ป่าไผ่แล้วนั่งเหม่อลอย นางไม่ต้องการวิเคราะห์ความคิดของจื่อหลี แต่ความคิดของจื่อหลีช่างตีแผ่ให้เห็นชัดเจนเหลือเกิน นางเข้าใจอยู่ดอก...ซึ่งก็ได้แต่เข้าใจเท่านั้น ขณะที่หลิวเจว๋...เขาทำให้นางผิดคาดมากที่สุด ไม่มีสตรีคนใดไม่คาดหวังที่จะได้รับการปกป้อง...ได้รับการทะนุถนอม ครั้นหวนนึกถึงสิ่งที่หลิวเจว๋กระทำในคืนนี้...ในใจของนางพลันเกิดความรู้สึกอบอุ่นผุดพรายระลอกแล้วระลอกเล่า
อาหลัวสะบัดศีรษะ เปลี่ยนความคิดไปนึกถึงว่าหนีไปจากคฤหาสน์มหาเสนาบดีแล้วจะไปที่ใดดี ไปที่ไหนจึงจะดีที่สุด และจะไปอย่างไร ไปทางตะวันตกคือแคว้นฉี่ เป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ ยากจะหลบหนีผู้ไล่ตาม ไปทางตะวันออกคือป่าดงดิบเขาเฮยซาน ทั้งอันตรายที่สุดและเป็นที่คาดไม่ถึงมากที่สุด แต่นางไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับป่าทึบ ฟูเหรินเจ็ดกับเสี่ยวอวี้ยิ่งไม่เป็นวิทยายุทธ์ อันตรายเกินไป มีแต่ลงไปทางใต้ ผ่านแม่น้ำฮั่นสุ่ยไปสู่แคว้นเฉินเท่านั้น ฟังว่าทิวทัศน์ที่นั่นคล้ายเจียงหนานมาก และเป็นเส้นทางที่เดินทางได้สะดวกที่สุดเส้นหนึ่ง อาหลัวคิดในใจ ...รอจนหลังงานแต่งของจื่อหลี ช่วงที่ชิงเฟยแต่งงานกับเฉิงซือเยว่ ในคฤหาสน์จะยุ่งมาก ไม่มีผู้ใดว่างมาสนใจพวกเรา เป็นจังหวะโอกาสที่ดีที่สุด...
ทันใดนั้นภาพตรงหน้าพลันพร่ามัวไปชั่ววูบ จื่อหลีได้กระโดดเข้ามาในป่าไผ่ แสงจันทร์สาดส่องสู่ลำไผ่ในป่า ทอทาบเป็นเงามืดสายแล้วสายเล่า เดิมทีชายหนุ่มคิดจะใช้เสียงเซียวเรียกอาหลัวออกมา ครั้นเข้ามาในป่าไผ่กลับมองเห็นเด็กสาวนั่งใช้ความคิดอยู่เงียบๆ ข้างศิลาใหญ่ ร่างสูงรีบสืบเท้าหลายก้าวเข้าไปหา โพล่งถามว่า “อาหลัว เจ้า...แค้นข้าหรือไม่?”
อาหลัวเงยหน้าขึ้น เห็นสีหน้าชายหนุ่มร้อนรนกระวนกระวาย รอยยิ้มละไมไม่เคยเปลี่ยนบนเรียวปากได้สาบสูญ ในดวงตาดั่งมีแววปวดร้าว นางคลี่ยิ้ม “ต้าเกอ ข้าจะโทษท่านได้อย่างไร? การที่ท่านจะลงมือย่อมต้องมีแผนการที่ดีพร้อมอยู่แล้วในใจ ข้าทราบดี อย่างมากเพียงแค่เจ็บสักหน่อย แต่จะไม่ทำให้มือข้าต้องพิการไปจริงๆ ดอก”
จื่อหลีราวกับค่อยโล่งอก ร่างที่เกร็งเขม็งค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย เดินไปย่อตัวลงนั่งตรงหน้าเด็กสาว ดึงมือนางมากุมไว้แน่น เอ่ยเบาๆ “วันนี้...ข้าไม่เคยประหวั่นลนลานถึงเพียงนี้มาก่อน อาหลัว ข้าเคยบอกแล้วว่าจะคุ้มครองเจ้า”
อาหลัวมองชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน ดึงมือกลับอย่างนุ่มนวลแล้วลุกขึ้นยืน กลับคืนสู่ความขี้เล่นดังเดิม “ต้าเกอ ท่านไม่ได้ผิด ข้ามองโลกตามความเป็นจริงยิ่งกว่าท่านมากนัก หากเปลี่ยนเป็นข้า ข้าจะไม่เอ่ยปากดอก ท่านดีต่อข้ามากมายนักหนาแล้ว ต้าเกอ ข้าไม่ได้โทษท่านแต่สักนิด ยามอยู่ต่อหน้าไท่จื่อ ท่านหาใช่ตัวท่านในยามปกติ” นางทำปากเบ้ถอนหายใจแล้วกล่าวเบาๆ “ต้าเกอ เสด็จแม่ของท่านไม่อยู่แล้ว ท่านตัวคนเดียวคงจะลำบากมากกระมัง?”
จื่อหลีอุ่นวาบในใจ “อาหลัว ขอเพียงเจ้าเข้าใจเจตนาของข้า ข้าก็พอใจแล้ว เจ้ารอข้าดีหรือไม่?”
อาหลัวงุนงง “รอท่านเรื่องอะไร?”
จื่อหลีก้าวเข้ามาใกล้รั้งร่างบางเข้าสู่วงแขน “อาหลัว เจ้ารอข้าหนึ่งปี หลังจากเจ้าลุวัยปักปิ่น ข้าจะแต่งเจ้าเข้าวัง แล้วจะไม่ให้ใครอื่นมาทำร้ายเจ้าแม้แต่น้อยโดยเด็ดขาดไปตราบชั่วชีวิต!”
อาหลัวตะลึงลาน เงยหน้าขึ้นมองจื่อหลี ในดวงตาของชายหนุ่มเปี่ยมล้นด้วยความรักอันลึกล้ำ ริมฝีปากเม้มแน่น บ่งบอกว่าได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว นางยิ้มเจื่อนๆ อยู่ในใจขณะที่คลี่ยิ้มนุ่มนวลพลางถอยออกมาจากวงแขนแข็งแรง “ต้าเกอ ท่านวางตัวไม่ง่ายดายยิ่งอยู่แล้ว จงอย่าทำให้เจตนาดีในการพระราชทานสมรสของเสด็จพ่อท่านต้องสูญเปล่าเลย”
จื่อหลีมองหน้านางแน่วนิ่ง “พรุ่งนี้ข้าจะไปขอรับโทษต่อเสด็จพ่อ ขอร้องให้พระองค์ยกเลิกราชโองการ” ขณะที่กล่าวถ้อยคำนี้ ดวงหน้าชายหนุ่มแช่มชื่นสดใส เปล่งประกายนวลผ่องดั่งแสงจันทร์
อาหลัวยิ้มเรียบเรื่อย “ต้าเกอ ข้าเห็นท่านเป็นเพียงพี่ชายเท่านั้น มิได้เห็นเป็นอื่น เวลานี้จิตใจของท่านขาดความเยือกเย็น ไม่อาจคิดอ่านอย่างรอบคอบ จงอย่าละทิ้งสิ่งที่ท่านควรจะได้รับทั้งหมดเพื่อข้า ข้ากับท่าน...อยู่กันคนละโลก ข้าไม่มีทางเป็นของที่นี่”
เงาของเด็กสาวถูกแสงจันทร์ลากดึงจนยาวเหยียด ร่างเล็กบางกลับหนักแน่นเด็ดเดี่ยวดุจเดียวกับไผ่ทระนงที่ข้างกาย จื่อหลีเหม่อมองนาง เอ่ยถามเสียงแหบพร่า “เพราะเหตุใด อาหลัว? หรือในใจเจ้ามิได้มีข้าอยู่จริงๆ?”
อาหลัวแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงดารานภากว้างยังคงเดิม แสงจันทร์ดั่งท้องธาร เริ่มหวนระลึกถึงเรื่องราวตั้งแต่ได้รู้จักกับจื่อหลี นึกถึงที่วิวาทต่อสู้เพื่อเขา นึกถึงที่ร่วมกันเปิดซู่ซินจายหาเงิน นึกถึงที่ร่วมกันเป่าตี๋บรรเลงเซียว ร่วมควบม้าในทุ่งกว้าง ความคิดเลื่อนไหลผ่านไปทีละฉากทีละตอนอย่างต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ในคืนนี้...จื่อหลีผู้มีใจรักต่อนางอย่างลึกล้ำ...ก็มีเวลาที่ปกป้องนางไม่ได้เช่นกัน
ความชิงชังรังเกียจการต่อสู้ชิงดีในรั้วในวังพลันพลุ่งขึ้นในใจนาง ความอ่อนล้าจากการต้องรั้งอยู่ในคฤหาสน์มหาเสนาบดีมานานปีได้มาถึงขีดจำกัดของความอดทน ไม่ต้องการจะรั้งอยู่อีกต่อไป นางเอ่ยเบาๆ “ต้าเกอ ทุกคนต่างมีแวดวงชีวิตของตน การที่เกิดมาในคฤหาสน์มหาเสนาบดีนี้ข้าเลือกไม่ได้ แต่ชั่วชีวิตยังอีกยาวไกล ข้าทำไม่ได้...ทำไม่ได้ดอก”
จื่อหลีจุกแน่นในอก อึดใจใหญ่ต่อมาค่อยกล่าวว่า “เจ้าต้องการให้ข้าละทิ้งบัลลังก์ ละทิ้งทุกสิ่งที่นี่ ติดตามเจ้าเดินทางไปจนสุดขอบฟ้าหรือ?”
ดวงตาเด็กสาวทอแสงกะพริบพราวอยู่ในความมืด “ที่นั่นของพวกข้ามักจะมีคนพูดว่า ‘ชีวิตล้ำค่าแท้ แต่รักสูงค่ากว่า ถ้าเพื่ออิสระไซร้ ทิ้งได้ทั้งสองอย่าง’ เมื่อก่อนข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ชีวิตสูงค่ายิ่งกว่าทุกสิ่ง หากไร้ชีวิตแล้วยังจะมีอะไรได้อีก? ดังนั้นข้าจึงขลาดกลัว คิดแต่จะรักษาชีวิตท่าเดียว เฝ้าบอกตัวเองตั้งแต่เล็กให้อดทนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่บัดนี้ข้าไม่คิดเช่นนั้นอีก ซึ่งความจริงข้าก็ไม่เคยมีความรักมาก่อนเช่นกัน สามารถได้รับความรักจากท่าน ข้ารู้สึกขอบคุณอย่างที่สุด ต้าเกอ เมื่อก่อนข้าเคยบอกแล้วว่า ไม่นึกว่าจะมีโอกาสได้พบกับท่าน...ได้พบกับผู้ที่ดีต่อข้ามากถึงเพียงนี้ ยามอยู่กับท่าน ข้ามีความสุขยิ่ง แต่เวลานี้...ข้าปรารถนาความเป็นอิสระมากยิ่งกว่า”
จื่อหลีชิงขัดขึ้นว่า “ข้าจะให้อิสระแก่เจ้า ภายใต้ปีกปกป้องของข้า เจ้าจะปลอดภัยและมีอิสระ”
อาหลัวหัวเราะเบาๆ “ต้าเกอ ข้าไม่ต้องการให้ท่านละทิ้งสิ่งใด และท่านก็ละทิ้งไม่ได้เช่นกัน ท่านทำได้หรือ?”
จื่อหลีนิ่งเงียบงันไปอึดใจใหญ่ค่อยกล่าวว่า “อาหลัว สุดท้ายเจ้าก็หวังให้ข้าสามารถละทิ้งทุกสิ่งเดินทางไปกับเจ้า เจ้าพูดได้ถูกต้อง ข้าทำไม่ได้จริงๆ แต่ไม่ว่าเจ้าจะเดินทางไปถึงที่ใดล้วนต้องเผชิญพบผู้มีอิทธิพลบังคับขู่เข็ญ...ล้วนต้องถูกผู้อื่นบังคับควบคุมทั้งสิ้น แทนที่จะร่อนเร่ไร้ที่พึ่งอยู่ภายนอก รั้งอยู่ข้างกายข้าอย่างปลอดภัยมีที่ใดไม่ดี? เจ้าสามารถทำทุกสิ่งที่เจ้าอยากจะทำ ขอเพียงข้าสามารถทำได้...ข้าจะให้อิสระแก่เจ้ามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
...แต่สิ่งที่ข้าต้องการมิใช่เพียงแค่นี้... อาหลัวถอนหายใจกล่าวว่า “อีกเพียงครึ่งเดือนท่านก็จะแต่งงานแล้ว ต้าเกอ!”
น้ำเสียงจื่อหลีแฝงความปวดร้าว “ข้าจะไปขอร้องเสด็จพ่อ ไปขอรับผิดต่อท่านมหาเสนาบดีกู้ อาหลัว เจ้ายังจะให้ข้าทำอย่างไรอีก?”
อาหลัวปวดแปลบในใจ “ท่านก็ทราบดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ดอก เพียงเพื่อข้าคนเดียว ท่านจะล่วงเกินเสด็จพ่อของท่าน ล่วงเกินขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนัก ทำให้มหาเสนาบดีซ้ายขวาต้องผิดใจกัน ต่อให้ท่านไปทำจริงๆ มีหรือที่ท่านจะไม่ทราบผลลัพธ์?”
ชายหนุ่มพลันดึงตัวนางเข้ามากอดแน่น “เจ้ากลับดูออกอย่างชัดเจน! เจ้ากลับเข้าใจหมดทุกเรื่อง! เหตุใด...เจ้าจึงไม่อาจโง่กว่านี้สักหน่อย จงตอบข้าสักคำ ในใจเจ้ามีข้าหรือไม่?”
อาหลัวกล่าวเบาๆ “ข้าไม่อาจโกหกท่านได้ ต้าเกอ ใจข้าเหนื่อย...เหนื่อยเสียจนไม่มีเรี่ยวแรงจะไปสนใจสิ่งอื่น”
ชายหนุ่มผลักนางออกเบาๆ น้ำตานางได้รินไหล อุ้งมือใหญ่ยื่นไปรับไว้ น้ำตาร่วงเผาะลงบนฝ่ามือหยดแล้วหยดเล่า ร้อนจัดและปวดแปลบ
เขาไหนเลยจะไม่ทราบ นอกเสียจากว่าอาหลัวยินยอมเข้าวังเป็นน้อย ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่มีทางได้นางไว้ตลอดกาล ชายหนุ่มนึกถึงถ้อยคำที่หลิวเจว๋เคยกล่าว
“ท่านก็ดีกับอาหลัวเพียงนี้เท่านั้น ในเมื่อท่านรักเวทนานาง แล้วจะให้นางต้องกินน้ำใต้ศอกเป็นภรรยาน้อยอย่างนั้นหรือ?”
จื่อหลีประคองดวงหน้านวลให้เงยขึ้น เช็ดน้ำตาให้นาง “อาหลัว จริงอยู่ว่าการให้เจ้าเข้าวังเป็นน้อยคือการลดเกียรติเจ้า แต่เราสองคนจะสามารถอยู่ด้วยกันได้มิใช่หรือ? สามารถอยู่ด้วยกันได้จะดีสักเพียงใด หรือเจ้าถือสาต่อฐานะเหล่านั้น?”
เด็กสาวส่ายหน้า “ท่านไม่มีทางเข้าใจ สามีกับแปรงสีฟันต้องใช้เองคนเดียว ความคิดของท่านมิได้ผิด ท่านพ่อข้าไม่ได้แต่งภรรยาตั้งเจ็ดนางเช่นกันดอกหรือ?”
ชายหนุ่มชักจะเคือง “อาหลัว พูดไปพูดมา ตกลงว่าในใจเจ้ามีข้าอยู่หรือไม่?”
นางก้มหน้าลงโดยไม่ตอบ จื่อหลีทอดถอนใจยาว “อาหลัว ที่แท้เจ้ามีเพียงความรักฉันพี่น้องต่อข้าจริงๆ...หาได้มีความรักฉันชายหญิง” ชายหนุ่มจ้องมองนาง ยากยิ่งจะตัดใจได้ สุดท้ายสะกิดเท้ากระโดดข้ามกำแพงออกไปจากคฤหาสน์มหาเสนาบดี
อาหลัวมองดูเงาร่างของจื่อหลีพลิ้วลอยจากไป สีหน้าคล้ายจะยิ้มดั่งร้องไห้ จื่อหลีรักนาง เขารักนางจริงๆ ในใจนางหวานล้ำสลับขมขื่น นางเพียงแค่รักจื่อหลีเช่นพี่ชายจริงๆ หรือ? อาหลัวนึกถึงกลอนบทหนึ่งซึ่งเหมาะจะนำมาใช้บรรยายเหตุการณ์ในคืนนี้เป็นที่สุดโดยแท้ นางเอื้อนออกมาเบาๆ
เกศาเกล้าเพียงหลวมหลวม ผัดแป้งแต่เพียงเบาบาง[14]
ดุจม่านมรกตหมอกชาด คลี่คลุมเรือนร่างอรชร[15]
แผ่วพลิ้วอ่อนหวานตรึงใจ แต่นางไซร้ดั่งละอองของเกสร
พลิ้วลอยตามลมมิแน่นอน สุดจะวอนรั้งอยู่เคียงคู่กาย[16]
ยามเสียงดนตรีแผ่วเลือนจาง เมรัยพลันสร่างพาใจหาย
ในท้ายเรือนเดือนกระจ่างพรรณราย แต่รอบกายเงียบสงัดปราศผู้คน
พานพบฤาสู้มิพานพบ มีรักฤาสู้ไร้รักได้[17]
พานพบคะนึงหาร้าวฤทัย มีรักไม่สมรักยิ่งร้าวราน
น้ำตาสองสายไหลผ่านพวงแก้มอย่างเงียบงัน
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ซื่อตี้ แปลว่า น้องชายคนที่สี่
[2] เขาไท่ซาน คือภูเขาที่สูงที่สุดของจีน
[3] ซื่อตี้เม่ย แปลว่า น้องสะใภ้สี่
[4] อุดหูขโมยกระดิ่ง หมายถึง ทำความผิดโดยหลอกตัวเองว่าผู้อื่นจะไม่รู้ คล้ายกับสำนวนไทย "ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิดไม่มิด"
[5] อ้ายเฟย แปลว่า พระสนม/พระชายาที่รัก
[6] ก่วงหลิงส่าน คือ 1 ใน 10 สุดยอดเพลงดนตรีโบราณของจีน
[7] เฉิน เป็นคำเรียกตัวเองของขุนนางเวลาสนทนากับหวาง/ฮ่องเต้ของตน
[8] มาจากประโยคเต็มว่า “เฒ่าชายแดนเสียอาชา ไยจะทราบมิใช่เรื่องดี” หมายถึง เรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้าย อาจจะก่อให้เกิดโชคดี
[9] เชี่ยเซิน คือคำเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวของผู้หญิงจีนโบราณ
[10] เสียงดังนั้นเบา หมายถึง เสียงที่ดังที่สุดคือไร้เสียง หรือเสียงสวรรค์นั้นต้องใช้ใจฟังจึงจะได้ยิน เนื่องจากเพลง “ก่วงหลิงส่าน” เป็นเพลงที่มีจังหวะเสียงแผ่วเบาสลับดัง ซึ่งก็ไม่ได้ดังมาก การจะดีดให้ผู้ฟังฟังแล้วมีอารมณ์คล้อยตามจึงยากมาก
[11] มาจากประโยคเต็มว่า “เคราะห์นำสู่โชค โชคนำสู่เคราะห์” หมายถึงโชคและเคราะห์มักจะเกิดจากกันและกัน
[12] บินทะยานสู่ยอดไม้ มาจากคำเต็มว่า “บินทะยานสู่ยอดไม้แปรเป็นหงสา” หมายถึง สามัญชนได้แต่งงานกับเจ้าชาย จึงได้กลายเป็นเจ้าหญิง หรือสามัญชนได้เข้าวังเป็นสนมของฮ่องเต้
[13] “ภูมีต้นไม้ ไม้มีกิ่งเอย ข้ารักท่านชาย ท่านไม่ทราบเอย” สองวรรคแรกหมายความว่า นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้ดี แต่เรื่องที่ข้ารักท่าน ท่านกลับไม่ได้รู้เลย
[14] สองวรรคนี้บรรยายถึงหญิงนางรำว่าแตกต่างจากนางรำทั่วไป โดยเกล้าผมเพียงหลวมๆ และแต่งหน้าเพียงบางๆ ขณะที่นางรำทั่วไปจะแต่งหน้าเข้มและประดับประดาเนื้อตัวเต็มที่
[15] สองวรรคนี้ได้ข้ามไปบรรยายถึงท่วงทีร่ายรำของนางว่าพาให้เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่พลิ้วไสวอย่างงดงามจนดูประดุจม่านหมอกที่ปกคลุมบนเรือนร่างอรชร
[16] เนื้อหาบทนี้บรรยายว่าท่วงทีร่ายรำที่พลิ้วไหวงดงามของนางคล้ายกับละอองเกสรที่พลิ้วปลิวตามสายลมยากจะจับต้องได้ และแม้กวีจะต้องใจในตัวนางมาก แต่นางเป็นผู้ที่ยากจะรั้งไว้อยู่เคียงคู่กายได้ เพราะล่องลอยไม่แน่นอนเช่นละอองเกสรที่ลอยตามลม
[17] คำว่า “รัก” ในวรรคนี้ใช้คำที่แปลได้สองความหมาย คือ “รัก” และ “หัวใจ” ดังนั้นคำว่า “มีรัก, ไร้รัก” ในที่นี้จึงหมายถึง “มีหัวใจ, ไร้หัวใจ”