บทที่สี่ (1)
เฉิงอวิ๋น เทียนจื่อองค์ปัจจุบันของราชวงศ์ต้าซี คือเทียนจื่อหนุ่มน้อย เนื่องจากเตี่ยเทียนจื่อของเขาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มมาตลอดชีวิต ดังนั้นตอนที่ขี่กระเรียนหวนคืนประจิม นอกจากจะทิ้งแผ่นดินไว้ให้เขาแล้ว ยังทิ้งน้องสาวที่ยังไม่ออกเรือนเป็นจำนวนมากไว้ให้เขาอีกด้วย
วังหลังของเตี่ยเขาเคยสะสมหญิงงามไว้สามพันนาง ล้วนแต่เป็นผู้หญิงของเตี่ยเขาทั้งสิ้น บัดนี้วังหลังของเขาก็มีหญิงงามสามพันนางเช่นกัน ล้วนแต่เป็นบรรดาผู้หญิงของเตี่ยเขา พวกผู้หญิงที่รับใช้บรรดาผู้หญิงของเตี่ยเขา และเหล่าน้องสาวที่บรรดาผู้หญิงของเตี่ยเขาคลอดมาให้เขาทั้งสิ้น
เวลาตื่นขึ้นมากลางดึก เฉิงอวิ๋นมักจะรู้สึกว่าตัวเขาช่างเป็นฮ่องเต้ที่น่าสมเพชยิ่งนัก เขารับช่วงแผ่นดินของเตี่ยเขามา ต้องเลี้ยงดูประชาราษฎร์นับหมื่นหมื่นคนของราชวงศ์ต้าซี เขาร่ำเรียนวิชาสำหรับกษัตริย์มาแต่ยังเยาว์ เรื่องนี้เขารู้สึกว่าไม่ได้ยากเย็นนัก แต่พระอาจารย์ไม่เคยสอนเขามาก่อนเลยว่าจะเลี้ยงดูน้องสาวโขยงใหญ่ที่เตี่ยของเขาทิ้งไว้ให้เหล่านี้ให้ดีๆ ได้อย่างไร เขายังต้องทยอยเข็นพวกนางออกเรือนไปทีละคนๆ อีกด้วย ออกเรือนวันละคนยังต้องใช้เวลาออกเรือนตั้งครึ่งปี
นี่ยังไม่เท่าไร ในหมู่ชาวบ้านยังมีคนไม่กลัวตายแต่งเพลงสั้นมาตอกไข่ใส่สีหนี้บัญชีความเจ้าชู้ที่เตี่ยของเขาทิ้งไว้ให้เขาอีกด้วยว่า
“การ้องบนต้นไม้ เจ้าหญิงได้วิ่งพล่าน
เทียนจื่อกลุ้มทุกวัน หัวคิ้วขมวดพัน
น้องสาวร้อยกว่านาง วันใดแต่งหมดสิ้น
สินเดิมสามพันหาบ พระคลังหมดเกลี้ยงแล้ว”
ด้วยเหตุนี้เฉิงอวิ๋นเห็นหน้าพวกเจ้าหญิงปุบ เป็นต้องปวดหัวปับ เทียบกับน้องสาวแท้ๆ ต่างแม่ของเขาเหล่านี้ จวิ้นจู่ที่เป็นธิดาของพระบรมวงศานุวงศ์อย่างเฉิงอวี้ เขาเห็นแล้วยังรู้สึกสบายตายิ่งกว่าเสียอีก ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าหญิงในรัชกาลนี้ กว่าครึ่งก็แค่มีนามเจ้าหญิงลอยๆ เท่านั้น
แต่ทุกเรื่องมักจะมีข้อยกเว้นเสมอ องค์หญิงสิบเก้าเยียนหลานก็คือข้อยกเว้นที่ว่านี้ของราชวงศ์ แม้กระทั่งเฉิงอวิ๋นที่ไม่ค่อยจะถูกโรคกับบรรดาเจ้าหญิงพี่น้องของเขาเองเสมอมา กับเยียนหลานเขายังมองนางด้วยสายตาที่ต่างออกไป
องค์หญิงสิบเก้าเยียนหลานเกิดมาไม่ธรรมดา กล่าวกันว่าปีที่เจ้าหญิงเยียนหลานประสูติ ราชวงศ์ต้าซีกำลังประสบอุทกภัย น้ำบนเขาไหลบ่า แม่น้ำลำคลองล้นฝั่ง ถึงกับมีน้ำป่าไหลทะลักเข้าสู่เมืองผิงอาน แต่เสียงแผดร้องยามแรกประสูติขององค์หญิงสิบเก้า กลับทำให้ฝนที่ตกกระหน่ำต่อเนื่องมาหลายวันพลันหยุดตกกะทันหัน น้ำที่ท่วมก็ถอยกลับไปเองโดยไม่ต้องแก้ไข และนับตั้งแต่เจ้าหญิงเยียนหลานสามสี่ชันษาเริ่มหัดอ่านเขียนเป็นต้นมา ยิ่งสร้างผลงานน่าตื่นตะลึงหลายต่อหลายครั้ง อาทิเจ้าหญิงเยียนหลานโปรดการวาดภาพ ตอนหกชันษาได้วาดภาพวิมานบนสวรรค์ ซู่จี๋ราชครูคนปัจจุบันได้ตัดสินว่า นั่นคือวิมานบนสวรรค์จริงๆ นับแต่นั้นจึงได้พิสูจน์อีกด้วยว่า เจ้าหญิงเยียนหลานคือผู้มีบุญญาธิการที่มีวาสนาเซียน ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจึงทรงกำหนดราชทินนามของนางว่า “ไท่อาน” (มหาสันติ) ในวันนั้นทันที ยกย่องนางเป็นมงคลแห่งราชวงศ์
เยียนหลานมีบุญ แต่มิได้มีบุญไปเสียทุกอย่าง หลังจากนางถือกำเนิดเพียงหนึ่งปี แม่แท้ๆ ของนางก็ล้มป่วยตายจาก นี่คือความอาภัพเรื่องหนึ่ง และนางมีอาการป่วยที่ขาติดตัวมาแต่กำเนิด สองขายากจะเดิน นี่คือความอาภัพอีกเรื่องหนึ่ง
กระนั้นถึงแม้เหลียนซูเฟย[1]ท่านแม่ของเยียนหลานจะตายจากไปเร็ว ตระกูลของท่านแม่นางกลับมิอาจดูแคลน ท่านแม่ของนางคือน้องสาวร่วมอุทรของผู้เฒ่าจงหย่งโหว
ราชวงศ์ต้าซีสถาปนามาสองร้อยกว่าปี บรรดาศักดิ์กง โหว ป๋อ ที่องค์ปฐมฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เองตอนสถาปนาราชวงศ์ ได้สืบทอดต่อเนื่องกันมารุ่นสู่รุ่น กว่าครึ่งเมื่อสืบทอดมาถึงรัชกาลของเฉิงอวิ๋น ต่างเหลือแค่เปลือกกลวงๆ มีเพียงบรรดาศักดิ์ลอยๆ แต่จงหย่งโหวมิใช่เช่นนี้ ในรัชกาลนี้ คฤหาสน์จงหย่งโหวตระกูลทางฝั่งมารดาของเยียนหลาน ได้ปรากฏแม่ทัพใหญ่วัยยี่สิบห้าปีผู้หนึ่ง เหลียนซ่งท่านแม่ทัพเหลียน
ใช่แล้ว จนถึงรัชกาลของเฉิงอวิ๋นนี้ ในฐานะที่เป็นเจ้าหญิงซึ่งไร้พ่อขาดแม่ แถมพี่ชายแท้ๆ ยังเป็นโรคกลัวน้องสาวอีกต่างหาก เจ้าหญิงไท่อานเยียนหลานก็ยังคงเป็นเจ้าหญิงซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดในทั้งราชวงศ์อยู่ดี แท้จริงแล้วที่พึ่งอันแข็งแกร่งที่สุด คือเปี่ยวเกอผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของนาง
เวลาเช้าตรู่ของยี่สิบแปดค่ำเดือนห้า เหลียนซ่งพาเยียนหลานไปดื่มน้ำชามื้อเช้าที่เหลาเสี่ยวเจียงตง ห้องอักษรไผ่ของเหลาเสี่ยวเจียงตงอยู่ติดกับถนนตะวันออกเส้นหลัก ที่ตั้งเรียงรายอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน ล้วนแต่เป็นร้านหนังสือและร้านเครื่องเขียนที่นักศึกษามักจะแวะไปทั้งสิ้น ด้านหลังร้านเครื่องเขียนคือทะเลสาบฟังโหยว บนฝั่งต้นหลิวเป็นทิวแถว กลางน้ำมีดอนทรายขนาดเล็ก คนยุคนี้เรียกมันว่าดอนแหนขาว บนดอนแหนขาวมักจะมีห่านป่ากระเรียนหลงสองสามตัวมาเกาะอาศัยอยู่เนืองๆ
เหลาเสี่ยวเจียงตงสร้างมาสูงมาก ห้องอักษรไผ่คือห้องพิเศษซึ่งใช้ชมทิวทัศน์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดในเหลา ในฐานะมงคลแห่งราชวงศ์ เยียนหลานคือเจ้าหญิงเพียงองค์เดียวของราชวงศ์ต้าซีที่ไม่เคยถูกจำกัดการออกนอกวัง ด้วยเหตุนี้เหลียนซ่งจึงพานางมาดื่มน้ำชามื้อเช้าที่นี่เดือนละสองสามวัน เทียนปู้เห็นเยียนหลานชื่นชอบทิวทัศน์สี่ฤดูของที่นี่อย่างมาก จึงสั่งจองห้องอักษรไผ่เอาไว้ตลอดสามร้อยหกสิบห้าวันในหนึ่งปีเสียเลย
คือยามซื่อสามเค่อ[2]พอดี เหลียนซานช่วยเยียนหลานคลี่คลายกลหมากล้อมกระดานหนึ่งในห้องอักษรไผ่ บนถนนพลันมีเสียงตะโกนเอะอะดังมา สาวใช้ข้างกายของเยียนหลานทำท่าจะไปปิดหน้าต่าง เห็นสายตาของเหลียนซานยังคงมองที่นอกหน้าต่าง จึงลังเลอยู่ชั่วขณะ เยียนหลานเห็นเข้า จึงมองออกไปข้างนอกตามสายตาของเหลียนซ่งบ้าง
ความจริงแล้วหาได้มีอะไรพิเศษ เพียงแค่เด็กหนุ่มหลายคนเดินส่งเสียงเอะอะโหวกเหวกมาจากปากถนนทิศเหนือ เด็กหนุ่มสิบกว่าคน ต่างผูกผ้าคาดศีรษะ สวมชุดเตะลูกหนังเสื้อแขนกระบอก มองปราดเดียวก็ทราบว่าคือเด็กหนุ่มนักเตะลูกหนังของกลุ่มที่กำลังจะลงแข่งขัน
เสี่ยวเอ้อร์ที่เข้ามาเติมขนมก้วยเพิ่งทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อร์ได้ไม่กี่วัน ไม่รู้มารยาทเท่าไรนัก มองตามสายตาของแขกสูงศักดิ์ทั้งสองภายในห้องออกไปเห็นเด็กหนุ่มที่นอกหน้าต่างกลุ่มนั้น อดปากมากไม่ได้
“ทองเข้าวันละสิบหาบนี่เอง!”
สาวใช้กำลังจะตวาดดุ ถูกเยียนหลานยกมือห้ามไว้ เยียนหลานเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อร์เบาๆ
“ทองเข้าวันละสิบหาบ?”
ในที่สุดเสี่ยวเอ้อร์ก็นึกเรื่องสังเกตสีหน้าแขกขึ้นมาได้ เขามองสาวใช้สองนางภายในห้อง สาวใช้ตัวเตี้ยที่รับใช้คุณหนูค่อนข้างดุ แต่สาวใช้ที่รับใช้คุณชายรายนั้นดูแล้วกลับอ่อนโยนมาก และคุณหนูที่เป็นเจ้านายท่านนี้ ยามพูดจากับคนชั้นล่างอย่างเขา น้ำเสียงก็ทั้งเบาทั้งนุ่มนวล นิสัยดีอย่างไม่ต้องสงสัย คุณชายที่หน้าโต๊ะหมากล้อมท่านนี้ ในมือหมุนเม็ดหมากล้อมเม็ดหนึ่งเล่น เบือนศีรษะไปมองที่นอกหน้าต่างอยู่ตลอด เขามองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย แต่ตอนที่เขาปากมาก ก็ไม่เห็นคุณชายท่านนี้จะว่าอะไร เขาคิดว่านิสัยของคุณชายก็น่าจะดีมากเช่นกัน
เสี่ยวเอ้อร์จึงหันหน้าไปทางคุณหนูท่านนั้นแล้วคารวะ
“ตอบคุณหนู คุณหนูต้องมาจากบ้านคหบดีใหญ่เป็นแน่ จึงได้ไม่รู้จักความบันเทิงของพวกข้าชาวบ้านสามัญ แต่ละตรอกของเมืองผิงอานต่างมีกลุ่มเตะลูกหนังหนึ่งกลุ่ม กลุ่มทองเข้าวันละหาบแห่งตรอกอานเล่อกับกลุ่มทองเข้าวันละสิบหาบแห่งตรอกคายหยวนของพวกข้าไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร ที่ผ่านมาตอนคุณชายน้อยอวี้ลูกพี่ใหญ่ของกลุ่มทองเข้าวันละสิบหาบของพวกข้าอยู่ที่เมืองหลวง พวกเขาต่างต้องแข่งกับพวกเราเดือนละครั้งทุกเดือนขอรับ”
พอเอ่ยถึงคุณชายน้อยอวี้เจ้าแห่งลูกหนังขวัญใจของเขา เสี่ยวเอ้อร์เกิดอาการหยุดไม่อยู่ไปชั่วขณะ
“ต่อมาคุณชายน้อยอวี้ได้ออกจากเมืองหลวงไปท่องขุนเขาลำเนาไพร กลุ่มทองเข้าวันละหาบเห็นว่ากลุ่มทองเข้าวันละสิบหาบที่ไม่มีคุณชายน้อยอวี้อยู่ไม่น่าสนใจ การแข่งขันเดือนละครั้งจึงค่อยยกเลิกไป ไม่กี่วันก่อนข้าได้ยินมาว่าคุณชายน้อยอวี้กลับมาเมืองหลวงอีกครั้งแล้ว คาดว่าพวกเขาคงจะส่งสารท้ารบมาให้พวกเราในทันที ดังนั้นวันนี้ทองเข้าวันละสิบหาบของพวกเราจึงไปรับศึกไงขอรับ!”
เยียนหลานขมวดคิ้ว ในน้ำเสียงอ่อนเบาแฝงความกังขา
“ทองเข้าวันละหาบ นั่นคืออะไรหรือ? แล้วทองเข้าวันละสิบหาบ คืออะไรอีกเล่า?”
เสี่ยวเอ้อร์ตบต้นขาเผียะ “ทองเข้าวันละสิบหาบคือชื่อของกลุ่มพวกเราไงขอรับ!”
สาวใช้ตัวเตี้ยที่ยืนอยู่ข้างหลังเยียนหลานถลึงตาใส่เขาอย่างรังเกียจ เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
“ตอนแรกที่กลุ่มเตะลูกหนังแต่ละกลุ่มตั้งชื่อกัน ตรอกอื่นๆ แต่ละตรอกบ้างก็ชื่อพยัคฆ์ร้ายบ้างก็ชื่อหมาป่าทมิฬ คุณชายน้อยอวี้ลูกพี่ใหญ่ของตรอกคายหยวนของพวกข้าเห็นว่าชื่อพวกนี้ธรรมดาเกินไปไม่น่าสนใจเอาเสียเลย จึงตั้งชื่อให้กลุ่มของพวกเราว่าทองเข้าวันละหาบ ชื่อนี้ดีเลิศปานใด สูงศักดิ์ปานใด![3] แต่หูฉางอานลูกพี่ใหญ่ของตรอกอานเล่ออยากแต่จะข่มพวกเราตรอกคายหยวนไปเสียทุกเรื่อง กลับขโมยชื่อนี้ไปลงทะเบียนที่สมาคมเตะลูกหนังก่อน คุณชายน้อยอวี้โมโหเข้า พวกเราจึงชื่อทองเข้าวันละสิบหาบแทน ทองเข้าวันละสิบหาบ เยอะกว่าตรอกอานเล่อตั้งเก้าหาบเต็มๆ แน่ะขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ชูนิ้วมือขึ้นมาเก้านิ้วอย่างซื่อๆ
คุณชายที่ไม่ได้เอ่ยอะไรสักเท่าไรมาโดยตลอดท่านนั้นยกพัดจีบขึ้น “คุณชายน้อยอวี้ที่เจ้าพูดถึง” เสี่ยวเอ้อร์เห็นพัดจีบสีดำในมือเขาชี้เรียบๆ ไปทางกลุ่มเด็กหนุ่มบนถนน “คือกูเหนี่ยงที่นำหน้าคนนั้นหรือ?”
เสี่ยวเอ้อร์ชะโงกหน้าไปมอง “คุณชายน้อยอวี้ของพวกข้าเองขอรับ” แล้วโมโหเปรี้ยงทันที “ถึงคุณชายน้อยอวี้ของพวกข้าจะรูปงามเกินไปก็เถอะ แต่ไม่ตุ้งติ้งเลยสักนิดนะขอรับ คุณชายมาพูดว่าคุณชายน้อยอวี้ของพวกข้าคือกูเหนี่ยงได้ยังไงกันขอรับ? คุณชายน้อยน่ะเตะลูกหนังได้ดุดันขนาด” เขาชูนิ้วโป้งขึ้น ร้อนใจจะแก้ต่างแทนผู้ที่ตนเทิดทูน “เป็นชายแท้! ชายในหมู่ชาย! หากคุณชายได้ดูเขาเตะลูกหนังสักรอบก็จะรู้เองขอรับ ท่านจะไม่อยากเชื่อเลยว่าในโลกนี้มีชายในหมู่ชายแบบนี้อยู่ด้วย!”
คุณชายไม่ได้เอ่ยอะไรอีก คุณชายพลันหัวเราะออกมา หุบพัดจีบลุกขึ้นยืน
“อย่างนั้นข้าจะไปพบเขาสักหน่อย”
ตอนที่คุณชายน้อยอวี้ผู้ซึ่งทุกคนต่างไม่เชื่อว่านางไม่ใช่ผู้ชายชนใส่เหลียนซานที่ใต้เหลาเสี่ยวเจียงตง นางกำลังเดินไปพลางอธิบายถึงกลยุทธ์เตะลูกหนังกับเด็กหนุ่มตัวสูงชะลูดดุจไม้รวกที่เดินเคียงไหล่กับนางอย่างเคร่งเครียดไปพลางว่า
“ถึงหูฉางอานจะตัวล่ำ แต่เจ้าก็แค่อย่าไปแข่งวัดกำลังกับเขา เราคืออารยชนนี่นะ จะไปแข่งความบ้าพลังทำไมกัน เมื่อวานนี้ข้าไปสืบดูที่ทองเข้าวันละหาบของพวกมัน อ้อ ไม่ต้องสนใจหรอกว่าข้าไปสืบมาได้ยังไง หูฉางอานน่ะเห็นอยู่ว่าช่วงล่างยังไม่มั่นคงพอ แล้วก็...ขอโทษทีขอทางหน่อย...”
เงาร่างชุดขาวที่ขวางอยู่ตรงหน้าไม่ได้หลีกทางให้ เฉิงอวี้จึงเป็นฝ่ายขยับหลีกทางเอง ก้มหน้าอธิบายกลยุทธ์กับเด็กหนุ่มไม้รวกข้างๆ ต่อไป แต่ตอนที่เดินเฉียดผ่านเงาร่างชุดขาวนั้น แขนได้ตึงวูบ ถูกกุมเอาไว้
เฉิงอวี้ชักจะรำคาญนิดๆ เงยหน้าขึ้นมอง ครั้นเห็นชัดตาว่าผู้ที่กุมแขนของนางคือใคร นางร้องโพล่งอย่างประหลาดใจ
“เหลียนซานเกอเกอ!”
เหล่าเด็กหนุ่มที่ตามนางมาเห็นลูกพี่ใหญ่หยุดเดิน ก็หยุดเดินด้วย เห็นลูกพี่ใหญ่เรียกคุณชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งอย่างประหลาดใจว่าเกอเกอ ก็คิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นคนในครอบครัวของลูกพี่ หน้าตาดีชะมัดไปพลาง เอ่ยเรียกอย่างนอบน้อมโดยพร้อมเพรียงไปพลางด้วยว่า
“เหลียนซานเกอเกอ!”
เฉิงอวี้หันไปขึงตาใส่เจ้าพวกนี้ทันที
“พี่ชายข้าต่างหาก ไม่ใช่พี่ชายของพวกเจ้า”
เหล่าเด็กหนุ่มเกาหลังศีรษะแกรกๆ ต่างมองหน้ากัน เฉิงอวี้โบกมือให้พวกเขาไปยืนไกลๆ หน่อย พลางจมดิ่งอยู่กับคำเรียก “เหลียนซานเกอเกอ” นั้นเพียงลำพัง
นางไม่มีพี่ชายแท้ๆ เปี่ยวซยงถังซยงเองความจริงก็มีอยู่แค่ไม่กี่คน ทั้งยังไม่ค่อยสนิทกับพวกเขาอีกด้วย แม้แต่คำเรียก ปกติก็เรียกว่าถังซยงนั่นเปี่ยวซยง[4]นี่อย่างห่างเหิน เรื่องที่เรียกใครอย่างสนิทสนมว่า “เกอเกอ” นี้ ยังไม่เคยมีมาก่อน การเรียก “เหลียนซานเกอเกอ” นี้ นางเองเรียกแล้วยังรู้สึกแปลกใหม่นัก ทั้งยังรู้สึกติดตรึงใจนิดๆ อดไม่ได้ต้องเรียกเล่นๆ ซ้ำอีกครั้งอย่างอารมณ์ดีว่า “เหลียนซานเกอเกอ”
เหลียนซ่งปล่อยแขนนาง กวาดสายตาขึ้นลงสำรวจดูนางหนึ่งรอบ “พักนี้ไม่ได้เจอเจ้าที่ห้องหยกงามเลย”
เฉิงอวี้ลองคิดดู พักนี้นางยุ่งกับการเตรียมลงแข่ง บวกกับหลังจากที่ฮัวเฟยอู้วางแผนจับเหลียนซานต่อหน้าเหยาหวงครั้งก่อน ตัวเหยาหวงเองรู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจแบบนี้หนึ่งครั้ง เขาน่าจะสามารถตาสว่างได้อย่างน้อยสามเดือน จึงบอกอย่างปลาบปลื้มว่าภายในสามเดือนนี้ เขาไม่อยากเห็นหน้าฮัวเฟยอู้อีก ด้วยเหตุนี้เฉิงอวี้จึงไม่ได้แวะไปที่ห้องหยกงามมาหลายวันแล้วจริงๆ
แต่เรื่องฮัวเฟยอู้กับเหยาหวงนี้พูดแล้วอธิบายยากมาก นางจึงหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า
“เพราะข้าเริ่มทำตัวรักดี ไม่ไปหาความบันเทิงที่หอนางโลมแล้วน่ะ”
“อ้อ” เหลียนซ่งพูด “แต่ข้าได้ยินฮัวเฟยอู้บอกว่า เจ้ารับรองกับนางว่าจะนัดข้าไปเที่ยวห้องหยกงามอย่างน้อยเดือนละแปดครั้ง” เขายิ้ม “ข้ารอให้เจ้ามานัดอยู่ตลอดเลยละ”
“ข้าไปรับรองกับฮัวเฟยอู้เมื่อ...” เฉิงอวี้สะดุดกึก นางชักจะเจ็บใจที่ตัวเองความจำดีเสียแล้ว
นางนึกออกแล้ว คลับคล้าย...จะมีเรื่องอย่างนี้จริงๆ
วันนั้นหลังจากบอกลากับเหลียนซานที่ร้านงานฝีมือเล็กๆ แล้ว นางก็ถือเทพธิดาน้อยงาช้างสลักย้อนกลับไปหาฮัวเฟยอู้ พร้อมกับรับตัวเหยาหวง ทั้งยังบอกพวกเขาคร่าวๆ อีกด้วยว่านางทำให้ต้องผิดหวัง จัดการเรื่องที่ฝากฝังไม่สำเร็จ แต่ไม่ทราบไปอย่างไรมาอย่างไร นางถึงได้นับเนื่องเหลียนซานเป็นพี่ชาย ในตอนนั้นเหยาหวงยอมรับผลลัพธ์นี้อย่างใจเย็นมาก บอกว่าทุกอย่างต่างเป็นไปตามที่เขาได้คาดการณ์ไว้ มีแต่ฮัวเฟยอู้คนเดียวที่ผิดหวังอยู่เป็นนาน ทั้งยังเปิดสุราดอกกุ้ยฮัวเก่าเก็บสิบห้าปีหนึ่งขวด ประกาศว่าจะใช้สุราราดรดทุกข์จากการช้ำรัก
หนึ่งคนสองดอกไม้ดื่มสุราดับทุกข์ ตอนที่นางดื่มจนมึนเมาได้ที่ เสี่ยวฮัวตาสว่างวาบ พูดอะไรกับนางสักอย่าง พยายามย้อนนึกดูในตอนนี้ เฉิงอวี้นึกออกว่าดูเหมือนเสี่ยวฮัวจะพูดว่า
“ข้าไม่ทันได้นึกเลยว่า ความจริงการที่ฮัวจู่ได้เป็นน้องสาวของท่านแม่ทัพเหลียน ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างคาดไม่ถึงเลยละ ไม่ใช่ว่านัดเขามาดื่มเหล้าด้วยกันที่หอนางโลมอย่างเปิดเผยได้พอดีหรอกหรือ? มาที่ห้องหยกงามนี่ มาหาข้านี่!”
ตอนนั้นนางคงจะสมองสับสนเสียแล้ว ถึงได้พูดอย่างเซ่อซ่าว่านี่ช่างเป็นแผนการอันเลิศล้ำโดยแท้ นางยังถามเสี่ยวฮัวอย่างจริงจังอีกด้วยว่า “งั้นข้านัดเขาเดือนละกี่ครั้งดีล่ะ?”
เสี่ยวฮัวนับดูอย่างจริงจังเช่นกันแล้วตอบนาง “แปดครั้งกระมัง”
นางถามเสี่ยวฮัวอย่างจริงจังต่อว่า “ทำไมถึงนัดแปดครั้งล่ะ?”
เสี่ยวฮัวก็เอ่ยตอบนางอย่างจริงจังเช่นกัน
“เพราะว่าเลขแปดเป็นมงคลอย่างมากน่ะสิ ฮ่าๆๆๆ”
ทุกอย่างในวันนั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ตรงหน้า เฉิงอวี้ถึงกับมองเห็นเหยาหวงที่อยู่ข้างๆ หลับตาลงอย่างทนดูไม่ได้
เฉิงอวี้ที่นึกทั้งหมดนี้ออก ยามนี้ก็หลับตาลงอย่างทนดูไม่ได้เช่นกัน จากนั้นนางได้ยินเหลียนซานพูดเสียงเรียบ
“ผลคือรออยู่เป็นนานเจ้าก็ไม่มา ต่อมาข้าคิดว่า เจ้าคงจะลืมอีกแล้วเป็นแน่”
น้ำเสียงเย็นนิดๆ นั้นดังอยู่ใกล้แค่เอื้อม ฟังไม่ออกเช่นกันว่าอยู่ในอารมณ์ใด แต่เฉิงอวี้รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า จะยอมรับไม่ได้ว่านางลืมอีกแล้ว แต่นางก็นึกสงสัยอยู่นิดๆ เช่นกัน
“เหลียนซานเกอเกอรอข้าอยู่จริงๆ หรือ?”
แล้วเห็นชายหนุ่มเหลือบตาขึ้น “ทำไมรึ?”
นางพูดอ้อมแอ้ม “เพราะว่านัดท่านเที่ยวหอนางโลมอะไรนี่ ฟังดูแล้วเหมือนคำพูดตอนเมานี่นา”
“อ้อ ที่แท้ก็คำพูดตอนเมานี่เอง” เขาไม่ออกความเห็น “แต่ข้าเชื่อไปแล้ว” แล้วมองหน้านาง “ถ้าไม่ใช่ได้เจอเจ้าในวันนี้ ก็ไม่รู้ว่านี่คือคำพูดตอนเมา ยังคงรออย่างโง่เง่าต่อไป นี่จะนับกันอย่างไรดี?”
เฉิงอวี้รู้สึกว่า “รออย่างโง่เง่า” สี่พยางค์นี้ไม่เข้ากับเหลียนซานเลยสักนิด อีกทั้งคนผู้หนึ่งเฝ้ารออย่างโง่เง่าให้คนอีกผู้หนึ่งมานัดเขาไปเที่ยวหอนางโลมดื่มสุรา เรื่องนี้ฟังดูแล้วออกจะทะแม่งๆ อย่างไรชอบกล แต่นางก็ไม่ค่อยแน่ใจนักเช่นกัน และคิดว่าถ้าที่เหลียนซานพูดมาเป็นความจริงทั้งหมด เขารอนางอยู่นานมากจริงๆ เล่า?
เฉิงอวี้เตะหินก้อนเล็กๆ ข้างๆ เท้า ปลายเท้าเตะออกไป ส้นเท้าก็บดมันขยับกลับมา พูดเสียงกลัดกลุ้ม
“เที่ยวห้องหยกงามเดือนละแปดครั้งน่ะไม่ได้หรอก พวกเราซยง...ตี้[5]จับคู่ไปเที่ยวหอนางโลมด้วยกัน ฟังแล้วรู้สึกว่าบ้านนี้มีแต่รุ่นสองที่เป็นตัวผลาญสมบัติทั้งนั้น บรรพบุรุษทั้งหลายในปรภพมีหวังหาความสงบสุขไม่ได้กันแน่ๆ”
เหลียนซ่งเตือนสตินาง “เราสองคนไม่ได้ร่วมบรรพบุรุษกัน”
เฉิงอวี้บดก้อนหินกลับมาอย่างอืดอาด เหลือบมองเขาอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง ทำเสียงอือฮึ แล้วเอ่ยเตือนอย่างจริงใจ
“ดังนั้นบรรพบุรุษของทั้งสองตระกูลมีหวังหาความสงบสุขไม่ได้กันแน่ๆ น่ะสิ!”
เหลียนซ่งหลุบตาลง มุมปากโค้งขึ้น
“ดังนั้นเจ้าหมายความว่า เราสองคนไปเที่ยวด้วยกัน บรรพบุรุษจะหาความสงบสุขไม่ได้ แต่ถ้าแยกกันเที่ยว บรรพบุรุษก็จะสงบสุขได้ ใช่ไหม?”
เฉิงอวี้รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับบรรพบุรุษเลย นางไม่สามารถทำตามคำสัญญาไปเที่ยวห้องหยกงามกับเหลียนซานได้ เหตุผลที่แท้จริงอยู่ตรงในหนึ่งเดือนแอบแวะไปสักครั้งสองครั้งยังได้อยู่ ขืนนางกล้าไปเที่ยวหอนางโลมแปดครั้งในหนึ่งเดือน จูจิ่นมีหวังได้ตีนางแปดรอบในหนึ่งวันเป็นแน่
แต่เหตุผลแบบนี้จะพูดออกจากปากได้อย่างไร นางได้แต่แข็งใจพูดว่า “ข้าหมายความว่า ข้ากลับตัวกลับใจแล้ว ไม่สะดวกจะไปเที่ยวหอนางโลมฟังเพลงกับเหลียนซานเกอเกออีก ถ้าอย่างนั้น-ถ้าอย่างนั้นข้า...ข้าพาท่านไปกินของอร่อยๆ ก็แล้วกัน!”
พอคิดวิธีแก้ปัญหานี้ออก นางรู้สึกว่าตัวนางช่างมีไหวพริบดีเลิศเสียนี่กระไร “ข้าจะพาเหลียนซานเกอเกอไปเที่ยวเหลานะ เที่ยวเดือนละแปดครั้ง ไม่สิ เดือนละสิบครั้งชดเชยให้ท่าน ดีไหม?” อารามตื่นเต้น นางชูนิ้วมือขึ้นมาเก้านิ้ว มองเห็นสายตาเหลียนซานจับอยู่ที่นิ้วมือของนาง ตัวนางจึงกวาดหางตาไปดูด้วย แล้วเพิ่มนิ้วมืออีกหนึ่งนิ้วทันที
เหลียนซานเหมือนกำลังใคร่ครวญ ดูจากสีหน้าไม่ออกว่ามีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอนี้
นางสังเกตสีหน้าเขา เห็นว่าตัวนางต้องยอมทุ่มอีกสักนิด จึงพูดเสริมอีกประโยคทันที “เอาเป็นว่าข้าจะพาท่านไปเที่ยวเหลาวันนี้เลย ดีไหม?”
สายตาของเหลียนซานไล่จากผ้าคาดศีรษะของนาง เลื่อนลงไปยังช่วงตัวของนางที่ถูกชุดเตะลูกหนังห่อหุ้มจนมองเห็นความอรชรอ้อนแอ้น แล้วเลื่อนไปที่ตัวของกลุ่มเด็กหนุ่มห่างออกไปหลายก้าวข้างหลังนาง
“วันนี้เจ้าไม่ไปแข่งแล้วรึ?” ยื่นมือไปคว้ามือของเฉิงอวี้โดยไม่รอให้นางทันได้มีปฏิกิริยา “ดีมาก งั้นไปกันเถอะ”
เฉิงอวี้ตาค้าง “ข-ข-ข-ข-ข้ายังต้องไปแข่งอยู่ดีนะ”
เหลียนซ่งชะงักเท้ามองหน้านาง มือขวาของเขากุมมือของนางหลวมๆ เฉิงอวี้ลองดึงดู ดึงไม่หลุด นางทุ่มแรงดึงเต็มที่ แต่ก็ยังไม่หลุดอยู่ดี ขณะเดียวกันนางรู้สึกได้ว่าสายตาของเหลียนซ่งที่จับอยู่ตรงกระหม่อมนางเปลี่ยนเป็นสายตากดดัน
เฉิงอวี้เข้าใจทันทีว่านางดึงผิดเสียแล้ว แต่นางก็อดอยากบ่นไม่ได้เช่นกัน ทว่าถึงจะบ่นก็บ่นเสียงอ่อยเหมือนอ้อนนิดๆ
“เพราะการแข่งขันครั้งนี้ขืนข้าไม่ไป ต่อไปก็ไม่ต้องคลุกคลีในตรอกคายหยวนอีกแล้วน่ะสิ!”
เวลานั้น ณ ผืนฟ้าไกลมีตะวันร้อนแรงสาดแสงอรุณทะลุออกมา ส่องกระทบป้ายชื่อร้านของเหลาเสี่ยวเจียงตงตรงหน้าพอดี ตัวอักษรฉาบทองขนาดใหญ่เปล่งแสงสีทองอร่ามเรืองรอง
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน!” เฉิงอวี้เกิดความคิดขึ้นมากะทันหัน “เหลียนซานเกอเกอดื่มน้ำชารอข้าที่เหลาเสี่ยวเจียงตงไปก่อน ประเดี๋ยวเดียวข้าก็แข่งเสร็จแล้ว แข่งเสร็จแล้วข้าก็มาหาท่าน ดีไหม?”
นางอยากจะเกลี้ยกล่อมเขาเต็มที่
“เหลาเสี่ยวเจียงตงดีออกนะ! เมื่อก่อนสมัยที่ข้าอยู่เมืองหลวง ห้องอักษรไผ่ของเหลาเสี่ยวเจียงตงยังจองได้อยู่ ห้องอักษรไผ่ชมทิวทัศน์ได้ดีเป็นพิเศษ บางครั้งข้าก็มาดื่มน้ำชาที่ห้องอักษรไผ่เหมือนกัน ตอนนั้นนะนั่งอยู่ในเหลา จมดิ่งอยู่กับทิวทัศน์ที่นอกหน้าต่าง แสนสำราญดั่งเทพเซียนเลยเชียวละ เดี๋ยวเดียวเวลาก็ฟิ้วผ่านไปแล้ว!” ตอนพูดถึงคำ “ฟิ้ว” ยังใช้มือข้างที่ว่างชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว กรีดลากจากซ้ายไปขวาอย่างรวดเร็วหนึ่งรอบ แสดงความหมายว่าเร็วมากจริงๆ
นางเหล่ตาแอบมองเหลียนซ่งอย่างลับๆ ล่อๆ เห็นเขาเหมือนจะกำลังใคร่ครวญอีกแล้ว นางจึงเลียริมฝีปาก แล้วแสดงท่าทางเมื่อกี้นี้อีกครั้ง ปากยังพากย์เสียงให้ตัวเองอีกด้วยว่า “ฟิ้ว...”
ในที่สุดฝ่าบาทสามก็ผ่อนแรง ปล่อยมือของนาง
“อย่างนั้นข้าจะรอเจ้าที่ห้องอักษรไผ่”
เฉิงอวี้ถอนหายใจโล่งอก แต่ยังโล่งอกไม่ทันสุด จู่ๆ นางก็นึกขึ้นมาได้ว่าห้องอักษรไผ่จองไม่ได้มาตั้งนานแล้ว
“ห้องอักษรไผ่ไม่ได้หรอก” นางเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เพราะว่าห้องอักษรไผ่ถูกผู้สูงศักดิ์อะไรสักคนยึดครองไปแล้ว ไม่อนุญาตให้คนนอกจองแล้วละ” นึกถึงเรื่องนี้อดโกรธแค้นแน่นอกด้วยจิตใจใฝ่ความยุติธรรมไม่ได้ “อันที่จริง ซี้ซั้วจ่ายเงินพรรค์นี้ไปทำไมกันนะ ใช่ไหมเหลียนซานเกอเกอ ที่ดีๆ ก็ควรจะร่วมแบ่งปันกับชาวบ้านสิ!” ตอนกล่าวคำพูดนี้ เห็นได้ชัดว่านางลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนในเมืองผิงอาน เอ่ยถึงเรื่องซี้ซั้วใช้เงินเก่งที่สุด ถ้านางคุณชายน้อยอวี้อยู่อันดับสอง ก็ไม่มีใครอยู่อันดับหนึ่งได้
เหลียนซานมองหน้านางเหมือนจะยิ้ม
“แต่เจ้าบอกไม่ใช่หรือว่าห้องอักษรไผ่ดีที่สุด? ข้าต้องการแต่สิ่งที่ดีที่สุด”
เฉิงอวี้ศีรษะพองโตเป็นเท่าตัวทันที เหลียนซานจัดการยากเกินไปแล้ว นางวางตัวลำบากจริงๆ
“ตอนนั้นข้าน่ะชอบห้องอักษรไผ่มาก แต่มีห้องอักษรเหมยที่ข้าก็ติดใจมากเหมือนกัน เหลียนซานเกอเกอพอจะไปรอที่นั่นได้” นางแข็งใจเกลี้ยกล่อมเหลียนซาน อีกทั้งเพื่อยืนยันว่าห้องอักษรเหมยไม่เลวเลย นางยังกวักมือเรียกให้พวกเด็กหนุ่มมาล้อมรอบตัวนาง กระแอมหนึ่งที ส่งสายตาให้พวกเด็กหนุ่มไปพลางเอ่ยถามพวกเขาไปพลางว่า “ข้าน่ะพาพวกเจ้ามาเหลาเสี่ยวเจียงตงกินเหล้าดื่มชาอยู่บ่อยๆ ใช่ไหม? ตอนนั้นนอกจากห้องอักษรไผ่แล้ว ข้ายังชอบห้องอักษรเหมยอย่างมากด้วยใช่ไหม?”
ที่น่าเสียดายคือทุกคนเข้าขากันได้ไม่ดีพอ พวกเด็กหนุ่มไม่ได้เข้าใจถึงแผนการของนาง เด็กหนุ่มตัวเตี้ยข้างๆ นางพูดตอบอย่างลังเลว่า
“สี่ห้องพิเศษ เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศของเหลาเสี่ยวเจียงตงพวกเราตามลูกพี่ไปลองมาหมดแล้ว ห้องอักษรเหมยเป็นยังไงพวกเราไม่เคยสังเกตมาก่อน แต่ลูกพี่น่ะติดใจห้องอักษรไผ่มากที่สุดจริงๆ ยังเคยแต่งกลอนมาชื่นชมทิวทัศน์ที่มองออกไปจากห้องอักษรไผ่โดยเฉพาะด้วย บอกว่า ‘ห่านป่าร้องริมฝั่งดอนแหนขาว...’” พยายามเค้นสมอง มือเอื้อมไปชนเด็กหนุ่มผิวขาวสะอาดข้างๆ “‘ห่านป่าร้องริมฝั่งดอนแหนขาว’ แล้วอะไรต่อนะ?”
เฉิงอวี้พูดอย่างขัดใจว่า “ข้าน่ะชอบห้องอักษรเหมยมากเลยชัดๆ!”
เด็กหนุ่มตัวเตี้ยยังคงผลักเด็กหนุ่มผิวขาวแรงๆ ต่อไป
“รีบคิดเร็วเข้า ‘ห่านป่าร้องริมฝั่งดอนแหนขาว’ แล้วอะไรต่อนะ?” ทั้งยังพูดกับทุกคนว่า “เฮ้ พวกเจ้าก็ช่วยนึกด้วยสิ!”
เฉิงอวี้จำต้องพูดว่า “ข้าจำได้ว่าเคยพาพวกเจ้าไปกินเหล้าดื่มน้ำชาอยู่หรอก แต่ข้าน่าจะไม่เคยแต่งกลอนนะ”
เด็กหนุ่มผิวขาวนึกออกก่อนใคร รับช่วงต่อจากเด็กหนุ่มตัวเตี้ยเติมคำกลอนสองสามวรรคหลังจากนั้นจนครบในรวดเดียว
“ห่านป่าร้องริมฝั่งดอนแหนขาว
จันทร์สกาวสาดส่องเหลาเสี่ยวเจียงตง
ลมสดชื่นเมามายคลายทุกข์ตรม
หลิวเขียวสดบดบังสิ้นทุกข์วสันต์ ลูกพี่ นี่น่ะลูกพี่เป็นคนแต่งจริงๆ”
เฉิงอวี้ปฏิเสธว่า “ไม่ใช่ข้าละมัง...”
เด็กหนุ่มผิวขาวพูดเสียงจริงจัง
“ช่วงปลายปีต่อวันปีใหม่ของปีที่ลูกพี่อายุสิบสามปี ลูกพี่เลี้ยงพวกเรากินเหล้าที่ห้องอักษรไผ่ ถอนหายใจเฮือกๆ ว่าต่อไปจะไม่ได้ใช้ชีวิตมือเติบแสนสบายอีกแล้ว ขอเลี้ยงพรรคพวกอย่างมือเติบครั้งสุดท้ายอีกหนเป็นที่ระลึก เหล้าจุ้ยชิงเฟิง (เมามายลมสดชื่น) ที่เหลาเสี่ยวเจียงตงบ่มเอง ลูกพี่คนเดียวดื่มไปสามไห ดื่มเสร็จก็เริ่มร้องไห้ไปพลางเอื้อนกลอนไปพลาง...”
เฉิงอวี้จำไม่ได้โดยสิ้นเชิงว่ามีฉากแบบนี้ด้วย ยังคงปฏิเสธว่า “ข้าไม่ได้ทำละมัง...”
เด็กหนุ่มตัวเตี้ยกลั้นหัวเราะ เงยหน้าชี้ไปที่ต้นไม้แก่ร้อยปีซึ่งอยู่ติดกับห้องอักษรไผ่ต้นหนึ่ง
“ลูกพี่ยังปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นนั้นด้วยนะ เรื่องนี้ยังรู้ไปถึงจูจิ่นเกอด้วย จูจิ่นเกอมาพาตัวลูกพี่กลับไป แต่ให้ตายลูกพี่ก็ไม่ยอมลงมา ร้องไห้พูดว่าถ้าเป็นคุณชายน้อยอวี้ที่ร่ำรวยที่สุดในทั้งเมืองผิงอานไม่ได้ ลูกพี่ก็จะของอกอยู่บนต้นไม้ไปชั่วชีวิต จูจิ่นเกอพูดว่างั้นท่านก็งอกอยู่บนต้นไม้ไปเถอะ แล้วจากไปอย่างโมโห”
เฉิงอวี้โงนเงนไปชั่ววูบ ยืนให้มั่นคงพลางพูดว่า “ไม่จริงน่า...”
เด็กหนุ่มผิวขาวเสริมว่า “จากนั้นลูกพี่ก็กอดต้นไม้ไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง บ่นพึมพำไปพลางว่า
ลมสดชื่นเมามายคลายทุกข์ตรม
หลิวเขียวสดบดบังสิ้นทุกข์วสันต์
หนึ่งความทุกข์ สองความทุกข์ สามความทุกข์
ทุกข์ลึกล้ำดุจทะเล ทุกข์ทั่วแผ่นดิน
“พวกเราอยากจะพาท่านลงมา แต่ไม่ได้มีวิทยายุทธ์อย่างจูจิ่นเกอ หูเซิงถือว่าปีนต้นไม้ได้เก่งแล้ว แต่ก็ปีนขึ้นไปถึงแค่ตรงกลางเท่านั้น ขาดอีกเยอะมากกว่าจะเอื้อมถึงลูกพี่ที่นั่งยองๆ อยู่บนยอดกอดยอดไม้บ่นงึมงำว่า หนึ่งความทุกข์ สองความทุกข์ ทุกข์ลึกล้ำดุจทะเล”
หัวข้อสนทนาถูกเหล่าเด็กหนุ่มลากจนเบี่ยงออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และเฉิงอวี้ก็ลืมเสียสนิทเช่นกันว่าเจตนาดั้งเดิมที่นางเรียกพวกเด็กหนุ่มเข้ามา คือต้องการหว่านล้อมเหลียนซานให้เข้าไปในห้องอักษรเหมย นางหูแดงก่ำ มือข้างหนึ่งกดบนหน้าผากกล่าวกับเหลียนซ่งว่า
“ข-ข้าจะไปแล้ว”
ฝ่าบาทสามไม่สนใจนาง กลับเหมือนชักจะสนใจคำพูดเหลวไหลของเหล่าเด็กหนุ่ม คิ้วตาหลุบลงนิดๆ ตลอดทั้งร่างดูแล้วไม่ได้เย็นชาปานนั้นอีก เอ่ยถามพวกเด็กหนุ่มเหมือนนึกสนใจอย่างมาก
“ดังนั้นพวกเจ้าจึงปล่อยให้นางอยู่บนต้นไม้ทั้งคืน?”
ครั้นเห็นชายหนุ่มรูปงามซึ่งเอาแต่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้างตั้งแต่พวกเขาเข้ามาร่วมวง ดูแล้วชวนคุยค่อนข้างยากกลับรู้สึกสนุกในคำสนทนาของพวกเขาด้วย เหล่าเด็กหนุ่มก็ยิ่งคึกคัก แย่งกันตอบว่า
“ก็เปล่าหรอก พวกเราพูดหว่านล้อมจนหมดแล้ว แต่ลูกพี่ก็ไม่ยอมลงมาเลย”
“แต่หลังจากนั้นไม่นาน หลิวอานของทองเข้าวันละหาบก็เอาขุนพลหัวม่วงจิ้งหรีดของเขามาหาหูเซิงของพวกเรา ลูกพี่อยากจะดูตีจิ้งหรีด จึงปีนลงมาจากต้นไม้เองน่ะ”
“จูจิ่นเกอคงจะไม่ค่อยวางใจอยู่ดี หลังจากนั้นได้กลับมาอีกรอบ พอเห็นลูกพี่หายไปจากบนต้นไม้ก็ร้อนใจแทบคลั่ง ผลคือพอเข้ามาดูในเหลา ลูกพี่กำลังฟุบอยู่บนโต๊ะดูจิ้งหรีดกัดกันอย่างคึกคักเชียว จูจิ่นเกอหน้าเขียวคาตาทันที”
กระหม่อมเฉิงอวี้แทบจะมีไอลอยขึ้นมา พูดอย่างหมดอาลัยตายอยากว่า “อ้อ เรื่องนี้ข้าจำได้แล้ว พวกเจ้าพูดจบหรือยัง พูดจบแล้วก็ไปกันเถอะ การแข่งขันจะเริ่มแล้วนะ”
เหลียนซานมองหน้านางเหมือนจะยิ้ม
“ทุกข์ลึกล้ำดุจทะเลของเจ้า มาถึงไวจากไปก็ไวมากดีนะ”
เฉิงอวี้หน้าแดงเรื่อทันที แต่ยังคงฝืนทำเป็นเยือกเย็น
“ตอนนั้นข้าอายุแค่สิบสามปี” แล้วสั่งพวกเด็กหนุ่ม “ไปๆๆ จะไปแข่งสายอยู่แล้ว”
กลับถูกเหลียนซานเรียกไว้ “ก่อนไปเจ้าควรจะบอกข้าหรือเปล่าว่า ตกลงเราจะนัดเจอกันที่ใด?”
เฉิงอวี้ถูกพวกเด็กหนุ่มก่อกวนจนเวียนศีรษะไปหมด คิดตามไม่ทันไปชั่วขณะ แล้วได้ยินเหลียนซานหัวเราะเบาๆ
“นี่หมายถึงให้ข้าเป็นคนตัดสินใจสินะ”
เมื่อเหลียนซานยิ้ม ให้อารมณ์ดุจรัศมีจันทร์เย็นตาแผ่ไพศาล และประดุจรุ่งอรุณแห่งวสันต์ย้อมบุปผาพันเฉดสี เฉิงอวี้ถูกรอยยิ้มที่ปรากฏเพียงพริบตาก็หายวับนี้สะกดจนลุ่มหลงตะลึงเหม่อ ระหว่างที่ตะลึงเหม่อ ฝ่าบาทสามได้ทำการตัดสินใจเสร็จสรรพ
“อย่างนั้นเอาเป็นที่เหลามยุราเยือนเถิด ข้าจะไปรอเจ้าที่เหลามยุราเยือน”
“เหลามยุราเยือน” เฉิงอวี้ได้สติในบัดดล “หมายถึงเหลามยุราเยือนที่แพงที่สุดในทั้งเมืองผิงอานนั่นน่ะหรือ?”
“อืม เหลามยุราเยือนที่แพงที่สุด”
เงินห้าร้อยทองที่ได้จากการขายชุดเจ้าสาวนั่นใช้หมดไปนานแล้ว เฉิงอวี้จวิ้นจู่ผู้ซึ่งเวลานี้จนกรอบ ได้รู้สึกถึงความยากลำบากของชีวิต นางเอามือกุมศีรษะนิ่งคิดอยู่ชั่วแล่น นึกขึ้นได้ว่าวันนี้นางวานให้หลี่มู่โจวสหายสนิทซื้อเดิมพันข้างนางชนะในตลาดลูกหนัง ถ้านางชนะในการแข่งขันครั้งนี้ นางก็จะสามารถมีเงินเลี้ยงเหลียนซานกินอาหารที่เหลามยุราเยือนหนึ่งมื้อได้แล้ว
นางกัดฟันพูดว่า “งั้น...ก็ได้ เหลียนซานเกอเกอล่วงหน้าไปรอข้าที่เหลามยุราเยือนก่อนเถิด” แล้วดึงผ้าคาดหัวบนศีรษะอย่างดุดัน “การแข่งขันครั้งนี้ถ้าข้าเอาชนะไม่ได้ ก็ไม่ต้องคลุกคลีในเมืองผิงอานแล้ว!” กล่าวจบนำขบวนเหล่าเด็กหนุ่มวิ่งตะบึงมุ่งหน้าไปยังสนามเตะลูกหนังทางใต้ของเมืองด้วยจิตสังหารที่ลุกโรจน์
ตอนที่เหลียนซ่งยืนมองส่งพวกเขาอยู่ที่เดิม ได้ยินเฉิงอวี้เปลี่ยนน้ำเสียงเดินไปพลางสั่งสอนพวกเด็กหนุ่มไปพลาง ชี้นำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมิใช่น้อย
“เมื่อกี้พวกเจ้าทำไม่ถูกอย่างมากเลยนะ ต่อไปห้ามทำแบบนั้นอีกล่ะ”
เหล่าเด็กหนุ่มถามอย่างงุนงง “ห้ามทำแบบไหนรึ?”
นางตักเตือนอย่างจริงใจ “เรื่องน่าขายหน้าออกอย่างนั้นของข้า พวกเจ้าไปเล่าให้คนอื่นฟังส่งเดชได้ยังไงกัน คนที่ขายหน้าคือข้า แล้วไม่ใช่ว่าพวกเจ้าก็พลอยขายหน้าไปด้วยเหมือนกันหรือยังไง?”
มีเด็กหนุ่มกล่าวเถียงอย่างไม่เข้าใจ
“แต่นั่นไม่ใช่พี่ชายของลูกพี่หรอกรึ?”
เฉิงอวี้พูดไม่ออก ตอนที่เงาร่างของพวกเขาเลี้ยวผ่านมุมถนน เหลียนซ่งได้ยินนางถอนหายใจเบาๆ
“ก็ได้ เล่าให้พี่ชายฟังน่ะได้ ต่อไปห้ามเล่าให้คนนอกฟังละ”
เหลียนซ่งยืนอยู่ใต้ป้ายชื่อร้านของเหลาเสี่ยวเจียงตงอีกครู่หนึ่ง ขยับพัดจีบในมือเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ชั่วครู่ จากนั้นหันหลังเดินเข้าไปในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ไม่ได้กลับไปที่ห้องอักษรไผ่อีกครั้งในทันที
<>::<>::<>
[1] เหลียนซูเฟย : เหลียน คือแซ่; ซูเฟย คือตำแหน่งพระสนมตำแหน่งหนึ่ง
[2] ยามซื่อสามเค่อ คือเวลา 09:30 - 09:44 น.
[3] คำว่า “สูงศักดิ์” (贵气) แปลตรงๆ ตามตัวอักษรได้ว่า “แพง, ล้ำค่า” เป็นการเล่นคำว่าชื่อ “ทองเข้าวันละหาบ” ฟังดูแพงดีมาก
[4] คำ “ซฺยง” (เฮีย : พี่ชาย) คือภาษาเขียน เป็นทางการกว่า “เกอ” (ก๊อ : พี่ชาย) ซึ่งเป็นภาษาพูด
[5] เฉิงอฺวี้เกือบหลุดพูดคำว่า “เม่ย” (น้องสาว) แทน “ตี้” (น้องชาย)