บทที่สี่ (2)
หลังจากเยียนหลานรั้งสายตาที่มองไปยังนอกหน้าต่างด้านล่างเหลากลับคืน ก็นั่งเหม่อลอยในห้องอักษรไผ่อยู่ครู่สั้นๆ กล่าวกับสาวใช้หน้าตางดงามที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้างว่า
“เมื่อก่อนเคยเห็นฝ่าบาทสามสนทนานานขนาดนี้แต่กับท่านราชครูเท่านั้น”
เทียนปู้เอ่ยยิ้มๆ “ฝ่าบาททรงยินยอมสนทนากับพวกมนุษย์เพิ่มขึ้นสองสามประโยค ไม่ใช่ว่าดีมากดอกหรือเพคะ?”
มือที่ถือเม็ดหมากของเยียนหลานบีบแน่นขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบายิ่ง
“เด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น มีอะไรน่าคุยด้วยกัน” ถ้อยคำแฝงความกังขา “หรือบางทียามฝ่าบาทอยู่บนสวรรค์ จะโปรดคบหากับเด็กหนุ่มเช่นนี้?”
เนื่องจากเทียนปู้ยืนอยู่ค่อนข้างห่างจากหน้าต่าง มองเห็นไม่ถนัดว่าที่รวมตัวกันอยู่ด้านล่างของเหลาคือกลุ่มเด็กหนุ่มแบบใด จึงอมยิ้มเอ่ยถามว่า “เป็นเด็กหนุ่มแบบใดหรือเพคะ?”
เยียนหลานหลุบตา “หันหลังให้ข้า มองเห็นหน้าไม่ใคร่ชัด ดูแค่เงาหลัง รู้สึกว่าธรรมดามาก” แล้วขมวดคิ้ว “แต่พูดเยอะมาก”
เทียนปู้ส่ายหน้า “เมื่อก่อนฝ่าบาทไม่โปรดคนที่พูดมากเป็นที่สุดเพคะ”
เยียนหลานนิ่งเงียบไปชั่วครู่ สายตาเลื่อนลอยนิดๆ
“ข้ามองฝ่าบาทสามไม่ออก”
เทียนปู้ยังคงอมยิ้มเช่นเดิม แต่มิได้ต่อคำ
เยียนหลานกล่าวต่อว่า “คืนนั้นข้า...ระลึกได้ถึงฉากที่กล่าวลาต่อฝ่าบาทสามในเจดีย์กักปิศาจนั้น วันรุ่งขึ้นก็ไปหาเขาที่คฤหาสน์ของเขา ข้าถามเขาว่าเหตุใดตอนนั้นถึงได้ช่วยชีวิตข้า...เขาเหมือนไม่ประหลาดใจสักนิดที่ข้านึกเรื่องเหล่านั้นออก และไม่แน่ว่าจะดีใจมากแต่อย่างใด เขาเงยหน้าจากหนังสือมามองข้า ยิ้มพลางเอ่ยตอบข้า ‘เจ้าหมายถึงเหตุใดข้าถึงได้ช่วยชีวิตฉางอี? ไม่ได้มีเหตุผลใดเป็นพิเศษ เพียงแค่อย่างไรฉางอีก็แตกต่างออกไปบ้างสำหรับข้าเท่านั้น’”
สองตานางซ่านแววทุกข์ระทม
“เทียนปู้ เจ้าว่าถ้อยคำนี้ของเขาแปลกหรือไม่ ข้าคิดว่าข้าก็คือฉางอี เขาก็ทราบเช่นกันว่าข้าคือฉางอี ดังนั้นเขาจึงได้มายังโลกมนุษย์แห่งนี้ ปรากฏตัวขึ้นข้างกายข้า แต่เขากลับไม่เคยเรียกข้าว่าฉางอีเลยสักคำ ข้าคิดอยู่นานมาก” ม่านหมอกรื้นขึ้นในดวงตานาง ขับเน้นนัยน์ตาดำขลับคู่นั้นให้ดูน่าเวทนาจับใจ “ก็แค่เพราะนอกจากฉากอำลาที่เจดีย์กักปิศาจแล้ว ข้ากลับยากจะระลึกได้ถึงอดีตทั้งปวง ดังนั้นฝ่าบาทสามจึงมิได้รู้สึกว่าข้าคือฉางอี” นางหันไปทางเทียนปู้ “ข้าคิดถูกไหม?”
เทียนปู้เอ่ยเบาๆ “มีบางเรื่องหากองค์หญิงทรงสงสัย สู้ลองไปตรัสถามฝ่าบาทต่อหน้าพระพักตร์จะดีกว่าอยู่บ้างเพคะ พระวรกายขององค์หญิงไม่ค่อยแข็งแรงนัก ไม่เหมาะจะคิดกังวลมากเกินไป”
เยียนหลานนิ่งเงียบไป เนิ่นนาน สายตาเบนไปยังนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังถามเทียนปู้ ทว่าเหมือนพูดกับตัวเองยิ่งกว่า
“เจ้าว่าฝ่าบาทสามทรงคิดอย่างไรกับฉางอีกันแน่ และทรงคิดอย่างไรกับข้ากันหนอ?”
เทียนปู้ถอนหายใจอยู่ในใจ
ในมหาสหัสภพมีโลกมนุษย์หลายพันล้านใบ การไหลของเวลาในโลกมนุษย์แต่ละใบต่างก็ไม่เหมือนกัน บ้างก็เร็วกว่าสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเล็กน้อย บ้างก็ช้ากว่าสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเล็กน้อย ราชวงศ์ต้าซีแห่งนี้นั้นเร็วกว่าบนสวรรค์มาก สวรรค์เก้าชั้นฟ้าหนึ่งวัน ราชวงศ์ต้าซีหนึ่งปี
เทียนปู้จำได้ว่าตอนแรกที่นางติดตามฝ่าบาทสามมายังโลกมนุษย์แห่งนี้ คือปีที่ยี่สิบแปดที่ฉางอีวิญญาณสะบั้น ณ เจดีย์กักปิศาจพอดี เพลานั้นเยี่ยหัวจวิน เทียนซุนน้อยที่เทียนจวินเพิ่งจะได้รับมาใหม่อายุเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น
จริงอยู่ ในหมู่มนุษย์ อายุยี่สิบห้าปีถือว่าเป็นชายหนุ่มแล้ว แต่เมื่อครั้งแรกมีฟ้าดิน สวรรค์แบ่งเป็นห้าเผ่า ยิ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพลังอ่อนด้อย อายุขัยก็ยิ่งสั้น การเติบโตก็ยิ่งเร็ว ขณะที่ดังเช่นครรภ์เซียนและครรภ์มารนั้น จะตั้งครรภ์ได้ไม่ง่ายดาย เติบใหญ่เต็มวัยยิ่งไม่ง่ายดาย ด้วยเหตุนี้สำหรับเทพเซียนแล้ว อายุยี่สิบห้าปีก็ยังคงเป็นแค่หนูน้อยตัวเล็กจิ๋วเท่านั้น
วันที่สวรรค์เก้าชั้นฟ้าจัดงานวันเกิดให้เยี่ยหัวจวินตัวน้อยนั้น หลังงานเลี้ยง เทียนจวินได้รั้งตัวฝ่าบาทสามไว้ จากสีหน้าของฝ่าบาทสาม ดูไม่ใคร่ออกว่าเขาคาดเดาได้หรือไม่ว่าเทียนจวินจะเอ่ยอะไรกับเขา ตอนที่เยี่ยหัวจวินตัวน้อยมากราบลาพวกท่านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ฝ่าบาทสามยังนึกสนุก หยิกแก้มเล็กๆ ขาวผ่องของเยี่ยหัวจวินน้อย
บนสวรรค์มีเซียนเด็กน้อยอยู่มากมาย บรรดาเซียนเด็กน้อยที่ถือกำเนิดบนสวรรค์ทุกตนต่างสดใสน่ารัก ในจำนวนนี้เซียนเด็กน้อยที่สูงศักดิ์ที่สุดและงดงามน่ารักที่สุดต้องนับเยี่ยหัวจวิน แต่เยี่ยหัวน้อยอายุยังเยาว์ กลับมีนิสัยเงียบขรึม อาทิเซียนเด็กน้อยผู้อื่น เวลาถูกผู้ใหญ่หยิกแก้มมักจะพูดอ้อนสักหน่อย เยี่ยหัวน้อยกลับเหมือนคร้านแม้แต่จะสนใจกระนั้น กราบเทียนจวินต่ออย่างถูกต้องครบถ้วนตามธรรมเนียมเสร็จแล้ว ก็ไปกราบฝ่าบาทสาม
เพลานั้นฝ่าบาทสามมองดูเยี่ยหัวน้อยอย่างนึกสนุกยิ่ง
“เจ้ารู้ว่าเมื่อโตแล้วจะต้องแต่งงานกับป๋ายเฉี่ยน หญิงงามอันดับหนึ่งของเผ่าเทพเรา และป๋ายเฉี่ยนอายุมากกว่าเจ้ามาก ดังนั้นเจ้าถึงได้จงใจเริ่มทำตัวแก่แดดแก่ลมตั้งแต่เล็กแบบนี้ ในวันหน้าจะได้สามารถคู่ควรกับนางได้ใช่หรือไม่?”
ถ้อยคำเช่นนี้เดิมทีไม่ควรกล่าวกับเด็กเล็ก บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไม่ว่าผู้ใดหาญกล้ากล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าเทียนซุนน้อย เกรงว่าเทียนจวินต้องถลกหนังพวกเขาทิ้งเป็นแน่ แต่มีเพียงฝ่าบาทสามที่ต่อให้เทียนจวินกำลังฟังอยู่ ก็ถือเสียว่าเป็นสายลมที่พัดผ่านหู
บนใบหน้าเล็กๆ ของเยี่ยหัวน้อยซ่านสีแดงนิดๆ สีแดงนั้นได้แผ่ลามไปถึงใบหูอย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งใบหูแดงก่ำ ใบหน้ากลับไม่ค่อยแดงนักแล้ว เยี่ยหัวน้อยปั้นสีหน้าเคร่งขรึม
“หลานขอให้ท่านอาสามระมัดระวังถ้อยคำพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทสามยิ้มทันที
ยามที่ฝ่าบาทสามยิ้ม ในดวงตาสีอำพันคู่นั้นดุจมีใบไม้สารทพลิ้วปลิว ในความงามตระการแฝงความเย็นชาของใบไม้ปลิดปลิว เขาเป็นเช่นนี้เสมอ แม้จะเป็นรอยยิ้มอันอ่อนโยน ก็เจืออารมณ์ห่างเหินของฤดูสารท
ฝ่าบาทสามก้มตัวลง พัดจีบแตะที่ไหล่เล็กๆ ของเยี่ยหัวน้อย “ระมัดระวังถ้อยคำอะไรรึ?”
เยี่ยหัวน้อยเม้มปาก นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ตอบยากอะไรจริงแท้ แต่การตอบออกมาจะน่ากระอักกระอ่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เยี่ยหัวน้อยคือเซียนเด็กที่ฉลาดที่สุดบนสวรรค์ แม้อายุจะยังเยาว์ ก็เข้าใจความกระอักกระอ่วนเช่นนี้ดี ยืนใบหูแดงก่ำไปทั้งหูอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไม่ทราบควรทำอย่างไรดี
เทียนจวินที่อยู่ด้านข้างกระแอมออกมาอย่างได้จังหวะ เยี่ยหัวน้อยรีบกราบเทียนจวินอย่างเต็มพิธีการทันที แล้วซอยเท้าเล็กๆ ย่ำออกไปอย่างรีบร้อนราวกับท่านอาสามของเขาคืออสุรกายอันดุร้ายกระนั้น คุ้มครองส่งฉือหางเจินเหรินอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขามุ่งหน้าไปพักผ่อนยังวิมานเล็ก ณ สวรรค์ชั้นที่สิบเจ็ด
ฝ่าบาทสามทอดสายตามองดูเยี่ยหัวจวินที่จากไป หุบพัดจีบในมือลงอย่างแช่มช้า ดอกไม้อัศจรรย์ซึ่งผลิดอกบนต้นอโศกในอุทยานรัศมีจันทร์ทิพย์เรืองแสงเย็นตาอยู่จางๆ
ในความทรงจำของเทียนปู้ ฉือเจิ้งตี้ เทียนจวินรัชกาลนี้นั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวท่านมีความคิดอ่านลึกล้ำ จึงเป็นเทียนจวินที่นิยมการพูดจาอ้อมค้อมอย่างมาก แต่หลังจากเยี่ยหัวน้อยจากไปแล้ว เมื่อมุมนี้เหลือเพียงสองพ่อลูก บวกกับตัวนางที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ห่างออกไปนักอีกหนึ่ง ฉือเจิ้งตี้กลับทั้งไม่ได้อ้อมค้อมและไม่ได้วางมาดเทียนจวินต่อฝ่าบาทสาม
ฉือเจิ้งตี้เอ่ยถามฝ่าบาทสามด้วยสีหน้าใจดี
“หลิงเป่าเทียนจุนได้ซ่อมแซมวิญญาณเซียนของเทพีโกมุทที่เจ้าช่วยชีวิตกลับมาเสร็จสิ้นแล้ว การเดิมพันที่พ่อพนันกับเจ้าในวันนั้น พ่อยังคงอนุญาตเจ้าเช่นเดิม แต่พ่ออยากจะถามเจ้าดูว่า ผ่านไปยี่สิบแปดปีแล้ว เจ้ายังคิดจะลงสู่โลกเบื้องล่างไปเคียงข้างเทพีโกมุทอีกหรือไม่?”
เทียนปู้ดูปฏิกิริยาของฝ่าบาทสามในตอนนั้นไม่เข้าใจ ฝ่าบาทสามเหมือนจะคาดเดาได้ว่าที่เทียนจวินจะตรัสกับเขาคือเรื่องนี้ และเหมือนจะคาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะเป็นเรื่องนี้ หรือเขาอาจจะไม่ได้สนใจเลยก็ได้ว่าเทียนจวินจะตรัสเรื่องใดกับเขากันแน่
“ตั้งยี่สิบแปดปีแล้ว? เช่นนั้นก็ไปเถิด” ฝ่าบาทสามเอ่ยตอบ “ลูกไม่เคยอยู่ในโลกมนุษย์นานๆ มาก่อน คิดว่าคงไม่น่าเบื่อยิ่งไปกว่าสวรรค์เก้าชั้นฟ้าระยะนี้ดอกพ่ะย่ะค่ะ”
เทียนจวินมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ถอนหายใจหนักๆ สะบัดแขนเสื้อเร่งฝีเท้าเดินไปได้สองสามก้าว หลังสองสามก้าวก็หันกลับมาอีกครั้ง สุดท้ายกลั้นไม่อยู่ระเบิดโทสะ
“แม้พี่ใหญ่เจ้าจะเข้าแทนตำแหน่งของพี่รองเจ้า แต่จะอย่างไรด้านความสามารถก็สู้พี่รองเจ้าไม่ได้ หากยามปกติเจ้าช่วยเหลือพี่ใหญ่เจ้ามากขึ้นสักหน่อยได้ พ่อคงไม่ถึงกับงานยุ่งถึงเพียงนี้ ในสวรรค์ก็ไม่ถึงกับมักจะไร้เรื่องใหม่ๆ เช่นกัน เจ้ายังจะมาบ่นว่าน่าเบื่ออีกรึ?”
ฝ่าบาทสามรู้สึกเหมือนเทียนจวินพาลใส่อย่างไร้เหตุผลยิ่งกระนั้น “เดิมทีลูกกับท่านพี่ควรจะต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน น้ำบ่อไม่รุกล้ำน้ำคลองอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เทียนจวินถลึงตา “น้ำบ่อไม่รุกล้ำน้ำคลอง? เชื่อไหมว่าเปิ่นจวินจะปลดภาระบนบ่าของพี่ใหญ่เจ้ามาใส่บนบ่าของเจ้าแทนพรุ่งนี้เลย?”
เทียนปู้เห็นว่าแม้ปกติเทียนจวินจะน่ากลัวอย่างมาก แต่เทียนจวินที่กริ้วใส่ฝ่าบาทสามกลับมักจะค่อนข้างน่ารัก
ฝ่าบาทสามเงยหน้าขึ้นมองเทียนจวิน ยิ้มอย่างอ่อนใจอยู่บ้างกระนั้น “เมื่อกี้นี้ฟู่จวินตรัสถามลูกว่าประสงค์จะลงไปยังโลกเบื้องล่างหรือไม่ ลูกได้ตอบรับแล้ว ฟู่จวินสูงศักดิ์เป็นถึงเทียนจวิน กษัตริย์ตรัสแล้วห้ามคืนคำพ่ะย่ะค่ะ”
เทียนจวินถูกย้อนจนพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ เป่าหนวดถลึงตาเดินจากไป ฝ่าบาทสามหยุดยืนอยู่ที่เดิมชั่วครู่ตามมารยาท จากนั้นเดินเล่นตลอดทางไปยังวังมหาอรุณของมหาเทพตงหัว มิได้ให้นางติดตามไปด้วยอีก
การเดิมพันที่เทียนจวินเอ่ยถึงนั้นคืออะไร เทียนปู้ทราบดี
นางอยู่ในโลกมนุษย์มาได้สิบแปดปี บวกกับบนสวรรค์ยี่สิบแปดปีนั้น เมื่อนับคำนวณเช่นนี้ เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นเมื่อสี่สิบหกปีก่อน
สี่สิบหกปีก่อน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแก่เผ่าเทพ ให้เผ่ามารและเผ่าอสูรยิ่งกริ่งเกรงเผ่าเทพ เทียนจวินเคยมุ่งหน้าไปยังแคว้นชิงชิว สู่ขอป๋ายเฉี่ยน ธิดาเพียงผู้เดียวของมหาเทพป๋ายจื่อแห่งเผ่าจิ้งจอกเก้าหางให้แก่ซางจี๋ โอรสองค์รองของพระองค์
เผ่าสวรรค์กับเผ่าจิ้งจอกเก้าหางอุตส่าห์กำหนดการหมั้นหมายครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อย มิคาดซางจี๋กลับแอบเกิดความรักกับส้าวซิน งูปาเสอน้อยสาวใช้ของป๋ายเฉี่ยน เรื่องนี้ถูกเทียนจวินทราบเข้า เทียนจวินชิงชังงูปาเสอน้อย เพื่อเลี่ยงมิให้นางทำลายตาเดินหมากอันเลิศล้ำของการใหญ่เรื่องทำให้เผ่าแข็งแกร่งทรงอำนาจ จึงจับงูปาเสอน้อยไปขังไว้ในเจดีย์กักปิศาจที่มีปวงปิศาจเกลื่อนไปทั่วโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ซางจี๋ไม่อาจทนเห็นนางในดวงใจต้องทุกข์ทรมาน จึงบุกฝ่าเจดีย์กักปิศาจอย่างอาจหาญเพื่อช่วยงูปาเสอน้อย งูปาเสอน้อยถูกช่วยออกมาได้ก็จริง แต่ที่สูญเสียไปแทน กลับเป็นชีวิตของเทพีโกมุทฉางอี สหายสนิทของซางจี๋
เหตุการณ์นี้กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก และเพราะเหตุนี้เอง งานแต่งงานระหว่างป๋ายเฉี่ยนแห่งชิงชิวกับฝ่าบาทรองแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าย่อมจะยกเลิกไป แต่เทียนจวินมีหรือจะละทิ้งตาเดินหมากดีๆ อย่างการสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีนี้ ด้วยเหตุนี้เยี่ยหัวน้อย...องค์ราชันที่สวรรค์กำหนดมั่น วันหน้าจักต้องสืบทอดบัลลังก์เทียนจวินอย่างแน่นอนเพิ่งจะถือกำเนิด ก็มีป๋ายเฉี่ยนแห่งชิงชิวเป็นว่าที่ภรรยาในอนาคตทันที
ในเรื่องราวครั้งอดีตนี้ ฝ่าบาทรองซางจี๋ที่เป็นผู้ก่อเรื่องได้สูญเสียตำแหน่งไท่จื่อซึ่งอยู่ใกล้แค่มือคว้า ถูกลดตำแหน่งไปยังทะเลอุดร เป็นเทพวารีเล็กๆ ผู้หนึ่ง งูปาเสอน้อยเป็นช้างเท้าหลัง ติดตามซางจี๋ไปยังทะเลอุดรด้วยเช่นกัน ต่อให้ถูกเทียนจวินลงทัณฑ์ ทั้งสองก็ถือว่ามีผลลงเอยที่ดีอยู่ดี แต่เมื่อเทียบกันแล้ว หนึ่งชีวิตของเทพีโกมุทฉางอี กลับทำให้เหล่าเทพเซียนทั้งหลายที่ทราบเหตุการณ์ในอดีตเรื่องนี้ต่างรู้สึกว่า นางตกตายอย่างไม่พอที่อยู่บ้าง
เกี่ยวกับเรื่องเหตุไฉนเทพีโกมุทฉางอีจึงได้ร่วมบุกฝ่าเจดีย์กักปิศาจกับซางจี๋ สุดท้ายยังจบชีวิตที่เจดีย์กักปิศาจเพื่อให้ซางจี๋กับงูปาเสอน้อยรอดตายอีกด้วยนั้น เหล่าเทพเซียนทั้งหลายบนสวรรค์ค่อนข้างขาดจินตนาการ แอบลือกันไปแอบลือกันมา มีอยู่แค่สองแบบเท่านั้น
หนึ่งบอกว่าเนื่องจากฉางอีคือสหายสนิทของฝ่าบาทรองซางจี๋ การกระทำนี้ของฉางอีคือแทงสีข้างเพื่อสหายสนิท[1] เห็นได้ชัดว่าคือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ อีกหนึ่งบอกว่าเนื่องจากฉางอีแอบหลงรักซางจี๋ การกระทำนี้คือการสละตนบูชารัก ส่งเสริมผู้อื่นเสียสละตัวเอง เห็นได้ชัดว่าคือความรักยิ่งใหญ่
เกี่ยวกับประการหลัง ทุกครั้งที่เหล่าเทพธิดาซึ่งใจกล้าทั้งยังนิยมอารมณ์โศกเศร้าเคล้าน้ำตาสนทนากันถึงเรื่องนี้ เป็นต้องออกความเห็นสักสองสามคำอย่างอดไม่ได้ สองสามคำที่ออกความเห็นมักหนีไม่พ้น ฉางอีช่างเขลาจริงแท้ ต่อให้นางเป็นภูตแล้วต่อมาจึงเป็นเซียน จำเป็นต้องตัดอารมณ์ตัดกิเลส ความจริงแล้วการที่นางหลงรักซางจี๋คือการละเมิดข้อห้าม แต่ในเมื่อจะทางไหนก็ละเมิดข้อห้ามด้วยกันทั้งคู่ เหตุไฉนจึงไม่รักฝ่าบาทสามเล่า ฝ่าบาทรองรักงูปาเสอน้อยจนหมดใจ นางรักฝ่าบาทรองไปก็เป็นการรักอย่างสูญเปล่า ฝ่าบาทสามต่างหากคือตัวจริงที่ดีกับนางอย่างแท้จริง ได้ยินว่าเพื่อช่วยชีวิตนาง ฝ่าบาทสามรีบร้อนเร่งกลับมาจากแดนทักษิณ สละพลังฝึกปรือกึ่งหนึ่งทิ้งอย่างไม่มีการลังเล เพียงเพื่อรั้งชีวิตของนางให้ยังคงเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย...อย่างนั้นอย่างนี้
เป็นเช่นที่เหล่าเทพธิดาพากันถกวิจารณ์ วันนั้นฉางอีจิตวิญญาณล้วนดับสูญ ฝ่าบาทสามได้สลายพลังฝึกปรือกึ่งหนึ่งอย่างไม่มีการลังเล เพียงเพื่อฉุดรั้งลมหายใจเฮือกสุดท้ายของฉางอีกลับคืนมาจริงๆ และต่อมาฝ่าบาทสามได้ผนึกลมหายใจเฮือกสุดท้ายนี้ของนางเป็นไข่มุกลูกหนึ่ง ทั้งยังจะเสาะหาตะเกียงประสานวิญญาณ วัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าสวรรค์มาประสานสร้างดวงวิญญาณให้แก่นาง ทำให้ฉางอีสามารถถือกำเนิดเป็นเซียนได้อีกครั้ง
เพราะเหตุนี้เอง จึงได้มีข่าวลือมากมาย กล่าวว่าผู้ใดบ้างจะนึกไปถึงว่า ฝ่าบาทสามผู้เจ้าชู้กรุ้มกริ่มไร้ผู้ทัดเทียม ก็สามารถมีหัวใจรักกับเขาได้
หัวใจรัก
กระทั่งเทียนจวินยังหลงเชื่อว่าที่ฝ่าบาทสามช่วยชีวิตฉางอี เป็นเพราะมีใจรักต่อฉางอี
เทพีโกมุทฉางอีบุกฝ่าเจดีย์กักปิศาจโดยพลการ ตามกฎของสวรรค์ วิญญาณสะบั้นใต้เจดีย์คือการลงทัณฑ์ที่นางพึงได้รับ ฝ่าบาทสามกลับเมินต่อกฎสวรรค์ ทำให้เทียนจวินเดือดดาลสุดขีด ในวังหยวนจี๋เทียนจวินถลึงจ้องฝ่าบาทสาม
“อันความรักนั้น เลื่อนลอยดุจแสงสนธยาน้ำค้างอุษา ไร้รูปร่างไร้ร่องรอย ขาดความมั่นคงเป็นที่สุด เดิมทีโลกนี้ไม่มีความรักใดคู่ควรให้เจ้าสลายพลังฝึกปรือกึ่งหนึ่งอยู่แล้ว วันนี้เจ้าเสียสละเพื่อฉางอีถึงเพียงนี้ เมื่อถึงวันหนึ่งที่ความรักจืดจางดับสูญ เจ้าจะต้องเสียใจต่อเรื่องในวันนี้อย่างแน่นอน เดิมทีในโลกนี้ไม่มีความรักที่คงอยู่นิรันดร์อะไรเลย ปกติเปิ่นจวินเห็นเจ้าถือแปดดินแดนเป็นของเล่น หลงนึกว่าเจ้าเข้าใจเหตุผลเหล่านี้แต่แรกแล้วเสียอีก เดิมทีได้วางใจอย่างยิ่ง วันนี้กลับได้เห็นเจ้าละเมิดกฎเพราะรัก ช่างทำให้เปิ่นจวินผิดหวังโดยแท้ เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว!”
เพลานั้นสีหน้าของฝ่าบาทสามยังคงค่อนข้างซีดขาว กลับเหมือนไม่สนใจท่าทางโมโหเดือดของเทียนจวินกระนั้น ซึ่งฝ่าบาทสามก็เป็นเช่นนี้เสมอมาจริงๆ
“ฟู่จวินทรงสั่งสอนได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ” เขาคลี่ยิ้ม “ถึงกระนั้น บางทีในโลกนี้อาจจะมีรักแท้ที่ไม่นึกเสียใจหรือไม่มีทางเปลี่ยนผันเพราะเวลาหรือสถานการณ์อยู่ก็เป็นได้กระมัง กาลก่อนลูกไม่เคยพบเห็นมาก่อน บัดนี้...” เขาหยุดลงมิได้กล่าวโดยละเอียดเพิ่มเติม เพียงเอ่ยว่า “บางครั้งความรักอยู่เหนือกฎ กฎจึงมิอาจอภัยให้ได้จริงแท้ แต่ละเมิดกฎนี้ไปแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าเสียใจเช่นกัน”
บนใบหน้าของเทียนจวินมีแววประหลาดใจและโกรธเกรี้ยวปรากฏขึ้นพร้อมกัน คงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าฝ่าบาทสามซึ่งไม่เห็นความรักสลักสำคัญเสมอมา กลับกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา จ้องมองฝ่าบาทสามอยู่เนิ่นนาน จากนั้นได้ไปจากวังหยวนจี๋โดยไม่เอ่ยอะไรแม้สักคำ
ความคาดหวังอย่างสูงที่เทียนจวินมีต่อฝ่าบาทสาม ความจริงเทียนปู้เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันกัน เพราะกาลก่อนมหาเทพตงหัวเคยเอ่ยถึงอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่กำลังเล่นหมากล้อมกับฝ่าบาทสาม กล่าวว่าเทียนจวินทรงประสงค์จะให้ฝ่าบาทสามสืบทอดตำแหน่งของม่อเยวียนซ่างเสินผู้ดับขันธ์มานานปี เป็นเทพสงครามผู้พิทักษ์เผ่าสวรรค์
เอ่ยถึงชื่อเสียงด้านการศึก ในบรรดาเทพหนุ่มของเผ่าสวรรค์ทั้งหมด ไม่มีผู้ใดเหนือล้ำไปกว่าฝ่าบาทสามจริงๆ
ข้อเสียของเทียนจวินคือ ท่านเชื่อเสมอมาว่าผู้ที่ไม่หวั่นไหวด้วยเรื่องทางโลก จึงจะสามารถสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่โดนท่านถูกใจต้องการจะมอบภาระอันยิ่งใหญ่ให้ บทเรียนบทแรกที่ท่านจะสอนให้แก่คนเหล่านั้น ก็คือจะเป็นเทพที่ไร้หัวใจได้อย่างไร ที่เทียนจวินแอบลำเอียงโปรดปรานฝ่าบาทสามมากกว่าอยู่บ้าง ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง
ฝ่าบาทใหญ่ผู้เคร่งขรึมจริงจัง และฝ่าบาทรองผู้ใสซื่อเที่ยงธรรม มองดูเหมือนเป็นผู้ไร้หัวใจ กลับเป็นผู้มีหัวใจจริงแท้ ส่วนฝ่าบาทสามผู้เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม มองดูเหมือนเป็นผู้มีหัวใจ กลับไม่เคยแยแสว่าความรักคือฉันใด แท้จริงแล้วคือผู้ที่ไร้หัวใจมากที่สุด
บุตรชายคนเล็กผู้เปรื่องปราดมากไหวพริบคนนี้ เทพหนุ่มน้อยผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบมาก่อน แม้ว่าอุปนิสัยจะเรื่อยเฉื่อยไปบ้าง และไม่ทราบว่าวันวันกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาเฉลียวฉลาดแข็งแกร่ง ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ ในโลกนี้ไร้ความรักที่สามารถโยกคลอนเขาได้ ไร้ความรักที่สามารถรบกวนเขาได้ เขาก็คือผู้ที่เกิดมาเพื่อตำแหน่งเทพสงครามผู้พิทักษ์เผ่าพันธุ์อย่างแท้จริง
แต่อยู่มาวันหนึ่ง บุตรชายคนเล็กผู้สมบูรณ์แบบเช่นนี้กลับบอกท่านว่า บางทีในโลกนี้อาจจะมีรักแท้ที่ไม่นึกเสียใจ หรือไม่มีทางเปลี่ยนผันเพราะเวลาหรือสถานการณ์อยู่ก็เป็นได้กระมัง บางครั้ง ความรักจะอยู่เหนือกฎก็มิได้กระไร
เทียนจวินเห็นว่าเรื่องนี้กระไรอย่างมาก เฝ้าไตร่ตรองอย่างหนักอยู่ในตำหนักหลิงเซียวเป็นเวลาสองวัน วันที่สามก็ได้แผนการดีๆ ด้วยคำนึงถึงสุขภาพของฝ่าบาทสาม จึงเป็นฝ่ายมาเยือนวังหยวนจี๋อีกครั้ง
บนบัลลังก์หยกของวังหยวนจี๋ เทียนจวินเอ่ยเสียงราบเรียบ ท่านจะไปยังแดนซ่างชิงด้วยตัวเองขอให้หลิงเป่าเทียนจุนช่วยซ่อมแซมวิญญาณเซียนของเทพีโกมุทฉางอี จากนั้นให้ฉางอีไปเกิดใหม่ในโลกมนุษย์แห่งหนึ่งด้วยร่างมนุษย์
มนุษย์มีอายุขัยจำกัด หนึ่งอายุขัยหนึ่งเจี๋ยจื่อ[2] หกสิบปีพอดี ท่านอนุญาตให้ฝ่าบาทสามไปยังโลกมนุษย์เคียงข้างเทพีโกมุทหกสิบปี แต่ต้องผนึกพลังฤทธิ์ภายในร่าง หากภายในหกสิบปีนี้ ฝ่าบาทสามสามารถรักเทพีโกมุทอย่างลึกล้ำไม่แปรผัน พิสูจน์ว่าในโลกนี้มีรักแท้ที่ไม่นึกเสียใจหรือไม่มีทางเปลี่ยนผันเพราะเวลาหรือสถานการณ์อยู่จริงๆ เช่นนั้นท่านจะยอมรับที่ฝ่าบาทสามบอกว่า ความรักสามารถอยู่เหนือกฎได้ ถึงเวลานั้นท่านจะให้เทพีโกมุทกลับคืนสู่สวรรค์ พระราชทานตำแหน่ง ให้นางได้มีนามอยู่ในทะเบียนเซียนอีกครั้ง
แต่หากความรักที่ฝ่าบาทสามมีต่อฉางอีเป็นเช่นแสงสนธยาน้ำค้างอุษาจริงๆ ยืนหยัดไม่ผ่านกระทั่งหกสิบปี อย่างนั้นการที่เขาสละพลังฝึกปรือเพื่อช่วยชีวิตฉางอีเช่นนี้ในวันนี้ ก็คือการวู่วามอย่างยิ่ง ฉางอีจะเข้าสู่วัฏสงสารเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล เขาเองก็ต้องไปยังเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าแห่งสวรรค์ประจิม สงบจิตสำรวมกายบำเพ็ญภาวนาเป็นเวลาเจ็ดร้อยปี แล้วหลังจากนั้นค่อยรับช่วงตำแหน่งเทพสงครามผู้พิทักษ์เผ่าพันธุ์ นี่คือบทเรียนที่มอบให้แก่เขา
นี่แหละคือการเดิมพันนั้น
เทียนปู้จำได้ว่าเวลานั้นฝ่าบาทสามตะลึงงันอยู่พักใหญ่ แต่ก็มิได้อธิบายแก้ต่างใดๆ หนำซ้ำยังยอมรับการเดิมพันนี้ตามเจตนาของเทียนจวิน
เทียนจวินเข้าใจผิดแล้ว ทั้งยังเข้าใจผิดอย่างลึกล้ำ
ระหว่างฉางอี ฝ่าบาทรอง และฝ่าบาทสาม เรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ แม้คนนอกจะไม่ใคร่เข้าใจนัก แต่เทียนปู้ติดตามรับใช้ฝ่าบาทสามมาแต่ยังเยาว์ จะอย่างไรก็มองเห็นได้ชัดเจนกว่าคนนอกอยู่บ้าง
บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าต่างกล่าวกันว่า มหาเทพตงหัวผู้ปลีกตัวจากทางโลกอยู่ในวังมหาอรุณ คือเทพเซียนผู้มีกลิ่นอายเทพเซียนมากที่สุด เนื่องจากองค์มหาเทพพำนักอยู่ในแดนสวรรค์สามชิงหลายหมื่นปีดุจหนึ่งวัน มีเพียงสี่ฤดูหมุนเวียนผิดผัน สุริยันจันทราสลับงาน และด่านเคราะห์จากธรรมชาติเท่านั้น ที่สามารถกระตุ้นให้ท่านผู้เฒ่าสังเกตสนใจได้บ้างเล็กน้อย แต่บางครั้งเทียนปู้คิดว่า มหาเทพไม่เห็นเรื่องทางโลกเล็กน้อยเหล่านั้นอยู่ในสายตา เป็นเพราะว่ามหาเทพมีอายุแล้ว นี่จึงมิได้กระไร ฝ่าบาทสามอายุยังน้อย เทียบกับมหาเทพในข้อนี้แล้ว กลับมิได้ด้อยไปกว่ากันเลย นี่สิหาได้ยากยิ่ง
คาดว่าคงเป็นเพราะฝ่าบาทสามเกิดมาเป็นเทพเซียนที่เหมาะจะเป็นเทพเซียนมากที่สุดในสี่ทะเลแปดดินแดนกระมัง
อาทิ เมื่อเทียบกับฝ่าบาทใหญ่และฝ่าบาทรองที่อายุไล่เลี่ยกับฝ่าบาทสามแล้ว ทั้งสามท่านล้วนแต่เป็นเทพหนุ่มผู้มีฐานะสูงศักดิ์ ฝ่าบาทใหญ่มีความปรารถนา ความปรารถนาของเขาคือต้องการเก่งกว่าน้องชายทั้งสองในทุกๆ เรื่อง ฝ่าบาทรองก็มีความปรารถนา ความปรารถนาของเขาเลิศล้ำกว่าฝ่าบาทใหญ่อยู่บ้าง นั่นคือสร้างเสริมอำนาจบารมีของเผ่าสวรรค์ให้แข็งแกร่งภายในสี่ทะเล สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมมหัศจรรย์แห่งยุคภายในแปดดินแดน
ส่วนฝ่าบาทสามเล่า มองดูข้างกายฝ่าบาทสาม หญิงงามผ่านเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ท่าทางเหมือนเจ้าชู้กรุ้มกริ่มไร้ที่สิ้นสุด ดูเหมือนน่าจะเป็นคนที่มีความปรารถนามากที่สุด แต่สำหรับฝ่าบาทสามแล้ว สรรพสิ่งในโลกนี้คือความว่างเปล่า ในใจของฝ่าบาทสามมิได้มีความปรารถนาใดๆ เลย
กาลก่อนนางมิได้รู้แจ้งในคำว่า “ว่าง” นี้ เพียงแต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ฟังฝ่าบาทสามดื่มน้ำชาเล่นหมากล้อมถกพระธรรมกับมหาเทพตงหัว และเอ่ยถึงคำว่า “ว่าง” นี้ พวกท่านถกกันอย่างลึกล้ำ นางฟังไม่เข้าใจ เนื่องจากฝ่าบาทสามยินดีส่งเสริมจิตใจใฝ่ธรรมะถามหลักธรรมของพวกนาง นางใคร่ครวญอยู่พักหนึ่งก็ไม่อาจเข้าใจได้ จึงขอคำชี้แนะจากฝ่าบาทสามเป็นการส่วนตัว
เทียนปู้จำได้ว่า เพลานั้นหญิงงามที่เคียงคู่อยู่ข้างกายฝ่าบาทสาม คือธิดาคนเล็กของเทพอี้สุ่ย เทพีเหอฮุ่ย ในตอนนั้นบนสวรรค์เล่าลือกันไปทั่วว่า ฝ่าบาทสามน่าจะต้องใจเทพีเหอฮุ่ยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเทพีผู้นี้อยู่เคียงข้างเขามาได้สี่เดือนกว่าแล้ว
เหนือทะเลบูรพา ณ ยอดเขาเมฆาซึ่งถูกบดบังด้วยเมฆขาวนับพันชั้น มีเสียงกวางร้องกระเรียนกู่ก้อง เทพีเหอฮุ่ยผู้มีรูปโฉมงดงามนั่งพิงอยู่ข้างต้นสนหมื่นปีต้นหนึ่ง กำลังดีดพิณเจ็ดสายอย่างคล่องแคล่วเยือกเย็น ในสายตาที่มองไปยังฝ่าบาทสามนานๆ ครั้ง เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างลึกล้ำ
เมื่อฝ่าบาทสามที่ยืนถือพู่กันวาดภาพเทพีเหอฮุ่ยอยู่ข้างๆ ได้ยินนางเอ่ยถามเขาว่า “ว่าง” คืออะไร ก็มิได้หยุดพู่กันวาดภาพในมือแต่อย่างใด น้ำเสียงเย็นนิดๆ
“ทุกสิ่งในโลกหล้า ล้วนมีการหมุนเวียนเกิดดับ ไม่มีเรื่องที่จีรังยั่งยืน ไม่มีสิ่งที่จีรังยั่งยืน ไม่มีอารมณ์ที่จีรังยั่งยืน สรรพสิ่งไม่จีรัง มีย่อมกลายเป็นไม่มี ในไม่มีเกิดสิ่งอื่น ย่อมกลายเป็นมีอีก แต่ในการหมุนเวียนเกิดดับนี้ กลับไม่มีสิ่งใดที่คว้าจับได้ สามารถจีรังยั่งยืนอยู่เลย นี่แหละคือว่าง”
นางยังคงไม่เข้าใจ มองดูเทพธิดาโฉมงามที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก เอ่ยถามเบาๆ ว่า
“เช่นนี้สำหรับฝ่าบาทแล้ว เพลานี้ก็คือว่างเช่นกันหรือ ว่าง ไยมิใช่ทำให้ผู้คนรู้สึกไร้รสชาติ? ฝ่าบาททรงเห็นว่าเพลานี้ไร้รสชาติกระนั้นหรือเพคะ?”
ฝ่าบาทสามยกพู่กันจุ่มน้ำหมึกไปพลาง เอ่ยตอบนางอย่างไม่ใส่ใจนักไปพลาง
“ว่างทำให้ผู้คนรู้สึกไร้รสชาติ?” เขาคลี่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นแฝงแววเบื่อหน่ายอยู่เล็กน้อย แต่งแต้มจางๆ อยู่บนเรียวปาก “ไม่ใช่ไร้รสชาติ” เขาเอ่ย “ว่างทำให้ผู้คนรู้สึกอ้างว้างต่างหาก”
เทียนปู้จำฝ่าบาทสามที่กล่าวว่า “ว่างทำให้ผู้คนรู้สึกอ้างว้างต่างหาก” ในวันนั้นได้มาโดยตลอด ในดวงตาของเขาคือหญิงงามอันหาได้ยากของเผ่าเทพ ปลายพู่กันคือหญิงงามอันหาได้ยากผู้นี้เช่นกัน ภาพวาดภาพนั้น ความมีชีวิตชีวาปรากฏชัด อย่างน้อยได้บ่งบอกว่ายามฝ่าบาทสามมองดูหญิงงาม หาได้กระทำอย่างกลบเกลื่อนขอไปทีแต่อย่างใด แต่ในตอนนั้นสีหน้าของฝ่าบาทสาม กลับมีความเบื่อหน่ายดังว่าสรรพสิ่งในโลกหล้า ล้วนไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง
ด้วยเหตุนี้ ข่าวลือสารพัดที่เล่าลือกันว่าฝ่าบาทสามคือผู้บูชาความรัก เนื่องจากเรื่องที่ฝ่าบาทสามสลายพลังฝึกปรือเพื่อช่วยชีวิตฉางอีเหล่านั้น เทียนปู้ได้ฟังกับหูแล้ว รู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง
ที่ทำให้ฝ่าบาทสามหวั่นไหว หาใช่ฉางอีแต่อย่างใด แต่เป็นความรักที่ฉางอีมีต่อซางจี๋ ซึ่งผ่านไปเจ็ดร้อยปีไม่มีเปลี่ยนผัน
คาดว่า “ความว่างอันไม่จีรัง” ทำให้ฝ่าบาทสามรู้สึกอ้างว้าง เขาไม่เคยเห็นว่าในโลกนี้มีสิ่งที่ “ไม่ว่างเปล่า” และความรักที่ยั่งยืนซึ่งฉางอีมีต่อซางจี๋นั้น ทำให้เขารู้สึกว่า บางทีนั่นอาจจะกลายเป็นความ “ไม่ว่างเปล่า” ประเภทหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษเท่านั้นเอง
เขายอมสละพลังฝึกปรือกึ่งหนึ่งทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตของฉางอีไว้ให้ได้ ก็เพียงเพราะว่า มีแต่ฉางอีที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นที่สามารถพิสูจน์ให้เขาเห็นได้ว่า ในโลกนี้อาจจะมีสิ่งที่ “ไม่ว่างเปล่า” อยู่จริงๆ ก็เป็นได้
วิถีเซียนอันยาวไกล มีแต่ความอ้างว้าง ทั้งหมดนี้ฝ่าบาทสามล้วนแต่มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ฝ่าบาทสามคงไม่ชื่นชอบวิถีเซียนอันยาวไกลที่แสนอ้างว้างเช่นนี้นัก ดังนั้นในบางครั้งตัวฝ่าบาทสามเองจึงได้กล่าวเช่นกันว่า ฉางอีแตกต่างออกไปสำหรับเขา ซึ่งนางก็แตกต่างออกไปจริงๆ เพียงแต่ความแตกต่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับความรักฉันชู้สาวเท่านั้น
แสงแดดเริ่มแผดแรง เสียงจอแจบนท้องถนนดังมากขึ้น นี่คือโลกมนุษย์
เทียนปู้มองดูเด็กสาวสีหน้าอมทุกข์ตรงหน้า นางหน้าตาคล้ายฉางอีมาก ยามนี้สีหน้าบนใบหน้า ยิ่งเหมือนตอนที่ฉางอีไปหลบอยู่ตรงมุมเปลี่ยวเพียงลำพังอย่างชอกช้ำใจเพราะซางจี๋เมื่อครั้งกระนั้น
แต่บัดนี้ นางจำซางจี๋ไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อครู่นี้นางถามว่า ฝ่าบาทสามคิดอย่างไรกับฉางอี และคิดอย่างไรกับนาง ใครเลยจะคาดไปถึงว่าฉางอีมาเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ กลับมีใจรักต่อฝ่าบาทสามได้?
เทียนปู้ถอนหายใจอีกครั้ง
การที่เยียนหลานเกิดมีใจรักต่อฝ่าบาทสาม หาใช่เรื่องดีแต่อย่างใด
จริงอยู่ว่าในโลกมนุษย์มีหนังสือละครที่เปี่ยมด้วยจินตนาการอันงดงาม กล่าวว่าเทพสวรรค์ผู้รูปงามเด่นล้ำลงมาเยือนโลกมนุษย์ เพียรพยายามเสาะหาแทบเลือดตากระเด็น เพียงเพื่อหาตัวรักแท้ในอดีตชาติที่พลัดพรากจากกันกลับคืนมาอะไรทำนองนั้น แสดงบนเวทีงิ้วหนึ่งรอบ เป็นต้องเรียกน้ำหูน้ำตาจากบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ได้ท่วมเวที แต่จะอย่างไรนั่นก็เป็นแค่นิทานในหนังสือละครเท่านั้น เทพสวรรค์ที่ทำเพื่อรักอย่างนั้นอย่างนี้เช่นนั้น ไม่มีทางใช่ฝ่าบาทสามเหลียนแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เทพวารีหนุ่มแห่งสี่ทะเลแปดดินแดนผู้นี้เด็ดขาด
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] แทงสีข้างเพื่อสหาย หมายถึง กล้าเสี่ยงอันตรายหรือถึงขั้นกล้าสละชีวิตเพื่อเพื่อน
[2] เจี๋ยจื่อ คือหนึ่งใน “เทียนกาน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้นับวันเดือนปีและเวลาซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณของจีน หนึ่งเจี๋ยจื่อ = 60 ปี