หัวข้อ : ม่านม่านชิงหลัว บทที่ 12

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 21:40

บทที่ 12

 

น้ำพุซุ่ยอวี้ไหลเร็วรี่ลงมาจากซอกเขา รวมตัวสู่ทะเลสาบลึกที่กลางภู ค่อยแยกย้ายระบายออกตามปากของเศียรมังกรหินสลักแต่ละแห่ง ไหลระเรื่อยซอกซอนภายในวังหลวงแต่ละชั้น ภายในหุบเขาด้านตะวันออกของวังหลวง ป่าเขียวชอุ่มกระจายลดหลั่น เวียนล้อมรอบตำหนักแต่ละหลังของเหล่าองค์ชาย

ตำหนักอวี้หลีตั้งอยู่ด้านตะวันออกสุดของหุบเขา เมื่อยืนยังริมตำหนัก จะสามารถมองเห็นเทือกเขาอวี้เซี่ยงทอดตัวคดเคี้ยวออกไปจนไกลลิบ น้ำพุซุ่ยอวี้ได้ไหลมารวมกันเป็นทะเลสาบขนาดย่อมข้างตำหนักอวี้หลี ก่อนจะไหลออกนอกกำแพงวัง

ทะเลสาบใต้แสงจันทร์เปล่งประกายเลื่อมระยับ จื่อหลียืนตัวตรงสง่า เหม่อมองท้องน้ำอยู่ครู่หนึ่ง จึงหยิบเซียวหยกออกมาเป่าบรรเลงเพลงเซียวเซียงจื่อ เสียงเซียวเศร้าสร้อย รวดร้าวละห้อยหวน

เสียงเซียวที่ครวญคร่ำ เงาร่างที่โดดเดี่ยว นางกำนัลซึ่งหลบเร้นอยู่ในที่ลับสายตาทอดมององค์ชายของพวกนางแต่ไกล ต่างน้ำตาไหลพรากอย่างเผลอไผล ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยให้องค์ชายสี่ผู้สุขุมนุ่มนวลร่าเริงขึ้นได้

เสียงเซียวพลันแปรเปลี่ยน พุ่งทะยานสู่ฟ้าพาเกลียวคลื่นซัดสูงท่วมเวหา อานุภาพบีบคุกคามจนผิวทะเลสาบกระเพื่อมไหวฉีกแสงจันทร์แหลกสลาย ท้องน้ำใสกระจ่างสะเทือนเลื่อนลั่นแตกฉานซ่านกระเซ็น กระเพื่อมซัดมิได้หยุด ดั่งสับสนขัดแย้งดั่งตัดสินใจเด็ดขาดกล่าวไม่สิ้นความในใจ

จื่อหลีหยุดเป่าอย่างแช่มช้า มองดูเซียวหยกในมือ...ในเนื้อหยกสีเขียวเข้มมีหยดเลือดแต้มเป็นจุดๆ ก่อนจากไปเสด็จแม่ปรารถนาจะเป่าเซียวอีกสักเพลง เป่าได้กลางคันเลือดกลับพ่นกระอักออกจากปากสิ้นลมตายจาก

ชายหนุ่มรอเซียวที่ใต้จมูกสูดดมเบาๆ...ราวกับยังคงสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันอ่อนโยนของเสด็จแม่...จวบจนวันนั้น ครั้นเขาพลิกอ่านตำราเพลงเซียวที่เสด็จแม่ทรงทิ้งไว้ให้ จึงได้ทราบอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึงว่าเพลงที่ทรงเป่าก่อนสิ้นลมเพลงนั้นครึ่งเพลงหลังหาใช่ทำนองเพลงเซียว เขาลองร้องตามทำนองเพลงนั้นเบาๆ เสียงที่ได้กลับเป็นข้อความบรรทัดหนึ่ง...“พิษได้เข้าสู่หัวใจ”...ปีนั้นเขาเพิ่งจะอายุเพียง ๑๑ ขวบ

สองปีต่อมา หวางกุ้ยเฟย[1]ก็ขึ้นเป็นนายของตำหนักใน อีกหนึ่งปีต่อมา เหล่าขุนนางในราชสำนักได้ถวายฎีกา เสด็จพ่อจึงแต่งตั้งต้าเกอเป็นไท่จื่อ เขายังจำได้ว่าสมัยยังเด็กเสด็จพ่อเคยร่วมกับเสด็จแม่กระเซ้าเขาว่า “จื่อหลีโตแล้วเป็นหวางดีหรือไม่?”

เขาเพียงแต่อ้อนตอบไปว่า “จื่อหลีได้อยู่กับเสด็จพ่อเสด็จแม่ก็พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากเสด็จพ่อแต่งตั้งต้าเกอเป็นไท่จื่อ ก็ทรงวางตัวเหินห่างจากเขา แต่ทว่าสายตาที่มองดูเขากลับยังคงอบอุ่นเช่นวันวาน เขาเป็นองค์ชายที่หนิงหวางรักใคร่เอ็นดูมาแต่เยาว์วัย กลับมิใช่ผู้ที่พระองค์เลือกเป็นไท่จื่อ ในใจเขาทราบดีว่าเสด็จพ่อกำลังใช้วิธีของพระองค์ปกป้องเขา เขาจึงยิ่งนอบน้อมเจียมตนต่อต้าเกอ นับจากปีนั้นเป็นต้นมาเขาไม่เคยคัดค้านวาจาของต้าเกออีกเลยแม้แต่คำเดียว

ดวงตาชายหนุ่มซ่านอารมณ์ปวดร้าว อาหลัว...คงจะเริ่มคิดปรารถนาไขว่คว้าความเป็นอิสระตั้งแต่ตอนที่เขาเอ่ยว่าจะหักนิ้วของนางด้วยมือตัวเองแล้วกระมัง? ในตอนที่หลิวเจว๋ขัดบัญชาของไท่จื่อดึงตัวนางออกไป มือของเขากับนางก็คล้ายถูกกระชากแยกจากกันและไม่อาจจะกลับมากุมกันได้อีกแล้วกระมัง?

อิสระคืออะไร? อิสระที่อาหลัวต้องการคืออะไร? อิสระที่เขาต้องการเล่า คืออะไร? เขารู้สึกเพียงว่าอาหลัวยังไม่เข้าใจ ในโลกใบนี้ นอกเสียจากว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ จะไว้ชีวิตหรือคร่าชีวิตขึ้นอยู่กับตัวเราจะตัดสินใจ มีเพียงเวลานี้เท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ตามใจปรารถนา จึงจะเรียกว่า ‘มีอิสระ’!

แววปวดร้าวในดวงตาคมค่อยๆ เลือนจาง ความแน่วแน่มั่นคงที่หว่างคิ้วค่อยๆ เข้มข้น ร่างกายผ่อนคลาย หลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับทิวทัศน์แห่งราตรีโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้กระแสความคิดดั่งเกลียวคลื่นคลั่งภายในใจเป็นประดุจร้อยสายธารโถมทะลักกลางขุนเขา เดี๋ยวกระแทกหินผาอย่างกราดเกรี้ยว เดี๋ยวระเรื่อยไหลรวยริน มาบัดนี้...ในที่สุดก็ไหลลงสู่ท้องทะเล สงบนิ่งไร้ระลอก ซ่อนเร้นคลื่นยักษ์ไว้ใต้ทะเลลึก รอเพียงให้สายลมโหมพัดก็จะแผดคำรามลุกขึ้นบดขยี้ทุกเป้าหมาย

องครักษ์ติดตามตัวซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนักค่อยผ่อนคลายประสาทที่ตึงเครียดลงเล็กน้อยในที่สุด จู่กงของพวกเขาได้เลิกสับสนลังเล ความมั่นใจในตัวเองอันแรงกล้าที่แผ่ซ่านตลอดร่างให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างท่วมท้น ภายใต้สายตาของเขาที่ปรายมอง สรรพสิ่งล้วนยอมศิโรราบ

จื่อหลีเอามือไพล่หลังทอดตามองเงาสลัวเลือนของเทือกเขาอวี้เซี่ยงซึ่งปรากฏอยู่ใต้แสงจันทร์...เงาร่างมั่นคงดั่งสิงขร

เหนือยอดเขา สีฟ้าครามได้ผุดขึ้น อีกเพียงไม่นานดวงตะวันสีแดงก็จะโลดแล่นออกมา ชายหนุ่มเอ่ยเสียงราบเรียบ “งานแต่งใกล้มาถึง เปิ่นหวางจะไปน้อมเยือนคฤหาสน์มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย”

องครักษ์กล่าวรับเสียงหนัก “ของขวัญจัดเตรียมพร้อมสรรพแล้ว จู่กงจะตรวจดูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าจื่อหลี “ไม่ต้องแล้ว”

 

อาหลัวกำลังจะออกจากคฤหาสน์มหาเสนาบดีไปที่เรือนซึ่งซื้อไว้เพื่อจัดการตระเตรียม ก็ได้รับแจ้งพอดีว่าไท่จื่อส่งของขวัญมาให้ จึงจำใจต้องไปที่เรือนใหญ่กับฟูเหรินเจ็ดอย่างไม่มีทางเลือก

บรรดาฟูเหรินของมหาเสนาบดีหลี่ต่างมองพวกนางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มหาเสนาบดีหลี่ยิ้มพลางกล่าวว่า “นึกไม่ถึงว่าไท่จื่อกับไท่จื่อเฟยจะเอ็นดูอาหลัวถึงเพียงนี้ ฟังว่าไท่จื่อเฟยทรงเป็นผู้เลือกของขวัญด้วยตัวเองทั้งหมด อาหลัว หากมีเวลาว่างก็ไปอยู่เป็นเพื่อนเจี่ยเจียเจ้าที่ตำหนักบูรพาบ่อยๆ ละ”

อาหลัวรักษาสีหน้ายิ้มละไมเสมอต้นเสมอปลาย กล่าวตอบว่า “อาหลัวเข้าใจเจ้าค่ะ จะอย่างไรอาหลัวกับเจี่ยเจียก็เป็นครอบครัวเดียวกัน”

ฟูเหรินสี่ดึงตัวชิงเฟยเข้ามากล่าวอย่างละอายใจ “อาหลัว เอ้อร์เจี่ยของเจ้าปากไวใจเร็ว เวลานั้นกำลังร้อนใจ เจ้าจงอย่าได้โกรธเคืองนางเลย”

อาหลัวพูดยิ้มๆ “เตียเคยบอกไว้ว่า ‘รุ่งก็รุ่งด้วยกัน ล่มก็ล่มด้วยกัน’ ต่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เอ้อร์เจี่ยมีความจำเป็นของนาง ต้าเจี่ยเองก็มีความลำบากใจของนาง อาหลัวไหนเลยจะนึกตำหนิเจี่ยเจียทั้งสอง”

ชิงเฟยน้ำตาไหลพราก “อาหลัว เจ้าไม่โกรธข้าก็ดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้น...เอ้อร์เจี่ยคงเสียใจแทบคลั่ง ข้า...เจ้ารู้ดีว่าข้า...”

“ข้าเข้าใจ ข้าไม่โทษท่านดอก!” อาหลัวกล่าวตัดบทคำพูดของชิงเฟย จะโทษชิงเฟยได้อย่างไร? ชิงเฟยทุ่มเทใจทำเพื่ออนาคตของชายคนรัก...ทำเพื่อความสุขในวันหน้าของตัวเอง จะบอกว่านางทำผิดได้อย่างไร? จริงอยู่ว่าชิงเฟยเห็นแก่ตัว แต่อาหลัวรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของการยืนหยัดรักษาชีวิตด้วยตัวเองในสังคมนี้ดี กระทั่งตัวนางเองยังลำบากลำบนถึงเพียงนี้ อย่าว่าแต่ชิงเฟยที่ถูกเลี้ยงดูมาแต่ในห้องหอโดยไม่เคยย่างเท้าออกจากบ้าน เมื่อชิงเฟยได้พบกับเฉิงซือเยว่ ท่านจ้วงหยวนเจ้าเสน่ห์ผู้สง่างาม นางก็ทุ่มเทเดิมพันด้วยความสุขของทั้งชีวิต เฉิงซือเยว่สบาย นางก็สบายด้วย ชิงเฟย...ก็เป็นแค่หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น

มหาเสนาบดีหลี่หัวเราะในลำคอ “ประเสริฐๆ ได้เห็นพวกเจ้าพี่น้องยอมละทิ้งข้อกินแหนง เตียปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุดโดยแท้ ระยะนี้ทั้งในราชสำนักและในบ้านมีแต่เรื่องน่ายินดีมิได้ขาด องค์ชายสี่จะอภิเษกสมรสกับบุตรีท่านมหาเสนาบดีกู้ เดือนหน้าอาเฟยก็จะแต่งเข้าบ้านสกุลเฉิง แม้แต่อาหลัว...” มหาเสนาบดีหลี่อมพะนำ สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความลำพอง

อาหลัวใจหายวาบ กลัวอย่างยิ่งว่าจื่อหลีจะมาสู่ขอนางไปเป็นภรรยาน้อย มหาเสนาบดีหลี่กล่าวต่อว่า “ซื่อจื่อแห่งวังอานชิงหวางได้วานคนมาสู่ขอแล้ว”

ประโยคเดียวดั่งฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางแจ้ง อาหลัวแทบจะยืนไม่อยู่ ตะกุกตะกักว่า “อีกตั้งสองเดือนกว่าอาหลัวจะเต็ม ๑๔ ปี แล้วก็...ต้าเจี่ยเพิ่งจะแต่งงาน เอ้อร์เจี่ย...เอ้อร์เจี่ยก็กำลังจะแต่งออกไป ที่บ้านจะเงียบเหงา อาหลัวไม่อาจตัดใจ”

ฟูเหรินเจ็ดยืนอยู่ข้างกายบุตรสาว ยกมือจับไหล่ช่วยพยุงตัวให้อาหลัวพลางช่วยพูดยิ้มๆ “นั่นสิ หากอาหลัวไปเสียแล้ว ในบ้านจะเงียบเหงาเทียว เหล่าเหยีย รั้งอาหลัวไว้อีกสักสองปีเถิดเจ้าค่ะ”

มหาเสนาบดีหลี่หัวเราะหึหึ “พูดแบบนี้ได้อย่างไร? เป็นพ่อแม่คนย่อมควรจะคิดอ่านแทนบุตรธิดา ซื่อจื่อไม่ทราบเป็นที่หมายปองต้องใจของหญิงสาวในตระกูลสูงตั้งมากมายเท่าไร ทั้งชาติตระกูลและคุณสมบัติล้วนแต่เป็นตัวเลือกชั้นเลิศในชั้นเลิศ การมาสู่ขอครั้งนี้มีความจริงใจยิ่ง ไม่รังเกียจที่อาหลัวเป็นบุตรีที่เกิดแต่รอง ยินดีรับนางเป็นภรรยาเอก ข้าได้รับปากไปแล้ว หมั้นหมายกันไว้ก่อน รอจนอาหลัวลุวัยปักปิ่นค่อยแต่งงาน”

ฟูเหรินเจ็ดมีสีหน้าไม่อาจตัดใจ ขณะจะเอ่ยปากหมายร้องขอประวิงเวลาอีกครั้ง สีหน้ามหาเสนาบดีหลี่ได้เปลี่ยนเป็นกระด้าง “ข้าได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ต้องพูดมากความอีก!” ดวงตาทอประกายวางแผนและเฉียบคม “จงรู้ไว้ว่าสุขภาพของหนิงหวางเริ่มร่วงโรยลงทุกวัน อีกเพียงไม่เกิน ๒-๓ ปีข้างหน้าไท่จื่อก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ หวางไท่เว่ยบัญชาการกองทัพทั่วทั้งแคว้นหนิง แต่กองทัพปีกขวาที่แข็งแกร่งที่สุดกลับอยู่ใต้บังคับบัญชาของอานชิงหวาง การที่อาหลัวได้แต่งเข้าไปเป็นซื่อจื่อเฟยของวังอานชิงหวางถือเป็นวาสนาของนาง และเป็นกำลังในการตั้งประจันกับตระกูลหวางของตระกูลหลี่เราในวันหน้าเช่นกัน ที่ซื่อจื่อมาสู่ขอถือว่าให้เกียรติสกุลหลี่ นับแต่นี้พวกเจ้าสามคนจงบิดรวมกันเป็นเส้นเชือก จึงจะสามารถรักษาความมั่งคั่งและอิทธิพลของสกุลหลี่เราได้”

อาหลัวฝืนใจเค้นรอยยิ้มขึ้นมาประดับบนใบหน้า น้ำเสียงมหาเสนาบดีหลี่อ่อนโยนทว่าไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ “อาหลัว การหมั้นหมายได้กระทำแล้ว หากซื่อจื่อมาที่คฤหาสน์เองก็แล้วไปเถิด ตัวเจ้าอย่าออกไปข้างนอกจะดีที่สุด จงเก็บตัวอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเลี่ยงข้อถือสา ทำงานเย็บปักกับพวกต้าเหนียงไปเสีย เวลาหนึ่งปีประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้ว”

บรรดาฟูเหรินพากันยิ้มแย้มขานรับ “เหล่าเหยียวางใจเถิดเจ้าค่ะ ต่อไปพวกข้าจะผลัดเปลี่ยนกันอยู่เป็นเพื่อนอาหลัวทุกวันเอง เร่งทำชุดแต่งงานของอาเฟยก่อนแล้วค่อยทำของอาหลัว วันเวลาก็จะไม่น่าเบื่อแล้วละเจ้าค่ะ”

อาหลัวคร่ำครวญโหยหวนอยู่ในใจ ขณะที่เปลือกนอกก้มหน้าลงทำทีว่าเขินอาย

 

กลับถึงสวนห่ายถัง ฟูเหรินเจ็ดชิงถามขึ้นโดยไม่รอให้บุตรสาวเอ่ยปาก “ซานเอ๋อร์ ซื่อจื่อแห่งวังอานชิงหวางผู้นั้นเป็นคนอย่างไรหรือ?”

อาหลัวนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ค่อยตอบว่า “ความจริงแล้วก็เป็นเช่นที่เตียพูด ชาติตระกูลสูงส่ง รูปงามเหนือธรรมดา เป็นหนึ่งในห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิง ชนะใจเป็นที่หมายปองของดรุณีไม่ใช่น้อย มีความเย่อหยิ่งเอาแต่ใจของบุตรหลานตระกูลเก่าแก่ แต่จิตใจกลับดีอยู่ และเป็นคนไม่เลว ยอมขัดบัญชาของไท่จื่อเพื่อช่วยข้า ข้ารู้สึกขอบคุณเขาอย่างมาก”

ฟูเหรินเจ็ดไม่เข้าใจ “หากว่าเขาจริงใจต่อเจ้า แต่งงานกับเขามิใช่ดียิ่งดอกหรือ? ทั้งเขายังยินดีแต่งเจ้าเป็นภรรยาเอกอีกด้วย”

นั่นสิ...ตั้งแต่เริ่มรู้จักกันจนถึงบัดนี้ นางเห็นว่าความจริงแล้วหลิวเจว๋เป็นคนดีมาก จะเอาแต่ใจแค่นานๆ ครั้งเท่านั้น ย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วจนถึงบัดนี้ อาหลัวก็อยากจะหัวเราะพรืดอย่างห้ามไม่อยู่ หากบอกว่าอยู่กับจื่อหลีแล้วรู้สึกอบอุ่น อย่างนั้นอยู่กับหลิวเจว๋แล้วนางรู้สึกสนุกมาก

อาหลัวกอดฟูเหรินเจ็ด อยากจะดมกลิ่นหอมๆ และรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มๆ ของอ้อมกอดนางจับใจ เพียงพริบตาเดียวเวลาได้ผ่านไปถึงแปดปี กลิ่นนี้ยังคงไม่มีเปลี่ยนแปลง ฟูเหรินเจ็ดยังคงงดงามดังเดิม อาหลัวใช้มือวัดเทียบความสูงกับฟูเหรินเจ็ด แล้วพูดกลั้วหัวเราะ “ข้าอยู่ในวัยกำลังโตพอดี ดูสิ ใกล้จะสูงเท่าเหนียงคนงามของข้าแล้ว เดินออกไปด้วยกันก็เป็นคู่พี่น้องบุปผาเลยละ”

ฟูเหรินเจ็ดเอ็ดกึ่งค้อน “เหนียงกำลังพูดเรื่องจริงจังกับเจ้านะ”

“เขาเป็นคนดีก็จริง แต่ว่า...ข้าคิดอยู่เป็นนานกลับไม่รู้ใจของตัวเอง เมื่อคิดถึงว่าอายุ ๑๕ ปีก็แต่งงานเสียแล้ว แม้ความคิดจะเป็นผู้ใหญ่มากเท่าใดก็ยังรู้สึกผิดปกติอยู่ดี อย่าว่าแต่...ข้าคิดจะจากไปจริงๆ เพียงนึกถึงสีหน้ากับถ้อยคำเหล่านั้นของเตีย ข้าก็ตะครั่นตะครอ...ก็ไม่อยากจะให้เขาได้สมหวังแล้ว!”

ฟูเหรินเจ็ดถอนหายใจ “อาหลัว ดูท่าทางอย่างมากคงได้แค่ให้เจ้าพาเสี่ยวอวี้หนีไปเสียแล้ว เหนียงอายุมากแล้ว จะเป็นตัวถ่วงของเจ้าเสียเปล่าๆ ถึงตอนนั้นกระทั่งตัวเจ้าก็จะพลอยหนีไม่พ้นไปด้วย”

อาหลัวปฏิเสธเสียงเฉียบขาด “ข้าไม่วางใจที่จะทิ้งท่านไว้ที่นี่ ทันทีที่ข้าหนีไป เตียคนนั้นจะต้องพาลใส่ท่านอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าเขาจะให้ท่านต้องรับโทษมากมายเท่าไร ในโลกใบนี้ ท่านเป็นผู้ที่ข้าสนิทชิดใกล้และรักมากที่สุด หากจะไปย่อมต้องไปด้วยกัน ข้าคิดดีแล้ว จะหนีไปกันตอนที่ชิงเฟยแต่งงาน ช่วงเวลานั้นคฤหาสน์หลังนี้จะจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเชิญแขกเหรื่อมามากมาย คนที่สังเกตสนใจพวกเราจะค่อนข้างน้อย”

ฟูเหรินเจ็ดมองหน้าธิดารัก “พวกเราจะหนีไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน?”

อาหลัวยิ้มอย่างมั่นใจ “ข้าต้องคิดหาวิธีได้อย่างแน่นอน”

ฟูเหรินเจ็ดทอดถอนใจท้วงติงว่า “คนสามคนหนีไปพร้อมกัน เป้าหมายจะใหญ่เกินไปหรือไม่?”

อาหลัวยิ้มกว้าง “เหนียงลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราปีนกำแพงหนีได้? ข้าสืบหยั่งเส้นทางมาเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยก็สามารถหนีออกไปจากคฤหาสน์ได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวละ”

 

๘ ค่ำเดือน ๗ องค์ชายสี่หลีชินหวางหลิวเฟยอภิเษกสมรสกับหวางเฟย หนิงหวางพระราชทานขบวนแห่สมรสยาวสิบหลี่ไปรับเทียนหลิน บุตรีของกู้เฉิงเชียน มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นหนิงเข้าสู่วังหลวง นี่เป็นเรื่องใหญ่โตสะท้านสะเทือนเมืองเฟิงอีกเรื่องหนึ่งถัดจากเหตุการณ์ไท่จื่ออภิเษกสมรสกับไท่จื่อเฟยเมื่อต้นปี พร้อมกันนี้บรรดาดรุณีในเมืองเฟิงต่างได้ยินว่าในเดือน ๘ เฉิงซือเยว่ท่านจ้วงหยวนเจ้าเสน่ห์ผู้สง่างามจะสมรสกับบุตรีคนรองของมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เมื่อนึกถึงว่าห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิงมีเจ้าของไปแล้วสาม ไม่ทราบว่ามีหญิงสาวมากมายเท่าใดต้องหัวใจสลาย เมืองเฟิงก็พลอยเงียบเหงาลงเช่นกัน

ตำหนักอวี้หลีตั้งอยู่ริมสุดของกลุ่มตำหนัก ประดับประดาโคมไฟแถบผ้าแดงเด่นเป็นมงคล มองไปแต่ไกลราวกับมุมหนึ่งของหุบเขามีดอกไม้สีแดงสดแย้มบานอยู่หนึ่งดอก

จื่อหลีสวมชุดแพรไหมสีแดงเดินลายทองยืนเงียบงันอยู่ริมทะเลสาบน้อย ที่ผ่านมาในทะเลสาบปลูกแต่เพียงผักตบชวาและดอกบัวเทศไม่กี่กอ ฝ่ายขันทีที่ดูแลทราบว่าหวางเฟยโปรดปรานกล้วยไม้ จึงประดับกล้วยไม้คิมหันต์ไว้เต็มทั่วทุกที่ทั้งภายในและภายนอกตำหนัก ตำหนักอวี้หลีจึงถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกล้วยไม้

ชายหนุ่มนึกถึงตอนไปเยือนคฤหาสน์มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เขาได้ยินเสียงพิณแว่วมากระทบโสตแต่ไกลๆ เสียงพิณทอดระเรื่อยอ่อนช้อย เย็นเฉียบหนักอึ้ง ทำให้อดไม่ได้ต้องประหวัดนึกถึงภาพกู้เทียนหลินที่หลิวเจว๋ส่งมา เพียงกวาดตามองภาพนั้นแวบเดียว เขาก็ต้องตกตะลึง

...บางที...เราอาจจะสามารถอยู่ร่วมกับกู้เทียนหลินได้ดีจริงๆ ก็เป็นได้ เพราะว่า...ดวงตาของกู้เทียนหลินในภาพ...ช่างละม้ายเหมือนดวงตาของอาหลัวเหลือเกิน... จื่อหลีคิดในใจ หัวใจกระตุกรัดจนเจ็บแปลบ

หลิวเจว๋ดำเนินการหมั้นหมายแล้ว อีกเพียงหนึ่งปีอาหลัวก็จะไม่ใช่อาหลัวของเขาอีกต่อไป ชายหนุ่มหลับตาลง มือค่อยๆ สลายเรี่ยวแรง บนฝ่ามือทิ้งรอยรูปจันทร์เสี้ยวกดลึกอยู่หลายรอย

เสียงดนตรีขบวนแห่อยู่ใกล้แล้ว...ใกล้เข้ามาอีก ขันทีรับใช้หมอบคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจ้านายหนุ่มโดยไม่กล้าเอ่ยปากเร่งซ้ำ ทว่าสุดท้ายขณะที่นึกร้อนใจแทบคลั่ง ก็อดไม่ได้ ปากอุบอิบเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ...”

จื่อหลีเดินไปถึงริมทะเลสาบ เด็ดดอกสีม่วงของผักตบชวามาหนึ่งช่อ สีม่วงนี้...ดูอย่างไรก็เป็นความหม่นหมองอ่อนจางอันไม่อาจลบเลือน นิ้วมือบดขยี้ ดอกไม้ปลิวกระจายไป ร่วงกระทบผิวน้ำเป็นแต้มๆ สะกิดระลอกน้ำขึ้นแผ่วเบา เพียงครู่เดียวก็ซ่านสลายไม่เหลือร่องรอย ชายหนุ่มกล่าวเสียงเฉยชา “ย้ายผักตบชวากับบัวเทศเหล่านี้ออกไปให้หมด ปลูกบัวหลวงแทนทั้งหมด อย่าเอาสีขาว ให้ดูครึกครื้นเป็นมงคลสักหน่อย” จบคำก็สาวเท้าเดินไปทางตำหนักหน้า

ขันทีรับใช้ขานรับไม่ขาดปาก เอามือปาดเหงื่อแล้วรีบก้าวตามหลังไปติดๆ ค่อยยกศิลาใหญ่ลงจากอกไปได้ “ฮ่องเต้ไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน” โดยแท้!

 

มหาเสนาบดีกู้เป็นขุนนางมา ๓๐ ปี ขุนนางในสังกัดมีอยู่มากมาย ขุนนางห้าผิ่นขึ้นไปล้วนมีคุณสมบัติเข้าวังหลวงได้ ประกอบกับหนิงหวางทรงมีราชโองการลงมาว่าสามารถพาครอบครัวเข้าสู่วังหลวงได้ ด้วยเหตุนี้ตำหนักอวี้หลีในวันนี้จึงคึกคักครึกครื้นอย่างแท้จริง

จื่อหลีอมยิ้มรับคำแสดงความยินดีจากทุกคน สายตากวาดไปกระทบมหาเสนาบดีหลี่กับฟูเหรินใหญ่ แก้วตาพลันหดวูบ ก่อนที่แววตาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอีกครั้ง

มหาเสนาบดีหลี่กล่าวกับมหาเสนาบดีกู้ว่า “ขอแสดงความยินดีต่อท่านมหาเสนาบดีกู้ที่ได้เขยประเสริฐ หลีชินหวางเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ถึงพร้อมทั้งรูปโฉมและวิชา เป็นคู่สร้างคู่สมกับคุณหนูโดยแท้!”

มหาเสนาบดีกู้หัวเราะลงลูกคออย่างอารมณ์ดี “ท่านมหาเสนาบดีหลี่สิมีบุญนัก บุตรสาวทั้งสามคนล้วนตบแต่งได้ดั่งใจทั้งสิ้น!”

มหาเสนาบดีหลี่กล่าวยิ้มๆ “เช่นกันๆ”

หลิวเจว๋ดูสดใสเป็นมงคลในชุดผาวยาวสีแดงสดตลอดตัว พบเจอใครเป็นต้องร้องทักทาย ชายหนุ่มเดินมาถึงเบื้องหน้าจื่อหลีเอ่ยทักว่า “จื่อหลี ‘คนพบเรื่องยินดีใจเบิกบาน’ ข้านึกอยากรู้มานานว่าห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิงเรียงลำดับกันแล้วผู้ใดจะอยู่อันดับหนึ่ง เมื่อดูจากในวันนี้ ต้องเป็นท่านอย่างแน่นอน!”

จื่อหลีอมยิ้มย้อนถามว่า “อย่างไรหรือ อวิ่นจือ?”

หลิวเจว๋ถอยหลังไปหนึ่งก้าวพินิจดูญาติผู้สูงศักดิ์ตลอดทั้งตัวแล้วพูดกลั้วหัวเราะ “ห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิงทุกผู้คนต่างกล่าวว่าไท่จื่อองอาจผ่าเผย องค์ชายสี่สุขุมนุ่มนวล กู้เทียนเสียงเย็นชา เฉิงซือเยว่สง่างามมีเสน่ห์ ส่วนข้านั้นหรือรวมจุดเด่นของทุกคน ตอนนั้นข้ายังนึกดีใจว่ารวมจุดเด่นของทุกคนสิดีนัก ไม่ว่าจะอยากเห็นโฉมหน้าแบบใดของห้าคุณชาย ข้าล้วนแต่สามารถสนองให้อนงค์นางสมใจปองได้ทั้งสิ้น แต่ครั้นได้เห็นท่านในวันนี้ สุขุมนุ่มนวลดังเดิม ระหว่างคิ้วองอาจผ่าเผย ท่วงทีสง่างามมีเสน่ห์ ท่านต่างหากที่รวมจุดเด่นของทุกคนอย่างแท้จริง!”

จื่อหลีปรายตามองซ้ายขวาเห็นไร้ผู้คน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา “อวิ่นจือ ที่ท่านอารมณ์ดีเช่นนี้เป็นเพราะแย่งอาหลัวไปได้แล้วกระมัง?”

หลิวเจว๋ก็หุบยิ้มเช่นกัน “จื่อหลี ข้าบอกแต่แรกแล้ว ‘แตงที่ขืนเด็ดจักไม่หวาน’ หากอาหลัวยินดีอยู่กับท่าน ข้าจะไม่ดื้อด้านตามติดพันโดยเด็ดขาด ท่านบอกต่ออาหลัวแล้วหรือไม่?”

จื่อหลีเจ็บแปลบในอก “เป็นเช่นที่ท่านกล่าว นางไหนเลยยินยอมกินน้ำใต้ศอกเป็นภรรยาน้อย อาหลัว...นางต้องการอิสระ! อย่าหาว่าข้าไม่เตือนท่านละ อาหลัวไม่แน่ว่าจะยอมแต่งงานกับท่าน”

หลิวเจว๋กล่าวเสียงเรียบ “จื่อหลี หากอาหลัวแต่งงานกับข้า เราจะยังคงเป็นสหายกันอยู่หรือไม่?”

จื่อหลีโค้งริมฝีปากคลี่ยิ้ม “แน่นอน แต่งกับท่าน ข้ายังวางใจเสียอีก เพียงแต่...ท่านจงอย่าจำดวงตาผิดคู่เสียละ”

หลิวเจว๋ชะงัก ...หมายความว่าอย่างไร?...

แต่จื่อหลีได้หัวเราะพลางเดินจากไปเสียแล้ว

 

หลังจากดำเนินพิธีการจุกจิกทั้งหลายเสร็จสิ้น จื่อหลีรู้สึกว่าตัวเขาเริ่มจะเมานิดๆ จริงๆ เสียแล้ว เมาเสียจนสามารถมองเห็นดวงตาดั่งแก้วใสคู่นั้นผ่านผ้าคลุมศีรษะสีแดงของเจ้าสาว เขาลอบยิ้ม ...หลิวเจว๋...เจ้าเห็นอาหลัวเป็นกู้เทียนหลินอย่างนั้นหรือ?... ในใจชายหนุ่มราวกับนึกวาดหวังอยู่เล็กน้อย...วาดหวังว่าดวงตาของกู้เทียนหลินจะมีชีวิตชีวาเช่นดั่งในภาพวาดจริงๆ เขาสั่งให้ขันทีและนางกำนัลทุกคนถอยออกจากห้องไป ด้วยประสงค์จะชื่นชมยอดพธูผู้เป็นหนึ่งในสองสุดเลิศล้ำแห่งเมืองเฟิงซึ่งเปรียบตัวเองเป็นกล้วยไม้ผู้นี้เพียงลำพัง

กู้เทียนหลินมองเห็นเท้าคู่หนึ่งเดินตรงมาหานาง หลังจากหนิงหวางพระราชทานสมรส ท่านพ่อของนางก็ดีอกดีใจนักหนา ที่ไท่จื่อมิได้เลือกนาง ฟังว่าก็เป็นเจตนาของท่านพ่อและหนิงหวางเช่นกัน หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ เรื่องเหล่านี้หาใช่เรื่องที่นางจะกังวลสนใจได้ ฟังจากที่คำเล่าลือกล่าว เซียวหยกขององค์ชายสี่เป่าบรรเลงได้ดุจรำพันดั่งหวนไห้ รูปโฉมงามสง่าประหนึ่งเทพเซียน ในใจนางจึงให้นึกวาดหวังอยู่หลายส่วนเช่นกัน ครั้นเห็นเท้าของเขาก้าวเข้ามาใกล้ หัวใจหญิงสาวก็เต้นระทึกโลดแรง เขินจัดจนหน้าแดงก่ำ ก้มศีรษะหลับตาลง

จื่อหลียื่นมือออกไปสองครั้ง ล้วนแต่รั้งกลับ ชายหนุ่มมองดูกู้เทียนหลินที่นั่งอยู่ หัวใจพลอยเต้นระรัวเช่นกัน กลั้นหายใจเลิกมุมหนึ่งของผ้าคลุมศีรษะขึ้นอย่างแผ่วเบา ออกแรงเล็กน้อย ผืนแพรต่วนแดงก็ลื่นไถลลงดั่งสายน้ำ พู่ของมงกุฎหงส์บดบังดวงหน้าหญิงสาวไปกว่าครึ่ง เผยเพียงปลายคางเรียวมนกับหลังคอขาวผ่องปานหิมะ

จื่อหลีสั่งเบาๆ “เงยหน้าขึ้นเถิด”

เทียนหลินยังคงหลับตาแน่น ก้มหน้าลง ส่วนใบหน้าได้แดงก่ำไปทั้งหน้า

จื่อหลีเริ่มจะรำคาญนิดๆ ยื่นมือไปเชยคางนางขึ้น เห็นขนตานางสั่นระริก หัวใจเขาพลอยสั่นระริกตามไปด้วย ในที่สุดก็รอคอยจนกระทั่งนางลืมตา มือชายหนุ่มสั่นกระตุก เผลอผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างห้ามตัวเองไม่ได้

บนดวงหน้างามหมดจดของกู้เทียนหลิน ดวงตาคมซึ้งดั่งสารทชลมองมาที่เขาอย่างนุ่มนวล ภายในมีแววประหวั่นกังวลสามส่วน ประหม่าขัดเขินสามส่วน และเลี่ยงหลบสามส่วน ช่างชวนให้หวามใจนัก แต่ครั้นจื่อหลีได้มองสบดวงตาคมซึ้งของนาง ทั่วทั้งร่างกลับประหนึ่งแช่ลงสู่น้ำหิมะละลายแห่งยอดเขาซุ่ยอวี้ ทุกครั้งที่ประกายตาดั่งสารทชลทอดมองมาที่เขา ความหนาวเหน็บเป็นต้องโจมตีเข้าใส่หนึ่งส่วน ความผิดหวัง...ความโกรธเกรี้ยว...ความปวดร้าว...ทยอยกันย่ำเข้าหา ในใจเขามีเสียงหนึ่งแผดร้องว่า ...ไม่ใช่...นางไม่ใช่! ที่แท้ผู้ที่หลิวเจว๋รักไม่ใช่นาง!...

จื่อหลีหลงเข้าใจมาโดยตลอดว่าผู้ที่หลิวเจว๋หลงรักคือกู้เทียนหลิน ครั้นได้เห็นดวงตาที่ละม้ายเหมือนดวงตาของอาหลัวราวกับพิมพ์บนภาพวาดนั้น ก็หลงเข้าใจไปว่าหลิวเจว๋ต้องการจะแต่งงานกับอาหลัวเพราะดวงตาของกู้เทียนหลิน ดังนั้นเขาจึงแอบนึกดีใจ เพราะจากที่เขารู้จักอาหลัว นางไม่มีทางยอมแต่งงานกับผู้ที่ไม่ได้รักนางเด็ดขาด แต่ทว่า...เขาคิดผิดเสียแล้ว... ชายหนุ่มหัวเราะก้อง คิดผิดเสียแล้วจริงๆ หลิวเจว๋เป็นเหมือนกับเขา นั่นคือล้วนแต่หลงรักอาหลัว

เทียนหลินเห็นสีหน้าชายหนุ่มจากอมยิ้มเปลี่ยนเป็นพิศวง จากตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นตกตะลึง สุดท้ายกลับหัวเราะก้อง จึงอดไม่ได้ต้องเอ่ยถามเสียงอ่อน “ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไปหรือเพคะ?”

เสียงถามของนางปลุกจื่อหลีให้ตื่นจากภวังค์อย่างฉับพลัน เขาเอียงศีรษะพินิจดูนาง...สมแล้วที่เป็นสองสุดเลิศล้ำแห่งเมืองเฟิง งดงามมีสง่านุ่มนวลอ่อนหวาน นี่...คือหวางเฟยของเขา...ภรรยาของเขา ภรรยาผู้ซึ่งไม่อนุญาตให้เขามองข้าม...ไม่อนุญาตให้เขาสะบัดมือผละจากไป เขาต้องอ่อนโยนต่อนางเท่านั้น ห้ามทำให้นางช้ำใจ

นางคือผู้ที่จะอยู่เคียงข้างเขาไปตราบชั่วชีวิต เขาจำเป็นต้องทำดีกับนาง

ความเจ็บปวดรวดร้าวโถมกระแทกอยู่ภายในใจ ผลักดันให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาเทียนหลินอย่างแช่มช้า ปลดมงกุฎหงส์ของนางลงอย่างเบามือ ปลดปิ่นทองที่ปักยึดมวยผมลง แล้วใช้มือปัด เรือนผมยาวสลวยดำขลับเป็นเงางามดั่งไม้มะเกลือทิ้งตัวสยายลงมา เขาพันเกี่ยวปอยผมนางขึ้นมาหนึ่งปอย สัมผัสที่ปลายนิ้วให้ความรู้สึกดั่งแพรไหม มือลูบไล้ใบหน้านาง ค่อยๆ ลูบปิดดวงตาของนาง มองเห็นเปลือกตานางเต้นระริก เขาถอนหายใจ ก้มลงจุมพิตแผ่วเบาบนแก้มนวล จากนั้นค่อยๆ ปลดคลายอาภรณ์ของนาง

หลังจากเทียนหลินเอ่ยถามประโยคนั้นแล้ว ก็เห็นสวามีปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยน ขณะที่หัวใจเต้นระทึก หญิงสาวกลับรู้สึกปลาบปลื้มยินดีและอัศจรรย์ใจเหลือจะเอ่ย ความกังขาในตอนแรกบัดนี้ได้ถูกสลัดทิ้งไป พริ้มตาลงรับรู้ได้เพียงลมหายใจของชายหนุ่ม ชั่วพริบตาที่อาภรณ์คลายหลุด นางได้ยินจื่อหลีกล่าวแผ่วเบาระคนทอดถอน “เจ้าช่างเป็นนางแก้วที่สลักเสลาจากหยกน้ำแข็งโดยแท้” ในใจนางพลันหลงเหลือเพียงอารมณ์อ่อนหวาน อิงแอบเขาแนบแน่น ติดตามเขาผ่านพ้นความอ่อนโลก ปวดร้าว พิศวาส หฤหรรษ์

ครั้นรู้สึกได้ว่าเจ้าสาวของเขาอ่อนเพลียมากจนหลับไปแล้ว จื่อหลีก็จี้จุดหลับของนางเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า ใช้วิชาตัวเบาลอบออกไปจากวังหลวงอย่างเงียบกริบ เขาอยากจะพบหน้าอาหลัวอีกสักครั้ง

 

ยามที่เสียงเซียวของจื่อหลีแว่วมา อาหลัวไม่อยากจะเชื่อ วันนี้ไม่ใช่คืนเข้าหอของเขาดอกหรือ? นางนิ่งคิดอยู่ชั่วแล่น สุดท้ายยังคงแอบเดินเข้าไปในป่าไผ่อยู่ดี

จื่อหลีสวมชุดสีแดงตลอดตัว ดูมีเสน่ห์เล่ห์ร้ายและงามเศร้าซึ้งอยู่ใต้แสงจันทร์ ในใจอาหลัวไหวสะท้าน โพล่งถามว่า “ต้าเกอ ไยท่านจึงมาได้เล่า?”

จื่อหลีไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ กลับกระซิบล่อหลอกเสียงนุ่ม “เดินเข้ามาใกล้หน่อย อาหลัว จงเดินเข้ามาอีกหน่อยเถิด”

อาหลัวรู้สึกผิดปกติอย่างไรชอบกล เท้ากลับก้าวเข้าไปหาอย่างว่าง่าย “ต้าเกอ ท่านทุกข์ใจมากหรือ?”

จื่อหลียิ้มอ่อนโยนยิ่ง “อารมณ์ดีมากต่างหาก กู้เทียนหลินงามมาก...งดงามมากจริงแท้”

“เช่นนั้นท่านออกมาอย่างนี้...” ถึงแม้นางจะไม่เคยมีคู่รักมาก่อน แต่ที่ยุคปัจจุบันนางก็อยู่มาจนอายุ ๒๒ ปีแล้ว จึงเข้าใจทุกอย่างดี นางเห็นว่าการที่เจ้าบ่าวแล่นออกมาในเวลาแบบนี้ เจ้าสาวต้องรู้สึกแย่มากอย่างแน่นอน

“เจ้าถือสาหรือไม่...อาหลัว? ข้าแต่งงานกับกู้เทียนหลินตามบัญชาของเสด็จพ่อ และแต่งงานกับนางตามการตัดสินใจของตัวเองเช่นกัน! ที่ข้ามา...ก็เพราะอยากจะฟังเจ้าพูด...เจ้าถือสาหรือไม่? จงบอกข้ามาเถิด จงบอกข้ามาตามความสัตย์สักครั้ง!”

“ท่านต้องการฟังถ้อยคำที่เป็นความสัตย์จริงมากที่สุดใช่หรือไม่? ข้าจะบอกท่าน! ข้าชอบคนรูปงาม ทั้งยังชอบคนรูปงามที่ดีกับข้า ท่านย่อมจะเป็นคนแบบที่ว่ามานี้ และข้ามีความภูมิใจลวง เมื่อได้ยินท่านบอกว่ารักข้า ทั้งยังแล่นมาหาข้าเช่นนี้ ความภูมิใจลวงของข้าได้รับการเติมเต็มอย่างมาก ข้ากำลังแอบนึกตื่นเต้นดีใจ หากนับแต่นี้ไปในใจของท่านจะไม่มีข้าอยู่อีกจริงๆ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะรู้สึกใจหาย และยังคงอยากจะให้ท่านให้ความสำคัญต่อข้า แต่นั่นเป็นความภูมิใจลวงทั้งสิ้น ความตื้นตันและหวั่นไหวใจทั้งหมดนั้น แท้จริงแล้วล้วนแต่เป็นการคิดไปเอง นี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ปุถุชน” อาหลัววิเคราะห์อย่างเยือกเย็น “แต่ท่านก็มาแล้ว ขณะที่นึกดีใจ ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจด้วยเช่นกัน ที่ดีใจเป็นเพราะในใจท่านกลับให้ความสำคัญต่อข้ามากปานนี้ ที่ไม่สบายใจเพราะอย่างไรข้าก็รานน้ำใจท่าน ต้าเกอ ข้าคิดว่าข้าคงถือสา แต่มิได้ถือสาในแบบที่ท่านคิด” นางได้คิดทบทวนมานับครั้งไม่ถ้วน จื่อหลีรักนางมากถึงเพียงนี้ นางไม่ได้รักเขาเลยจริงๆ หรือ? แต่หลังจากตรึกตรองอยู่หลายวัน คำตอบที่สามารถบอกกับจื่อหลีได้ก็มีเพียงนี้เท่านั้น

สีหน้าจื่อหลีเครียดคล้ำ “เจ้าพูดได้ดีมาก อาหลัว หากว่าเจ้าโกหกข้า ข้าจะดีใจ แต่หลังจากหายดีใจแล้วก็จะเสียใจ ทว่าสิ่งที่เจ้าพูดคือความจริง ข้าก็ดีใจมากเช่นกัน เพียงแต่...ข้ากลับเสียใจมากยิ่งกว่า เพราะความซื่อสัตย์ของเจ้าทำให้ข้ายิ่งหลงใหล หากว่าเจ้าโกหกข้า บางทีข้าอาจจะยังสามารถถอนหัวใจที่จมปลักของตัวเองได้บ้าง อาหลัว เจ้าไม่ให้โอกาสข้าเลยแม้เพียงครึ่งส่วน เจ้าไม่ให้โอกาสข้าช่วยตัวเองถอนหัวใจแม้แต่ครึ่งส่วน...ข้ามองดูกู้เทียนหลิน นางเอียงอายยิ่งนัก รอคอยความรักเอ็นดูจากสามีอย่างประหวั่นกังวลและเปี่ยมสุขล้นเช่นดั่งเจ้าสาวทุกคน เพื่ออำนาจและการสนับสนุนที่นางสามารถมอบให้ข้าได้ ข้าจำเป็นต้องรักถนอมนางเช่นกัน ในเมื่อข้าแต่งงานกับนางแล้ว ย่อมจะรับนางเข้ามาไว้ใต้ปีกปกป้องของข้า ข้าจะปล่อยให้เจตนาดีของเสด็จพ่อต้องสูญเปล่า...จะทำร้ายหญิงซึ่งมอบกายและใจให้แก่ข้าได้อย่างไร?”

อาหลัวมองดูชายหนุ่มค่อยๆ ยื่นมือมาลูบไล้ใบหน้าของนาง ความปวดร้าวในดวงตาคมช่างลึกล้ำถึงเพียงนั้น แม้แต่แววตายังสั่นระริก ดั่งถูกอสรพิษฉกกัด เจ็บเสียจนเกร็งกระตุก กลับยังคงต้องมองข้ามมัน ทำราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น หัวใจของนางบีบรัดโดยแรง ความเจ็บอันแหลมคมได้แผ่ซ่านขึ้น ดั่งเข็มแหลมทิ่มแทงลงถี่ยิบ แล้วถอนออก จากนั้นทิ่มแทงลงอีกครั้ง ...ไยจึงเป็นเช่นนี้ได้?... น้ำตานางคลอเบ้า หัวใจนางเจ็บ...เจ็บเหลือเกิน

จื่อหลีจุมพิตดวงตาของนางเบาๆ “อย่าร้องไห้...อย่าร้องไห้ ข้ารู้ดี เจ้าเพียงแต่ใจอ่อนเท่านั้น เจ้าอาจจะใจอ่อนได้ถึงขั้นรับปากออกมาว่าจะติดตามข้า แต่เมื่อได้สติ เจ้าก็จะนึกเสียใจ อาหลัว...ข้าไม่ได้โทษเจ้า เจ้าเพียงแต่ทนเห็นข้าเสียใจไม่ได้เท่านั้น” ความรู้สึกอับจนและหม่นหมองแผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่ม

อาหลัวสะอึกสะอื้น “ต้าเกอ ข้าชอบเห็นท่านร่าเริงมีความสุข ท่านอย่าเป็นอย่างนี้สิ ข้ารู้สึกผิดจริงๆ นะ”

เสียงหัวเราะแผ่วต่ำดังลอดออกมาจากลำคอชายหนุ่ม “อาหลัว เดิมทีข้าสามารถใช้ความใจอ่อนของเจ้าทำให้เจ้าหวั่นไหวได้ แต่อย่างไรข้าก็ทำใจให้เหี้ยมทำเช่นนั้นกับเจ้าไม่ลง เดิมทีข้าสามารถอ้อนวอนให้เสด็จพ่อทรงยกเลิกการพระราชทานสมรสในครั้งนี้ได้ และเดิมทีข้าสามารถพาเจ้าเดินทางไปจนสุดขอบฟ้าได้เช่นกัน...แต่อย่างไรข้าก็ไม่สามารถตัดใจจากผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการแต่งงานกับกู้เทียนหลิน อย่างไรข้าก็ไม่สามารถตัดใจจากความทะเยอทะยานในอำนาจของตัวข้าเอง! ข้ายังสืบไม่รู้ว่าเสด็จแม่ถูกพิษสิ้นใจได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้ลุกขึ้นผงาดจากการยอมสยบแทบเท้าไท่จื่อมานานปีและเชิดหน้าสนองคืน ข้ายังไม่ได้ช่วงชิงแผ่นดิน!

“อาหลัว เจ้ารู้อยู่แต่แรกว่าข้าไม่สามารถตัดใจจากสิ่งเหล่านั้นได้ เจ้ารู้อยู่แต่แรกแล้ว เพียงแต่เจ้านึกไม่ถึงว่าเป็นเพราะตัวข้าเองไม่สามารถตัดใจ หาใช่เพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับอย่างแท้จริง ในแคว้นหนิงแห่งนี้ยังไม่มีเรื่องที่ข้าไม่สามารถทำได้ ดังนั้น...เจ้าไม่ต้องปวดใจสงสารข้าดอก ข้าสมควรได้รับผลลัพธ์นี้อยู่แล้ว” จื่อหลีดันตัวเด็กสาวออกช้าๆ “อาหลัว เจ้ายังไม่เจนโลกและลุ่มลึกถึงขั้นที่จะสามารถสอดส่องมองเห็นตัวข้าทั้งหมดโดยแท้ บางที...เจ้าอาจจะกลายเป็นความเสียใจตลอดกาลของข้า!”

อาหลัวมองหน้าชายหนุ่ม ในดวงตาทอแววตัดสินใจเด็ดขาด

“ท่านลืมข้าเสียเถิด! เช่นนี้ท่านจึงจะสามารถมีความสุขได้!”

“ลืมไม่ลงดอก อาหลัว เจ้ายังไม่เคยรักใครสักคนอย่างแท้จริง เมื่อใดได้รักแล้ว เจ้าก็จะเข้าใจเองว่า ไม่มีทางลืมได้ลงดอก” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทอดถอนใจยาว “บางที...อาจเป็นเพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้าได้หลงรักใคร ดังนั้นจึงยังคงไม่รู้สึกกระไร เมื่อใดที่เจ้าได้หลงรักใครสักคนแล้วจริงๆ ความเจ็บปวดจึงจะมาเยือนตัวข้าอย่างแท้จริง ความริษยาจึงจะเป็นเหมือนมดแมลงกัดกร่อนกลืนกินหัวใจข้าทุกวี่วัน และบางที...ความเจ็บปวดเช่นนั้นถึงจะเป็นบทลงโทษที่แท้จริง...ลงโทษตัวข้าที่ไม่ได้พาเจ้าจากไปในเวลาที่ยังสามารถพาเจ้าจากไปได้” ชายหนุ่มมองดูนางอย่างลืมตัวอยู่ชั่วครู่ “อาหลัว เจ้าไม่เคยแต่งตัวอย่างตั้งใจมาก่อน ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้างดงามจนน่าตื่นตะลึง ในวันหน้าหากว่าเจ้าแต่งตัว จงอย่าให้ข้าได้เห็นเป็นอันขาด ข้ากลัวว่าข้าจะทำลายเจ้า”

จื่อหลีก้าวถอยหลังอย่างแช่มช้า พลันยิ้มออกมา “ข้ากลับพูดอย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้...อาหลัว ข้าเปิดเผยกับเจ้าเพียงคนเดียว...เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว จงจำไว้ ต่อไปจงอย่าได้เชื่อข้าอีกเป็นอันขาด” กล่าวจบก็ขยับร่างพุ่งทะยาน สายลมหอบพัดชุดสีแดงพลิ้วสะบัด

ชั่วขณะนั้นอาหลัวรู้สึกว่าจื่อหลีดูราวกับเปลวไฟที่โถมเข้าสู่ห้วงทะเลอันลึกล้ำดำมืด แล้วถูกท้องน้ำจมท่วมอย่างรวดเร็ว ดับสิ้นความกระตือรือร้นทั้งมวล สลายเป็นเถ้าธุลี นางรูดตัวลงนั่งอย่างสิ้นแรง หัวใจพลอยจมดิ่งตามลงสู่ม่านราตรีอันเวิ้งว้าง

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] กุ้ยเฟย คือตำแหน่งสนมเอก มีฐานะและความสำคัญเป็นรองจากหวางโฮ่ว

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 21:40

0 ความคิดเห็น