บทที่สอง
แม้โลกนี้จะมีดอกไม้นับพันนับหมื่นชนิด กลับแบ่งเป็นแค่สี่ประเภทโดยประมาณ เทพบุปผา เซียนบุปผา ภูตดอกไม้ และดอกไม้ที่จำแลงร่างเป็นมนุษย์ไม่ได้
ดอกไม้ในโลกหล้าล้วนแต่มีความคิดจิตใจ กระนั้นผู้ที่สามารถแหงนรับกระแสปราณทิพย์แห่งฟ้าดินและบำเพ็ญตบะจนจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ กลับมีเพียงหยิบมือโดยแท้ บ้างก็เป็นเพราะพื้นฐานร่างกายดี ได้เป็นประมุขแห่งเผ่าพันธุ์ตั้งแต่ถือกำเนิด บ้างก็สถานที่เกิดนั้นไม่เลว ปราณทิพย์รวมตัวเข้มข้นจนแค่บำเพ็ญตบะส่งๆ ก็สามารถบรรลุเป็นภูตที่งดงามได้
ดอกไม้ร้อยชนิดของหอทศมาลีจัดอยู่ในจำพวกแรก ครั้งกระนั้นเตี่ยของเฉิงอวี้ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจริงแท้ รวบรวมประมุขแห่งเผ่าพันธุ์ของบรรดาดอกไม้เข้าสู่หอทศมาลีทั้งหมด ค่อยคุ้มครองให้เฉิงอวี้ผ่านพ้นด่านโรคภัยของชีวิตมาโดยสวัสดิภาพได้ พึงทราบว่าหากมิใช่เพื่อเฉิงอวี้ ดอกไม้ทั้งร้อยชนิดนี้ควรจะจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว หอทศมาลีในยามนี้ก็จะไม่ถึงกับมีแค่จูจิ่นหลีเสี่ยงนั่งคุมเพียงสองคน
ส่วนฮัวเฟยอู้ที่แล่นออกมาจากป่าเขาลึกนั้น สามารถเป็นตัวอย่างของจำพวกหลังได้
ภูเขาอันเป็นบ้านเกิดของฮัวเฟยอู้ลูกนั้น ไม่ใช่ภูเขาธรรมดาสามัญ แต่คือภูเขาเซียนจือเยว่ที่มีหมอกทิพย์หนาแน่นในพิภพเทพเซียนสี่ทะเลแปดดินแดน ชางอี๋เสินจวินผู้ปกครองขุนเขาคงคาหมื่นล้านแห่งของสามพันมหาสหัสภพพำนักอยู่ ณ ที่นั้นเอง
ฮัวเฟยอู้งอกอยู่ริมศาลาแห่งหนึ่งในสวนท้ายวิมานของชางอี๋เสินจวิน เสินจวินนิยมดื่มน้ำชาในศาลา น้ำชาเย็นชืดที่ดื่มไม่หมดล้วนแต่รดให้นางทั้งสิ้น เสินจวินไม่ทราบว่าการใช้น้ำชารดดอกไม้คือข้อห้ามใหญ่หลวง ฮัวเฟยอู้ก็ดวงแข็งเช่นกัน ไม่เพียงแต่ไม่ได้โดนน้ำชาจอกแล้วจอกเล่าของเสินจวินรดจนตายเท่านั้น มิหนำซ้ำอยู่มาวันหนึ่งจู่ๆ ก็กลายร่างเป็นภูตอย่างแปลกประหลาดพิสดารอีกด้วย
เฉิงอวี้สนอกสนใจเรื่องนี้อย่างมาก ถามฮัวเฟยอู้ว่า
“ในเมื่อเจ้ากลายร่างในวิมานของเทพเซียน อย่างนั้นหลังจากกลายร่างแล้ว ไม่ควรจะกลายเป็นเซียนบุปผาหรือเทพบุปผาหรอกหรือ? เหตุใดเจ้าถึงได้กลายร่างเป็นภูตเล่า?”
ฮัวเฟยอู้อธิบายให้เฉิงอวี้ฟังอย่างพิลึกพิลั่นว่า
“เป็นเพราะในเมื่อฮัวจู่ได้ล่วงลับไปแล้ว หมื่นบุปผาล้วนเป็นภูต ในโลกนี้ไม่มีเทพบุปผามานานแล้วละ”
เฉิงอวี้พูดว่า “ข้าฟังไม่รู้เรื่อง”
ฮัวเฟยอู้ยอมรับอย่างกระดากกระเดื่องว่าอันที่จริงตัวนางเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจประโยคนี้นักเหมือนกัน ขยี้จมูก
“ไม่เข้าใจก็ไม่กระไร เพียงแต่ทุกคนต่างก็พูดกันอย่างนี้”
ด้วยกลัวว่าเฉิงอวี้จะซักไซ้ ฮัวเฟยอู้ได้เปลี่ยนเรื่องมาถามเฉิงอวี้
“ทำไมดอกไม้ที่นี่ถึงเรียกท่านว่า ‘ฮัวจู่’ กันหมดเลยเล่า? ในสี่ทะเลแปดดินแดนก็เคยมีฮัวจู่อยู่หนึ่งท่านเหมือนกัน นางคือบัวโกมุทที่บำเพ็ญตบะ เป็นประมุขในหมู่เทพบุปผา ถูกยกย่องให้เป็นเจ้าแห่งหมื่นบุปผา” นางแบมือ “เพียงแต่ต่อมาไม่ทราบอย่างไรถึงได้ตายจากไปเสียแล้ว แต่ก่อนที่นางจะจากไป ว่ากันว่าในโลกหล้ามีเพียงนางที่มีคุณสมบัติจะถูกเรียกขานว่าฮัวจู่”
เวลานั้นเฉิงอวี้อายุเพียงสิบสามปี เฉิงอวี้ที่อายุสิบสามปีไม่ได้สนใจความเป็นความตายของเทพเซียนที่ฮัวเฟยอู้เอ่ยถึงเท่าไรนัก นางไม่ได้สนใจด้วยว่าชื่อเรียกของนางจะไปซ้ำกับเทพเซียนหรือเปล่า ไม่นานมานี้นางเพิ่งจะโดนจูจิ่นริบอำนาจทางการเงิน กำลังนึกกังวลถึงอนาคตทางการเงินของตัวเองอยู่เต็มศีรษะ ไม่มีอารมณ์จะไปคิดเรื่องอื่นโดยสิ้นเชิง
นางกล่าวตอบฮัวเฟยอู้ “พวกเขาเรียกข้าว่าฮัวจู่ เพราะข้าคือลูกพี่ใหญ่ของหอทศมาลี แต่ความจริงข้าไม่ใช่ลูกพี่ใหญ่ที่แท้จริงของหอทศมาลีหรอก ข้าไม่มีเงิน จูจิ่นต่างหากคือลูกพี่ใหญ่ที่แท้จริงของพวกข้า”
ฮัวเฟยอู้ตกใจนิดๆ ถามนางว่า
“อย่างนั้นเงินที่ท่านใช้มาหาข้าวันนี้เอามาจากไหนรึ?”
เฉิงอวี้ทอดตามองไปยังขอบฟ้าไกล เอ่ยตอบนางเสียงราบเรียบ
“ชนะในบ่อนพนันมาน่ะ”
ถูกจูจิ่นที่รีบร้อนมาตามหาตัวนางได้ยินเข้าเต็มหู คุมตัวนางกลับหอทศมาลีขังไว้อีกสิบวัน
ฮัวเฟยอู้ต้องการเสาะหาผู้จริงใจสักคนในโลกมนุษย์ ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ในห้องหยกงามอันเป็นแหล่งละลายทรัพย์เช่นนี้มาได้หนึ่งปีกว่า ค่อยรู้แจ้งว่าความจริงแล้วไม่อาจเสาะพบผู้จริงใจที่ถูกตาถูกใจจากในบรรดาคุณชายเสเพลซึ่งเห็นโลกหล้าเป็นของเล่นได้ดอก
ด้วยการรู้แจ้งนี้ ฮัวเฟยอู้ค่อยนับว่าฉลาดกับเขาสักครั้ง รู้สึกอย่างลึกล้ำว่าหากจะทำให้ความปรารถนาข้างเดียวนี้ของตนกลายเป็นจริง นางจำเป็นต้องเฟ้นหาทางออกอื่น
แต่ด้วยความที่นางไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องราวในโลกมนุษย์เท่าไรนัก ไตร่ตรองอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายได้ขอร้องให้มนุษย์เพียงคนเดียวที่นางคุ้นเคยทั้งยังสนิทสนมด้วย...เฉิงอวี้ที่อายุสิบสี่ปี...มาเป็นที่ปรึกษาให้นาง
ในราชวงศ์ต้าซี บ้านคหบดีมีทรัพย์ที่เลี้ยงดูบุตรี ขอเพียงผู้ใหญ่ในบ้านสุขุมรอบคอบสักนิด เมื่อบุตรีเจริญวัยจนอายุได้สิบสามสิบสี่ปี ก็ต้องคิดวางแผนหาคู่ครองให้บุตรีแล้ว ที่ฮัวเฟยอู้ขอให้เฉิงอวี้ช่วย ก็ด้วยคิดว่าเฉิงอวี้กำลังอยู่ในวัยเจรจาเรื่องคู่ครองพอดี ตามหลักแล้วควรจะพอมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสายลมจันทราของโลกมนุษย์อยู่บ้าง สามารถจะเป็นที่ปรึกษาของนางได้
กระนั้นเฉิงอวี้ไร้พ่อขาดแม่มาแต่ยังเล็ก สองภูตดอกไม้จูจิ่นหลีเสี่ยงเลี้ยงดูนางมาจนโต ก็มิใช่เลี้ยงมาตามธรรมเนียมการเลี้ยงดูท่านหญิงให้เป็นกุลสตรีแต่อย่างใด แต่เน้นให้นางร่าเริงแข็งแรงเป็นหลัก และเพื่อให้กระดูกร่างกายของเฉิงอวี้แข็งแรง จูจิ่นยังอนุญาตกลายๆ ให้เฉิงอวี้ใช้ชื่อคุณชายน้อยอวี้คลุกคลีในตัวเมืองผิงอานมานานปี ร่วมยิงธนู เล่นมวยปล้ำ เตะลูกหนังกับเหล่าเด็กหนุ่มที่สดใสร่าเริงใจกล้ากระตือรือร้นอีกด้วย บ่มเพาะจนความจริงแล้วอุปนิสัยของเฉิงอวี้ออกจะค่อนไปทางเด็กผู้ชายอยู่บ้าง
หงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้ เติบโตจนย่างเข้าสู่วัยแรกแย้มที่สาวน้อยในเมืองผิงอานรายอื่นๆ พากันเริ่มแอบวาดฝันถึงว่าที่สามีในอนาคต เรื่องใหญ่อันดับหนึ่งในชีวิตของนางคือจะหาเงินให้ได้มากขึ้นได้อย่างไร เรื่องใหญ่อันดับสองคือในการแข่งขันเตะลูกหนังครั้งหน้า จะเตะลูกหนังเข้าไปในรูตาข่ายให้ได้มากขึ้นอีกสักหลายลูกได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ เมื่อฮัวเฟยอู้ถ่อสังขารมาถึงหอทศมาลี โดยต้องการปรึกษาเฉิงอวี้ถึงเรื่องสายลมจันทราอันเป็นเรื่องใหญ่ของตน เฉิงอวี้ที่เพิ่งจะช่วยเรือนหมื่นวจีคัดการบ้านแทนเจ้าตัวหลายบทเสร็จไปยังไม่ทันได้เก็บซ่อนสมุดคัดการบ้าน จึงตะลึงลานคาที่
แต่เฉิงอวี้มีคุณธรรม ใคร่ครวญว่าเรื่องนี้น่าจะไม่ได้ยากเย็นนัก หลังจากส่งฮัวเฟยอู้กลับไปแล้ว ก็ปิดประตูเริ่มมุ่งศึกษาหนังสือละครที่เล่าถึงเทพเซียนและภูตผีปิศาจพบรักกับมนุษย์โดยเฉพาะ ศึกษาอยู่หลายวัน คิดเอาเองว่าเข้าใจอย่างมาก วันถัดมาจึงไปเยือนยังห้องหยกงาม
วิธีแรกที่เฉิงอวี้แนะนำให้ฮัวเฟยอู้ คือวิธียืมและคืนร่มในเรื่อง “แม่หญิงป๋ายถูกผนึกชั่วนิรันดร์ ณ เจดีย์เหลยเฟิง” (ตำนานนางพญางูขาว)
กล่าวคือครั้งกระนั้น สวี่เซวียนได้ให้แม่หญิงป๋ายยืมร่มหนึ่งคันที่ใต้ชายคาร้านน้ำชาเล็กๆ ปากตรอกเสิ่นกงจิ่ง วันถัดมาสวี่เซวียนไปขอร่มคืนที่บ้านของแม่หญิงป๋าย การให้ยืมและขอคืนนี้ บุญคุณก็มีแล้ว น้ำใจก็เกิดแล้ว จึงค่อยสามารถสร้างเป็น “ตำนานแม่หญิงป๋าย” ได้
นางให้ฮัวเฟยอู้ลองฉวยโอกาสตอนที่ฝนตกหนัก พกร่มสักหลายคันไปเฝ้ารอที่ท่าข้ามทางฝั่งเหนือของเมืองได้เช่นกัน พอเห็นคุณชายรูปงามที่ลงมาจากเรือข้ามฟากโดยไม่ได้พกร่ม ก็เอาร่มให้ยืม ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถหลอกล่อเหยื่อดวงตกสักคนมาร่วมผูกวาสนาพิสดารกับนางก็เป็นได้
ฮัวเฟยอู้ที่หลุดออกมาจากป่าเขาลึกไม่ค่อยจะมีประสบการณ์เรื่องทางโลกและไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนตกตะลึงว่าแผนการนี้ช่างวิเศษยิ่งนักในทันที รีบไปเตรียมร่มอย่างตื่นเต้นยินดีโดยไม่ทันได้อยู่ฟังแม้แต่วิธีที่สอง
สวรรค์เป็นใจ
วันถัดมาฝนก็ตก
ตอนที่เฉิงอวี้ถูกฮัวเฟยอู้หิ้วตัวออกมาจากหอทศมาลีจนไปหยุดยืนยังท่าข้ามฝั่งเหนือของเมือง ยังคงสัปหงกอยู่เลย
ข้างท่าข้ามมีศาลาไม้อยู่หนึ่งหลัง ทั้งสองกระซิบกระซาบกันในศาลา ฮัวเฟยอู้ชี้ที่เข่งไม้ไผ่ใบใหญ่ปิดด้วยผ้าอาบน้ำมันสองใบ ถามเฉิงอวี้อย่างตุ๊มๆ ต่อมๆ
“ร่มนี่ข้าขนมายี่สิบคัน ฮัวจู่คิดว่าพอหรือไม่?”
เฉิงอวี้งงนิดๆ อุทานว่า “หา?”
ฮัวเฟยอู้ถูมือพลางอธิบายว่า “เรื่องนี้ข้าตั้งใจไว้ว่าอย่างนี้ เกิดวันนี้พวกคุณชายทั้งเรือที่ขึ้นมาต่างเป็นชายหนุ่มที่ดูดีมีสง่ากันหมดทุกคน ข้าต่างต้องตาอย่างมากไปหมดทุกคน อย่างนั้นร่มแค่คันสองคันต้องไม่พอแน่นอน พกมาสักยี่สิบคันค่อยพอถูไถว่าเข้าทีหน่อย”
เฉิงอวี้จึงย่อตัวลงนั่งพลิกๆ ดูร่มในเข่ง ถามฮัวเฟยอู้
“เราจะแบกร่มสองเข่งนี้ไปจนถึงท่าข้าม จากนั้นข้ายืนเฝ้าเข่งสองเข่งนี้อยู่ข้างๆ เจ้า เจ้าต้องตาใคร ข้าก็ยื่นให้เขาหนึ่งคันใช่ไหม?” นางเอ่ยเตือนฮัวเฟยอู้อย่างจริงใจ “แบบนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราสองคนเป็นคนขายร่มอยู่นิดๆ นะ” เตือนถึงตรงนี้จู่ๆ ก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา “อากาศอย่างวันนี้ ขายร่มดีออกนะ พวกเรา...”
ฮัวเฟยอู้รีบหยุดนางทันที “เอาเป็นฮัวจู่อยู่เฝ้าเข่งสองเข่งตรงนี้ไปก่อนก็แล้วกัน ข้าจะหยิบสักสามสี่คันไปหยั่งทางข้างหน้าดูก่อน ถ้าคนโดยสารของเรือลำนี้หน้าตาเข้าที ข้าค่อยกลับมาเอาที่เหลือ ถ้าแค่กระนั้นๆ คิดว่าร่มสามสี่คันก็มากพอให้ข้าแจกแล้วละ”
เฉิงอวี้จ้องเข่งไม้ไผ่สองใบตรงหน้าเขม็งรับปากอย่างรวดเร็ว
ฮัวเฟยอู้เดินออกไปจากศาลาแล้วค่อยฉุกใจ รีบร้อนถอยกลับมากำชับเฉิงอวี้
“ฮัวจู่จงสาบานกับข้าซะว่าท่านจะไม่ขายร่มที่ข้าทิ้งเอาไว้”
เฉิงอวี้เอาเท้าวาดวงกลมบนพื้น “ก็ได้...” เงยหน้าขึ้นมองฮัวเฟยอู้อย่างขลาดๆ “งั้น...เจ้าว่าราคาต่ำกว่าเท่าไหร่ถึงจะขายไม่ได้หรือ?”
ฮัวเฟยอู้ขบกรามกรอด “ราคาเท่าไหร่ก็ห้ามขายทั้งนั้น!”
ศาลาไม้หลังน้อยตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว ทั้งข้างหน้ายังมีต้นไม้สองต้นบดบัง จึงไม่ค่อยมีใครมาหาที่หลบฝนถึงที่นี่
เฉิงอวี้เฝ้าร่มสองเข่งจนสัปหงก ระหว่างเคลิ้มๆ ก็ได้ยินเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นที่เหนือศีรษะนาง
“ร่มนี้ขายอย่างไร?”
นางสะดุ้งโหยง ลืมตาขึ้นครึ่งๆ มองเห็นรองเท้าหุ้มข้อพื้นขาวลายเมฆที่เปียกเสียครึ่งคู่หนึ่ง สูงขึ้นไปอีกนิด เห็นชายชุดผาวแพรสีขาวที่เปียกเสียครึ่งตัวหนึ่ง แม้ศีรษะเฉิงอวี้จะยังไม่ตื่นเต็มตาดีนัก กลับจำได้โดยสัญชาตญาณว่าก่อนฮัวเฟยอู้จะไป เคยกำชับนางไว้ว่าอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงอุบอิบตอบผู้มาเบาๆ “อ้อ ไม่ขายหรอก”
นอกศาลามีแต่เสียงลมฝน ท่ามกลางเสียงลมฝนดังถี่ยิบ คนผู้นั้นกล่าวเสียงราบเรียบว่า
“ข้าต้องการซื้อจากใจจริง น้องชายบอกราคามาเถิด”
เฉิงอวี้ขยี้ตาพูดอย่างลำบากใจ “ไม่มีราคาหรอก”
“เช่นนั้นหรือ? ร่มมากมายเหล่านี้ กลับไม่มีที่ต่อรองราคาได้สักคัน? นี่ช่างน่าสนใจนัก” ในน้ำเสียงนั้นแฝงแววสนอกสนใจอยู่นิดๆ ราวกับรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนุกดีจริงๆ
เฉิงอวี้คิดในใจว่า ไม่คิดจะขายก็ไม่ขายน่ะสิ มีอะไรน่าสนุกกันล่ะ นางขยี้ตาเสร็จพอดี จึงเงยหน้าขึ้นมองคนผู้นั้น
สายตาของชายหนุ่มมองมาพอดีเช่นกัน สายตาของทั้งสองสบกันที่กลางอากาศ เฉิงอวี้ตะลึงลาน ชายหนุ่มก้มศีรษะพลิกร่มคันหนึ่งต่อ นิ้วมือนั้นเรียวยาวขาวนวล เปล่งปลั่งประดุจหยก ชายหนุ่มกล่าวเรื่อยเฉื่อย
“ฝนตกหนักอย่างนี้ น้องชายขายให้ข้าสักคัน ถือว่าทำความดีอำนวยความสะดวกให้ข้าเถิด ได้ไหม?”
เฉิงอวี้ไม่ได้เอ่ยตอบเขา นางกำลังตกตะลึง
หากเอ่ยถึงพรสวรรค์ในการประเมินคนงาม ในราชวงศ์ต้าซีถ้าคุณชายน้อยอวี้อยู่อันดับสอง ก็ไม่มีใครกล้าอยู่อันดับหนึ่ง กระทั่งฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่ในวังหลังสะสมหญิงงามไว้สามพันนาง พรสวรรค์ในด้านนี้ก็สู้ไม่ได้แม้หนึ่งในหมื่นของคุณชายน้อยอวี้ที่เติบโตมาในหอทศมาลีแต่ยังเล็ก โตขึ้นหน่อยยังแล่นไปที่ห้องหยกงามอยู่บ่อยๆ คลุกคลีจนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา
พรสวรรค์เหนือล้ำผู้ใดในด้านประเมินคนงามของเฉิงอวี้ เกิดจากการจ่อมจมอยู่กลางดงคนงามทุกวี่วัน นางมีความลับที่มีเพียงเหล่าดอกไม้เท่านั้นที่ทราบอยู่หนึ่งเรื่อง : นางมองเห็นพืชพรรณที่อยู่ในช่วงเวลาออกดอก เป็นหญิงงามเย้ายวนไม่ก็คุณชายรูปงามทั้งหมดมาแต่กำเนิด ไม่เกี่ยวกับว่าดอกไม้นั้นสามารถจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่นเหยาหวงที่ยังไม่สามารถจำแลงร่างเป็นมนุษย์ ตอนยังไม่ออกดอกเฉิงอวี้จะเห็นเขาเป็นรูปร่างแบบที่ต้นโบตั๋นซึ่งยังไม่ออกดอกควรจะเป็น ทันทีที่ออกดอก ที่นางมองเห็นจะไม่ใช่ร่างดั้งเดิมของเหยาหวงอีก แต่เป็นชายหนุ่มรูปงามนั่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของนางปรายตามองห้องหอของนางตลอดทั้งวัน ช่วงแรกๆ นางรู้สึกกดดันมาก ต่อมาพอเหยาหวงออกดอกปุบ นางก็ย้ายเขาไปที่ห้องของจูจิ่นซึ่งอยู่ติดกัน นับแต่นั้นเป็นต้องได้ยินเขาสองคนจุดตะเกียงคุยกันทุกคืน เนื้อหาที่ภูตดอกไม้ทั้งสองคุยกันยังครอบคลุมกว้างขวางมากอีกด้วย ทั้งยังรักเรียน กระทั่งตอนฝันนางก็ยังได้ยินเหยาหวงจุดตะเกียงถกเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสกับจูจิ่น ช่างเป็นอดีตที่ไม่อยากจะหวนย้อนนึกโดยแท้...
เนื่องจากโตมาเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าเฉิงอวี้มีขันติต่อคำว่า “รูป” อย่างเต็มเปี่ยม เหตุการณ์อย่างตะลึงเหม่อมองใบหน้าของคนแปลกหน้านั้น ตั้งแต่เกิดมาจนถึงบัดนี้ นางยังไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย การนี้ทำให้นางรู้สึกอัศจรรย์ใจ จึงจ้องหน้าชายหนุ่มตรงหน้านานขึ้นอย่างห้ามใจไม่อยู่
นางสังเกตเห็นว่าผมและเสื้อผ้าของชายหนุ่มต่างโดนฝนจนเปียกเสียครึ่งหนึ่ง กลับไม่ดูทุลักทุเลแม้แต่น้อย ตามหลักแล้วเขาเดินตากฝนมาได้ครู่หนึ่ง อย่างไรเสื้อผ้าขอบรองเท้าก็ต้องเลอะโคลนบ้างถึงจะถูก แต่ชุดขาวรองเท้าขาวของเขากลับไม่เปื้อนเลยสักนิด
ชายหนุ่มได้สังเกตเห็นสายตาที่จ้องเขม็งของเฉิงอวี้ จึงกวาดสายตาสำรวจนางจากศีรษะจดเท้าไปหนึ่งรอบ พลันหัวเราะออกมา แววหัวเราะนั้นไปไม่ถึงดวงตา ทำให้ออกจะดูเย็นชา แต่การหัวเราะที่แฝงความเย็นเยียบนี้ กลับดูกรุ้มกริ่มเช่นกัน เฉิงอวี้ผ่านคนรูปงามมามากมาย ยังไม่เคยเห็นใครที่ในกายสามารถมีบุคลิกอันย้อนแย้งกันเช่นนี้เลยสักคน
ในความเงียบสงัดท่ามกลางเสียงลมฝน ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดๆ
“เจ้าคือกูเหนี่ยง”
ในศีรษะของเฉิงอวี้ที่ปลอมตัวเป็นชายไม่เคยพลาดมาก่อนลั่นกระหึ่มทันที แต่นางหาได้สังเกตว่าชายหนุ่มกำลังพูดว่าอะไร ร่างกายและจิตใจทั้งหมดของนางต่างจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของชายหนุ่ม : การเลิกคิ้วนั้นทำให้ทั้งใบหน้าของเขาแฝงความมีชีวิตชีวาท่ามกลางความเย็นชา คือความรูปงามระดับสูงสุด
เฉิงอวี้เกิดอาการลุ่มหลงจนเหม่อลอยอยู่นิดๆ แต่ระหว่างที่เหม่อลอย นางยังคงไม่ลืมที่จะคิดอ่านแทนฮัวเฟยอู้ เพื่อนสนิทในห้องหอ[1]ของนาง นางคือแบบอย่างของเพื่อนสนิทในห้องหอเช่นนี้แหละ
สมองของนางหมุนแล่นอย่างรวดเร็ว คิดในใจว่าชายหนุ่มที่บุ่มบ่ามเข้ามาในศาลาผู้นี้ หน้าตาระดับนี้ของเขา สามารถทำให้ตั้งแต่จักรพรรดิสวรรค์ยันพระภูมิเจ้าที่หวั่นไหวได้เลยทีเดียว ฮัวเฟยอู้ไม่มีทางไม่ต้องตาเด็ดขาด แต่วาสนาชักพา เวลานี้ฮัวเฟยอู้ไม่อยู่ที่นี่ นางจึงจำเป็นต้องตัดสินใจจัดการแทนฮัวเฟยอู้สักครั้งเสียแล้ว
ชายหนุ่มเอ่ยปากอีกครั้ง “กูเหนี่ยง ร่มนี้...” ยังกล่าวไม่ทันจบ ก็โดนขัดจังหวะด้วยร่มไผ่ม่วงหนึ่งคันที่ยื่นพรวดมาตรงหน้า เฉิงอวี้จ้องเขาเขม็งด้วยดวงตาวาววับ
“ร่มนี้น่ะขายไม่ได้ แต่ให้คุณชายยืมหนึ่งคันนั้นได้อยู่ วันหลังท่านอย่าลืมเอาไปคืนที่ห้องหยกงามล่ะ” เสริมอีกประโยคว่า “ให้ถามหาฮัวเฟยอู้”
ชายหนุ่มรับร่มมา ก้มศีรษะพลิกเล่นอยู่ชั่วครู่
“ห้องหยกงาม ฮัวเฟยอู้?”
เฉิงอวี้พยักหน้า สายตายังคงไม่อาจตัดใจที่จะเบนออกจากใบหน้าของชายหนุ่ม ชายหนุ่มมองหน้านางอีกครั้ง เป็นสายตาที่ไร้ความอบอุ่น แต่ส่วนลึกของดวงตากลับซ่านประกายนึกสนุกอยู่นิดๆ ด้วยเหตุนี้สายตาที่จับนิ่งบนใบหน้าของนางจึงค่อนข้างนานเล็กน้อย ทำให้เฉิงอวี้สังเกตเห็นว่าดวงตาของเขาเป็นสีอำพันค่อนข้างเข้ม
“หากข้าจำไม่ผิด ห้องหยกงามคือหอนางโลม แต่กูเหนี่ยงกลับดูแล้วเป็นคุณหนูของตระกูลอันเคร่งครัด” ชายหนุ่มเอ่ย
นี่คือเขาเจตนาถามนางว่าเหตุไฉนต้องเอาร่มไปคืนที่ห้องหยกงาม เรื่องนี้พูดแล้วเรื่องมันยาวมาก และเป็นเรื่องที่ขี้เกียจจะอธิบายโดยแท้ ดังนั้นเฉิงอวี้จึงหาข้ออ้างให้ตัวเองแบบขอไปทีอย่างมาก
“ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ว่าข้ามักไปหาเรื่องสนุกๆ ทำที่ห้องหยกงามอยู่บ่อยๆ เท่านั้น”
ชายหนุ่มมองหน้านาง สายตาเลื่อนจากสองตานางลงไปถึงคางของนาง หยุดเล็กน้อย แล้วเลื่อนลงไปอีกสองสามชุ่น “หาเรื่องสนุกๆ ทำ” ชายหนุ่มยิ้มละไม “เจ้ารู้ไหมว่าหอนางโลมคือสถานที่แบบใด?”
เรื่องนี้เฉิงอวี้ย่อมจะรู้ดีอยู่แล้ว พูดโดยไม่ต้องคิดว่า
“สถานที่หาความสุขสมอย่างไรเล่า”
สีหน้าชายหนุ่มยากหยั่งคาดอยู่นิดๆ
“ดังนั้นกูเหนี่ยงเช่นเจ้า ไปหาความสุขสมที่หอนางโลมแบบใดกระนั้นหรือ?”
เฉิงอวี้สะอึกทันที นางจะไปหาความสุขสมอะไรที่หอนางโลมได้? ก็แค่จ่ายเงินไปหาฮัวเฟยอู้กินหม้อไฟด้วยกันเท่านั้นเอง แต่เรื่องนี้จะพูดออกจากปากได้อย่างไร
นางอึกอักอยู่พักใหญ่ อ้อมแอ้มตอบชายหนุ่มว่า “ดื่มเหล้าอะไรทำนองนั้นละมัง...” อ้อมแอ้มจบก็นึกขึ้นได้ในที่สุดว่า ความจริงแล้วที่นางคุยกับชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้ก็เพื่อจะช่วยเป็นแม่สื่อให้ฮัวเฟยอู้ทั้งนั้น จะพูดเรื่องของตัวเองตั้งเยอะแยะปานนี้ไปทำไมกัน ดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปที่ตัวของฮัวเฟยอู้อย่างฉลาดหัวไวทันที ทั้งยังเชื่อมต่อกับบทบาทที่ว่านางคือแขกขาประจำของหอนางโลมอย่างมีตรรกะอีกด้วย กล่าวกับชายหนุ่มอย่างจริงจังว่า “ดังนั้นท่านสามารถเชื่อได้ว่า ข้าน่ะสนิทกับฮัวเฟยอู้ แม่หญิงราชินีบุปผาของห้องหยกงามอย่างมาก”
ชายหนุ่มกล่าวว่า “อ้อ”
“อ้อ” หมายความว่าอย่างไร เฉิงอวี้ไม่ค่อยเข้าใจไปชั่วขณะ แต่นางสังเกตดูสีหน้าแล้ว รู้สึกว่าอย่างน้อยดูแล้วท่าทางชายหนุ่มไม่เหมือนกับรำคาญที่นางจะพูดต่อ นางจึงปล่อยตัวเองเต็มที่ นึกขอโทษขอโพยต่อเทวดาฟ้าดินทั้งหลายถึงเรื่องที่นางกำลังจะปั้นน้ำเป็นตัวอยู่ในใจ สองมือตบเข้าหากันเบาๆ ประกบกันอยู่ตรงอก
“เหตุใดถึงต้องคืนร่มนี้ให้ฮัวเฟยอู้นั้นหรือ? เพราะความจริงแล้วร่มนี้ไม่ใช่ของข้า แต่เป็นของฮัวเฟยอู้ ฮัวเฟยอู้น่ะนะ ไม่เพียงแต่หน้าตางดงามเท่านั้น ยังมีจิตใจเมตตาดุจพระโพธิสัตว์อีกด้วย มักจะฉวยโอกาสวันที่ฝนตกมายังท่าข้ามนี้สร้างความสุขให้แก่ผู้ที่ต้องตากฝน นี่แหละคือเหตุผลที่ไม่ขายร่มนี้”
นางปั้นน้ำเป็นตัวจนแม้แต่ตัวเองยังตื้นตันใจยิ่ง ทั้งยังเชื่อสนิท นางยังเสนอแนะต่อชายหนุ่มชุดขาวอย่างถูกจังหวะอีกด้วยว่า
“ฮัวเฟยอู้มีนิสัยโอบอ้อมอารี ทั้งยังถนัดขับร้องและฟ้อนรำ ตอนคุณชายไปคืนร่มหากมีเวลาว่าง ก็สามารถลองชมเสียงเสนาะใสและการฟ้อนรำอันงดงามของนางได้พอดี ฟังว่าคุณชายรองของบ้านท่านเจ้ากรมขุนนางฝ่ายซ้ายเคยได้ฟังเสียงขับร้องอันไพเราะของนางหนึ่งเพลง ถึงกับไม่รู้รสเนื้อไปสามเดือน โหวเยี่ยน้อยหลิน[2]ได้ชมนางรำกระบี่หนึ่งเพลง ก็สลายนางรำทั้งคฤหาสน์ทันที”
นางแต่งเรื่องจนตัวเองปลาบปลื้มดีใจอย่างมาก ทั้งยังรู้สึกว่าตัวนางมีความสามารถด้านประดิดประดอยถ้อยคำอีกด้วย นี่นางใช้วิธีร้อยเรียงเนื้อหาอย่างมีจังหวะจะโคนยกยอปอปั้นฮัวเฟยอู้เชียวนะ! แต่ดีใจจบแล้วนางค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าแย่แล้วสิ นางจำผิดเสียแล้ว คนที่รำกระบี่ได้ไม่ใช่ฮัวเฟยอู้ ฮัวเฟยอู้นั้นนอกจากหน้าตาดูดีกับเสียงไม่เลวอย่างอื่นก็ไม่มีอะไรดีเลย คนที่รำกระบี่ได้โด่งดังคับเมืองหลวงคือคู่แข่งของฮัวเฟยอู้ต่างหาก
นางจึงรีบหาข้อแก้ตัวเสริมให้ฮัวเฟยอู้โดยด่วน
“แต่ช่วงนี้เฟยอู้เท้าแพลง คงดูนางฟ้อนรำไม่สำเร็จแล้วละ น่าเสียดายๆ”
นางถอนหายใจว่าน่าเสียดายไปพลางแอบเหลือบมองชายหนุ่มชุดขาวไปพลาง ในใจเห็นว่าตัวนางทุ่มเทตั้งขนาดนี้ ต่อให้เป็นสากกะเบือก็ควรจะหวั่นไหวได้แล้ว นางคาดคะเนว่าบนใบหน้าของชายหนุ่มควรจะมีแววใฝ่ฝันสักนิด
แต่ชายหนุ่มก้มศีรษะดูร่มในมือ หาได้มีปฏิกิริยาใดมากนัก นางมองเห็นไม่ถนัดเช่นกันว่าบนใบหน้าของเขามีสีหน้าอย่างไร อึดใจใหญ่ได้ยินแค่ชายหนุ่มถามนางว่า
“เช่นนั้นกูเหนี่ยงมีนามว่าอะไรหรือ?”
เฉิงอวี้งุนงง “หา?”
ชายหนุ่มกางร่มในมือออก ตอนร่มถูกกางส่งเสียงดัง “ฟุ่บ” ใบหน้าของเขาถูกบดบังอยู่หลังร่ม
ความเคลื่อนไหวที่ชายหนุ่มจับด้ามร่มแล้วกางออกไม่ถือว่าช้า แต่เฉิงอวี้กลับมองเห็นความเคลื่อนไหวนั้นทั้งหมด รวมถึงแนวเส้นโค้งอันเย็นชาของปลายคางซึ่งเผยออกมาก่อนที่ใต้ขอบร่มตามความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จากนั้นคือริมฝีปากและสันจมูก สุดท้ายคือดวงตาสีอำพันสื่อความหมายไม่ชัดเจนทั้งคู่
ชายหนุ่มถามซ้ำเบาๆ อยู่ใต้ร่ม
“ข้าถามว่า กูเหนี่ยงมีนามว่าอะไรหรือ?”
เฉิงอวี้ทำความเข้าใจอยู่อึดใจใหญ่ กระแอมหนึ่งที “เอ่อข้า...” นางพูด “ข้าเป็นแค่คนดีที่เวลาฮัวเฟยอู้ทำความดี จะพาออกมาช่วยด้วยอีกแรงนานๆ ครั้งเท่านั้น ชื่อน่ะความจริงไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง”
ชายหนุ่มยิ้ม ไม่ได้เอ่ยถามอีก เพียงแค่กล่าวขอบใจ พร้อมรับปากว่าวันพรุ่งจะนำร่มไปคืนที่ห้องหยกงามอย่างแน่นอน แล้วย่างเท้าก้าวเข้าไปในสายฝน
ตอนเหลียนซ่งกางร่มที่ยืมมากลับไปถึงเรือนพักภูเขาจิ่ง บรรดายาโถวน้อยที่คอยรับใช้ในเรือนพักเป็นประจำก็ได้เก็บกวาดน้ำพุร้อนในศาลาเอกรงค์จนเรียบร้อย ยาโถวใหญ่เทียนปู้เร่งฝีเท้าเข้ามารับร่มในมือเขา ช่วยกางให้เขาพลางขอให้เขาออกคำสั่ง ว่าจะดื่มสุราร้อนๆ อบอุ่นร่างกายสักจอกก่อน หรือจะไปแช่ในน้ำพุร้อนก่อนดี
ฝนซาลงแล้ว ดอกสาลี่ทั่วทั้งสวนอมสีน้ำ ดูสลัวเลือนอยู่ท่ามกลางสายฝนพรำ ชายหนุ่มชุดขาวทอดตามองพิรุณพรำดอกสาลี่ “ส่งเหล้าไปที่น้ำพุร้อน ร่มนี้” หยุดเล็กน้อย “พรุ่งนี้ให้เด็กรับใช้สักคนนำไปส่งที่ห้องหยกงาม”
ในวงราชการของราชวงศ์ต้าซีมีมนุษย์มหัศจรรย์อยู่สองท่าน ท่านหนึ่งคือราชครูคนปัจจุบันซึ่งได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็นอย่างสูง แต่กลับมุ่งมั่นต้องการจะกลับบ้านเกิดไปเปิดร้านขายขนมเพียงอย่างเดียว อีกท่านหนึ่งคือแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันซึ่งทั้งที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในหมู่แม่ทัพแท้ๆ แต่กลับหน้าตาดีมีสง่าราศียิ่งเสียกว่าบรรดาท่านฮัว[3]ทั้งหมดในอาณาจักรรวมกันเสียอีก
ราชครูที่คิดจะเปิดร้านขายขนมมาตลอดชีวิตท่านนี้นามว่าซู่จี๋ ก็คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของเฉิงอวี้ ส่วนแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันที่ทั้งมีสง่าราศีและหน้าตาดีท่านนั้น ก็คือคุณชายชุดขาวที่เฉิงอวี้เห็นว่าสามารถผูกชะตาเป็นเนื้อคู่ของฮัวเฟยอู้ได้อย่างดีเลิศ...เหลียนซ่งท่านแม่ทัพเหลียน
เหลียนซ่งถือกำเนิดจากตระกูลขุนนางชั้นโหว คือบุตรชายคนที่สามของผู้เฒ่าจงหย่งโหว อายุได้สิบสี่สิบห้าปีก็ติดตามท่านพ่อของเขาออกรบในสมรภูมิ สร้างความชอบอันน่าอัศจรรย์ครั้งแล้วครั้งเล่า อายุยี่สิบห้าปีก็ได้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พระราชทานคฤหาสน์แม่ทัพใหญ่ เป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นหนึ่ง[4]ซึ่งหนุ่มแน่นที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์นี้เป็นต้นมา
ในชีวิตของราชครูซู่จี๋ที่ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาเสมอมาเคยชมคนเพียงผู้เดียวเท่านั้น ก็คือแม่ทัพใหญ่เหลียนซึ่งมีชื่อเสียงเสมอกับท่าน กล่าวว่าเหลียนซาน[5]เด็ดเดี่ยวห้าวหาญ สามารถพิชิตศัตรูกล้าแข็ง สร้างอำนาจแก่แว่นแคว้น เหลียนซานมีความสุนทรีย์ เก่งวาดภาพสี ถนัดเป่าตี๋หยก เหลียนซานมีบุคลิกเทพเซียนจุติลงมา
ซู่จี๋มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนเป็นเซียนอยู่หลายส่วนมาก บำเพ็ญเพียรจนสัมฤทธิผลได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้ถ้อยคำที่ท่านกล่าวชมเหลียนซานเหล่านั้นแม้ผู้คนฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือวิธีชมที่เกินจริง แต่ท่านกับเหลียนซานสองคนกลับทราบดีว่า ท่านไม่ได้กล่าวเกินจริง เหลียนซานท่านแม่ทัพใหญ่เหลียน คือเทพเซียนจุติลงมาจริงแท้
มหาสหัสภพมีโลกมนุษย์หลายพันล้านใบ ราชวงศ์ต้าซีเป็นเพียงหนึ่งในนั้น สิ่งที่สวรรค์เบื้องบนเนรมิตให้กำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ทั้งหลายพันล้านใบนี้ ล้วนแต่คือมนุษย์ทั้งสิ้น ถือกำเนิดและเลี้ยงดูโดยธรรมชาติ อายุขัยมีวันสิ้น แต่เบื้องนอกโลกมนุษย์กลับมีโลกของเทพเซียนสี่ทะเลแปดดินแดน ภายในโลกของเทพเซียนสี่ทะเลแปดดินแดน โอรสองค์ที่สามของเทียนจวินบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ฝ่าบาทสามเหลียนซ่งจวินดำรงตำแหน่งเทพวารีแห่งสี่ทะเล ปกครองอาณาเขตผืนน้ำแห่งสี่ทะเลเหนือใต้ออกตก คือเทพวารีสูงสุดแห่งแปดดินแดน
เทพวารีสูงสุดแห่งแปดดินแดนเหลียนซ่งจวินออกจากสี่ทะเลมายังโลกมนุษย์แห่งนี้ เป็นเพราะเทพอีกองค์หนึ่ง ก็คือเทพบุปผาฉางอีผู้เสียชีวิตที่ใต้เจดีย์กักปิศาจของสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเมื่อสี่สิบสี่ปีก่อน
ขณะที่แช่อยู่ในน้ำพุร้อน เหลียนซ่งมองดอกสาลี่พรมพิรุณทั่วทั้งสวนอย่างใจลอย
ตั้งแต่ฉางอีตายไป ดอกไม้ในโลกหล้าเหมือนจะสูญเสียสีสันไปเล็กน้อย เมื่อก่อนตอนที่ฉางอียังอยู่ ดอกสาลี่พรมพิรุณของโลกมนุษย์นี้ มักจะทำให้สัมผัสได้ถึงอารมณ์นงนุชทุกข์ระทมอัสสุชลร่วงพรู ซึ่งบางครั้งก็ชวนให้นึกเอ็นดู บัดนี้กลับแค่เหมือนสะใภ้สาวที่ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก ตัวสั่นสะท้านอยู่กลางสายฝนเท่านั้น เห็นแล้วมีแต่จะชวนให้หงุดหงิด
แต่สายฝนเย็นเฉียบแรกวสันตมาสนี้กับทิวทัศน์ดอกสาลี่ที่ชวนให้หงุดหงิดนี้ ไม่ทราบอย่างไรกลับทำให้เหลียนซ่งพลันนึกไปถึงเมื่อครั้งแรกพบกับฉางอี
นั่นเป็นอดีตเมื่อเนิ่นนานมาแล้วโดยแท้ คือเจ็ดร้อยปีก่อนหรือแปดร้อยปีก่อนกันแน่ เหลียนซ่งไม่เคยนับอย่างละเอียด สรุปคือเป็นเวลาประมาณนั้นนั่นแหละ
เพลานั้นสระมณีบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้ายังไม่มีผู้ดูแล ปวงดอกไม้ทั่วแผ่นดินยังไม่มีผู้เป็นนาย การไร้ผู้ดำรงตำแหน่งฮัวจู่ มีกิจธุระมากมายที่ไม่สะดวกราบรื่น ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา จนใจที่มหาเทพตงหัวสหายสนิทของเขาควบคุมดูแลทะเบียนเซียนและขั้นตำแหน่งของเทพเซียน มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเล่นหมากล้อมแพ้มหาเทพ มหาเทพจึงยัดเยียดภาระนี้ใส่ตัวเขาดื้อๆ ให้เขารั้งตำแหน่งแทนชั่วคราว
เขานั่งอยู่บนตำแหน่งนี้ชั่วคราว มองดูเหล่าเทพบุปผาเบื้องล่างสู้รบตบตีกันไปมาทั้งในที่ลับและในที่แจ้งเพื่อตำแหน่งฮัวจู่ บางครั้งเขาดูพวกนางสู้กันแล้วสนุกดี บางครั้งก็รู้สึกว่าเอะอะเจี๊ยวจ๊าวน่ารำคาญ
เวลาส่วนใหญ่เขาจะรู้สึกว่าพวกนางช่างน่ารำคาญ
ในข่าวลือของสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตัวเขาฝ่าบาทสามผู้นี้คือคุณชายบุปผาติดอันดับภายในเผ่าเทพ ชื่อเสียงด้านความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มทั่วสี่ทะเลต่างทราบดี เทพวารีผู้หนุ่มแน่น รูปงามถนัดการศึก ศักดิ์ฐานะสูงส่ง ทั้งเผ่าเทพยังเทิดทูนการต่อสู้มาแต่ไหนแต่ไร เหล่าหญิงสาวย่อมจะรักเขากันทั้งนั้น
แต่ในโลกหล้ามีความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มแบบมีรักซึ่งหลอมสร้างจากถ้อยคำหวานหูและความอ่อนโยนช่างเอาใจ หรือกล่าวได้ว่าคำว่าเจ้าชู้กรุ้มกริ่มในโลกหล้าส่วนใหญ่คือความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มประเภทนี้ แต่ในโลกหล้าก็มีความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มแบบไร้รักที่หลอมสร้างจากความเรื่อยเฉื่อยไม่ใส่ใจและจะมีหรือไม่มีก็ไม่กระไรด้วยเช่นกัน ก็คือความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มในแบบของฝ่าบาทสาม
ด้วยเหตุนี้แม้ว่าเขาจะเป็นคุณชายบุปผาดังที่แปดดินแดนกล่าว กลับมิได้มีความอดทนอะไรให้เหล่าหญิงงามเป็นพิเศษเช่นกัน ได้พบเหตุการณ์จำพวกเหล่าเทพบุปผาใต้ปกครองสู้รบปรบมือกันจนร้องห่มร้องไห้สุดท้ายมาโวยวายตรงหน้าเขาขอให้เขาช่วยตัดสินอย่างยุติธรรม โดยปกติแล้วเขาจะรู้สึกว่าน่ารำคาญ
และฝ่าบาทสามก็แตกต่างอย่างมากกับพี่ชายทั้งสองของเขาที่เคารพธรรมเนียมของเผ่าเทพอย่างเคร่งครัดมาแต่เด็กอีกด้วย เมื่อถูกรบเร้าจนรำคาญ ก็จะตัดปัญหาเผ่นหนีไป
เทพเซียนที่เป็นเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหางมากที่สุดบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า คำกล่าวนี้หมายถึงเขานี่แหละ เป็นเพราะเขาทำตัวอย่างนี้มาแต่เล็ก เทียนจวินจึงชินชามานานแล้ว แม้จะควบคุมพี่ชายทั้งสองของเขาให้อยู่ภายใต้กฎธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด กลับปล่อยปละตามใจเขาเสมอมา
ครั้งนั้นเหลียนซ่งถูกรบเร้าจนรำคาญ จึงไปจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า มุ่งหน้าไปยังแดนทักษิณ ไปหาชิงหลัวจวิน โอรสองค์เล็กของราชามารเหลืองแห่งเจ็ดราชาเผ่ามารเพื่อเล่นหมากล้อม
สองหมื่นปีก่อน กบฏเผ่าอสูรได้สงบลง หลังจากที่ราชาอสูรฉิงชางผู้ก่อกบฏถูกผนึก สี่ทะเลแปดดินแดนได้รับความสงบสุขมาอย่างฉิวเฉียด เผ่าเทพกับเผ่าอสูรได้สร้างมิตรภาพต่อกันอีกครั้ง ถือว่าอยู่ร่วมกันได้ไม่เลว เห็นสภาพการณ์เช่นนี้ เจ็ดราชาเผ่ามารที่แอบมีความคิดอ่านอยู่บ้างก็สะกดข่มจิตใจที่นึกกระเหี้ยนกระหือรือ สองหมื่นปีมานี้เมื่อมองดูโดยภาพรวมแล้ว ทั่วหล้ายังนับว่าสงบสุขดีอยู่ ด้วยเหตุนี้การที่เทพตนหนึ่งจะไปชวนมารตนหนึ่งเล่นหมากล้อม จึงไม่นับว่าเป็นเรื่องเหลวไหลแต่อย่างใด
ชิงหลัวจวินนิยมจัดงานเลี้ยงรับแขก พบเจอเรื่องมงคลเป็นต้องกวาดห้องโถงจัดงานเลี้ยงรับแขก ทั้งเขายังเป็นมารที่มองโลกในแง่ดีอย่างที่สุด โดยปกติแล้วเขาจะสามารถมองเห็นเรื่องมงคลจากในชีวิตมารอันราบเรียบไร้ความพิเศษของเขาได้ทุกวี่วัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงจัดงานเลี้ยงรับแขกได้แทบทุกวัน
กระนั้นในวันนี้ชิงหลัวจวินที่จัดงานเลี้ยงรับแขกกลับมีสีหน้ากลัดกลุ้ม
ชายหนุ่มหน้ากลมผู้นั่งตำแหน่งต่ำกว่าผู้หนึ่งยิ้มหน้าเป็นเปิดโปงรอยแผลของเขา
“นี่น่ะชิงหลัวจวินทรงถูกวังเจ้าหญิงเซี่ยงอวิ๋นปิดประตูใส่หน้ามา พอถูกปิดประตูใส่หน้าอย่างเย็นชา ก็ชอกช้ำถึงทรวงใน จึงได้ทรงแสดงสีหน้าทุกข์ระทมนักหนาออกมาเช่นนี้อย่างไรเล่า”
เจ้าหญิงเซี่ยงอวิ๋นคือหญิงงามอันดับต้นๆ ในบรรดาเผ่ามารรุ่นนี้ ในเผ่ามารเล่าลือกันว่านางมิได้ด้อยไปกว่าป๋ายเฉี่ยนแห่งชิงชิวหญิงงามอันดับหนึ่งของเผ่าเทพสักเท่าไรเลย แต่เผ่ามารชอบแข่งขันชิงชัยกับเผ่าเทพมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าแข่งทีไรก็แพ้ แพ้ทีไรก็แข่ง ตามด้วยแข่งทีไรก็แพ้ ทำเอามีปัญหาทางจิตอย่างหนัก การประเมินตัวเองจึงไม่ค่อยแม่นยำนักมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุนี้เหลียนซ่งจึงมิได้ใส่ใจต่อข่าวลือสารพัดสารเพของเผ่านี้สักเท่าไรนัก
ชายหนุ่มชุดเทาข้างๆ ชายหนุ่มหน้ากลมเอ่ยต่อคำอย่างเกียจคร้าน
“ราชามารแดงทรงรักเซี่ยงอวิ๋นปานแก้วตา อมไว้ในปากยังกลัวจะละลาย เลี้ยงดูจนนางมองไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ตัวท่านชิงหลัวกลับไปใฝ่ฝันในตัวนาง...” หลังจากโดนชิงหลัวจวินขมวดคิ้วมองตาเขียวใส่ก็หัวเราะลั่น “หากท่านทรงต้องตาแค่ความงามของนาง เหตุใดไม่เรียกฉางอีมาปรนนิบัติสักสองสามวันเล่าพ่ะย่ะค่ะ? ฉางอีรู้จักเอาใจ ต่อให้การรู้จักเอาใจนี้ต้องนำปราณขาวมาแลก คนอื่นข้าไม่กล้าพูด แต่ตัวท่านชิงหลัวนั้นหรือ ปราณขาวเท่าไรท่านก็มีปัญญาให้ได้นี่นะ”
ทุกคนในงานเลี้ยงพากันหัวเราะครืน
ปราณขาวก็คือปราณเซียน แปดดินแดนมีสี่เผ่าพันธุ์ เผ่าเทพ เผ่ามาร เผ่าอสูร และเผ่าปิศาจ รวมเป็นสิ่งมีชีวิตทิพย์นับหมื่นหมื่นชีวิต สิ่งมีชีวิตทิพย์แต่ละเผ่าจะมีกระแสปราณของเผ่าตน เผ่าเทพคือปราณขาว เผ่ามารคือปราณดำ เผ่าอสูรคือปราณเขียว เผ่าปิศาจคือปราณแดง แต่ไม่ว่าจะเอ่ยถึงเผ่าใด กระแสปราณภายในร่างของทารกแรกเกิดมักจะปะปนกันสับสน ต้องผ่านการฝึกฝนบำเพ็ญตบะสารพัดรูปแบบ จึงจะสามารถกลั่นกรองมันจนบริสุทธิ์ได้ ยิ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทิพย์ที่แข็งแกร่งทรงอำนาจ กระแสปราณภายในร่างก็ยิ่งบริสุทธิ์ ชายหนุ่มชุดเทากระเซ้าชิงหลัวจวินว่าเป็นเจ้าชายเผ่ามารทั้งที กลับมีปราณขาวอยู่มาก นั่นคือเยาะเย้ยเขาว่าไม่เอาถ่าน
ชิงหลัวจวินตัวใหญ่บึกบึนความคิดทื่อๆ เวลาเถียงคนอื่นก็ตัวใหญ่บึกบึนความคิดทื่อๆ เช่นกัน คนอื่นแอบเยาะเย้ยว่าเขาไม่ใฝ่ก้าวหน้าเขาก็มิได้ใส่ใจ กลับไม่พอใจเรื่องที่นำเซี่ยงอวิ๋นมาเทียบกับฉางอีเป็นอย่างมาก
“ฉางอี...ฉางอีเทียบกับเซี่ยงอวิ๋นได้ด้วยรึ?”
ชิงหลัวจวินคิดอ่านทื่อๆ จนเคยชิน เจ้าตัวเองก็เป็นคนซื่อ ต่อให้ดูแคลนหญิงนามว่าฉางอีผู้นั้น เขาก็กล่าววาจาหยาบหยามใดๆ ต่อสตรีผู้หนึ่งไม่ออกอยู่ดี แต่งานเลี้ยงสุราที่มีคนสารพัดประเภท ไม่เคยขาดแคลนผู้ที่ชอบประจบประแจง จึงมีคนกล่าวเออออเอาใจทันทีว่า
“องค์ชายน้อยตรัสถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ภูตดอกไม้ไร้นายตนหนึ่ง ก็แค่อาศัยขายยิ้มให้ผู้อุปถัมภ์แลกความสงสารน้อยนิดจากผู้อุปถัมภ์เอาชีวิตรอดไปวันวันเท่านั้น ตัวต่ำต้อยด้อยฐานะ จะไปคู่ควรให้เปรียบเทียบกับเจ้าหญิงเซี่ยงอวิ๋นได้อย่างไร?”
เผ่าปิศาจกับเผ่ามารร่วมถือกำเนิดที่แดนทักษิณ เผ่าปิศาจอ่อนแอ อาศัยพึ่งพาเผ่ามารมาแต่โบราณ และเหล่าภูตดอกไม้แห่งเผ่าปิศาจนั้นเนื่องจากหน้าตาดี จึงมักจะถูกเผ่ามารที่มียศศักดิ์เลี้ยงไว้ในท้ายเรือน ในแดนทักษิณปิศาจไร้นายมีน้อย ภูตดอกไม้ที่ไร้นายยิ่งมีน้อยกว่าน้อย
ถ้อยคำประจบประแจงนี้ในใจชิงหลัวจวินนั้นเห็นด้วย แต่จะดูหมิ่นเหยียดหยามสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งปานนี้หรือไม่ เขาให้ขัดแย้งในใจอย่างมากอีกนั่นแหละ พูดอุบอิบว่า
“ก็ไม่ควรไปว่าฉางอีอย่างนี้ดอก ฉางอีน่ะนาง...นางก็แค่...นางก็แค่...” แต่ “ก็แค่” อยู่พักใหญ่ก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวสักที
จังหวะนี้ เหลียนซ่งจวินที่พินิจดูอุปกรณ์อุ่นสุราขนาดเล็กจิ๋วในมืออยู่ด้านข้างมาโดยตลอดได้เอ่ยปากขึ้นเป็นครั้งแรก
“ฉางอี” หันไปถามชิงหลัวว่า “ชื่อฉางอีใช่ไหม?”
ฝ่าบาทสามแห่งเผ่าสวรรค์ท่านนี้ แม้จะมาที่แดนทักษิณชวนชิงหลัวจวินดื่มสุราอยู่บ่อยครั้ง งานเลี้ยงมากมายที่ชิงหลัวจวินจัดขึ้น เมื่อเขามาพบเข้า ก็จะเข้าร่วมเล็กน้อยเสียเป็นส่วนมาก แต่เขานั่งตำแหน่งสูงศักดิ์ทางขวามือของชิงหลัวจวินเสมอมา เวลาที่เกิดนึกสนุกก็จะแค่สนทนากับชิงหลัวจวินสองสามคำมาแต่ไหนแต่ไร บรรดาคุณชายหนุ่มน้อยในเผ่ามารที่นับถือชื่นชมฝ่าบาทสามอยากจะชวนเขาคุยมีอยู่มิใช่น้อย ที่ผ่านมากลับไม่เคยมีใครมีโอกาสได้กล่าวต่อถ้อยคำของฝ่าบาทท่านนี้เลยสักคำ
เห็นจะจะว่านี่คือโอกาสที่จะได้สนทนากับฝ่าบาทสาม นัยน์ตาดำขลับทั้งคู่ของชายหนุ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่ง[6]ซึ่งเมื่อครู่นี้กล่าวประจบประแจงชิงหลัวจวินกลอกวูบ เอนตัวเข้าไปหาเหลียนซ่งทันที ประจบว่า
“ฝ่าบาทสามทรงมิใช่พวกข้าคนในแดนทักษิณ จึงไม่ทราบอะไร ฉางอีผู้นี้เดิมทีคือบัวแดงต้นหนึ่ง แต่เนื่องจากบัวแดงร่างดั้งเดิมของนางนั้นพิการโดยกำเนิดไม่อาจออกดอกได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้อุปถัมภ์ยินยอมรับนางเข้าสู่สวน เป็นภูตดอกไม้ แต่กลับไร้นาย เดิมทีก็เป็นเรื่องชวนหัวสำหรับคนในอยู่แล้ว ไม่กี่ปีมานี้ไม่ทราบสมองเกิดผิดปกติอันใดกลับคิดจะฝึกตนเป็นเซียน เที่ยวรวบรวมปราณขาวไปทั่ว” แค่นหัวเราะเสียงหยันอยู่ในทีกล่าวว่า “ขายยิ้มไปทั่วเพื่อให้ได้ปราณขาว มิได้แตกต่างอะไรจากสตรีในดงโลกีย์ของโลกมนุษย์เหล่านั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ ในเผ่าปิศาจกับเผ่ามาร...”
เหลียนซ่งเอามือยันศีรษะมองชายหนุ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่ง
“งามแค่ไหน?”
ชายหนุ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่งที่กำลังสาธยายเพลินสะดุดกึก หยุดเล็กน้อย
“ฝ่าบาทสามทรงหมายถึง...”
เหลียนซ่งจึงคลี่ยิ้ม “เมื่อครู่นี้ได้ยินพวกเจ้าบอกว่านางงดงาม นางงดงามแค่ไหน?”
อันว่าบุรุษ ส่วนใหญ่จะชอบวิจารณ์หญิงงามกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบวิจารณ์หญิงงามหลังจากจิบสุราจนครึ้มๆ เหล่าบุรุษในงานเลี้ยงใคร่ครวญถ้อยคำนี้ของฝ่าบาทสาม ต่างคนต่างกวาดสายตามองหน้ากัน เข้าใจเอาเองว่ารู้แจ้งแล้วว่าความสนใจของฝ่าบาทสามอยู่ที่ใด งานเลี้ยงครึ่งหนึ่งหลังจากนั้นจึงต่างจมอยู่กับการถกถึงความงดงามของฉางอี โดยไม่มีผู้ใดกล่าวดูหมิ่นเหยียดหยามชาติกำเนิดของฉางอีอีกเลย
ฝ่าบาทสามที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมากลับไม่เอ่ยอะไรอีก สีหน้าดูไม่ออกว่าสนใจหรือไม่สนใจ เพียงแต่มือขวาที่กุมพัดเหล็กเคาะใส่ขอบโต๊ะเล่นอย่างไร้จังหวะ นั่นหมายความว่ากำลังจมอยู่ในภวังค์
แดนทักษิณกำลังอยู่ในช่วงกลางวสันต์ ท้องฟ้าแจ่มจ้าทะเลสีมรกต ดอกไม้ส่งกลิ่นหอมตลบ ทิวทัศน์งดงามมิใช่น้อย เหลียนซ่งจึงอยู่ค้างนานขึ้นสองสามวัน
แปดดินแดนต่างมองว่าเหลียนซานเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ทั้งยังเชื่อสนิทใจว่าเรื่องนี้ไม่เป็นที่กังขา แต่แปดดินแดนต่างไม่ค่อยแน่ใจอีกเช่นกันว่า หญิงงามนับหมื่นพันในโลกนี้ ฝ่าบาทสามนิยมแบบใดกันแน่?
โอรสทั้งสามของเทียนจวิน โอรสองค์โตยางชั่วเคร่งขรึมจริงจัง โอรสองค์รองซางจี๋ใสซื่อเที่ยงธรรม ต่างเป็นผู้ที่ประจบเอาใจได้ยากทั้งคู่ ฝ่าบาทสามเหลียนซ่งผู้นี้อุตส่าห์ทำให้เหล่าขุนนางที่มีความคิดแอบแฝงได้มองเห็นโอกาสในการประจบประแจงเบื้องสูงอยู่เสี้ยวหนึ่ง แต่ความคิดของฝ่าบาทสามนั้นยากจะคาดคะเนโดยแท้
ตัวอย่างเช่น ท่านนึกว่าฝ่าบาทสามนิยมหญิงงามประเภทนี้ ผู้ที่อยู่ข้างกายเขาในยามนี้ก็เป็นหญิงงามประเภทนี้จริงๆ ท่านอยากจะถวายหญิงงามประเภทนี้เพื่อเอาใจเขาเช่นกัน แต่ไม่แน่ว่าวันถัดมาข้างกายเขาได้เปลี่ยนไปเป็นหญิงงามประเภทนั้นที่เป็นตรงกันข้ามกับหญิงงามประเภทนี้โดยสิ้นเชิงเสียแล้ว
ภายในสี่ทะเลแปดดินแดน ทุกคนมองว่าเอ่ยถึงความเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ฝ่าบาทสามนับไม่ได้ว่าเจ้าชู้กรุ้มกริ่มที่สุด แต่เอ่ยถึงความเอาใจยากและคาดเดาไม่ออก ฝ่าบาทสามน่าจะบรรลุอันดับสูงสุดแล้ว
ถึงกระนั้นในงานเลี้ยงสุราเมื่อไม่กี่วันก่อน คำพูดของเหลียนซ่งที่ถามว่าฉางอีงดงามแค่ไหน กลับทำให้เหล่าชนชั้นสูงของแดนทักษิณที่มีเจตนาจะประจบเอาใจเจ้าชายแห่งเผ่าสวรรค์ท่านนี้มองเห็นความหวังอยู่เสี้ยวหนึ่ง
ทุกคนต่างก็ใฝ่ก้าวหน้ายิ่งนักกันทั้งนั้น พยายามคว้าโอกาสเพียงเสี้ยวเดียวนี้ไว้ เพียงวันที่สามเท่านั้น ก็มีคนส่งฉางอีเข้าไปในห้องของเหลียนซ่ง
เหลียนซ่งจำได้ว่าฉางอีอยู่ในส่วนลึกของแสงตะเกียง
เหลียนซ่งมายังแดนทักษิณ ที่ซึ่งพักอยู่เป็นประจำคือเรือนหลังเล็กหลังหนึ่งเหนือหน้าผาขาดเขาซีเฟิง
นั่นเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนแล้ว เขาเพิ่งกลับมาจากการเล่นหมากล้อมที่วังของชิงหลัว ย่ำแสงจันทร์ย่างเข้าสู่ประตูฉุยฮัว[7]ของเรือนน้อยริมผาขาด เพิ่งจะเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นแสงตะเกียงในห้องฝั่งเหนือ
หน้าห้องฝั่งเหนือมีต้นจามจุรีขึ้นอยู่หนึ่งต้น ดอกจามจุรีดุจปุยขนนกทั่วทั้งต้นถูกแสงจันทร์และแสงตะเกียงย้อมเป็นสีแดงทอง ดูฉูดฉาดงามตาอยู่หลายส่วน บนต้นจามจุรีมีเชือกเส้นเล็กผูกอยู่เส้นหนึ่ง ทอดยาวเข้าไปในห้องฝั่งเหนือ เช้าวันนี้เขาเป็นคนผูกปลายอีกด้านของเชือกไว้กับชั้นวางกระถางดอกไม้ในห้องฝั่งเหนือเองกับมือ ที่ห้อยอยู่บนเชือก คือกระดาษหลายสิบแผ่นซึ่งเขาทำเพราะว่างมากจนเบื่อเสร็จแล้วก็คิดจะผึ่งลมให้แห้ง
สายลมแรงโหมพัดขึ้นในเขตเรือน ทำให้ไฟตะเกียงภายในห้องส่ายไหว กระดาษบนเชือกพลอยทำท่าจะบินลอยเหมือนผีเสื้อ เหลียนซ่งยกมือเล็กน้อย ต้นไม้นิ่งลมสงบ ตอนย่างเท้าเข้าไปหา เขามองเห็นว่ายิ่งเข้าไปใกล้แสงตะเกียงภายในห้อง ยามแสงอ่อนจางทะลุผ่านกระดาษ นกแมลงดอกไม้ใบหญ้าบนกระดาษได้ดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ
เขาพลิกๆ กระดาษบนเชือกอย่างเรื่อยเปื่อยขณะที่เดินทอดฝีเท้าเข้าไปในห้อง
แสงตะเกียงยิ่งสว่าง และยิ่งถักทอถี่ยิบ มีบ้างทอดลงใส่ขาตะเกียง มีบ้างทอดลงสู่พื้น ไล่ระดับสูงต่ำได้มีสุนทรียภาพยิ่งอีกด้วย ส่วนลึกของแสงตะเกียง หญิงนามฉางอีเงยหน้าขึ้นนิดๆ เอ่ยเรียกคำยกย่องของเขา
“ฝ่าบาทสาม”
ใบหน้านั้นงดงามจริงๆ กล่าวได้ว่าเนตรขนงดุจภาพเขียน
เหลียนซ่งเลื่อนสายตาไปที่นาง แต่หยุดนิ่งแค่เพียงชั่ววูบ ก็ย้ายกลับมายังกระดาษที่พิมพ์ภาพดอกไม้สี่ฤดูแผ่นหนึ่งอีกครั้ง กล่าวสบายๆ ว่า “ฉางอี”
ในดวงตาหญิงสาวทอแววแปลกใจนิดๆ
“ฝ่าบาทสามทรงทราบได้อย่างไรเพคะว่าหม่อมฉันคือฉางอี?” น้ำเสียงแผ่วเบา
โลกหล้ากล่าวว่าโอรสทั้งสามของเทียนจวิน ผู้ซึ่งปราดเปรื่องที่สุดคือฝ่าบาทรองซางจี๋ ตอนซางจี๋ถือกำเนิด มีวิหคเบญจรงค์สามสิบหกตัวจากเขาเฮ่อหมิงจวิ้นจี๋พุ่งทะยานสู่ชั้นเมฆเป็นการอวยพร นี่คือนิมิตมงคลอัศจรรย์อันสวรรค์กำหนดมั่น หลังจากนั้นซางจี๋ยังบำเพ็ญเพียรจนได้เป็นซ่างเซียนตอนอายุเพียงสามหมื่นปีอีกด้วย นี่ได้เป็นหลักฐานพิสูจน์ถึงความเป็นอัจฉริยะในหมู่เซียนของซางจี๋อีกครั้ง
ภายใต้รัศมีแห่งเกียรติยศอันเจิดจ้าของฝ่าบาทรองซางจี๋ ดูเหมือนพี่ชายกับน้องชายทั้งสองของเขาต่างค่อนข้างจะจืดจางกว่ากันไม่ว่าจะในด้านพรสวรรค์หรือในด้านผลงาน แต่ในเรื่องนี้เทพเซียนบางรายยังคงมีความเห็นที่แตกต่างออกไป อาทิอดีตประมุขแห่งฟ้าดินมหาเทพตงหัว
เนื่องจากตัวมหาเทพตงหัวเองตอนที่ถือกำเนิด หาได้มีฟ้าดินเกิดนิมิตอัศจรรย์อันใด แต่แล้วหลังจากนั้นเขากลับโตมาเป็นประมุขแห่งฟ้าดิน ด้วยเหตุนี้จึงมิได้งมงายเชื่อเรื่องจำพวกตอนถือกำเนิดฟ้าดินต่างเปล่งแสงสีทองโดยพร้อมเพรียง มีนกสับปะรังเคไม่กี่ตัวมาบินๆ อยู่บนฟ้าก็มีอนาคตอันสดใสแล้วอะไรนั่น มหาเทพตงหัวคิดมาโดยตลอดว่าเหลียนซานต่างหากคือยอดอัจฉริยะที่คู่ควรแก่การปั้น เทียนจวินได้เหลียนซานมาแล้ว ก็สามารถหยุดเรื่องกำเนิดบุตรลงแค่นี้ได้ อย่างไรถึงจะคลอดเพิ่ม ก็ไม่มีปัญญาคลอดลูกที่ฉลาดหัวไวยิ่งกว่าเหลียนซานได้แล้ว
ด้วยความฉลาดหัวไวซึ่งเคยได้รับการยอมรับจากมหาเทพตงหัวผู้เรื่องมากช่างตินี้ การพบกันครั้งแรกของเหลียนซานกับฉางอี ย่อมจะข้ามบทสนทนาตามธรรมเนียมจำพวก “เจ้าคือใคร?” “หม่อมฉันคือฉางอี” “ใครส่งเจ้ามาที่ห้องของข้า?” “คนนั้นคนนี้ส่งหม่อมฉันมาที่ห้องของฝ่าบาท” “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” “มาที่นี่เพื่ออยู่เป็นเพื่อนฝ่าบาทสาม แต่ว่าฝ่าบาทสาม หม่อมฉันขายศิลปะไม่ขายตัวนะเพคะ” ไปได้ แม้แต่ประโยค “ฝ่าบาทสามทรงทราบได้อย่างไรเพคะว่าหม่อมฉันคือฉางอี” นั้นของฉางอี ฝ่าบาทสามยังรู้สึกว่าปัญหาง่ายๆ แค่นี้เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตอบแต่อย่างใด
เขายังคงพินิจดูกระดาษพิมพ์ลายดอกไม้สี่ฤดูใบนั้นอยู่เช่นเดิม ปลดมันลงมาแล้วส่องดูกับตะเกียงดวงหนึ่งใกล้ๆ ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยกล่าวว่า
“ต่อให้พวกเขาบังคับเจ้า ด้วยความสามารถของเจ้า ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาได้ พวกเขาหลอกเจ้าว่าเนื่องจากเปิ่นจวินคือเซียน ตักตวงปราณขาวได้ไม่มีหมดสิ้น ดังนั้นหากเป็นที่พอใจของเปิ่นจวิน เปิ่นจวินย่อมจะมีปราณขาวมากมายให้เจ้าได้นำไปใช้ใช่หรือไม่? แต่เปิ่นจวินบำเพ็ญเพียรมาจนถึงบัดนี้” เอ่ยถึง “บำเพ็ญเพียร” สามพยางค์ เหมือนว่าแม้แต่ตัวเองก็รู้สึกว่าน่าขัน เขาจึงยิ้มอย่างเย็นชายิ่ง เปลี่ยนคำพูดว่า “เปิ่นจวินฝึกฝนมาจนถึงบัดนี้ ภายในร่างไม่มีปราณเขียวอยู่แม้แต่น้อยอีก สิ่งที่เด็กน้อยน้องชายของเจ้าซึ่งถูกพยัคฆ์ปีกคู่ในถ้ำเจ็ดอนธการทำร้ายบาดเจ็บต้องการคือปราณขาวที่มีปราณเขียวเคียงคู่ ปราณขาวของเปิ่นจวิน เกรงว่าจะไม่อาจช่วยอะไรน้องชายของเจ้าได้”
สีหน้าหญิงสาวเปลี่ยนสีเล็กน้อย แต่เพียงครู่สั้นๆ ก็กลับมาสงบนิ่ง ภูตดอกไม้เล็กๆ ตนหนึ่ง อยู่ต่อหน้าเจ้าชายแห่งเผ่าสวรรค์ กลับไม่มีทีท่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย
เสียงของภูตดอกไม้น้อยยังคงแผ่วเบาเช่นเดิม
“ฝ่าบาทสามทรงปราดเปรื่อง ฝ่าบาทสามทรงมองเรื่องราวได้อย่างปรุโปร่ง ฉางอีไม่อาจหลอกฝ่าบาทสามได้ ในเมื่อฝ่าบาทสามหาได้มีสิ่งที่ฉางอีต้องการ ฉางอีก็ขออำลาแต่เพียงนี้”
พูดพลางได้ลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดขาดจริงๆ ตบฝุ่นที่ไม่มีอยู่บนหัวเข่า เดินอย่างผ่าเผยออกไปจากเงาตะเกียง ตอนเดินไปจนใกล้เหลียนซานได้หยุดคิดเล็กน้อย แล้วย่อกายคารวะ กล่าวเสียงจริงจังว่า
“ฝ่าบาทสามเพคะ ดึกมากแล้ว ทรงรีบพักผ่อนดีกว่าเพคะ ตะเกียงนี้ถึงแม้หม่อมฉันจะไม่ได้เป็นคนทำ แต่หากฝ่าบาทสามทอดพระเนตรแล้วทรงเห็นว่าไม่ใคร่ดี ก่อนไปหม่อมฉันจะรื้อพวกมันออกก็แล้วกัน จะได้ถือเป็นการตอบแทนต่อถ้อยดำรัสตรงไปตรงมาต่อหน้าฉางอีของฝ่าบาทสามเพคะ”
เหลียนซานค่อยหันกลับมามองหน้านางอย่างจริงจัง
ข้างกายฝ่าบาทสามมีหญิงงามมากมายไปๆ มาๆ ต่อให้ไม่ใส่ใจ เขาเห็นจริตมารยาปกติทั่วไปของเหล่าหญิงงามมาหมื่นสองหมื่นปี จึงเห็นจนคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งแล้ว หลังจากเขากล่าวไปเช่นนั้น หญิงงามที่รู้จักเอาใจจะต้องตอบว่า “ฝ่าบาทสามทรงล้อเล่นแล้วเพคะ ฝ่าบาทสามสูงศักดิ์สุดเปรียบปาน เพียงได้ปรนนิบัติฝ่าบาทสามก็เป็นบุญวาสนาของหม่อมฉันแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าจะขอปราณขาวปราณเขียวอะไรจากฝ่าบาทสาม...” หญิงงามที่ไม่รู้จักเอาใจนัก อย่างน้อยก็ต้องตอบว่า “ฝ่าบาทสามทรงทราบได้อย่างไรเพคะว่าที่หม่อมฉันรวบรวมปราณขาวก็เพื่อน้องชายที่ยังเล็กของหม่อมฉัน มิใช่เพื่อฝึกฝนเป็นเซียนเช่นที่คนทั่วไปกล่าวขานกัน ฝ่าบาทสามทรงจัดการเรื่องราวอย่างมีสายตาเฉียบแหลม หม่อมฉันนับถือยิ่งนัก...” อะไรทำนองนี้
ฝ่าบาทสามรู้สึกว่าภูตดอกไม้น้อยตนนี้น่าสนใจนิดๆ
ภูตดอกไม้น้อยยืนอยู่ตรงหน้าเขาห่างออกไปไม่กี่ก้าว ดูแล้วกำลังรอคำตอบจากเขาอย่างจริงใจยิ่ง
บนกระดาษลายดอกไม้ในมือแผ่นนั้น กลีบของดอกไม้สี่ฤดูย้อมสีไม่บริสุทธิ์พอ ฝ่าบาทสามยื่นมือไปป้อนมันแก่ไฟตะเกียงดวงที่อยู่ใกล้ที่สุด
“เปิ่นจวินได้ยินมาว่าเจ้ารู้จักเอาใจ” เขาเอ่ย จวบจนกระดาษลายดอกไม้ไหม้หมดสิ้น เขาค่อยเหลือบสายตาขึ้นเล็กน้อย “ดูท่าทางเหมือนจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
เมื่อฟังที่เขาพูดเข้าใจ ภูตดอกไม้น้อยตะลึงพรึงเพริดนิดๆ อย่างเห็นได้ชัด เบิ่งตากว้างมองดูเขา ถอยหลังไปสองก้าวขบคิดอย่างตั้งใจ แล้วมองหน้าเขาอีกครั้ง
“ฝ่าบาทสามให้หม่อมฉันไปเสีย หม่อมฉันก็ไป ก่อนไปยังคิดจะช่วยฝ่าบาทสามรื้อขาตะเกียง น-น-นี่ยังไม่รู้จักเอาใจพออีกหรือเพคะ?”
นี่แหละคือฉางอี
เรื่องเก่าเมื่อเจ็ดแปดร้อยปีก่อน ทุกเหตุการณ์กลับล้วนแต่ยังคงไม่ลืมเลือน ฝ่าบาทสามนวดขมับ
ตอนที่เทียนปู้ทำงานรับใช้อยู่ในวังหยวนจี๋ของเหลียนซ่ง ณ สวรรค์ชั้นสามสิบหก ก็เป็นเทพธิดาน้อยที่ทำงานได้คล่องแคล่วที่สุดในวังหยวนจี๋อยู่แล้ว มาถึงโลกมนุษย์แห่งนี้แม้ไม่มีอิทธิฤทธิ์ เรื่องมากมายจัดการได้ไม่ใคร่สะดวกนัก กระนั้นเทียนปู้ก็ยังคงความสุขุมรอบคอบเหมือนเช่นตอนที่นางอยู่ในวังหยวนจี๋ต่อไปอย่างซื่อสัตย์ มองเห็นแต่ไกลว่าเหลียนซ่งที่แช่อยู่ในน้ำพุร้อนแกว่งกาเหล้า ก็คาดคะเนได้แล้วว่านี่คือหมายถึงว่าเขาดื่มเหล้าในกาหมดแล้ว ยังมีอารมณ์จะดื่มอีกกา จึงยกเหล้าอีกกาที่เตรียมไว้บนเตาขนาดเล็ก เดินชายกระโปรงปลิวนำไปส่งให้อีกรอบทันที
หลังจากวางกาเหล้าลงที่ริมสระอย่างระมัดระวังแล้ว เทียนปู้ได้ยินเจ้านายของนางเอ่ยถามนางอย่างปุบปับ
“จะว่าไป เจ้ารู้สึกด้วยไหมว่า ความจริงนิสัยของเยียนหลานกับฉางอีไม่ค่อยเหมือนกันนัก?”
เทียนปู้ใคร่ครวญอยู่ชั่วแล่น กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า
“เจ้าหญิงเยียนหลานคือมุกวิญญาณของฉางอีฮัวจู่มาเกิด จะอย่างไรก็เติบโตมาในโลกมนุษย์ อีกทั้งยังสูญเสียความทรงจำในอดีตเมื่อครั้งอยู่บนสวรรค์หรืออยู่ที่แดนทักษิณไปกว่าครึ่ง จึงยากจะเลี่ยงที่นิสัยจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง” แล้วถามอย่างหยั่งเชิงว่า “ฝ่าบาท...ทรงรู้สึกว่าน่าเสียดายอยู่นิดๆ หรือเพคะ?”
แล้วเห็นเหลียนซ่งพิงหลังกับริมตลิ่ง หลับตาลงเล็กน้อย
“ก็รู้สึกเสียดายอยู่นิดๆ”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] เพื่อนสนิทในห้องหอ หมายถึง เพื่อนสนิทผู้หญิงวัยใกล้เคียงกัน
[2] โหว : คือชื่อบรรดาศักดิ์ของขุนนาง; โหวเยี่ย หรือ โหวเหยีย คือคำที่ผู้ด้อยศักดิ์กว่าใช้เรียกขุนนางชั้นโหว; หลิน คือแซ่
[3] ท่านฮัว คือชื่อเรียกผู้สอบติดเป็นขุนนางที่อายุน้อยที่สุดในการสอบรอบนั้นในยุคจีนโบราณ
[4] ยศของขุนนางจีนโบราณแบ่งเป็น 9 ขั้น โดยขั้น 1 สูงสุด ขั้น 9 ต่ำสุด
[5] เหลียนซาน (连三) : ซาน (三) แปลว่า สาม หมายถึง เป็นลูกคนที่สามของตระกูลเหลียน
[6] เป็นคำที่ใช้ชมดวงตาว่าเรียวงามได้รูปเหมาะเจาะพอดี เมล็ดซิ่ง (杏子) คือ เมล็ดอัลมอนด์
[7] ประตูฉุยฮัว คือประตูที่เชื่อมระหว่างเขตเรือนชั้นนอกกับเขตเรือนชั้นใน (ดูภาพที่ x หน้า x)