หัวข้อ : บทที่หนึ่ง

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:21

บทที่หนึ่ง

 

กลางฤดูร้อนของปีจิ้งหยวนที่สี่ หงอวี้จวิ้นจู่[1]แห่งวังจิ้งอานหวางได้กลับจากเคหาสน์รั้งอิง[2]ที่ลี่ชวนมาถึงนครหลวงเมืองผิงอาน

เนื่องจากพระราชเสาวนีย์ของไท่หวงไท่โฮ่ว[3]องค์ปัจจุบัน ได้ยกนางให้สมรสกับแม่ทัพผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งจะรบชนะศึก รับสั่งให้นางรีบกลับเมืองหลวงในทันที

หงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้ เป็นกำพร้าแต่ยังเยาว์ ตอนหกขวบจิ้งอานหวางเยี่ย[4]เตี่ยแท้ๆ ของนางตายกลางสนามรบ ลาลับดับไป จิ้งอานหวางเฟย[5]แม่แท้ๆ ของนางได้ล้มหมอนนอนเสื่อนับแต่นั้นมา ฝืนยันอยู่ครึ่งปี ตอนนางเจ็ดขวบก็ยันต่อไปไม่ไหวอีก ติดตามเตี่ยของนางจากไปอีกคน นับแต่นั้นมาวังจิ้งอานหวางอันใหญ่โตก็หลงเหลือนางที่เป็นทายาทเพียงคนเดียว

สองบุพการีจากไปเร็วนัก ท่านหญิงหงอวี้จึงรู้ความเร็ว เมื่อได้รับพระราชเสาวนีย์ของไท่หวงไท่โฮ่ว ก็หาได้เป็นเช่นเหล่าเจ้าหญิงลูกพี่ลูกน้องของนาง ที่ต้องไปสืบเสาะดูก่อนว่าพระชามาดาถูกใจหรือไม่ หากว่าไม่ถูกใจ เจ้าหญิงซึ่งไม่เป็นที่โปรดปรานก็จะร้องไห้กระซิกสักพักค่อยแต่งงาน เจ้าหญิงซึ่งเป็นที่โปรดปรานก็จะร้องไห้โฮใหญ่สักพัก แล้วยังไม่แต่งงาน ทั้งยังจะอาละวาดจนวังหลวงปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

หงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้ นางคือจวิ้นจู่ที่ชวนให้วางใจได้ นางนั้นหนึ่งมิได้ไปสืบเสาะดูว่าสวามีในคำเล่าลือถูกใจหรือไม่ สองมิได้ร้องไห้ นางถือสะดึงปักผ้าขึ้นรถม้าไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ปักชุดวิวาห์ให้ตัวเองด้วยใจที่สงบนิ่งไปพลาง คำนวณเวลาเดินทางไปพลาง กลับถึงเมืองผิงอานอย่างไม่มีขาดไม่มีเกินแม้สักวัน

ผลคือเข้าเมืองไปแล้วค่อยถูกบอกให้ทราบว่า สัญญาสมรสได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ทูตส่งจดหมายถูกส่งออกจากเมืองหลวงตั้งแต่แรก คงจะคลาดกับพวกนางระหว่างทาง

ตามข่าวที่แพร่มาจากในวังหลวง บอกว่าที่สัญญาสมรสถูกยกเลิก เป็นเพราะท่านแม่ทัพซึ่งถูกพระราชทานสมรสผู้นั้นคิดถึงแต่ว่าตราบเป่ยเว่ยไม่ล่มสลาย ก็ละอายที่จะมีครอบครัว และจิตใจรักชาติที่ยอมเสียสละครอบครัวเล็กเพื่อครอบครัวใหญ่ของท่านแม่ทัพ ทำให้ไท่หวงไท่โฮ่วหวั่นไหวอย่างมาก จึงยอมตามความประสงค์ของท่านแม่ทัพ เลิกล้มเรื่องนี้เสีย

หลีเสี่ยงสาวใช้ของเฉิงอวี้มีนิสัยขี้โมโห ได้ทราบเหตุผลนี้ ไฟโทสะก็ลุกฮือโหม

“ตราบเป่ยเว่ยไม่ล่มสลายก็ละอายที่จะมีครอบครัว? ไม่ต้องพูดถึงว่าไม่กี่ปีมานี้กองทัพเป่ยเว่ยแข็งแกร่งเกรียงไกร หลายครั้งที่ปะทะกัน สองรัชกาลมานี้ทั้งฝ่ายเขาฝ่ายเราต่างมีทั้งแพ้และชนะ ต่อให้เป็นในยุคไท่จงที่เป่ยเว่ยไม่ได้ความ พวกเราก็แค่ปักธงรบของต้าซีไปถึงแม่น้ำอวี้ตู้ของเป่ยเว่ยเท่านั้น! ฮึ เขาน่ะหาข้ออ้างเพราะไม่อยากแต่งงานกับท่านหญิงของเราชัดๆ!” หลีเสี่ยงถอนหายใจทั้งน้ำตาคลอ “ท่านหญิงทรงขังตัวเองอยู่บนยอดหอมาสองวันสองคืนแล้ว คงเป็นเพราะไม่อาจทนถูกหยามเกียรติ จึงเสียพระทัยอย่างมากเป็นแน่ หนูปี้เป็นห่วงท่านหญิงเหลือเกิน”

พ่อบ้านใหญ่จูจิ่นตรวจดูวัตถุดิบปรุงยาในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ต้องห่วงดอก อาหารวันละสามมื้อที่ส่งไปให้ถูกเสวยหมดทุกมื้อ ตอนดึกยังสั่นกระดิ่งขออาหารเพิ่มอีกด้วย”

หลีเสี่ยงยิ่งน้ำตาร่วงหนัก “พึงทราบว่าการเสียใจก็เป็นเรื่องสิ้นเปลืองพลังกายพลังใจอย่างมากเช่นกัน ที่เสวยมาก คงเป็นเพราะว่าท่านหญิงทรงใช้พลังกายพลังใจไปมาก ที่ใช้พลังกายพลังใจไปมาก คงเป็นเพราะว่าท่านหญิงเสียพระทัยมากเกินไป ท่านหญิงที่น่าสงสารของข้าโฮฮฮฮ...”

จูจิ่นหยุดมือหันมามองหน้านางอยู่พักใหญ่ ถ้อยคำแฝงอารมณ์เหลือเชื่อ “ตรรกะนี้ของเจ้า ฟังดูน่าเชื่อเหมือนกันนะนี่...”

 

ยอดหอที่หลีเสี่ยงเอ่ย หมายถึงชั้นบนสุดของหอทศมาลี ห้องหอในเมืองหลวงของท่านหญิงหงอวี้

หอทศมาลีนี้ คือหอที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง

หอสูงสิบชั้น สูงยิ่งกว่าพระเจดีย์เก้าชั้นในวัดประจำราชวงศ์ที่ชานเมืองอีกหนึ่งช่วง ทั้งยังปิดประตูทั้งวันทั้งคืน ไม่ทราบเช่นกันว่าสร้างมาเพื่อการใด นานปีผ่านไป ข่าวลือจึงมีมากมาย

หนึ่งในข่าวลือที่โด่งดังที่สุด กล่าวว่า “ยอดแห่งปวงบุปผา สถิตยังทศมาลี มีทั้งพฤกษามาลีพิสดาร สมบัติกับหญิงงามอยู่ร่วมกัน” ลือกันเสียจนหอทศมาลีคือวิมานบนดินดีๆ นี่เอง

วิมานบนดินเห็นจะไม่กล้า แต่เอ่ยถึงพฤกษามาลีพิสดาร สมบัติหญิงงาม หอทศมาลีก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยจริงๆ

เล่าขานกันว่าตอนท่านหญิงหงอวี้อายุหนึ่งขวบ ได้ป่วยเป็นโรคประหลาด หมอเทวดาทั่วหล้าต่างจนปัญญา เห็นตำตาว่าท่านหญิงน้อยกำลังจะสิ้นใจ จิ้งอานหวางเยี่ยได้ขอความช่วยเหลือจากท่านราชครูอย่างจนใจ ใบสั่งยาที่ราชครูเขียนมียี่สิบพยางค์

“สร้างหอสูง รวมร้อยมาลี เลี้ยงดูท่านหญิงสิบห้าปี ด่านโรคภัยจักคลี่คลาย”

จิ้งอานหวางเยี่ยได้ใบสั่งยามาแล้ว รีบไปขอราชโองการจากฮ่องเต้โดยด่วน สร้างหอสูงสิบชั้นหลังนี้ขึ้นในสามเดือน รวบรวมดอกไม้มาร้อยชนิด นี่แหละคือที่มาของ “พฤกษามาลีพิสดาร”

เอ่ยต่อมาถึงสมบัติ ครั้งกระนั้นในบรรดาดอกไม้หนึ่งร้อยชนิดที่จิ้งอานหวางเยี่ยเสาะหารวบรวมมาได้จากทั่วทั้งต้าซี มีอยู่สองต้นที่บำเพ็ญตบะจนจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้แล้ว ในวังหลวงของฮ่องเต้ก็หาพฤกษามาลีพิสดารที่บำเพ็ญตบะจนสามารถจำแลงร่างเป็นมนุษย์เช่นนี้ไม่ได้เช่นกัน ย่อมจะนับได้ว่าเป็นสมบัติอันประเมินค่ามิได้ ภูตดอกไม้สองต้นนี้ ต้นหนึ่งคือต้นสาลี่ ก็คือหลีเสี่ยง สาวใช้ของเฉิงอวี้ อีกต้นหนึ่งคือต้นชบา ก็คือจูจิ่น พ่อบ้านใหญ่แห่งหอทศมาลีผู้รวบดูแลทั้งเรื่องภายในและเรื่องภายนอก

สุดท้ายเอ่ยถึงหญิงงาม ถึงแม้ผู้ที่สามารถนับได้ว่าเป็นมนุษย์ภายในหอทศมาลี มีเพียงหงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้ผู้เดียว แต่ความหน้าตาดีของท่านหญิงหงอวี้นั้น มักจะทำให้พฤกษามาลีภายในหอต้องนึกละอายอยู่เนืองๆ หนึ่งหญิงงามที่เทียบได้กับร้อยหญิงงาม ด้วยเหตุนี้ทุกท่านในหอทศมาลีจึงพากันคิดอย่างจริงจังว่า ที่ภายนอกเล่าลือกันว่าพวกเขามีหญิงงามอยู่มากมายนั้น ไม่ถือเป็นการพูดเหลวไหลละนะ

 

ท่านหญิงหงอวี้ผู้เป็นหนึ่งหญิงงามที่เทียบได้กับร้อยหญิงงามได้ย่างฝีเท้าอันอ่อนระโหยออกมาจากห้องหอด้วยสองตาเป็นวงคล้ำเหมือนหมีแมว[6]ในเช้าตรู่วันที่สาม หลีเสี่ยงที่คอยเฝ้าอยู่หน้าประตูก้าวปราดเข้าไปต้อนรับ นึกห่วงใยสุขภาพของท่านหญิงอย่างแสนสงสารพลางก่นด่าอย่างห้ามใจไม่อยู่

“ตาแม่ทัพบ้าไม่ได้เรื่องนั่นมีตาแต่ไร้แวว ไม่มีบุญได้แต่งงานกับท่านหญิง ถือเป็นความโชคร้ายของเขา ไม่ว่าอย่างไร คนที่ต้องเสียใจจนซูบเซียวก็ไม่ควรจะเป็นท่านหญิงทั้งนั้น เกิดท่านหญิงกริ้วเขาจนล้มป่วยแล้วจะทำอย่างไรเล่าเพคะ!”

เฉิงอวี้กลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ยื่นห่อผ้าสีเขียวไปให้หลีเสี่ยงอย่างง่วงงุน อ้าปากหาวหวอด

“เอาไปส่งที่ร้านแพรวิจิตร พวกเขากำลังต้องการใช้ด่วนพอดี”

หลีเสี่ยงเขี่ยเปิดห่อผ้าเป็นช่องเล็กๆ แล้วใจหายวาบ

“นี่มันชุดวิวาห์ของท่าน...”

เฉิงอวี้ยังคงหาวหวอด เอามือปิดปาก หางตายังคงมีน้ำตา

“ข้าแก้อยู่สองวัน แก้เป็นขนาดขององค์หญิงสิบเอ็ดและลวดลายที่นางต้องชอบอย่างแน่นอน” เห็นหลีเสี่ยงมีสีหน้างุนงง นางข่มความง่วงอธิบายว่า “องค์หญิงสิบเอ็ดจะออกเรือนเดือนหน้า ฝีมือปักผ้าของนางกระทั่งปักผ้าเช็ดหน้าเจ้าสาวยังไม่ค่อยไหวเลย ช่างปักผ้าในวังหลวงนางก็ไม่ถูกใจมาแต่ไหนแต่ไร ได้ยินว่าไปสั่งชุดเจ้าสาวที่ร้านแพรวิจิตร ระบุชื่อให้ช่างปักซูเป็นคนปัก แต่ไม่กี่วันมานี้ช่างปักซูเป็นโรคตา ร้านแพรวิจิตรจึงร้อนใจจนหัวปั่นกันไปหมด” นางยื่นมือไปตบห่อผ้าในมือหลีเสี่ยงแปะๆ ดวงตาเปล่งประกายวาบ “พวกเขาต้องการด่วน พวกเราจึงนั่งเฉยโก่งราคาได้พอดี โขกราคาสักห้าร้อยทองไม่มีทางมีปัญหาแน่”

หลีเสี่ยงนิ่งเงียบไป “แสดงว่า...สองสามวันมานี้ท่านหญิงไม่ได้กำลังเศร้าเสียใจเพราะถูกปฏิเสธการสมรส?”

เฉิงอวี้หยุดหาว ตะลึงลาน พลันอิงตัวกับวงกบประตูยกมือยันศีรษะทันที “เสียใจ...เสียใจสิ จะไม่เสียใจได้ยังไง ท่านแม่ทัพนั่น...เอ้อ...ท่านแม่ทัพ...อ่า...นั่น...”

หลีเสี่ยงช่วยบอกเสียงเรียบ

“ท่านแม่ทัพแซ่เหลียน แม่ทัพเหลียนเพคะ”

เฉิงอวี้สะดุดวูบ “อื้อ ใช่ๆ แม่ทัพเหลียน” นางพูด “ท่านแม่ทัพเหลียนช่างเป็นลูกผู้ชายเลือดเหล็กนัก เป่ยเว่ยไม่ล่มสลาย สาบานไม่แต่งงาน ปณิธานช่างยิ่งใหญ่ มีรูปแบบ คลาดจากคนดีๆ เช่นนี้ ช่างชวนให้นึกเสียดายไปชั่วชีวิตโดยแท้ โธ่เอ๋ย...ข้าเองแหละที่ไม่มีบุญ” กล่าวจบนางถอนหายใจหนึ่งทีอย่างหมายให้สมจริง ถอนหายใจเสร็จกลับหาวหวอดอีกครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่

หลีเสี่ยงรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ออกนิดๆ

“เรื่องนี้นี่พูดถึงไม่ได้เลยจริงๆ” ท่านหญิงของนางกลับหาข้ออ้างแก้ต่างให้แก่การหาวแบบไม่ถูกกาลเทศะนี้อย่างหัวไวเป็นที่เรียบร้อย “เจ้าดูสิ เรื่องน่าเศร้าแบบนี้ พอเอ่ยถึงก็ทำให้ข้าอดใจไม่อยู่อยากจะไปนั่งนึกเสียดายสักพักอีกแล้ว” นางยังฉวยโอกาสหาข้ออ้างอันยอดเยี่ยมให้แก่การที่ตัวเองอยากจะนอนกลางวันอีกด้วย “ตอนเที่ยงเจ้าไม่ต้องส่งอาหารขึ้นมาแล้วนะ ไว้ข้าตื่นนอน...เอ้อ...ไว้ข้าทำใจเรื่องความรู้สึกเสียดายนี้ได้เมื่อไหร่จะออกมากินขนมเอง”

พูดพลางนางย่างเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในห้อง เหมือนจะขบคิดเล็กน้อย แล้วถอยออกมาอีกครั้ง ฝืนถ่างสองตาที่ฉ่ำเยิ้มเพราะง่วงจัดชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้วกำชับหลีเสี่ยง

“เรื่องเมื่อกี้นี้ อย่าทำให้ข้าผิดหวังละ ห้าร้อยทอง ห้ามต่ำกว่าจำนวนนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม?”

หลีเสี่ยง “......”

 

หลีเสี่ยงไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ ตอนมื้อเที่ยงได้ขอคำชี้แนะจากจูจิ่นอย่างนอบน้อม

“นี่ท่านหญิงเศร้าเสียใจจนเลอะเลือนไปแล้วหรือไม่ได้นึกเสียใจเลยสักนิดกันแน่?”

จูจิ่นกำลังก้มหน้าก้มตาเลือกเขี่ยผักชีในแกงจืดหัวไช้เท้ากระดูกหมู ได้ยินเข้าก็เหลือกตาใส่นาง

“เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”

หลีเสี่ยงเอามือเท้าแก้มขบคิด

“ดูแล้วเหมือนไม่เสียใจ แม้แต่ว่าท่านแม่ทัพเหลียนแซ่อะไรนางก็ไม่รู้เสียด้วยซ้ำ แต่ระหว่างทางขากลับนางปักชุดเจ้าสาวอย่างดีอกดีใจขนาดนั้นแท้ๆ นี่นา...”

จูจิ่นก้มหน้าก้มตาเขี่ยผักชีต่อ “ไม่ต้องแต่งงานการเมืองไปอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนเป่ยเว่ยนั่น จะแต่งกับใครนางก็ดีใจมากทั้งนั้นแหละ”

ต้าซีสถาปนาราชวงศ์มาได้สองร้อยกว่าปี เจ้าหญิงและท่านหญิงที่ส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเป่ยเว่ยมีร่วมครึ่งโหล แต่ละรายล้วนตายจากแต่ยังสาว วิญญาณยากจักคืนถิ่นเนา

คิดถึงตรงนี้ หลีเสี่ยงถอนหายใจเฮือก ชะโงกไปช่วยจูจิ่นเขี่ยผักชีด้วยกัน “แต่ท่านหญิงบอกเองอีกนี่ว่า คลาดจากคนดีๆ เช่นท่านแม่ทัพเหลียน คงจะทำให้นางนึกเสียดายไปชั่วชีวิต ข้าไม่รู้ว่านางแค่พูดไปอย่างนั้นเองหรือเคยคิดอย่างนี้อยู่ในใจจริงๆ ดังนั้นข้าเลยคิดว่า...”

จูจิ่นมองหน้าหลีเสี่ยงด้วยแววตาลึกล้ำ “ดังนั้นหากทางวังหลวงส่งคนมาถามถึงสภาพการณ์ของท่านหญิง เจ้าจงบรรยายแบบยิ่งน่าสงสารเท่าไรยิ่งดีเท่านั้นก็พอ ไท่หวงไท่โฮ่วยังนับว่าทรงเอ็นดูท่านหญิงอยู่ดอก ทำให้ไท่หวงไท่โฮ่วทรงรู้สึกผิด ย่อมลดทอนอันตรายในการส่งท่านหญิงไปยังเผ่าคนเถื่อนในวันหน้าลงหนึ่งส่วน...เอามือออกไป นั่นไม่ใช่ผักชี นั่นมันต้นหอม ข้าชอบกินต้นหอมมาก”

 

ทุกครั้งที่ถึงปลายเดือน เฉิงอวี้เป็นต้องรู้สึกว่าตัวนางช่างเป็นจวิ้นจู่ที่น่าอนาถยิ่งนัก เนื่องจากเงินประจำเดือนที่จูจิ่นมอบให้นาง มักยากจะค้ำจุนนางถึงวันสุดท้ายของแต่ละเดือน กาลก่อนตอนที่เตียเหนียงต่างยังอยู่ นางย่อมจะเป็นจวิ้นจู่ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินอยู่ จวบจนสองบุพการีต่างสิ้นบุญ เฉิงอวี้ย้อนนึกดูเล็กน้อย นางเองก็เคยใช้ชีวิตแสนสุขีที่ไม่ต้องกลัดกลุ้มเรื่องเงินทองอยู่พักใหญ่ๆ เช่นกัน

จะแย่ก็ตรงที่พอนางมีเงินอยู่ในมือมากเข้า ก็ถูกหลอกได้ง่าย มักจะถูกหลอกให้จ่ายเงินก้อนโตซื้อของเล่นที่ทำให้จูจิ่นเดือดดาลสุดขีด

ตัวอย่างเช่นปีที่อายุได้สิบสองปี นางจ่ายเงินห้าพันตำลึงแล้วจูงม้าเขาเดียวตัวหนึ่งกลับมาอย่างตื่นเต้นดีใจ แต่เดินถึงกลางทาง เขาเดี่ยวบนหัวม้าถูกพุ่มไม้ริมทางเกี่ยวเข้า แล้วดันถูกเกี่ยวหลุดลงมาทั้งอย่างนั้น

อีกตัวอย่างเช่นปีที่อายุได้สิบสามปี นางจ่ายเงินเจ็ดพันตำลึงซื้อเมล็ดบัวหนึ่งเมล็ดที่ลือกันว่าเป็นเมล็ดบัวพันปีบนอาสนะของพระพุทธองค์ ผลคือวันรุ่งขึ้นเมล็ดบัวได้แตกหน่อบนโต๊ะเขียนหนังสือของนาง หลีเสี่ยงย้ายเมล็ดบัวที่แตกหน่อไปไว้ในกระถาง นางเฝ้ารออย่างตื่นเต้นอยู่สองเดือน สองเดือนให้หลังในกระถางกลับมีต้นถั่วลิสงงอกเต็มกระถาง

เหตุการณ์ยิบย่อยอื่นๆ ที่นางถูกหลอกยิ่งไม่ได้หมดแค่เรื่องเดียว มีอยู่พักหนึ่งที่จูจิ่นมองเห็นนางปุบ มือที่ดีดลูกคิดเป็นต้องสั่นระริกอย่างคุมไม่อยู่

หลังจากนั้น ก็ไม่มีหลังจากนั้นอีก จูจิ่นเห็นว่าจะเอาแต่ปล่อยให้นางทรมาทรกรรมเช่นนี้ก็ใช่ที่ จึงได้ริบอำนาจทางการเงินของนาง

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงท้ายของวัยสิบสามปี เฉิงอวี้จึงเริ่มใคร่ครวญเรื่องหาเงินอย่างระมัดระวังยิ่งเสียแล้ว มุ่งศึกษาอยู่สองเดือน พบว่าเงินที่หามาได้ง่ายที่สุด คือเงินของบรรดาเจ้าหญิงลูกพี่ลูกน้องของนางเหล่านั้นนั่นเอง จึงมุ่งมั่นพยายามนับแต่นั้นมา

ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หนึ่งปีให้หลัง อาศัยพรสวรรค์อันล้ำเลิศเหนือใคร ความสำเร็จในด้านฝีมือปักผ้าและเลียนแบบลายมือเขียนการบ้านแทนผู้อื่นของท่านหญิงหงอวี้ต่างเปลี่ยนเป็นสูงส่งลึกล้ำอย่างมาก กลายเป็นกำลังสำคัญของร้านแพรวิจิตร ร้านตัดชุดสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของเมืองหลวง และเรือนหมื่นวจี องค์กรผิดกฎหมายรับเขียนการบ้านแทนอันดับหนึ่งของเมืองหลวง

 

นับตั้งแต่เฉิงอวี้ได้สัมผัสถึงความลำบากลำบนในการใช้ชีวิต ไม่ถูกผู้อื่นหลอกเอาเงินอีกต่อไป ความสามารถในการหลอกเอาเงินผู้อื่นของนางกลับเติบโตก้าวหน้าแทนที่

ตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น หลีเสี่ยงได้หิ้วเงินห้าร้อยทองกลับจากร้านแพรวิจิตร มาวางวูบวาบมลังเมลืองลงตรงหน้าเฉิงอวี้จริงๆ เฉิงอวี้นับจากหนึ่งถึงห้าร้อย ค่อยนับจากห้าร้อยมาถึงหนึ่งอย่างร่าเริงเบิกบาน ล้วงถุงเงินพกติดตัวออกมาใส่จนเต็ม ตามด้วยเก็บที่เหลือลงไปในกล่องไม้ผุพังเสร็จสรรพก็ยัดใส่ที่ใต้เตียง ทั้งยังหยิบพรมเก่าขาดสองผืนมาคลุมปิดไว้

หลังจากซ่อนเงินเสร็จสิ้น เฉิงอวี้ได้เปลี่ยนไปสวมชุดคุณชายหนุ่มน้อยอย่างคล่องแคล่ว หยิบกระสอบป่านคลุมต้นเหยาหวงบนโต๊ะกระถางนั้นอย่างใจเย็น หิ้วออกจากประตูไปอย่างอารมณ์ดี

วันนี้จูจิ่นจะไปที่ร้านยี่สิบกว่าร้านเพื่อดูรายการบัญชี ส่วนหลีเสี่ยงเพิ่งจะถูกนางใช้ให้ไปซื้อขนมที่ร้านขนมซึ่งอยู่ไกลที่สุดทางฝั่งตะวันตกของเมืองเมื่อกี้นี้เอง นางจึงแอบหนีออกจากหอทศมาลีได้อย่างสะดวกราบรื่นเป็นที่สุด

 

ไปถึงห้องหยกงาม ก็เจอะกับสวีมามา[7]กำลังเดินนำแม่หญิงโฉมงามและสาวใช้โฉมงามสองนางน้อมส่งคุณชายหนุ่มผู้หนึ่งออกจากหอพอดี คุณชายผู้นั้นกับแม่หญิงโฉมงามนางนั้นต่างกะหนุงกะหนิง อาลัยอาวรณ์กันจนไม่มีแก่ใจจะสนใจคนรอบข้างโดยสิ้นเชิง เนตรอัคคีทอง[8]ทั้งคู่ของสวีมามากลับจำเฉิงอวี้ที่ยืนอยู่ใต้ต้นหลิวแก่ได้ในทันที

ใบหน้าชราของสวีมามาที่จำเฉิงอวี้ได้ทั้งตกใจและดีใจ ได้เหาะวาบมาถึงตรงหน้าเฉิงอวี้ดุจขี่ลมกรดโดยไม่รอให้ทุกคนทันได้ไหวตัว ร้องทักนางคุณชายน้อยอวี้อย่างนั้นคุณชายน้อยอวี้อย่างนี้อย่างสนิทสนมคุ้นเคย พลางคล้องแขนเฉิงอวี้อย่างแน่นหนาหิ้วตัวนางเข้าไปในหอเหมือนกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจกลางคันหันหลังกลับเผ่นหนีจากไปกระนั้น

เฉิงอวี้ได้ยินคุณชายหนุ่มข้างหลังสูดหายใจเฮือกเอ่ยถามแม่หญิงโฉมงามข้างๆ เขาได้รำไร น้ำเสียงตื่นเต้นเอาการ

“ข...ข-ข-ข-เขาก็คือคุณชายน้อยอวี้ที่เล่าลือกัน?”

เฉิงอวี้เดินเข้าไปในหอพร้อมกับสวีมามา พลางอดย้อนนึกอย่างสะท้อนใจถึงตำนานในอดีตที่นางทุ่มเงินสร้างขึ้นในสถานที่คาวโลกีย์แห่งนี้ไม่ได้

คุณชายน้อยอวี้คือตำนานเล่าขานแห่งหอนางโลมโรงละครในเมืองหลวง เมื่อเอ่ยถึงนามคุณชายน้อยอวี้ เหล่าลูกค้าหอนางโลมที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างต่างรู้จักกันทั้งสิ้น

ตอนนั้นเฉิงอวี้เพิ่งจะอายุได้สิบสองปี ก็เอาเงินเก้าพันตำลึงทุ่มให้คืนแรกของฮัวเฟยอู้ ราชินีบุปผาแห่งห้องหยกงามเสียแล้ว เงินจำนวนนี้กาลก่อนไม่เคยมีและคาดว่าในภายหน้าก็น่าจะไม่มีผู้ใดยอมทุ่มเช่นกัน และก่อนที่เฉิงอวี้จะทุ่มเงินจำนวนนี้ หลายปีที่ผ่านมาราคาคืนแรกของราชินีบุปผาทั่วทั้งแดนโลกีย์เมืองผิงอาน คงอยู่ที่ห้าร้อยตำลึงเงินอย่างมีเสถียรภาพมาโดยตลอด

คุณชายน้อยอวี้ทุ่มเงินครั้งเดียวโด่งดังกระฉ่อน แม้ว่านางจะเที่ยวหอนางโลมไม่บ่อยเท่าบรรดาคุณชายเสเพลคนอื่นๆ แต่คุณชายน้อยอวี้จ่ายเงินมือเติบทุกครั้ง แค่ตกรางวัลแก่สาวใช้ที่นำขนมมาให้ยังตั้งเจ็ดแปดตำลึงเงิน เป็นค่าตัวค้างคืนของแม่นางในหอที่พวกแขกรายอื่นจ่ายให้ได้เลยทีเดียว นางคือตัวผลาญสมบัติที่น่ารักน่าชังเช่นนี้แหละ

สวีมามาได้แต่แค้นใจที่ในมือไม่มีแม่หญิงที่ใช้การได้ซึ่งสามารถคล้องเฉิงอวี้ไว้ให้มาผลาญเงินที่ห้องหยกงามทุกวี่วันเลยสักคน ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วนึกถึงเรื่องนี้ เป็นต้องอยากจะกระอักเลือดอย่างห้ามไม่อยู่ อยากให้ตัวเองเกิดช้ากว่านี้สักสี่สิบปีใจแทบขาดจะได้ลงสนามด้วยตัวเอง

 

ทักทายสวีมามาเสร็จสิ้น และขวางแม่นางน้อยสองสามนางที่มาเสนอตัวเองเนื่องจากได้ยินชื่อเสียงความเป็นตัวผลาญสมบัติของนางจึงให้นับถือชื่นชมอย่างมากแล้ว เฉิงอวี้ก็ขึ้นไปที่ชั้นสองอย่างชำนาญทาง เลี้ยวเข้าไปในห้องของฮัวเฟยอู้

ยาโถวน้อยสองนางของฮัวเฟยอู้เฝ้าอยู่ที่ห้องชั้นนอก

เฉิงอวี้เหลือบตาไปทางยาโถวน้อย

“สวีมามาส่งคนมาบอกไว้แล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดไม่เห็นกูเหนี่ยงของเจ้าออกมาต้อนรับเล่า?”

ยาโถวน้อยทั้งสองนางอึกอักว่า “กุ...กูเหนี่ยง...”

กลายเป็นว่าต้นบานเที่ยงซึ่งดอกกำลังบานได้ที่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสกระถางนั้นเป็นฝ่ายเอ่ยต่อให้ว่า “สาวเย่า[9]ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าฮัวจู่มาแล้ว เมื่อกี้ยาโถวน้อยสองคนนี้เข้าไปรายงาน เพิ่งจะเดินไปถึงประตู ก็ถูกนางหยิบจานฝนหมึกขว้างใส่ไล่ออกมา พักนี้สาวเย่าอารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะเจ้าค่ะ”

เฉิงอวี้ไล่ยาโถวน้อยที่พูดอึกอักทั้งสองนางออกไป แหวกเปิดกระสอบป่านบนตัวของเหยาหวงวางเขาไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้วย รินน้ำชาเย็นชืดให้ตัวเองหนึ่งจอก ยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงดื่มน้ำชาตั้งวงนินทากับต้นบานเที่ยง

“นี่แน่ะ หนนี้นางไปต้องตาใครแล้วไม่สมหวังอีกล่ะ?”

ต้นบานเที่ยงกระตุกสั่นใบไม้สีเขียวทั้งต้นอย่างสง่างาม

“ฮัวจู่ปราดเปรื่องนัก”

 

ฮัวเฟยอู้คือต้นสาวเย่า คือภูตดอกไม้ที่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้เหมือนกับจูจิ่นและหลีเสี่ยง ได้เข้าสู่เมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อน คิดจะหารักแท้สักคนในโลกมนุษย์ ผลคือไปลองสอบถามจากมนุษย์ผู้หนึ่งดู ได้ความว่าในโลกมนุษย์ สถานที่ซึ่งสตรีผู้หนึ่งจะสามารถพบปะกับบุรุษมากมายได้อย่างเปิดเผยก็คือหอนางโลมนี่แหละ

ฮัวเฟยอู้คือภูตที่หลุดออกมาจากป่าเขาลึก เพลานั้นมิได้ทราบเช่นกันว่าหอนางโลมคือสถานที่ใด ลองถามคนขายผักในระหว่างทาง คนขายผักกวาดตาขึ้นลงมองดูนางอยู่ร่วมยี่สิบรอบ แล้วชี้ห้องหยกงามให้นาง นางแล่นไปลองดู รู้สึกเพียงข้างในนั้นมีแม่นางบุปผาอยู่เยอะมาก แต่ละนางต่างพอจะนับว่างดงามได้ สถานที่แห่งนี้นับว่าช่วยเหลือเกื้อกูลนางได้เช่นกัน จึงจับพลัดจับผลูขายตัวเองเข้าไปด้วยจำนวนเงินสามสิบตำลึง

ฮัวเฟยอู้เข้าไปในห้องหยกงาม หอนางโลมอันดับต้นๆ ของเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว คิดในใจว่าตัวนางก็นับว่ามีสถานที่ลงหลักปักฐานแล้ว ในภูเขาของพวกนาง เวลาแรกมาเยือนและลงหลักปักฐาน ต่างเคร่งครัดเรื่องกราบไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา ฮัวเฟยอู้เห็นว่าในเมืองอาจจะเคร่งครัดด้วย จึงทุ่มเทกำลังอย่างมากไม่ทราบไปสืบถามมาได้จากที่ใด กล่าวว่าโลกดอกไม้ของเมืองหลวงต่างอยู่ภายใต้การคุ้มครองของหอทศมาลีสูงสิบชั้นที่ฝั่งเหนือของเมืองกันทั้งสิ้น จึงเสาะหาราตรีมืดมิดลมกระโชกแรง แล้วหิ้วเงินขายตัวของตัวเองสามสิบตำลึงแล่นไปกราบเจ้าป่าเจ้าเขาที่หอทศมาลีอย่างตื่นเต้นยินดี

เพลานั้นเหยาหวง จอมราชันแห่งปวงบุปผาของหอทศมาลีได้ฟื้นตื่นจากการหลับยาวสิบปีเพราะช่วยชีวิตเฉิงอวี้พอดี ฮัวเฟยอู้ซื่อจนเซ่อเสียขนาดนี้ ทำเอาเหยาหวงถึงกับต้องทอดถอนอย่างนึกทึ่ง ไม่ทราบประสาทเส้นใดเกิดมีปัญหานึกต้องตานางเข้า ร้องขอเฉิงอวี้ว่า ว่างๆ ก็ช่วยไปไถ่ตัวยายบ้านนอกจอมซื่อผู้นี้ออกมาจากห้องหยกงามหน่อยเถิด

แต่อาจเป็นเพราะเหยาหวงเพิ่งตื่นนอน สมองไม่ค่อยปลอดโปร่งนัก จึงไหว้วานเรื่องนี้กับเฉิงอวี้ที่เวลานั้นอายุเพียงสิบสองปี

อันที่จริงความเข้าใจเพียงหนึ่งเดียวที่เฉิงอวี้ซึ่งอายุสิบสองปีมีต่อหอนางโลม ก็คือนั่นน่าจะเป็นสถานที่ซึ่งไม่ต้อนรับแขกสตรี ดีที่นางชอบขี่ม้ายิงธนูเตะลูกหนัง[10]มาแต่ไหนแต่ไร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นาง ปกติหลีเสี่ยงจึงเตรียมชุดคุณชายไว้ให้นางมากมาย นางเลือกส่งๆ หนึ่งชุดมาสวมแล้วออกไปทันที เข้าสู่ห้องหยกงาม เห็นสถานที่นี้กลิ่นหอมลอยอบอวลตกแต่งประดับประดาไปทั่ว ดูเหมือนจะกำลังจัดงานรื่นเริงใด จึงนึกอยากรู้ขึ้นมา จ่ายเงินจองห้องพิเศษ ตั้งใจว่าดูเรื่องน่าสนุกจบแล้ว ค่อยไปช่วยไถ่ตัวฮัวเฟยอู้ให้เหยาหวง

ผลคือเพิ่งจะดื่มน้ำชาไปได้ครึ่งจอก ก็มองเห็นฮัวเฟยอู้ในชุดสีแดงตลอดตัวก้าวขึ้นสู่เวทีสูงด้านล่างท่ามกลางเสียงดนตรีร่ายรำที่ลอยอ้อยอิ่ง รำจบหนึ่งเพลง ผู้คนที่ล้อมดูก็เริ่มขานราคากันอย่างคึกคักดุเดือด เพียงไม่นานก็ขานราคาจากหนึ่งร้อยตำลึงเงินขึ้นไปถึงสามร้อยห้าสิบตำลึงเงิน

เฉิงอวี้คิดในใจ อ้อ ที่แท้การไถ่ตัวคนในหอนางโลมเขาทำกันอย่างนี้นี่เอง

เพลานั้นเฉิงอวี้ยังคงเป็นตัวผลาญสมบัติที่ยังไม่ถูกจูจิ่นสะบั้นอำนาจทางการเงิน ตัวผลาญสมบัติผู้นี้ซื้อม้าแก่ที่ติดไม้นวดแป้งไว้บนหัวหนึ่งตัวยังจ่ายได้ตั้งห้าพันตำลึงเงิน นางเห็นว่าฮัวเฟยอู้เป็นภูตดอกไม้ที่งดงาม นางยังเป็นภูตดอกไม้ผู้งดงามซึ่งเป็นที่ต้องตาของเหยาหวง จอมราชันแห่งปวงบุปผาของหอทศมาลีอีกด้วย จะมีราคาแค่สามร้อยห้าสิบตำลึงเงินได้อย่างไรกัน?

นางจึงขานราคารวดเดียวขึ้นไปถึงเจ็ดพัน สูงกว่าการขานราคาก่อนหน้านั้นถึงยี่สิบเท่าเต็มๆ

เจ็ดพันตำลึงเงินเพิ่งจะหลุดจากปาก ทั้งบนและล่างเวทีต่างเงียบกริบ สายตาของผู้คนต่างพุ่งปราดไปที่นางโดยพร้อมเพรียง เฉิงอวี้มีสีหน้างุนงง อึดใจใหญ่ ถามทุกคนอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่า “ง...งั้นก็แปดพัน?”

ความจริงแล้วฮัวเฟยอู้นึกภาพมูลค่าของสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” ไม่ค่อยจะออกนัก เพียงแต่เห็นว่าหลังจากเฉิงอวี้ชูราคาแปดพันแล้ว ผู้คนยิ่งเงียบกริบเข้าไปใหญ่ สายตาที่จ้องมองเฉิงอวี้ก็ยิ่งเจิดจ้าเช่นกัน ฮัวเฟยอู้รู้สึกว่านางควรจะพูดอะไรสักหน่อยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้เฉิงอวี้ จึงเงยหน้าขึ้นถามเฉิงอวี้เหมือนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระว่า “ท่านนำเงินมาทั้งหมดเท่าไหร่หรือ?”

เฉิงอวี้ล้วงตั๋วเงินออกมานับ ตอบนางว่า “เก้าพัน”

ฮัวเฟยอู้จึงพยักหน้า “อืม อย่างนั้นตกลงกันที่เก้าพันตำลึงเงินเถอะ หึหึ”

เฉิงอวี้จึงจ่ายเงินซื้อคืนแรกของฮัวเฟยอู้อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่เช่นนี้เอง

ทุ่มเก้าพันตำลึงเงินจนดังกระฉ่อนในครั้งเดียว ห้องหยกงามได้ก้าวล้ำหน้าหอเซียนสุบินที่ร่วมครองอันดับหนึ่งอย่างกินกันไม่ลงกับตนมานานปี กลายเป็นหอนางโลมอันดับหนึ่งเพียงหนึ่งเดียวแห่งเมืองผิงอานในบัดดลเพราะอานิสงส์ของเก้าพันตำลึงเงินนี้เช่นกัน ความฝันเนิ่นนานปีของแม่เล้าสวีมามากลายเป็นจริงในชั่ววัน จึงดีใจจัดจนเป็นลมคาที่ไปในทันที

ในช่วงเวลาสี่ชั่วยามที่สวีมามาเป็นลมไป ในที่สุดเฉิงอวี้ก็เข้าใจแล้วว่าเก้าพันตำลึงเงินของนางแค่ซื้อคืนเดียวของฮัวเฟยอู้เท่านั้น ไม่ใช่ซื้อฮัวเฟยอู้ทั้งตัว เนื่องจากนางเป็นตัวผลาญสมบัติมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่รู้สึกปวดใจแต่อย่างใด ในใจกลับนึกยินดีอยู่หลายส่วนเสียด้วยซ้ำ โดยเห็นว่าภูตที่เหยาหวง จอมราชันแห่งปวงบุปผาของหอทศมาลีของนางต้องตา ควรจะสูงค่าเช่นนี้แหละ

ถามต่อว่าจะไถ่ตัวฮัวเฟยอู้ออกไปต้องใช้เงินเท่าไร ครั้นสวีมามาที่เป็นลมไปทั้งคืนจึงค่อยฟื้นคืนสติมาได้เห็นว่า ผู้ที่ถามเรื่องนี้คือตัวนางเหยื่ออันโอชะ ก็ตัดสินใจบอกราคาหนึ่งแสนตำลึงเงิน เฉิงอวี้คิดอย่างสะท้อนใจว่าราคานี้กำหนดได้เหมาะสมยิ่งนัก แต่อภัยที่นางไม่มีเงินมากมายปานนี้ กินข้าวเช้าเสร็จแล้วจึงกลับบ้านไป

จัดการธุระไม่สำเร็จ ตอนได้พบเหยาหวง เฉิงอวี้ก็ไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด อธิบายกับเขาอย่างไม่รู้สึกสักนิดว่าตนทำอะไรผิด

“สายตาเจ้าดีเกินไป ภูตที่ต้องตาล้ำค่าเกินไป ข้าจึงซื้อตัวนางได้แค่คืนเดียว นั่งลวกเนื้อแพะหม้อไฟกินกับนาง ไม่มีเงินซื้อคืนที่สองของนางต่อแล้ว”

เหยาหวงคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ

“เซ่อเสียขนาดนั้นยังล้ำค่าได้อีกหรือ? นางขายตัวเองเข้าหอนางโลมยังขายแค่สามสิบตำลึงเท่านั้น”

เฉิงอวี้จึงถอนหายใจเฮือก “ตั้งแต่นางเป็นที่ต้องตาของเจ้า ก็เปลี่ยนเป็นล้ำค่ามากในทันทีน่ะสิ” ชูนิ้วขึ้นมาแปดนิ้ว “ตอนนี้ราคาคืนละเก้าพันตำลึงเงินแล้ว เพื่อจะซื้อตัวนาง ข้าไม่เหลือกระทั่งเงินจะกินหม้อไฟเลยละ”

คำพูดนี้ถูกจูจิ่นกับหลีเสี่ยงที่เพิ่งจะกลับมาจากที่นาได้ยินเข้า หลีเสี่ยงมองเห็นจูจิ่นโกรธจนมือสั่นคาตาเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเฉิงอวี้ถูกจูจิ่นขังไว้ในหอทศมาลีถึงสิบวันเต็มๆ

นี่แหละคือกรรมผูกพันระหว่างเฉิงอวี้กับฮัวเฟยอู้ และฮัวเฟยอู้กับเหยาหวง


<>::<>::<>::<>::<>::<>


[1] หงอฺวี้ แปลว่า หยกแดง; จฺวิ้นจู่ เป็นชื่อพระยศของเจ้านายฝ่ายหญิงที่เป็นธิดาของเจ้านายชั้น “หวาง” (เจ้าฟ้า, พระองค์เจ้า) แปลได้ว่า หม่อมเจ้าหญิง และเป็นสรรพนามเรียกเจ้านายที่ดำรงพระยศนี้ แปลได้ว่า ท่านหญิง
[2] ต้นอิง คือ ต้นซากุระ
[3] ไท่หวงไท่โฮ่ว คือพระพันปีหลวงของฮ่องเต้รัชกาลก่อน อาจจะใช่หรือไม่ใช่ย่าแท้ๆ ของฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันก็ได้
[4] หวางเยี่ย หรือ หวางเหยีย คือสรรพนามที่บุคคลอื่นใช้เรียกเจ้านายที่มีอิสริยยศเป็น “หวาง”
[5] จิ้งอานหวางเฟย แปลว่า พระชายาเอกในจิ้งอานหวาง; หวางเฟย แปลว่า พระชายาเอก
[6] หมีแมว (熊猫) คือ หมีแพนด้า
[7] สฺวีมามา : มามา คือคำเรียกแม่เล้า แปลว่า คุณแม่ หรือก็คือ มาม่าซัง; สฺวี คือแซ่ของแม่เล้าคนนี้
[8] เนตรอัคคีทอง คือคำเรียกตาทิพย์ของเห้งเจียซึ่งมองเห็นร่างแท้ของปิศาจที่แปลงกายมาได้ ใช้เปรียบถึงดวงตาที่เฉียบคมแยกแยะจริงเท็จได้
[9] สาวเย่า คือดอกไม้ชนิดหนึ่งในสกุลโบตั๋น
[10]  เตะลูกหนัง คือการเตะฟุตบอลแบบจีนโบราณ (ดูภาพที่ x หน้า x)

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:21

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น