สามชาติสามภพ ย่างก้าวเกิดปทุม
เล่ม 1 ภาค สลายรังไหม
อารัมภบท
ตอนเจดีย์กักปิศาจพังทลายได้สร้างความปั่นป่วนดุจฟ้าดินล่มสลาย ยามนี้สวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดกลับเงียบสงัดไร้สิ้นเสียงผู้คน ปวงเทพถอนหายใจผละจากไปทีละรายๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเทพีโกมุทแห่งสระมณียังคงถูกทับอยู่ใต้เจดีย์เก้าชั้น
นางฟื้นคืนสติเพราะความเจ็บปวด ยามลืมตามองเห็นแต่สีแดงฉานปานโลหิต สองขาถูกศิลาตรึงมารสะบั้นทั้งเป็น เศษกำแพงสีดำที่หักพังของเจดีย์กักปิศาจทอดขวางอยู่ตรงหน้านางนี่เอง ท่ามกลางแสงสลัวของจันทร์ยะเยียบ ความเจ็บปวดได้รัดพันชั้นแล้วชั้นเล่าประดุจใยแมงมุมอันแน่นหนา ห่อหุ้มจนนางเป็นเสมือนดักแด้ที่ไม่อาจแหวกทำลายรังไหม
อายปิศาจที่ยังมิได้ถูกปวงเทพกักขังแล่นเวียนวนอยู่เหนือผืนฟ้าด้านตะวันออกดุจเหรา แปรหมอกภูผาเป็นพิรุณเลือดพรมพร่าง กระชากเป็นผืนแพรสีชาดกลางธาราดาวทะเลเมฆ
หยาดฝนสีแดงตกลงใส่ใบหน้านาง นำพาความเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งทิ่มแทงแทรกซึมสู่ผิวเนื้อ เหงื่อเย็นเยียบเม็ดใหญ่กลิ้งลงจากขมับของนางหยดแล้วหยดเล่า ลำคอที่แหบแห้งไม่อาจเปล่งเสียงได้
เจ็บ...ความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด
นางไม่รู้ว่าควรขอชีวิตหรือขอความตาย ยิ่งไม่รู้ว่าควรขอชีวิตจากผู้ใดขอความตายจากผู้ใด ความเจ็บปวดบีบคุกคามจนนางไม่อาจกระดิกกระเดี้ย กระทั่งจบชีวิตตัวเองยังไม่อาจทำได้
หมอกพิรุณสลัวมัว นางนึกขึ้นได้ว่าเหตุใดตัวนางจึงมาอยู่ที่นี่ นางมาช่วยซางจี๋สหายสนิทพาคนรักของเขาซึ่งถูกขังไว้ในเจดีย์กักปิศาจออกไปด้วยกัน การบุกรุกเจดีย์กักปิศาจโดยพลการมีโทษใหญ่หลวง ต้องลบทะเบียนเซียนตลอดกาล นางมีหรือจะไม่ทราบ เพียงแต่ฝากความหวังไว้กับความโชคดีที่ทำสิ่งใดได้ราบรื่นเสมอมาของตัวเองเท่านั้น
แต่โชคดีจะมีมากเพียงไรก็มีวันที่ใช้หมดอยู่ดี
ครั้งนี้ คนที่ถูกช่วยได้จากไปอย่างราบรื่น ส่วนตัวนางที่ใช้โชคจนหมดสิ้นจำเป็นต้องแบกรับโทสะจากการถูกล่วงละเมิดทั้งหมดของเจดีย์วิเศษเก้าชั้นแทนพวกเขา
ตอนที่เจดีย์พังทลาย ศิลาตรึงมารได้ร่วงครืนลงมาจากยอดเจดีย์ ศิลายักษ์ที่รวดเร็วดุจดาวตกได้ผ่าแยกผืนดินไหม้เกรียมห่างจากตรงหน้านางเพียงสามชุ่นดุจขวานอันคมกริบ นางแค่ทันได้ร้องออกไปว่าอย่าหันกลับมา
อย่าหันกลับมา
ในภาพสุดท้ายตอนที่ถูกศิลาตรึงมารตัดขาดออก เขากำลังอุ้มหญิงสาวในอ้อมแขนเคลื่อนหลบเศษหินฝุ่นควันอย่างระมัดระวัง เขาเชื่อฟังคำพูดของนาง ไม่ได้หันกลับมา
เหนือสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ด มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของวิมาน นางไม่ทราบโดยสิ้นเชิงว่าพวกเขาหนีไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ เพื่อที่จะช่วยพวกเขา นางได้เอาชีวิตเข้าเสี่ยง แท้จริงแล้วนางไม่รู้เลยว่าจะอันตรายถึงเพียงนี้ ก่อนออกเดินทางนางยังบอกตัวเองด้วยซ้ำว่านี่คือครั้งสุดท้าย ขอแค่พวกเขาหนีออกไปจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า นางก็ไม่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อมิตรภาพแห่งสหายอีก สามารถนับวันรอวันคืนแห่งความปลอดโปร่งโล่งใจได้
แต่ใครเล่าจะคิดว่าคำพูดนั้นจะเป็นลาง นี่คือครั้งสุดท้ายจริงๆ ครั้งสุดท้ายของสุดท้าย
เทพเซียนผู้หนึ่ง กลับมาตายอยู่ในเจดีย์กักปิศาจ ต่อให้เป็นนาง ยังรู้สึกว่านี่ออกจะไร้ศักดิ์ศรีเกินไป เกาะเศษหินเปื้อนเต็มไปด้วยเลือดหมายจะคลานออกจากซากเจดีย์ทีละนิดๆ แต่ทุกครั้งที่ขยับ ต่างราวกับถูกมีดทื่อๆ นับพันหมื่นเล่มกรีดเฉือนใส่ร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางมองเห็นเลือดของนางเองไหลคดเคี้ยวออกมาจากใต้ศิลาตรึงมาร ไหลตรงลงสู่ทะเลนิวรณ์ที่ประดุจบานกระจก ตามรอยเลือดที่คดเคี้ยว บัวโกมุทบานสะพรั่งในบัดดล ชั่วพริบตาเดียว ทั่วทั้งสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดได้เต็มไปด้วยสีแดงสดอันงดงามเฉิดฉาย
สามพันมหาสหัสภพ ไม่ว่าจะเป็นบัวโกมุทของภพใด การผลิบานครั้งสุดท้ายในชีวิตล้วนแต่งดงามเหนือครั้งใดทั้งสิ้น อย่าว่าแต่นางผู้ครองตำแหน่งฮัวจู่ (เจ้าแห่งบุปผา) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเทพบุปผาทั่วสี่ทะเลแปดดินแดน
นางกำลังจะตายจาก ที่ผูกขาดทิวทัศน์วสันต์ทั่วทั้งวิมานแมนแดนสวรรค์ เพียงเพราะเป็นการผลิบานครั้งสุดท้าย
อายปิศาจที่แผ่กระจาย ณ ขอบฟ้าพลันรวมตัวกันเป็นร่างมนุษย์ขนาดยักษ์ กระแทกชนใส่ครอบธรณีพิฆาตแห่งสี่เสาค้ำสวรรค์โดยแรง เปล่งเสียงคำรามต่ำอย่างน่าสะพรึงกลัว
ยามรุ่งสาง คือช่วงเวลาเผชิญมารพอดี
นางเลิกคาดหวังแล้วว่าใครจะย้อนกลับมาช่วยนาง ตอนฟื้นคืนสติแม้จะเคยคิดอย่างนั้นอยู่ชั่ววูบ แต่เจดีย์กักปิศาจถล่มพัง หมื่นปิศาจบินว่อน ปวงเทพได้ใช้ครอบธรณีพิฆาตผนึกสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดไว้ บ่งบอกชัดเจนว่าบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไม่มีผู้ใดสามารถกำราบเหล่าปิศาจซึ่งถูกกักขังมานานนับหมื่นหมื่นปี สะสมความอาฆาตพยาบาทไว้อย่างมหาศาลเหล่านี้ได้
อันที่จริงนางได้ยอมรับชะตากรรมแล้ว
นางมิได้เกิดมาโดยครรภ์เซียน หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตทิพย์ที่บำเพ็ญตบะจนสำเร็จเป็นเซียน เดิมทีควรจะขจัดอารมณ์ทั้งเจ็ด ละกิเลสทั้งหก ต่อให้ครั้งนี้ยังคงสามารถบังเอิญโชคดีรอดตายได้ สิ่งที่นางคิดไว้ในใจ สำหรับนางแล้วก็ไกลเกินเอื้อมอยู่ดี ดังนั้นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้คาดหวังอีกแล้วจริงๆ คลานออกจากเจดีย์กักปิศาจไม่ได้ก็ไม่กระไรแล้ว ต่อให้วันหน้าจะกลายเป็นที่หัวเราะเยาะ ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ยินแล้ว
นางกำลังจะหลับตาลงอย่างสงบใจได้ ในทะเลเมฆอันเวิ้งว้างกลับพลันแว่วเสียงขลุ่ยตี๋แผ่วต่ำอ้อยอิ่ง ภายใต้เสียงตี๋ อายปิศาจที่รวมตัวกัน ณ ผืนฟ้าทิศตะวันออกเป็นประดุจสัตว์ลำบากที่ถูกคมดาบแทงใส่จุดตายอย่างฉับพลัน ดิ้นรนแผดคำรามสุดเสียง และความเจ็บปวดรุนแรงที่ร้อยรัดนางไว้อย่างต่อเนื่องได้สาบสูญไปในพริบตาเช่นกัน นางแค่ทันได้ลืมตาขึ้น
ท่ามกลางคลองจักษุอันกว้างไพศาล อีกฟากของผืนฟ้าไม่ห่างออกไปนักพลันปรากฏคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า เบื้องหลังเกลียวคลื่นสีขาวดุจดั่งมีมังกรยักษ์สีเงินอันเปล่งประกายเจิดจ้าเหาะเวียนวน
นางคิดจะยกมือขึ้นขยี้ตา สุดท้ายไร้เรี่ยวแรง ส่วนเกลียวคลื่นได้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ดุจกองทัพหมื่นม้าย่ำเท้าเข้ามาหา ทุกที่ที่แล่นผ่านอายปิศาจอันเดือดพล่านต่างแตกซ่านสลายไปจนไร้ร่องรอยแทบจะในพริบตา สีเลือดจางหายจากม่านฝน ระหว่างธาราดาว เสียงตี๋แผ่วต่ำทอดกังวาน สวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดกลับคืนมาเป็นดินแดนอันเงียบสงบอีกครั้ง
ทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้ปรากฏขึ้นภายใต้เสียงขลุ่ยตี๋ ทั่วสี่ทะเลแปดดินแดน นางรู้จักเพียงผู้เดียว แต่ยามนี้คนผู้นั้นน่าจะกำลังสวมเกราะเหล็ก ออกรบอยู่ที่แดนทักษิณซึ่งเผ่ามารยึดครองอยู่
ยังไม่ทันได้ขบคิดมากความ รองเท้าแพรพื้นขาวคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ แม้เลือดจะแปดเปื้อนไปทั่วพื้น รองเท้ากลับไม่เปื้อนแม้แต่น้อย เสียงเย็นยะเยียบของชายหนุ่มดังขึ้นที่เหนือศีรษะนาง
“ข้าแค่จากไปไม่กี่วัน เจ้าก็ทำเสียตัวเองสะบักสะบอมปานนี้”
นางเค้นเรี่ยวแรงเงยหน้าขึ้น มองดูเทพหนุ่มชุดขาวที่นั่งย่อตัวอยู่ตรงหน้าตน บนดวงหน้าซีดขาวผุดรอยยิ้มขมขื่น แต่ไม่อาจพูดให้เต็มประโยคได้เสียแล้ว
“ข้าแค่นึกว่า...ครั้งนี้ยังจะ...โชคดีอีก...”
ม่านหมอกค่อยๆ เปิดทาง แสงแดดสีขาวทะลุผ่านครอบธรณีพิฆาตสาดส่องทั่วทุกมุมของสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ด นางมองเห็นสีหน้าของเขาไม่ชัดเจนเสียแล้ว เพียงรู้สึกว่านิ้วมือเย็นเฉียบของเขาลูบไล้ด้านข้างใบหน้าของนาง
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า...นั่นคือโชคดีทั้งนั้น?”
เขาพูดกับนางเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาไม่เคยกล่าวถ้อยคำเช่นนี้กับนางมาก่อน
บางทีอาจเป็นเพราะตอนคนเราใกล้ตาย เรื่องราวมากมายที่ไม่เคยขบคิดอย่างถี่ถ้วนได้กระจ่างแจ้งภายในใจในพริบตา ช่างน่าขันที่นางเป็นเทพเซียน กลับเชื่อว่าในโลกนี้มีโชคดีอะไรนั่นด้วย
ถูกทับอยู่ใต้เจดีย์กักปิศาจ ตอนที่เจ็บปวดมากที่สุด นางก็มิได้หลั่งน้ำตา ชั่วชีวิตนี้นางไม่เคยร้องไห้มาก่อน ไม่ใช่ว่าเข้มแข็ง เพียงเพราะบัวโกมุทไร้น้ำตามาแต่กำเนิด
บัวโกมุทไร้น้ำตา ยามเสียใจร่ำไห้เป็นโลหิต เลือดหนึ่งหยดไหลรินลงจากหางตานาง ไถลผ่านพวงแก้มซีดขาว
นางเข้าใจทั้งหมดนี้สายเกินไป และไม่ทราบจะเอ่ยตอบอย่างไรดี หยดเลือดรวมตัวกันเป็นหยกแดงหนึ่งเม็ด ตกลงกลางมือเขา นางเผยอปาก พยายามจะกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ให้สมบูรณ์อย่างสุดกำลัง
“หากมีชาติหน้า...ฝ่าบาทสาม...”
นางกุมมือของเขา “หากมีชาติหน้า...”
วาระสุดท้ายได้มาถึง บัวโกมุททั่วพื้นต่างเหี่ยวเฉาในพริบตา แต่ถ้อยคำประโยคนั้นกลับยังไม่ทันได้กล่าวจบสมบูรณ์ นิ้วมือซีดขาวของนางไถลร่วงลงจากมือเขา หางตาที่หลับสนิทยังคงมีหยดเลือดเล็กจิ๋วหนึ่งหยดเกาะค้าง
เขาก้มศีรษะลงมองนาง เนิ่นนาน วางหินหยกสีแดงในมือลงสู่ใจกลางฝ่ามืออันเย็นเฉียบของนาง กุมไว้แน่น
“หากมีชาติหน้า เจ้าจะทำอย่างไรหรือ ฉางอี”
เหนือทะเลนิวรณ์คลื่นสีมรกตสูงพันศอก ดอกโยวถานที่ลอยฟ่องทยอยผลิบาน ตัวดอกสีขาวลอยละล่องอยู่ท่ามกลางม่านพิรุณ
หากมีชาติหน้า...แต่เทพเซียนจะมีชาติหน้าได้อย่างไรเล่า