บทที่สาม
ด้านเฉิงอวี้กับฮัวเฟยอู้นี้ นับจากมอบร่มที่ท่าข้ามในวันนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากฝนตกติดต่อกันหลายวัน พวกนางจึงไปที่ท่าข้ามติดต่อกันหลายวัน มอบร่มติดต่อกันหลายวัน
แต่ทั้งสองคนต่างไม่ค่อยจะรอบคอบ พากันลืมบอกให้บรรดาคุณชายนักศึกษาที่ฮัวเฟยอู้ต้องตาเหล่านั้นได้ทราบว่าควรจะไปคืนร่มที่ใด ด้วยเหตุนี้นอกจากร่มที่เด็กหนุ่มรับใช้ซึ่งเหลียนซ่งส่งมานำมาคืนหนึ่งคันแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นมาคืนร่มสานวาสนากับฮัวเฟยอู้ที่ห้องหยกงามตามที่เฝ้ารอแต่อย่างใด
ทั้งสองต่างท้อใจยิ่ง ฮัวเฟยอู้เป็นคนจ่ายเงินซื้อร่ม ดังนั้นเทียบกับเฉิงอวี้แล้ว นางจึงท้อใจยิ่งกว่า
แต่หลังจากนั้นในเมืองกลับมีข่าวลือเรื่องหนึ่งแพร่กระจายออกไป ว่าระยะนี้พอฝนตกก็จะมีแม่หญิงที่ประดุจเทพธิดามาคอยมอบร่มให้ตรงแถวๆ ท่าข้ามเพื่อสร้างความสุขให้แก่คนผ่านทาง
นักพรตเฒ่าที่ตั้งแผงขายของอยู่หน้าประตูศาลเจ้าเทพอารักษ์ประจำเมืองขนานนามแม่หญิงผู้นี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่า “เจ้าแม่ร่ม”
เนื่องจากเศรษฐีแซ่หลี่แห่งตรอกลิ้นจี่ได้รับบุญคุณมอบร่มหนึ่งคันจากเจ้าแม่ร่ม ไม่กี่วันต่อมาก็ได้บริจาคศาลเจ้าหล่อรูปปั้นทองให้เจ้าแม่ เป็นที่เล่าขานชื่นชมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
ที่น่าเสียดายคือพักนั้นฮัวเฟยอู้ท้อแท้ใจจนไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอก และไม่ค่อยได้รับแขก ด้วยเหตุนี้จึงมิได้ทราบว่าตัวนางถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าแม่ร่มไปเสียแล้ว
วันหนึ่งหลังจากที่พอจะทำใจได้แล้ว ฮัวเฟยอู้พาเฉิงอวี้ไปที่ศาลเจ้าผู้เฒ่าจันทรา[1]ขอเนื้อคู่ มองเห็นข้างๆ ศาลผู้เฒ่าจันทรามีศาลเจ้าแม่ร่มสร้างขึ้นมาใหม่ ยังหลงนึกว่าผู้เฒ่าจันทรามีธรรมบาลที่เน้นทำหน้าที่ช่วยชายหนุ่มหญิงสาวอาศัยร่มผูกวาสนาเพิ่มมาใหม่เสียอีก นางไม่เคยคิดเลยว่าการที่ผู้เฒ่าจันทรามีธรรมบาลมันน่าจะทะแม่งชอบกลหรือเปล่า ลากเฉิงอวี้แล่นเข้าไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงคุกเข่าแสดงความเคารพไว้ก่อนแล้วคารวะโขกศีรษะไปสิบที
ส่วนเฉิงอวี้ ปีนี้นางอายุสิบสี่ปีเศษ กำลังอยู่ในวัยทั้งอวดดี และไม่ค่อยจะรู้จักตัวเองเป็นพิเศษพอดี เดิมทีหลงนึกว่าทั่วหล้าอันกว้างใหญ่ ไม่มีอะไรที่นางทำไม่ได้ วันหนึ่งกลับพ่ายแพ้ในเรื่องบ้าบออย่างการช่วยฮัวเฟยอู้หาเนื้อคู่เสียได้ จะไปยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างไร? หลังจากปิดประตูไม่รับแขกคร่ำเคร่งอ่านหนังสือละครพื้นบ้านเป็นเวลาสิบห้าวันเต็ม นางก็เสนอแผนการจำพวกเลียนแบบภูตกวางชะมดฮัวกูจื่อแทนคุณ[2]เอย หรือเลียนแบบเทพธิดาบนสวรรค์บางนางลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ รอให้ชายเลี้ยงโคขโมยเสื้อผ้าของนางไป จากนั้นทั้งสองก็ได้ผูกสัมพันธ์เป็นเนื้อคู่กันเอย ฯลฯ ให้แก่ฮัวเฟยอู้อีก
ฮัวเฟยอู้หาเนื้อคู่ยากมาก แผนการเหล่านี้พวกนางทยอยทดลองไปทีละแผนๆ กลับไม่สำเร็จเลยสักแผน และลองไปลองมา เฉิงอวี้ก็เติบโตจนอายุเต็มสิบห้าปีโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ตามคำพยากรณ์ที่ซู่จี๋ ราชครูคนปัจจุบันได้เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งกระนั้น ทันทีที่หงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้ผ่านพ้นสิบห้าปี ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอยู่ในหอทศมาลีอีก หากนางมีปัญญาทำได้ นางอยากจะขึ้นไปเด็ดดวงจันทร์บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า หรืออยากจะลงไปจับตะพาบน้ำใต้ห้ามหาสมุทร ก็สุดแต่ใจนางทั้งสิ้น
โตขึ้นหนึ่งปี เฉิงอวี้ได้รู้จักชีวิตในแง่มุมใหม่ มิอาจไม่ยอมรับว่าด้วยความสามารถของนางในตอนนี้ ยังคงยากที่จะช่วยเหลือฮัวเฟยอู้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางบุพเพสันนิวาสได้ ด้วยเหตุนี้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากนางเพิ่งจะผ่านวันเกิดครบสิบห้าปีมาหมาดๆ และสามารถไปจากเมืองผิงอานได้ในที่สุด นางจึงทิ้งหนังสือละครเกี่ยวกับการมีความรักของเทพเซียนภูตผีปิศาจยี่สิบกว่าเล่มไว้ให้ฮัวเฟยอู้ แล้วมุ่งหน้าลงใต้สู่ลี่ชวนเพื่อไปเผชิญโลกกว้างกับจูจิ่นและหลีเสี่ยงได้โดยไม่ต้องนึกละอายใจอีก
พอไปอยู่ที่ลี่ชวน ก็อยู่นานถึงหนึ่งปีกับอีกครึ่งปี ตอนไปจากเมืองผิงอาน นางยังคงเป็นเด็กสาวตัวน้อย เมื่อกลับมาอีกครั้ง ได้กลายเป็นหญิงสาวเต็มวัยอายุสิบหกปีแล้ว
กลับถึงเมืองผิงอาน เรื่องแรกที่เฉิงอวี้ทำก็คือเก็บเงินไปเที่ยวห้องหยกงามเยี่ยมฮัวเฟยอู้ ไม่ผิดจากที่นางคาดไว้ ฮัวเฟยอู้สมแล้วที่เป็นฮัวเฟยอู้ผู้ยึดมั่นไม่แปรผัน ไม่ได้พบกันหนึ่งปีกว่า นางยังคงกำลังย่ำเท้าอย่างไม่ท้อถอยไปบนเส้นทางแห่งการเสาะหารักแท้อยู่เหมือนเดิม
เวลานั้นคือยามเว่ยเค่อสุดท้าย[3]พอดี ท้องฟ้าไม่ค่อยสว่างนัก ดวงตะวันเผยปรากฏแต่เพียงเงา เหยาหวงกับบานเที่ยงหนึ่งคนหนึ่งดอกไม้ ยึดครองโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสเสียกว่าครึ่ง เฉิงอวี้ถูกเบียดไปดื่มน้ำชาอยู่มุมโต๊ะ
ฮัวเฟยอู้ที่ไม่ได้พบกันมาหนึ่งปีกว่าได้ยินเสียงของเฉิงอวี้ดังขึ้นที่ห้องชั้นนอก ก็ตื่นเต้นจนเหยียบส้นรองเท้าออกมาต้อนรับทันที
เฉิงอวี้เห็นว่าความตื่นเต้นเช่นนี้ ได้พิสูจน์ถึงมิตรภาพของนางกับเสี่ยวฮัว
ฮัวเฟยอู้โถมขึ้นมาบนเข่าของเฉิงอวี้ ดวงตาคู่งามคลอน้ำตาอยู่รำไร
“เพื่อนรัก! ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ข้าเฝ้ารอท่านแทบแย่แน่ะ!”
ดูสิ เสี่ยวฮัวคิดถึงนางมากแค่ไหน
เฉิงอวี้ยื่นมือไปลูบผมของฮัวเฟยอู้ดุจมารดาชราผู้โอบอ้อมอารี
ฮัวเฟยอู้น้ำตาคลอเบ้า
“ท่านรู้ไหมว่าท่านกลับมาได้จังหวะเหมาะพอดีเลยเชียว มีเรื่องหนึ่งมีแต่ท่านเท่านั้นที่ช่วยข้าได้ ท่านต้องช่วยข้าให้ได้นะ!”
...ก็ได้ นางมองเสี่ยวฮัวผิดไปเสียแล้ว เสี่ยวฮัวไม่ได้คิดถึงนางอย่างบริสุทธิ์ใจเลยสักนิด เฉิงอวี้นิ่งไปชั่วครู่ดุจบิดาชราผู้เย็นชา ลุกจากเก้าอี้ขึ้นยืน
“ข้านึกได้ว่าจูจิ่นบอกให้ข้าช่วยไปที่ตลาดสดซื้อไก่หลูฮัว[4]ให้เขาสองตัว ข้าขอ...”
ฮัวเฟยอู้กอดสองขาของเฉิงอวี้ไว้อย่างเด็ดเดี่ยว
“ฮัวจู่ พูดถึงไก่หลูฮัวในเวลาแบบนี้ช่างทำร้ายจิตใจกันนัก มิตรภาพของข้ากับท่านไก่หลูฮัวสองตัวไฉนเลยจะเทียบได้!”
เฉิงอวี้แกะนิ้วมือฮัวเฟยอู้ออกอย่างเงียบงัน แกะอยู่พักใหญ่พบว่าแกะไม่ออก ได้แต่ยอมตามใจนาง กล่าวอย่างยอมรับชะตากรรมว่า
“ให้ช่วยอะไร พูดมาเถอะ”
ฮัวเฟยอู้ยันตัวลุกขึ้นนั่งข้างๆ นางทันที
“ไม่กี่วันมานี้ข้าต้องตาคุณชายท่านหนึ่ง หน้าตานี่ช่าง...โดยแท้ ความรู้ก็ช่าง...โดยแท้”
ฮัวเฟยอู้เคยอ่านหนังสือแค่ไม่กี่เล่ม พอถึงเวลาจะใช้สำนวนหรือยกตัวอย่าง เป็นต้องพูดจาสะดุดติดขัด เฉิงอวี้ช่วยต่อคำให้นางโดยอัตโนมัติ
“ต้นไม้หยกกลางสายลม เปี่ยมสง่าราศีเหนือธรรมดา รอบรู้ปรุโปร่งทั้งใกล้ไกล รู้เห็นยินยลทุกเรื่องไป”
ฮัวเฟยอู้พยักหน้าอย่างชื่นชม
“ใช่แล้ว ต้นไม้หยกกลางสายลม เปี่ยมสง่าราศีเหนือธรรมดา รอบรู้ปรุโปร่งทั้งใกล้ไกล รู้เห็นอะไรแล้วนะ อีกประเดี๋ยวคุณชายท่านนั้นจะแวะมาฟังเพลง ฮัวจู่ช่วยแสร้งทำเป็นว่าอยากจะยึดครองข้าไว้คนเดียว กระตุ้นให้เขารู้สึกไม่อยากยอมแพ้ ให้เขาเฝ้าข้าแจ เท่านี้ท่านก็ถือว่าช่วยสำเร็จแล้วละ!”
เฉิงอวี้หันกลับไปมองนางอย่างตกตะลึง
“ข-ข-ข-ข-ข้าเป็นผู้หญิงนะ”
ฮัวเฟยอู้พูดเสียงเรียบเรื่อย
“ไม่ได้บอกให้ท่านยึดครองข้าจริงๆ สักหน่อย ก็แค่แสร้งทำไปอย่างนั้นเอง ท่านดูสิ ท่านเดินเที่ยวในห้องหยกงามมาหลายปีปานนี้ ไม่มีใครดูออกเลยว่าท่านคือผู้หญิง แสดงว่าท่านมีพื้นฐานในการแสดงบทบาทนี้อยู่”
สำหรับเรื่องที่เฉิงอวี้ประท้วงว่าตัวนางคือผู้หญิงนี้ถือว่าแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ฮัวเฟยอู้ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เดิมทีข้าน่ะ ไม่ได้คิดจะเสาะหาคนที่สามารถมาเป็นเนื้อคู่ของข้าจากในบรรดาลูกท่านหลานเธอเสเพลที่คลุกคลีอยู่กับหอนางโลมพวกนี้เลย แต่สินค้าชั้นเลิศเช่นท่านแม่ทัพเหลียน ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งโดยแท้ละนะ!” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นหดหู่ “แต่จนใจที่ตั้งสิบวันครึ่งเดือนคุณชายเหลียนถึงจะแวะมาหาข้าเพื่อฟังเพลงสักครั้งสองครั้ง เพราะเขายังต้องแวะไปอุดหนุนพวกเซียงเหลียนแห่งสวนเขียวสุขสม ฮวนฉิงแห่งหอเซียนสุบิน และเจี่ยนเมิ่งแห่งเรือนเล่นวสันต์เป็นครั้งคราวอีกด้วย ช่างน่ากลุ้มใจยิ่งนักโดยแท้...”
เฉิงอวี้ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา รู้สึกเพียงว่า “แม่ทัพเหลียน” สามพยางค์นี้เหมือนจะคุ้นหูอยู่นิดๆ เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ใดสักแห่ง แต่ก็นึกไม่ออกกะทันหันอีกนั่นแหละว่าตกลงไปได้ยินมาจากที่ใด กระนั้นฟังจากที่ฮัวเฟยอู้พูด ดูเหมือนแม่ทัพเหลียนผู้นี้จะมีพักตร์ชาดผู้รู้ใจอยู่ในหอนางโลมใหญ่ทุกแห่งของเมืองหลวง นางจึงเตือนสติฮัวเฟยอู้อย่างจริงใจหนึ่งประโยค
“จูจิ่นบอกว่าคนที่เดี๋ยวก็ไปหาผู้หญิงคนนี้ เดี๋ยวก็ไปหาผู้หญิงคนนั้น คนพรรค์นี้เรียกว่าคุณชายบุปผา ผู้ชายแบบนี้ไม่ควรเอามากที่สุด ข้าดูว่าเสี่ยวฮัวเจ้าอย่า...”
เสี่ยวฮัวพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
“ในหนังสือบอกว่าคนประเภทนี้เรียกว่าคุณชายบุปผา แต่ในหนังสือก็สอนแล้วว่าจะปราบคุณชายบุปผาให้เชื่องได้อย่างไร บอกว่าจะคว้าหัวใจอันรักอิสระ ปล่อยตัวไม่สำรวมของคุณชายบุปผาเอาไว้ในมือเพียงผู้เดียว ก่อนอื่นก็คือต้องทำให้ใจของเขาเกิดความหึงหวง พอหึงหวง พอกระวนกระวาย เขาก็จะพะวงถึง จะจำได้ จากนั้นจะจดจำขึ้นใจ จะหลงรัก และจะรักปักใจอย่างลึกล้ำ...”
เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหล่านี้เฉิงอวี้ไม่ค่อยเข้าใจนัก นางไตร่ตรองแล้วเห็นว่าฮัวเฟยอู้น่าจะให้นางแสดงเป็นคุณชายเสเพล เรื่องนี้ง่ายมาก พอจะช่วยเหลือได้อยู่ แสดงเป็นคุณชายเสเพลที่ชอบเที่ยวหอนางโลม เฉิงอวี้เห็นว่านางถนัดอยู่แล้ว อย่างไรนางก็เริ่มคลุกคลีในห้องหยกงามจนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตามาตั้งแต่อายุสิบสองปี แต่นางยังคงนึกกังวลอยู่นิดๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
“เจ้าบอกว่าคุณชายเหลียนคนนั้นเป็นแม่ทัพใช่ไหม? อย่างนั้นถ้าเขาเกิดโมโหขึ้นมา เขาจะซ้อมข้าหรือเปล่า?”
เห็นได้ชัดว่าฮัวเฟยอู้ไม่เคยพิจารณาปัญหาข้อนี้มาก่อน พูดอย่างลังเลว่า “คงไม่ละมัง...”
เฉิงอวี้จึงลังเลเล็กน้อย “อย่างนั้นข้าไม่เอา...”
ในที่สุดฮัวเฟยอู้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวนางคือภูตดอกไม้
“สวรรค์ ข้าเพิ่งนึกได้ว่าข้าคือภูตดอกไม้นี่นา ข้าใช้ฤทธิ์ได้นี่ ถ้าเขาซ้อมท่าน ข้าจะปกป้องท่านเอง”
เฉิงอวี้เตือนสตินาง “เจ้าจะวิวาทกับเขาเพื่อข้างั้นหรือ? อย่างนั้นไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่ชอบเจ้าแล้วก็ได้”
ฮัวเฟยอู้ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง “นั่นก็จริงเนอะ!”
ทั้งสองถกกันจนขมวดคิ้วมุ่นไปชั่วขณะ
ต้นบานเที่ยงบนโต๊ะลดเสียงลงกระซิบถามเหยาหวงที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“เหยาตี้[5]นี่ท่านต้องตาตรงไหนของสาวเย่ากันแน่? ทุกปีท่านต่างจงใจแวะมาดูนางสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะชายอื่นเช่นนี้ มันทรมานตัวเองไม่ใช่รึ? จ้ายเซี่ยชักไม่ค่อยจะเข้าใจท่านเสียแล้ว”
เหยาหวงแกว่งใบเหี่ยวระโหย พูดอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า
“เหตุใดข้าถึงได้ต้องตานาง นี่คือปริศนา และเพื่อที่จะไขปริศนานี้นี่แหละ ข้าถึงได้แวะมาเยี่ยมนางปีละสองสามครั้งเป็นประจำทุกปี”
ต้นบานเที่ยงถามอย่างอยากรู้
“อย่างนั้นท่านไขปริศนานี้ได้หรือยัง? คำตอบคืออะไร?”
เหยาหวงมีสีหน้าอึมครึม “คือข้าป่วยจิตน่ะสิ”
เด็กสาวรับใช้คนหนึ่งของฮัวเฟยอู้วิ่งเหยาะๆ เข้ามารายงานว่า ตอนที่นางจับตาดูอยู่ชั้นบนตามคำสั่ง เหมือนจะมองเห็นรถม้าของคฤหาสน์คุณชายเหลียน
ฮัวเฟยอู้เข้าสู่บทบาทในบัดดล เพียงครู่สั้นๆ ก็ได้ไปเอนตัวอยู่ที่หน้าโต๊ะวางพิณข้างหน้าฉากพับเรียบร้อยแล้ว เฉิงอวี้จับคู่กับฮัวเฟยอู้มาหลายปี ความเข้าขาได้ผลักดัน ก็รีบไปเอนตัวอยู่ที่หน้าโต๊ะวางพิณด้วยเช่นกัน
ยาโถวน้อยสองคนมีสายตาอย่างยิ่งเช่นกัน คนหนึ่งรินเหล้าคนหนึ่งโอบผีผาดีดเพลงสั้นๆ
กระนั้นปัญหาของเฉิงอวี้อยู่ที่ เนื่องจากชื่อเสียงความเป็นตัวผลาญสมบัติของนางแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นยอดขุนพลชื่อดังประจำซ่องนางใด ได้พบเฉิงอวี้มีแต่จะคอยนอบน้อมเอาใจทุกรายไป ด้วยเหตุนี้เฉิงอวี้จึงไม่มีประสบการณ์ในการเอาอกเอาใจผู้อื่นแต่อย่างใด
ฮัวเฟยอู้มองดูเฉิงอวี้อยู่ด้านข้าง ได้แต่ร้อนใจสถานเดียว
“ฮัวจู่อย่าเอาแต่กินเองดื่มเองสิ เหล้านั้นท่านต้องป้อนให้ข้าดื่มก่อน องุ่นท่านก็ต้องป้อนให้ข้ากินก่อนด้วย ท่านอย่าลืมสิว่าท่านน่ะชอบข้า ท่านอยากจะเอาใจข้านะ!”
เฉิงอวี้ปอกเปลือกองุ่นงุนงงนิดๆ “ไม่เหมือนทุกทีหรอกหรือ?”
ฮัวเฟยอู้พยักหน้าแรงๆ เดิมทีตั้งใจจะสอนนางสักหน่อย แต่สองหูพลันได้ยินว่ามีเสียงฝีเท้าอยู่ใกล้แค่หน้าประตูแล้ว สีหน้าบนใบหน้าจึงแข็งค้างทันที
เห็นได้ชัดว่าเฉิงอวี้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเช่นกัน ฮัวเฟยอู้บอกว่าไม่เหมือนกับทุกที นางควรจะป้อนฮัวเฟยอู้ นางควรจะป้อนฮัวเฟยอู้อย่างไรดี? ฮัวเฟยอู้โตตั้งขนาดนี้แล้ว กินอาหารยังต้องให้ป้อนอีกหรือ? ถึงแม้เฉิงอวี้มักจะคลุกคลีอยู่ในซ่อง แต่โดยพื้นฐานแล้วก็แค่คลุกคลีอยู่ในห้องของฮัวเฟยอู้ ระหว่างชายหญิงสนิทชิดเชื้อถึงเนื้อต้องตัวกันอย่างไร ความจริงแล้วนางไม่เคยรู้เห็นอย่างแท้จริงมาก่อน ในศีรษะมึนงงไปชั่วขณะ อดประหม่านิดๆ ไม่ได้
เด็กสาวรับใช้ยื่นเหล้าจอกหนึ่งมาให้อย่างถูกจังหวะ ในเสียงผีผา มีเสียงเคาะประตูสองเสียงดังมา ตามด้วยประตูถูกเลื่อนเบาๆ ความคิดวาบขึ้นในศีรษะฮัวเฟยอู้ นางโถมเข้าสู่อ้อมแขนของเฉิงอวี้ แล้วผลักเฉิงอวี้ออกทันทีด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวยอมตายไม่ยอมสยบ
“คุณชายน้อยอวี้ท่าน-ท่านอย่าทำอย่างนี้!”
ถึงเฉิงอวี้จะงุนงง แต่นางก็เป็นคนฉลาด แม้ในศีรษะจะจับต้นชนปลายไม่ถูก กระนั้นกลับรู้โดยสัญชาตญาณว่าต้องแสดงให้เข้าขากับฮัวเฟยอู้ จึงพูดเสียงเข้มว่า
“เจี่ยเจียงดงามเกินไป อาอวี้ก็แค่-ก็แค่ห้ามใจไม่อยู่” คำพูดลื่นไหลดุจสายน้ำ เพียงแต่สีหน้าแข็งทื่อไปสักนิด
ฮัวเฟยอู้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดใบหน้า
“ความจริงใจของคุณชายน้อยอวี้ เฟยอู้ปลาบปลื้มอย่างลึกล้ำ แต่เฟยอู้...” เอ่ยถึงตรงนี้แสร้งทำเป็นเพิ่งสังเกตเห็นประตูห้องที่เปิดออกกว้าง กับคุณชายชุดขาวที่ยืนอยู่หน้าประตู จึงร้องอุทานด้วยใบหน้างามถอดสี “คุณชายเหลียน!”
เฉิงอวี้รู้สึกว่าถึงตรงนี้ตัวนางน่าจะจำเป็นต้องแสดงเพิ่มอีกสักหน่อย ด้วยเหตุนี้จึงฉุดดึงฮัวเฟยอู้อีกครั้งด้วยสีหน้าแข็งทื่อ
“เจี่ยเจีย อาอวี้มิใช่คนใจง่าย อาอวี้รักท่านจริง...”
ฮัวเฟยอู้ได้เบี่ยงหลบไปถึงอีกด้านของโต๊ะวางพิณ เห็นอยู่ว่ากำลังจะลุกขึ้นไปหลบข้างหลังคุณชายชุดขาวที่ปรากฏกายตรงประตู เฉิงอวี้คิดในใจว่าไปหลบตั้งไกลขนาดนั้นทำไมกัน ข้าไม่ได้จะทำอะไรเจ้าจริงๆ สักหน่อย ขณะที่ในใจคิดดังนี้ สายตาก็ติดตามเสี่ยวฮัวที่วาบหลบเหลือบมองไปที่ประตู ผลคือถูกพัดจีบที่คุณชายชุดขาวตรงช่องประตูผู้นั้นถืออยู่ในมือขวาดึงดูดเข้าให้ในบัดดล
เหล่าคุณชายเสเพลที่เที่ยวหอนางโลมจะถือพัดจีบสักเล่มก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร ตัวเฉิงอวี้เองบางครั้งก็ถือพัดจีบแสร้งทำเป็นเจ้าชู้กรุ้มกริ่มเช่นกัน แต่พัดจีบในมือชายหนุ่มเล่มนั้นกลับแตกต่างอย่างมาก
ผู้คนยุคนี้ที่นิยมพัดจีบ ส่วนมากโครงพัดจะทำจากไม้หรือไม้ไผ่ เหล่าลูกท่านหลานเธอของตระกูลที่อยู่ระดับร่ำรวย บางครั้งจะใช้หยกเป็นโครงพัด ซึ่งถือว่าหายากอย่างมากแล้ว แต่โครงของพัดจีบในมือคุณชายชุดขาวผู้นี้กลับไม่ใช่ไม้ไผ่ ไม่ใช่ไม้ และไม่ใช่หยก สีดำสนิทตลอดทั้งโครง เรื่อประกายเย็นยะเยียบ ดูเหมือนโลหะชนิดใดสักชนิดเสียมากกว่า พัดจีบหุบเข้าหากัน ไม่ทราบว่าหน้าพัดทำจากอะไร ในเส้นไหมสีดำที่ห้อยอยู่ใต้ด้ามพัดผูกหยกแดงรูปหยดน้ำตาขนาดเล็กจิ๋วหนึ่งเม็ด คือสีอื่นสีเดียวของพัดจีบสีดำทั้งเล่ม
สายตาของเฉิงอวี้จับนิ่งที่พัดจีบโดยไม่อาจละสายตาก่อน ตามด้วยจับนิ่งที่มือซึ่งกุมพัดเล่มนั้นโดยไม่อาจละสายตา
มือข้างนั้นขาวนวลประดุจหยก เรียวยาวน่ามองยิ่งกว่ามือของสตรีเสียอีก กลับทราบได้ในปราดเดียวว่านั่นคือมือของบุรุษ ท่าที่ถือพัดจีบสบายๆ แม้จะดูเกียจคร้านอยู่บ้าง ทว่ากระดูกได้รูปเด่นชัด แฝงเร้นพละกำลัง
ดูเหมือนจำเป็นต้องเป็นมือเช่นนี้ จึงจะเหมาะสำหรับถือพัดจีบสีดำอันแปลกประหลาดเช่นนี้
ครั้นเฉิงอวี้ดูจนพอใจในที่สุด และเตรียมจะเข้าสู่ประเด็นหลัก เงยหน้าขึ้นดูสักหน่อยว่าคุณชายชุดขาวผู้ทำให้ฮัวเฟยอู้หลงใหลจนวิญญาณหลุดลอยหน้าตาเป็นอย่างไร กลับผ่านหมู่บ้านนี้ไปไม่มีร้านนี้อีกเสียแล้ว เสี่ยวฮัวได้บิดตัวพุ่งวาบไปถึงตรงหน้าชายหนุ่ม บังร่างชายหนุ่มเสียกว่าครึ่ง ส่วนชายหนุ่มได้ก้าวถอยหลังไปสองก้าว ถอยออกพ้นจากรัศมีสายตาของเฉิงอวี้โดยสิ้นเชิง
เฉิงอวี้ได้ยินเพียงเสียงของชายหนุ่มดังมาจากนอกประตู
“ที่แท้ที่นี่ของเฟยอู้กูเหนี่ยงมีแขกอยู่แล้ว” น้ำเสียงนั้นเย็นนิดๆ
เฉิงอวี้รู้สึกว่านางเคยได้ยินเสียงนี้ที่ใดมาก่อน
ถึงแม้เฉิงอวี้จะไม่ค่อยเข้าถึงบทบาทนัก แต่ฮัวเฟยอู้กลับแสดงตามบทละครได้อย่างเข้าถึงบทบาทมาก เฟยอู้กูเหนี่ยงน้ำตาเอ่อคลอ
“เฟยอู้ไม่ทราบเช่นกันว่าจู่ๆ คุณชายน้อยอวี้จะ...”
ชายหนุ่มได้ตัดบทนาง “ไว้มีเวลาว่าง” เสียงนั้นอมยิ้มนิดๆ “ข้าค่อยมาฟังกูเหนี่ยงร้อง ‘สะท้านกระเรียนลา’ สักเพลง”
ความอยากรู้อยากเห็นของเฉิงอวี้พุ่งพรวดจนระเบิด นางแอบขยับไปทางประตูหนึ่งก้าว ตามด้วยอีกหนึ่งก้าว ทั้งยังเขย่งเท้านิดๆ คิดจะดูให้ชัดเจนว่าชายหนุ่มมีหน้าตาอย่างไรกันแน่
ความจริงแล้วชายหนุ่มกำลังยกมือขึ้นช่วยปิดประตูให้พวกนาง ในวูบเดียวที่ได้ดู เฉิงอวี้มองเห็นเพียงใบหน้าที่ถูกบานประตูบดบังเสียกว่าครึ่ง สังเกตเห็นนัยน์ตาหงส์เรียวยาวบนครึ่งซีกหน้านั้น แต่เห็นแค่แวบเดียว หางตาเชิดนิดๆ งดงามอย่างยิ่ง ซ่อนเร้นอำนาจ งำประกายไหวพริบ
ชั่วพริบตานั้นนางรู้สึกว่าชายหนุ่มก็กำลังมองดูนางเช่นกัน จากนั้นหางตาของชายหนุ่มโค้งขึ้น ความโค้งน้อยนิดมาก แต่กลับดูออกได้ นั่นคือการยิ้ม
เฉิงอวี้เผลอตัวก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว จังหวะเดียวกันนี้ประตูบานนั้นก็ได้ปิดสนิท ใบหน้าของชายหนุ่มสาบสูญไปยังด้านหลังบานประตู ยังไม่ทันที่เฉิงอวี้จะได้สติ นอกประตูก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นเสียแล้ว
ภายในห้องเงียบกริบไปครู่หนึ่ง
เฉิงอวี้นิ่งงันไปชั่วครู่ เอ่ยถามฮัวเฟยอู้ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะวางพิณอย่างไม่ค่อยแน่นัก
“ข้าแสดงได้ดีไหม?”
ฮัวเฟยอู้ไม่ค่อยแน่ใจนักเหมือนกัน มานั่งยองๆ อยู่ข้างเฉิงอวี้อย่างลังเล
“ข้ารู้สึกว่าแสดงได้ดีมากเลยนะ” แล้วเสริมว่า “ข้ารู้สึกว่าเราสองคนแสดงได้ดีมากเลยนะ” แล้วถามเด็กสาวรับใช้ทั้งสองของนาง “เมื่อกี้ตอนข้าแสดงช่วงใบหน้างามถอดสี แสดงได้สมบทบาทมากเลยใช่ไหม?”
เด็กสาวรับใช้พยักหน้าเป็นไก่จิกข้าวเปลือก ฮัวเฟยอู้ค่อยมั่นใจได้ กล่าวกับเฉิงอวี้อย่างหนักแน่น
“ตามที่ในหนังสือบอกไว้ เขาน่าจะหึงหวงกระวนกระวายได้แล้วละ ถึงจะดูไม่ค่อยออกก็เถอะ ข้ารู้สึกว่าเขากลับบ้านไป ก็น่าจะหึงหวงกระวนกระวายได้แล้วละ...”
เฉิงอวี้ค่อยโล่งอก
ผู้ชายเพียงคนเดียวในห้อง เหยาหวงที่เป็นจอมราชันแห่งดอกโบตั๋นรู้สึกว่าตัวเขาทนฟังฮัวเฟยอู้หลับหูหลับตาแถต่อไปไม่ไหวอีกจริงแท้ อดแดกดันไม่ได้
“ข้าว่าคนผู้นั้นเขาไม่แค่ดูจากสีหน้าไม่ออกว่าหึงหวงกระวนกระวายดอก น่าจะไม่ได้หึงหวงกระวนกระวายเลยมาตั้งแต่แรกแล้วมากกว่า บอกว่าไว้มีเวลาว่างค่อยมาฟังเจ้าร้องเพลง ก็เป็นแค่คำพูดตามมารยาทในสถานการณ์เช่นนี้เท่านั้น ไม่แน่ว่าครั้งหน้าเขามีเวลาว่างอีกครั้ง ตั้งใจจะมาฟังเจ้าร้องเพลง กลับนึกขึ้นได้ว่าเจ้าเป็นคนธุระมาก ไม่แน่ว่าในห้องอาจจะมีแขกคนสำคัญอีกครั้ง จึงคร้านจะมาเสียแล้วก็เป็นได้ ถึงอย่างไรหอเซียนสุบิน สวนเขียวสุขสม และเรือนเล่นวสันต์ก็มีหญิงงามที่ร้องเพลงได้เช่นกัน”
สำหรับเรื่องที่จอมราชันแห่งปวงดอกไม้เช่นตัวเขา ซึ่งเดิมทีควรจะสนใจแต่เรื่องใหญ่โตเช่นดวงชะตาของอาณาจักรในโลกมนุษย์ จิตใจใสสะอาดและสง่างามเที่ยงธรรม มาบัดนี้กลับเพียงอ้าปากก็สามารถเอ่ยชื่อหอนางโลมขนาดใหญ่ทั้งหลายของเมืองหลวงออกมาได้อย่างคล่องแคล่วดุจจาระไนสมบัติในบ้านนั้น เหยาหวงรู้สึกสิ้นหวังเป็นเท่าตัวไปชั่วขณะ หลังจากพูดจบ พลันรู้สึกหมดอาลัยตายอยากอยู่นิดๆ
คำพูดแดกดันของเหยาหวงทุกประโยคต่างแดกดันได้ตรงเป้า ทำให้ฮัวเฟยอู้รู้สึกกังขาและตึงเครียดขึ้นมาจริงๆ ถึงขนาดพูดติดอ่างเลยทีเดียว
“จ-จ-จ-จ-จริงหรือ? ง-ง-ง-งั้นทำยังไงดี?”
เหยาหวงรู้สึกหมดอาลัยตายอยากไปพลางยังคงอดนึกสงสารไม่ได้ไปพลาง ช่วยออกความเห็นที่เป็นประโยชน์ให้นางอย่างจริงใจ
“หากเจ้ายังคงอยากจะเห็นหน้าเขาเป็นครั้งคราว ให้เขาแวะมาที่ห้องเจ้าชมการร้องเพลงจริงๆ ก็ให้ฮัวจู่ไล่ตามคนผู้นั้นไปอธิบายกับเขาให้กระจ่างเถิด ยังไม่สายเกินไปดอก ไล่ตามไปตอนนี้ก็ยังทันอยู่”
ฮัวเฟยอู้จ้องสายตาลุกโรจน์ทั้งคู่ไปทางเฉิงอวี้ทันที
เฉิงอวี้ซึ่งเดิมทีหลงนึกว่าไม่มีธุระอะไรของนางแล้วกำลังยัดองุ่นเข้าปาก มองหน้าฮัวเฟยอู้แล้วมองหน้าเหยาหวง ชี้ที่ตัวเอง “ข้าอีกแล้วหรือ?”
หนึ่งคนหนึ่งดอกไม้พยักหน้าและพยักใบอย่างเคร่งขรึมโดยพร้อมเพรียง
ตอนที่เฉิงอวี้ถูกฮัวเฟยอู้ดันออกจากประตูใหญ่ของห้องหยกงาม ดอกบานเที่ยงมองไปทางเหยาหวงที่ทอดตามองไปยังขอบฟ้าไกลอย่างใจลอยดุจหลวงจีนเฒ่าเข้าฌานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เหยาตี้ ข้านึกว่าท่านชอบสาวเย่าเสียอีก แต่ท่านกลับช่วยจับคู่ให้นางกับคุณชายบ้านอื่นอย่างใจกว้างไม่เห็นแก่ตัว...หรือท่านเห็นว่าขอเพียงนางมีความสุข ท่านก็มีความสุขแล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ต้นบานเที่ยงแทบจะน้ำตาไหล “ความรักที่ท่านมีต่อสาวเย่านี้ช่าง-ช่างชวนให้ฟ้าดินต้องตื้นตันโดยแท้!”
เหยาหวงนิ่งไปชั่วครู่
“หากนางแต่งไม่ออก ข้าป่วยจิตถึงขั้นนี้ สุดท้ายไม่แน่ว่าอาจจะแต่งกับนางจริงๆ ต้องฉวยโอกาสที่ตอนนี้ข้ายังไม่หมดทางเยียวยา ช่วยชีวิตตัวเองไว้สักหน่อย”
เฉิงอวี้นั่งยองๆ อยู่ครู่หนึ่งตรงหัวมุมตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งข้างนอกห้องหยกงาม ค่อยเตร็ดเตร่ออกไปไล่ตามคุณชายเหลียนที่ได้เห็นหน้าแค่ครึ่งเดียวเมื่อครู่ก่อนอย่างอืดอาด
จูจิ่นเคยบอกว่า สตรีจะเสาะหาชายคู่ครอง พึงหาคนที่ซื่อสัตย์และภักดี คุณชายบุปผาที่มีพักตร์ชาดผู้รู้ใจเกลื่อนกลาดไปทั่วไม่ใช่คู่ครองที่ดีเด็ดขาด...เฉิงอวี้เตะเศษหินก้อนหนึ่งพลางถอนหายใจไปตลอดทาง หากว่านางไล่ตามแบบเดินเล่นอย่างนี้ยังอุตส่าห์ไล่ตามแม่ทัพเหลียนคนนั้นทันอีก อย่างนั้นนางก็จะช่วยฮัวเฟยอู้อีกครั้ง แต่หากไล่ตามไม่ทันนะหรือ เฉิงอวี้อ้าปากหาว มองดูตรอกน้อยเปลี่ยวร้างไร้ผู้คนที่นางจงใจเลือกเฟ้นตรอกนี้ รอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปากอย่างกลั้นไม่อยู่ เสี่ยวฮัว งั้นก็แปลว่าสวรรค์ทนเห็นเจ้าต้องลำบากลำบนบนเส้นทางบุพเพสันนิวาสไม่ได้ จึงยืมมือของข้าช่วยเจ้าไว้ละนะ
นางเดินเล่นไปพลางไล่ตามไปพลาง เดินเล่นได้พักหนึ่ง ยังไล่ตามไม่ทัน กลับเดินเล่นจนเจอร้านขายงานฝีมือเล็กๆ ที่น่าสนใจเอาการในตรอกน้อยเข้า
ด้วยเหตุนี้นางจึงแล่นเข้าไปเดินเที่ยวในร้านก่อนโดยไม่แม้แต่จะคิด
ร้านขายงานฝีมือเล็กๆ ร้านนี้ดูแล้วเก่าแก่ งานฝีมือที่ขายกลับแปลกใหม่น่าทึ่งไปเสียทุกชิ้น อาทิเวทีงิ้วขนาดเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มทำจากไม้ตะโกซึ่งวางอยู่บนชั้นนั้นงามประณีตมาก เมื่อม่านสี่เหลี่ยมผืนเล็กจิ๋วบนเวทีงิ้วเปิดออก บนเวทีก็มีตัวตลกหญิงฮัวต้าน[6]ไม้สลักสูงขนาดนิ้วมือตัวหนึ่งออกมาแสดงวิชาผ้าเช็ดหน้าอย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว ยังมีเทพธิดาตัวจิ๋วแกะสลักจากงาช้างตนหนึ่ง ซึ่งเป่าตี๋อยู่บนสระบัวเขียวขจีกว้างยาวหนึ่งฉื่อเศษ ก็น่าสนุกอย่างมากเช่นกัน กดดอกบัวตูมที่กลางสระดอกหนึ่งเบาๆ นิ้วมือทั้งสิบของเทพธิดาน้อยขยับไหว แล้วมีเสียงตี๋อ้อยอิ่งนุ่มนวลลอยละล่องมากระทบโสตจริงๆ
เฉิงอวี้ฟุบอยู่บนชั้นวางสินค้า จ้องเทพธิดาจิ๋วเป่าขลุ่ยตี๋เขม็งตาไม่กะพริบ ดูอยู่พักใหญ่อย่างอาลัยอาวรณ์ ลูบคลำถุงใส่เงินของตัวเองที่ใส่เงินไว้แค่ไม่กี่อัฐ ถอนหายใจเฮือกอย่างช้ำใจ
พลันได้ยินเสียงคนดังขึ้นข้างๆ
“ของสิ่งนี้ทำได้ประณีตดี จริงไหม?”
เฉิงอวี้พยักหน้าพึมพำ “นั่นสิ” หันหน้าไป “ท่านกำลังพูดกับข้า...” นางสะดุดค้าง
ชายหนุ่มอยู่ใกล้นางมาก นางเบือนหน้าไปปุบ ก็ปะทะใส่นัยน์ตาหงส์เรียวยาวคู่หนึ่ง ในวิชาโหงวเฮ้งกล่าวว่านัยน์ตาหงส์ทรงอำนาจ ภายในเฉียบคมภายนอกใจกว้าง หางตาเชิดนิดๆ นัยน์ตาหงส์เช่นนี้ตรงตามตำราที่สุดและน่ามองที่สุดเช่นกัน ดวงตาตรงหน้าคู่นี้เมื่อครู่ก่อนนางเพิ่งจะเพ่งสมาธิจ้องมองมาหยกๆ เมื่อได้เห็นอีกครั้งย่อมจะจำได้ในทันที
เฉิงอวี้ใจหายวาบ ยันชั้นวางสินค้าข้างๆ ร้องอุทานออกมา
“อ๋า ท่านเองรึ!”
เวลานี้นางสามารถมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มอย่างชัดเจนในที่สุด แวบแรกที่มอง นั่นคือใบหน้าที่รูปงามอย่างมาก มิน่าเล่าฮัวเฟยอู้ถึงได้เพ้อหา แต่นางยังไม่ทันได้ดูอย่างถี่ถ้วน ชายหนุ่มก็หันกายไปเล่นงานฝีมือชิ้นจิ๋วอีกชิ้นบนชั้นวางสินค้าอย่างไม่ใส่ใจเสียแล้ว เหลือเพียงใบหน้าด้านข้างให้นาง เฉิงอวี้รู้สึกโดยพลันว่าความหน้าตาดีของชายหนุ่มออกจะดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่นึกไม่ออกกะทันหันเช่นกันว่าเคยพบเจอที่ใดมาก่อน
ชายหนุ่มโน้มตัวลงพินิจดูงานฝีมือชิ้นน้อยตรงหน้าชิ้นหนึ่ง นั่นคือเจดีย์ทำจากทองแดง สั่นกระดิ่งตรงมุมเจดีย์ ก็จะมีเณรน้อยเดินเคาะบักฮื้อ[7]ออกมาจากในห้อง
ชายหนุ่มสั่นกระดิ่งสองรอบ ค่อยนึกขึ้นได้ว่ากำลังคุยกับเฉิงอวี้ค้างอยู่กระนั้น
“ข้าจำได้ว่าเจ้า...” เขาหยุดเล็กน้อย เฟ้นหาคำ “หาเรื่องสนุกๆ ทำอยู่ที่ห้องฮัวเฟยอู้” กล่าวคำที่เลือกนี้จบ เขาเหมือนจะรู้สึกว่าน่าขันนิดๆ แม้จะเป็นแค่ใบหน้าด้านข้าง เฉิงอวี้ก็จับสังเกตได้ถึงรอยยิ้มจางๆ นิดหนึ่งตรงมุมปากที่ยกขึ้นของเขา “เหตุใดจึงออกมาอีกเล่า?”
“ข-ข้าออกมาเพราะ...” เฉิงอวี้ออกจะลังเล นางนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าตัวนางอุตส่าห์ไล่ตามอย่างไม่ตั้งใจเสียขนาดนี้แล้ว ถึงกระนั้นยังอุตส่าห์มาเจอชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้ได้อีก อย่าบอกนะว่านี่คือสวรรค์ได้กำหนดมั่นว่าจะให้เสี่ยวฮัวเข้าสู่กองไฟ?
ช่างเถอะ ในเมื่อเมื่อกี้นี้ตัวนางได้สาบานไปแล้ว อย่างนั้นก็ได้แต่ทำตามที่เสี่ยวฮัวต้องการแล้วละ นางอึกอักอย่างนึกขัดแย้งอยู่ในใจสองสามคำ แข็งใจตอบว่า
“ข้าออกมาไล่ตามท่านน่ะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “อ้อ?”
“อื้อ” เฉิงอวี้พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม สูดหายใจลึก สวดคำว่าอมิตตาพุทธอยู่ในใจ ขอให้เทวดาฟ้าดินทั่วทุกทิศช่วยยกโทษให้แก่นางที่กำลังจะเริ่มปั้นน้ำเป็นตัวอีกแล้ว
“คนที่ฮัวเจี่ยเจีย...” นางเอ่ย “รักอย่างลึกล้ำคือท่านแม่ทัพ ข้า...” นางตัดสินใจเด็ดขาด “ข-ข้าแค่รักฮัวเจี่ยเจียข้างเดียวเท่านั้น ข้าเองที่เป็นฝ่ายตามเกาะแกะนางมาตลอด แต่ความจริงฮัวเจี่ยเจียน่ะขัดขืนปฏิเสธการตามเกาะแกะของข้า นางชอบที่จะอยู่กับท่านแม่ทัพมากกว่า...”
ตอนแรกนางยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่แต่งเรื่องถึงตอนท้ายก็ค่อยๆ เข้าถึงบทบาท จึงเริ่มพล่ามน้ำไหลไฟดับอย่างอดไม่ได้
“คนเช่นท่านแม่ทัพนั้น ไม่มีทางเข้าใจความช้ำใจของความรักที่ไร้ความหวังหรอก คนที่ท่านรักกลับไปรักคนอื่น พูดจาขวานผ่าซากกับท่าน ความทุกข์แบบนี้ท่านไม่มีทางเข้าใจหรอก ข้าจะไม่ขอให้ท่านแม่ทัพเวทนาข้าเช่นกัน ข้าแค่ขอให้ท่านแม่ทัพเวทนาฮัวเจี่ยเจีย ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของข้า ก็คืออยากให้ในวันหน้า ฮัวเจี่ยเจียไม่ต้องพบพานความทุกข์ทรมานเช่นที่ข้ากำลังประสบอยู่ในยามนี้...”
ชายหนุ่มมีความอดทนอย่างยิ่งมาโดยตลอด ฟังถึงตรงนี้ในที่สุดก็อดใจไม่อยู่ตัดบทนาง
“เจ้าหมายความว่า เจ้าชอบฮัวเฟยอู้?”
เนื่องจากเฉิงอวี้ได้ขอขมาต่อเทวดาฟ้าดินแล้ว ยามนี้ย่อมไม่รู้สึกผิดบาปต่อการหลับหูหลับตาปั้นน้ำเป็นตัวแต่อย่างใด นางไม่แค่ไม่รู้สึกผิดบาปเท่านั้น นางยังปั้นน้ำเป็นตัวไปพลางนึกทึ่งกับพรสวรรค์อันเลิศล้ำของตัวเองไปพลางอีกด้วย เหตุใดแค่แต่งเรื่องส่งๆ ยังออกมาเป็นนิทานสายลมจันทราอันโศกซึ้งตรึงใจเช่นนี้ได้! เนื่องจากเผลอลุ่มหลงกับพรสวรรค์ของตัวเองมากเกินไป ส่งผลให้ฟังไม่ถนัดไปชั่วขณะว่าชายหนุ่มถามอะไรนาง
“ท่านพูดว่าอะไรนะ?” นางถามชายหนุ่มงงๆ
ชายหนุ่มมีความอดทนมากมายยิ่ง พูดซ้ำอีกครั้ง
“เจ้าหมายความว่า เจ้าชอบฮัวเฟยอู้ ใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ชัดเจน เฉิงอวี้ปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่ตรงหางตา
“ใช่แล้ว!” นางเข้าถึงบทบาทอย่างยิ่ง “แต่...แม้ว่าข้าจะรักนางอย่างลึกล้ำ กระนั้นวันนี้ข้าได้เห็นท่านแม่ทัพปุบ ก็เข้าใจแล้วว่าท่านแม่ทัพต่างหากที่เหมาะสมกับฮัวเจี่ยเจียมากกว่า ท่านสองคนเหมาะสมกันปานนี้ ทำให้ข้ารู้สึกว่า ข้าควรจะถอยออกมาเสียเดี๋ยวนี้ ข้ายินดีส่งเสริมพวกท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อฮัวเจี่ยเจียด้วย นับจากนี้ไปข้าจะไม่ตามเกาะแกะฮัวเจี่ยเจียอีก หวังเพียงให้ท่านแม่ทัพดีต่อฮัวเจี่ยเจียให้มากๆ หวังว่าท่านทั้งสองจะ...”
ชายหนุ่มยิ้มในหน้ามองดูนาง
“แต่ข้าจำได้ว่าเจ้าคือกูเหนี่ยง ไม่ใช่หรือ?”
“ข้าคือ...หา?...อ๋า?”
เณรน้อยบนเจดีย์เคาะบักฮื้อจบหนึ่งรอบ ถอยกลับเข้าไปในห้องแล้ว ชายหนุ่มยื่นนิ้วชี้ออกมา สั่นกระดิ่งใบจิ๋วที่ชั้นสาม
“เจ้าคือกูเหนี่ยง” เขากล่าว น้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เฉิงอวี้กลับพลันรู้สึกว่า สี่พยางค์นี้ นางเหมือนจะเคยได้ยินที่ใดมาก่อน
ชายหนุ่มหันหน้ากลับมา “เหตุใดจึงไม่พูดแล้วเล่า?”
ท่ามกลางเสียงเคาะบักฮื้อดัง “ก๊อกๆๆ” เฉิงอวี้มองฟ้าแวบหนึ่ง แล้วมองดินแวบหนึ่ง “ข้า...เอ่อ...อืม...คือว่า...”
นางไม่ทราบเช่นกันจริงๆ ว่าควรจะแต่งเรื่องต่ออย่างไรดี รู้สึกได้ว่าพรสวรรค์แห้งเหือด อึดใจใหญ่ พูดเบาๆ ว่า “เวลาข้าปลอมตัวเป็นคุณชายน้อยอวี้ ไม่เคยมีใครดูออกมาก่อนเลยนะว่าข้าคือผู้หญิง”
มือชายหนุ่มสั่นกระดิ่ง นิ่งไปเล็กน้อยค่อยกล่าวตอบนาง
“ไม่จริงน่า”
เฉิงอวี้มีความมั่นใจเรื่องปลอมตัวเป็นบุรุษมากพอตัวเลยทีเดียว ได้ฟังคำก็ปลุกใจให้ฮึกเหิม จาระไนผลงานอันยอดเยี่ยมของตัวเองให้ชายหนุ่มฟังอย่างชัดเจนทีละข้อๆ
“จริงๆ นะ ข้าไม่ได้ยอตัวเอง” นางเปิดฉากมาดังนี้ “ตอนข้าแปดขวบไปเตะลูกหนังที่ตรอกคายหยวน เตะถึงตอนนี้เป็นหัวหน้ากลุ่มเตะลูกหนังของตรอกคายหยวน พวกเขาก็ดูไม่ออกว่าข้าคือผู้หญิง ตอนข้าสิบสองปีไปที่ห้องหยกงามช่วยไถ่ตัวฮัวเฟยอู้ให้สหาย ไถ่มาถึงตอนนี้กลายเป็นแขกสูงศักดิ์ชั้นหนึ่งของห้องหยกงาม พวกเขาก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่าข้าคือผู้หญิง ตอนอายุสิบสามปีข้าเริ่มรับจ้างเขียนการบ้านแทนคนอื่นที่เรือนหมื่นวจี เลียนแบบลายมือของพวกคุณชายไม่เอาถ่านได้ดีมาก พวกเขาก็ยังดูไม่ออกอยู่เหมือนเดิมว่าข้าคือผู้หญิง ข้าเห็นว่าเรื่องปลอมตัวเป็นชายนี้ ทุกคนต่างต้องยอมแพ้ข้าจริงๆ กล่าวได้ว่าตั้งแต่ในยันนอก ข้าต่างปลอมตัวได้ยอดเยี่ยมมากแล้วละ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครดูออกมาก่อนจริงๆ ว่าข้าคือ...”
ชายหนุ่มตัดบทการสาธยายไปเรื่อยของนาง
“เจ้าลืมไปแล้วใช่ไหม” เขากล่าวเสียงเรียบ “หนึ่งปีก่อน เจ้าก็ปิดบังสายตาของข้าไม่ได้เช่นกัน”
“หา?” เฉิงอวี้ไม่เข้าใจ
ในที่สุดชายหนุ่มก็หันหน้ามามองนาง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา น้ำเสียงแน่ใจอย่างยิ่ง
“เจ้าลืมไปแล้วจริงๆ”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว เขาตัวสูง ต้องก้มหน้าเล็กน้อย สายตาจึงจะจับที่ใบหน้าของนางได้
ในที่สุดเฉิงอวี้ก็มีเวลามากพอที่จะพินิจดูหน้าตาของชายหนุ่ม เห็นเขาจอนดุจมีดเจียน คิ้วกระบี่ชี้เฉียง นัยน์ตาหงส์ที่งำประกายคมกริบได้เหมาะเจาะพอดีคู่นั้น ไม่ว่าจะดูสักกี่ครั้งก็ยังคงชวนให้นึกทึ่งอยู่เช่นเดิม และเนื่องจากเวลานี้ยืนใกล้กันมาก สามารถมองเห็นม่านตาภายในดวงตาหงส์คู่นั้นได้อย่างชัดเจน ดุจอัญมณีสีน้ำตาลที่เรื่อรัศมีอยู่รำไรชนิดใดสักชนิด
ใช่แล้ว อำพัน ม่านตาของชายหนุ่มกลับเป็นสีอำพันอันหาได้ยาก
หัวใจเฉิงอวี้กระตุกวูบ ความคิดผุดวาบในบัดดล
“ท่าข้าม...ร่ม...เสี่ยวฮัว...เอ้อ ท่านนี่เอง!”
คำพูดเพิ่งหลุดจากปาก คุณชายชุดขาวตรงหน้าก็ได้ซ้อนทับสนิทกับชายหนุ่มรูปงามที่ชุดกึ่งเปียกปอน ซึ่งถูกฝังอยู่ในส่วนลึกมากๆ ของความทรงจำผู้นั้นในทันที ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดวันนี้ตอนที่ได้เห็นคุณชายชุดขาวผู้นี้ ถึงได้รู้สึกคุ้นตานัก รวมถึงคำพูดเหล่านั้นของเขา ก็ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยเป็นพักๆ เช่นกัน เนื่องจากเมื่อสองปีก่อนในศาลาไม้ของท่าข้ามแห่งนั้น เขาก็ยืนอยู่ตรงหน้านาง และเลิกคิ้วใส่นาง พูดว่า “เจ้าคือกูเหนี่ยง” ด้วยเช่นกัน
เฉิงอวี้ตบหน้าผากแปะ
“ท่านแม่ทัพเหลียนที่เสี่ยวฮัวพูดถึงคือท่านเองหรือนี่!”
ชายหนุ่มมองหน้านาง “ข้าเอง” สีหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม เหมือนไม่พอใจที่นางเพิ่งจะมาจำเขาได้เอาป่านนี้
เฉิงอวี้ไม่ได้ใส่ใจสีหน้าที่เย็นชาของชายหนุ่มโดยสิ้นเชิง พอนางจำได้ว่านี่คือคนรู้จัก สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดีอกดีใจที่ได้เจอคนรู้จักอีกครั้งทันที
“สรุปว่าท่านก็ไปพบเสี่ยวฮัวจนได้” เอ่ยถึงตรงนี้ แทบจะเป็นธรรมชาติอย่างมากที่นางจะนึกถึงร่มคันนั้นขึ้นมา ตามด้วยนึกถึงเรื่องคืนร่มขึ้นมาได้ นางจึงกังขานิดๆ “ไม่ใช่สิ หลังจากนั้นข้าไม่เห็นได้ยินเลยนี่ว่าท่านไปที่ห้องหยกงาม ข้ายังเคยถามเสี่ยวฮัวดูเลยว่า มีคุณชายหน้าตาดีมากมาถามหานางเพื่อคืนร่มบ้างหรือเปล่า นางยังบอกเลยว่าไม่มี” เฉิงอวี้มองหน้าเขาอย่างสงสัย พูดอย่างมั่นใจว่า “ท่านไม่ได้คืนร่มให้ข้า”
“เจ้าเคยถามถึงข้าหรือ?” ชายหนุ่มถามนาง
นางพยักหน้า “ถามถึงตั้งหลายครั้งแน่ะ จนเสี่ยวฮัวรำคาญเลยละ” นางพูดอย่างมั่นใจอีกครั้ง “ท่านไม่ได้คืนร่มให้ข้าจริงๆ ด้วย!”
สีหน้าของชายหนุ่มค่อยผ่อนคลาย ในดวงตาถึงกับผุดแววยิ้มนิดๆ
“เรื่องนมนานตั้งปีมะโว้ อย่าเพิ่งไปพูดถึงมันเลย” แล้วมองหน้านางอย่างนึกสนุก “เจ้ายังจำได้ไหมว่า เมื่อกี้ที่เจ้าวิ่งไล่ตามข้าออกมา ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะจะให้ข้าคืนร่ม?”
“โอ๊ะ จริงสิ!” ในที่สุดเฉิงอวี้ก็นึกเจตนาดั้งเดิมของตัวเองออก “เมื่อกี้ข้าพูดถึงตรงไหนแล้วนะ?”
ชายหนุ่มใช้ปลายพัดสะกิดไหล่ของนาง
“เมื่อกี้เราพูดกันถึงเจ้าคือกูเหนี่ยง ดังนั้นเจ้ากับฮัวเฟยอู้...” เขาหัวเราะนิดๆ “มันเรื่องอะไรกัน?”
“น-นั่นน่ะ คือว่า...” นางอุบอิบอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าตัวนางช่างวางตัวลำบากแท้ ชายหนุ่มดูออกเสียแล้วว่านางคือผู้หญิง นางแต่งเรื่องต่อไม่ออกแล้วจริงๆ “ข-ข้าก็ช่วยเสี่ยวฮัวอีกแรงน่ะสิ น-นางให้ข้าแสร้งทำเป็นชอบนาง จะได้ทำให้ท่านโมโหหึง...”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ต่อสิ”
เหงื่อผุดซึมบนหน้าผากของเฉิงอวี้ แก้ตัวแทนเสี่ยวฮัว
“แต่ที่เสี่ยวฮัวทำอย่างนี้ แค่เพราะว่าชอบท่านเท่านั้นเอง เพราะว่านางชอบท่าน นางถึงได้ทำอย่างนี้นะ” นางพยายามช่วยพูดแก้ต่างให้ฮัวเฟยอู้ “ท่านดูสิ เสี่ยวฮัวของเราหน้าตางดงามขนาดนั้น นางยังชอบท่านถึงเพียงนั้นอีกด้วย ตามหลักแล้วท่านก็ควรจะดีกับนางด้วยสิ ท่านว่าใช่ไหม?”
เสียงตี๋ของเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักหยุดลงกะทันหัน ชายหนุ่มยกมือขึ้นกดดอกตูมเล็กๆ ดอกหนึ่งข้างตัวตุ๊กตา เทพธิดาจิ๋วก็เป่าบรรเลงเป็นเพลงอีกเพลงออกมาทันที ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆ
“นางสู้เจ้าไม่ได้”
สองตาของเฉิงอวี้จ้องเขม็งที่ตัวเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักซึ่งเป่าตี๋ออกมาอีกครั้ง ความสนใจถูกดึงดูดไปจนหมด จึงได้ยินไม่ถนัดว่าชายหนุ่มเอ่ยอะไร ครั้นได้สติค่อยนึกขึ้นมาได้และถามชายหนุ่ม
“จริงสิ เมื่อกี้ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
ชายหนุ่มกลับมิได้เอ่ยตอบนางซ้ำ เพียงยิ้มละไม
“เจ้าบอกว่าตามหลักแล้วข้าควรจะดีต่อฮัวเฟยอู้ ดังนั้นข้าจึงถามเจ้าว่าข้าควรจะดีกับนางอย่างไร”
“อ๋อ” เฉิงอวี้ไม่สงสัยเป็นอื่น คิดเล็กน้อย ชี้ไปที่เทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักซึ่งนางจ้องเขม็งมาโดยตลอดชิ้นนั้น บอกกับชายหนุ่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่า “ข้าเข้าใจเสี่ยวฮัวมากที่สุดแล้ว ข้ารู้ว่าเสี่ยวฮัวน่ะชอบของเล่นชิ้นเล็กๆ อย่างเทพธิดาจิ๋วเป่าตี๋แบบนี้แหละ ถ้าท่านอยากจะทำดีกับเสี่ยวฮัวละก็ ท่านซื้อเจ้านี่แล้วมอบให้นาง นางก็จะดีใจมากแล้วละ!” ว่าแล้วก็แอบมองชายหนุ่มอย่างวัวสันหลังหวะ มิคาดสายตาสบเข้ากับชายหนุ่มพอดี เฉิงอวี้รีบยืนตัวตรงก้มหน้างุดทันควัน
ชายหนุ่มเอ่ยถามมาจากเหนือศีรษะนาง
“เจ้าแน่ใจหรือว่านางจะดีใจมาก ไม่ใช่เจ้าจะดีใจมาก?”
เฉิงอวี้ใจหายวาบ แต่ยังคงแข็งใจอุบอิบเบาๆ
“นางจะดีใจมากน่ะสิ”
ชายหนุ่มกล่าวว่า “งั้นหรือ?” เขาเขี่ยตี๋หยกของเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักเล่นเรื่อยเปื่อย “ข้านึกว่าเจ้าคือเพื่อนสนิทของฮัวเฟยอู้ ข้าซื้อแล้วมอบให้นาง จากนั้นเดี๋ยวนางก็ยกให้เจ้าเสียอีก”
เฉิงอวี้ไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าชายหนุ่มมองทะลุลูกคิดรางแก้วของนางได้อย่างไร รู้สึกละอายใจอย่างมากอยู่ชั่วครู่ ทั้งยังท้อแท้อย่างมาก นางก้มหน้าลงพลิกถุงใส่เงินที่มีเงินอยู่ไม่กี่อัฐของตัวเองเล่น นิ่งอั้นอยู่พักหนึ่ง เอ่ยตอบเบาๆ
“นั่น-นั่นน่ะข้าโกหกท่าน ข้าเป็นคนอยากได้เทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักนั้น แต่ว่าข-ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะโกหกท่านหรอกนะ” นางเงยหน้าขึ้นแอบมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงพลิกถุงใส่เงินเล่นต่อ “ข้าก็แค่ไม่มีเงินในตอนนี้ ความจริงข้าน่ะหาเงินได้เร็วมาก แต่พอข้าหาเงินได้แล้ว ไม่แน่ว่าเทพธิดาจิ๋วนี่อาจจะถูกใครซื้อไปแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นข้าถึงได้คิดว่าท่านสามารถซื้อให้เสี่ยวฮัวได้ จากนั้นนางสามารถให้ข้ายืมเล่นสักพักได้”
ชายหนุ่มมองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง หันกลับไปเรียกปลุกเถ้าแก่ร้านสูงวัย ระหว่างที่คุยกันสองสามคำ เถ้าแก่ร้านก็ห่อเทพธิดางาช้างสลักเสร็จสรรพ บรรจุลงในกล่องไม้ใบหนึ่งยื่นไปให้เขา
ชายหนุ่มยื่นกล่องไม้มาให้เฉิงอวี้ต่อ
เฉิงอวี้ดีใจจนออกนอกหน้า
“ข-ข-ข-ข้าจะเอาไปให้เสี่ยวฮัวเดี๋ยวนี้เลย ไว้นางดูเล่นจนพอใจแล้ว ข้าค่อยขอมาเล่นสักสองสามวัน”
ชายหนุ่มหยุดนางไว้ “ยกให้เจ้าน่ะ”
เฉิงอวี้ตะลึงพรึงเพริดจนกล่องไม้เกือบจะร่วงตกพื้น ชายหนุ่มตาไวมือไวยื่นมือไปช่วยนางคว้าไว้ เฉิงอวี้กอดกล่องไว้อย่างขวัญเพิ่งจะกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
“ยกให้ข้า? ทำไมถึงยกให้ข้าล่ะ? นี่น่ะแพงมากเลยนะ”
ชายหนุ่มเหลือบสายตาขึ้น
“เจ้าบอกว่าข้ายังค้างร่มเจ้าหนึ่งคันที่ยังไม่คืนให้เจ้าไม่ใช่หรือ?”
เฉิงอวี้กอดกล่องไม้ ถูกใจจนไม่อยากวาง แต่หลังจากได้กอดจนหายอยากแล้ว ยังคงคืนกล่องไม้กลับไปให้อยู่ดี
“ร่มไม่ได้แพงเท่าเจ้านี่ อีกอย่าง ความจริงข้าไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินซื้อร่มด้วย เสี่ยวฮัวเป็นคนซื้อต่างหาก ข้า...” นางนึกถึงสำนวนหนึ่ง “ข้าไร้ความชอบไม่อาจรับบำเหน็จได้”
“ไร้ความชอบไม่ขอรับบำเหน็จ[8]” ชายหนุ่มทวนคำอย่างแช่มช้า ถามนางอย่างสงสัยนิดๆ “อย่างนั้นเหตุใดข้าถึงซื้อให้ฮัวเฟยอู้ได้เล่า?”
เฉิงอวี้ตอบทันทีว่า “เพราะว่าเสี่ยวฮัวมีความชอบไง เสี่ยวฮัวร้องเพลงให้ท่านฟัง”
ชายหนุ่มเหลือบตาขึ้น กล่าวอย่างนึกขัน
“เจ้าก็ร้องเพลงให้ข้าฟังได้เช่นกัน”
นางคืนกล่องไม้ไปตรงหน้าชายหนุ่ม สีหน้าเต็มไปด้วยแววเสียดาย
“แต่ข้าร้องเพลงไม่เป็น”
ชายหนุ่มยกพัดจีบขึ้นดันกล่องไม้กลับคืนไป
“อย่างนั้นผู้ใดให้ของขวัญ เจ้าถึงจะรับไว้ได้?”
“พวกผู้ใหญ่ให้กระมัง” นางชูนิ้วมือขึ้นมานับ “ยังมีถังเกอถังเจี่ย[9] เปี่ยวเกอเปี๋ยวเจี่ย[10]อะไรเทือกนี้ให้ ข้าน่าจะรับไว้ได้ทั้งหมด”
ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ชั่ววูบ
“เจ้าอายุยังน้อย ข้าน่าจะเป็นพี่ชายของเจ้าได้เกินพอ ในเมื่อเป็นพี่ชายเจ้า นี่ก็คือการที่พี่ชายมอบของขวัญให้ ผู้ใหญ่ให้ของ ห้ามปฏิเสธ เอาอย่างนี้แหละ”
เฉิงอวี้ทบทวนถ้อยคำของชายหนุ่มอย่างละเอียดถี่ถ้วนหนึ่งรอบ กล่าวอย่างตาค้างว่า “แต่ท่านไม่ใช่พี่ชายข้านี่นา”
ชายหนุ่มหรี่ตาลงนิดๆ
“อย่างนั้นเริ่มจากวันนี้ไป ข้าก็คือพี่ชายของเจ้าแล้ว”
“แต่ว่า...”
ชายหนุ่มยิ้ม รอยยิ้มนั้นกลับแฝงแววเย็นชาอยู่เสี้ยวหนึ่ง
“ข้าบอกว่าเป็นพี่เจ้าก็คือเป็นพี่เจ้า ได้พี่ชายอย่างข้ามาเปล่าๆ เจ้ายังจะไม่พอใจอีกรึ?”
เฉิงอวี้ได้ถูกเขาลากจนหลงประเด็น ไม่ได้รู้ตัวว่ารากฐานของปัญหามิใช่ประเด็นนางพอใจที่ได้พี่ชายมาหนึ่งคนหรือไม่แต่อย่างใด รากฐานของปัญหาคือตามธรรมเนียมของโลกมนุษย์แห่งนี้ ไม่มีเรื่องอย่างใครถือว่าใครคือพี่ชาย คนผู้นั้นก็เป็นพี่ชายของเขาจริงๆ โดยเด็ดขาดต่างหาก ในสามัญภพโลกมนุษย์แห่งนี้ กระทั่งชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่หย่อนยานมารยาทมากที่สุด จะมีพี่ชายร่วมสาบานสักคน ก็ยังต้องตัดหัวหมูจุดธูปอธิษฐาน หันหน้าหาสวรรค์ชั้นฟ้าก้มกราบเป็นหลายครั้ง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มไม่ได้เตรียมจะทำตัวมีเหตุผลกับนางในเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง จ้องมองนางด้วยสายตาดุดัน จ้องจนนางกดดันอย่างหนัก
นางได้แต่ยอมแพ้ “ก็ได้ งั้นก็ถือว่าท่านเป็นพี่ชายข้า” ลองคิดอีกที ถึงแม้บรรพบุรุษทั้งหลายของตระกูลเฉิงอาจจะไม่พอใจที่นางนับญาติเอาตามใจชอบ แต่ชายหนุ่มหน้าตาดีออกขนาดนี้ ต่อให้เป็นบรรพบุรุษทั้งหลาย ยังจะมีอะไรให้บ่นได้อีกหรือ?
พอคิดเรื่องนี้ตกแทนบรรพบุรุษทั้งหลายแล้ว นางก็ยอมรับวาสนาพิสดารนี้ในทันที เปลี่ยนไปถามชายหนุ่ม
“อย่างนั้นเกอเกอท่าน-ท่านชื่ออะไรหรือ?”
“อยู่ที่บ้านข้าเป็นลูกคนที่สาม คนที่สนิทกันต่างเรียกข้าว่าเหลียนซาน”
“อ้อ เหลียนซานเกอเกอ” นางคิดเล็กน้อย “อย่างนั้นข้าเรียกท่านว่าเหลียนซานเกอเกอ ท่านเรียกข้าว่าอาอวี้ ต่อไปท่านก็คือพี่ชายของข้า” นางสรุปอย่างแก่แดด “งั้นเรื่องนี้เป็นอันตกลงตามนี้”
ชายหนุ่มพยักหน้า เหมือนเห็นด้วยอย่างมากกับการสรุปของนาง ถามนางอีกว่า “อาอวี้ของบ้านใด?”
อาอวี้ของบ้านใด อาอวี้ของตระกูลเฉิง แต่ทั่วหล้ามีแค่ตระกูลเดียวที่แซ่เฉิง นั่นคือตระกูลเฉิงของเทียนจื่อ[11] จูจิ่นเคยกำชับนางแต่เนิ่นๆ เช่นกันว่า นางอยู่ข้างนอกจะทำตัวเหลวไหลสักเท่าไรก็ดี ให้ทำตัวเหลวไหลด้วยชื่อคุณชายน้อยอวี้ก็พอ ห้ามให้ใครรู้เข้าโดยเด็ดขาดว่านางแซ่เฉิง ถ้าเกิดไท่หวงไท่โฮ่วกับฮ่องเต้ทรงทราบเข้าว่านางทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อยู่ข้างนอกละก็ นับแต่นี้นางมีหวังได้ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในหอทศมาลีไปจนถึงวันที่ออกเรือนแน่แท้
คิดถึงตรงนี้เฉิงอวี้ตัวสั่นยะเยือก ลำบากใจอยู่พักใหญ่ อุบอิบว่า “ไม่มีอาอวี้ของบ้านใด แค่อาอวี้นี่แหละ”
ชายหนุ่มก็ไม่ได้ซักถามอีก ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจจริงจังนักเช่นกันว่าตกลงนางคืออาอวี้ของบ้านใด หรือไม่ความจริงแล้วเขาไม่ได้สนใจทั้งนั้นว่าตกลงนางชื่อแซ่ว่ากระไร
แต่ตอนนี้เฉิงอวี้ไม่มีเวลาว่างไปคิดเรื่องพวกนี้แต่อย่างใด นางมองหน้าชายหนุ่มอย่างลังเล
“ในเมื่อท่านเป็นพี่ชายของข้าแล้ว อย่างนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่ง ข้าเห็นว่าอาจจะยังคงจำเป็นต้องบอกท่านไว้ก่อนล่วงหน้า” นางเหมือนต้องพยายามอย่างมากจึงค่อยตัดสินใจได้ มองหน้าชายหนุ่มอย่างเคร่งเครียด ถอนหายใจเบาๆ “ความจริงแล้วการนับข้าเป็นน้องสาว เป็นเรื่องที่ขาดทุนอย่างมากเลยละ”
ชายหนุ่มนึกสนุก “ยินดีรับฟังรายละเอียด”
นางมองเขาอย่างสงสาร “ข้าน่ะก่อเรื่องเก่งเป็นพิเศษ ท่านมาเป็นพี่ชายของข้า ต่อไปเรื่องที่ข้าก่อขึ้น จะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของท่าน เมื่อก่อนเรื่องที่ข้าก่อขึ้นต่างเป็นเรื่องของจูจิ่น แต่หลังจากนี้...เฮ้อ”
ชายหนุ่มเหมือนยังคงรู้สึกสนุกมากอยู่เช่นเดิม
“เจ้าก่อเรื่องอะไรได้อย่างนั้นหรือ?”
นางมองดูเขาอย่างสงสารอีกครั้ง “ต่อไป...ต่อไปท่านก็จะรู้เอง” นางกอดกล่องไม้เดินออกไปข้างนอกไปพลางส่ายหน้าไปพลาง “แต่ว่าท่านเป็นคนอยากจะเป็นพี่ชายของข้าเองนี่นะ งั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว”
เหลียนซ่งยืนอยู่ในเงามืดของร้านเก่าแก่แห่งนี้ มองส่งเงาหลังที่จากไปไกลของเฉิงอวี้
ที่ชุดผาวแพรสีเขียวอ่อนห่อหุ้ม เหมือนเงาหลังของเด็กหนุ่มจริงๆ แต่กลับอ้อนแอ้นอรชร คือกิริยาและท่าทีของสตรี ไม่ทราบเพราะเหตุใดผู้คนถึงได้ดูไม่ออกว่า ที่อยู่เบื้องใต้ชุดผาวห่อหุ้มนั้นคือกูเหนี่ยง แต่ฝ่าบาทสามก็มิได้ใส่ใจประเด็นเหล่านี้เช่นกัน
ชีวิตเซียนอันยาวนานนี้ของเขา หญิงสาวที่ไปๆ มาๆ ข้างกายเขาไม่ทราบตั้งเท่าไร บ้างก็งดงามแบบนี้บ้างก็งดงามแบบนั้น มีหญิงงามดุจอัคคีและมีหญิงงามดุจน้ำแข็ง แต่หญิงงามที่ไปมาข้างกายเขาเหล่านี้ แท้จริงแล้วสำหรับเขา ไม่มีอะไรแตกต่างโดยสิ้นเชิง หนึ่งคนคือหนึ่งหมื่นคน หนึ่งหมื่นคนคือหนึ่งคน
สตรี ก็แค่เป็นเช่นนั้นเอง
แต่ทว่าเขายังไม่เคยมีน้องสาวเลยสักคน
ตัวฝ่าบาทสามเองก็ประหลาดใจกับท่าทีของตนในวันนี้อยู่บ้างเช่นกัน เหตุใดจึงได้เสนอจะเป็นพี่ชายของนางเพื่อให้กูเหนี่ยงน้อยผู้นั้นรับเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักชิ้นนั้นไว้ ความจริงแล้วเมื่อก่อนเขาไม่ได้มีนิสัยทำอะไรผลีผลามโดยไม่คิดเช่นนี้เลย
เถ้าแก่สูงวัยซึ่งแสร้งทำเป็นสัปหงกอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดได้ลืมตาขึ้นในที่สุด ปั้นยิ้มบนใบหน้ากล่าวกับเขาว่า
“คุณหนูน้อยท่านนั้นช่างตาแหลมนักขอรับ เลือกผลงานที่คุณชายสามภูมิใจมากที่สุดในปราดเดียว เหลาสิ่วจำได้ว่าตอนนั้นเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักนั่นทำให้คุณชายสามต้องเสียเวลาไปมิใช่น้อย”
มือขวาของเหลียนซ่งหยุดอยู่ที่ตำแหน่งซึ่งเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักชิ้นนั้นเคยวางอยู่เมื่อครู่นี้ พัดจีบในมือเคาะพื้นโต๊ะอย่างเรื่อยเฉื่อย คิดในใจโดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่า อ้อ บางทีอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้เองกระมัง
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ผู้เฒ่าจันทรา คือเทพแห่งดวงจันทร์ คือกามเทพตามความเชื่อของจีน
[2] หมายถึงนิทานพื้นบ้านของจีนเรื่อง “ฮัวกูจื่อ” (อ่านรายละเอียดได้ที่หน้า x)
[3] ยามเว่ยเค่อสุดท้าย คือเวลา 14:45 - 14:59 น.
[4] ไก่หลูฮัว (芦花鸡) คือ ไก่บาร์พลีมัทร็อค (Barred Plymouth Rock)
[5] เหยาตี้ (姚帝) แปลว่า จอมราชันแซ่เหยา
[6] ฮัวต้าน คือคำเรียกตัวละครหญิงสาวหรือหญิงวัยกลางคนที่มีอุปนิสัยสดใสร่าเริงหรือไม่ก็ปากกล้าไม่กลัวใคร มักจะออกแนวตลก
[7] บักฮื้อ คืออุปกรณ์สำหรับสวดมนต์ของพระจีน ทำจากไม้ ข้างในกลวง (ดูภาพที่ x หน้า x)
[8] ไร้ความชอบไม่ขอรับบำเหน็จ หมายถึง เนื่องจากไม่ได้ทำความดีความชอบอะไร จึงไม่ขอรับเงินตอบแทนหรือตำแหน่งขุนนางใด
[9] ถังเกอ, ถังเจี่ย แปลว่า พี่ชาย, พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีแซ่เดียวกัน เป็นลูกของลุง (พี่ชายพ่อ) และอาผู้ชาย
[10] เปี่ยวเกอ, เปี๋ยวเจี่ย แปลว่า พี่ชาย, พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องต่างแซ่ เป็นลูกของป้า (พี่สาวพ่อ/แม่) ลุง (พี่ชายแม่) อาหญิง และน้า
[11] เทียนจื่อ แปลว่า โอรสแห่งสวรรค์ หมายถึง ฮ่องเต้