หัวข้อ : บทที่ห้า (1)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:29

บทที่ห้า (1)

 

ตั้งแต่เฉิงอวี้ไปจากเมืองผิงอานเมื่อหนึ่งปีกว่าก่อนหน้านี้ กลุ่มเตะลูกหนังของตรอกคายหยวนทองเข้าวันละสิบหาบก็รู้สึกว่า ได้สูญเสียผู้นำทางจิตวิญญาณไป แข่งเตะครั้งไหนก็เนือยไปหมด เตะไปเตะมา เนือยไปเนือยมา ก็ไม่ค่อยได้โผล่หน้าในการแข่งขันเตะลูกหนังครั้งใหญ่แต่ละครั้งของเมืองหลวงอีก

ในที่สุดกลุ่มทองเข้าวันละหาบแห่งตรอกอานเล่อ ซึ่งครองตำแหน่งที่สองตลอดกาลก็ได้โอกาสเงยหน้าอ้าปากสักที อาละวาดในโลกลูกหนังของเมืองหลวงมาหนึ่งปี ไม่เคยพ่ายแพ้สักครั้ง จึงได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ครึ่งปี ก็ลืมเรื่องที่ตนคือขุนพลซึ่งเคยพ่ายแพ้แก่ทองเข้าวันละสิบหาบไปเสียแล้ว เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “ต๊กโกวคิ้วป้าย[1]” ผลคือวันรุ่งขึ้นหลังจากเปลี่ยนชื่อกลุ่มเสร็จ ดาวข่มของพวกเขาคุณชายน้อยอวี้ก็กลับมาเมืองหลวง

จากนั้นในวันที่สิบกว่าของเดือน คุณชายน้อยอวี้ดาวข่มของพวกเขาก็ได้สนองตอบความปรารถนาของพวกเขาต๊กโกวคิ้วป้าย นำกลุ่มทองเข้าวันละสิบหาบจัดการเตะพวกเขาล้มคะมำ

ภายใต้แสงแดดแผดจ้าที่สาดใส่ศีรษะ เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าของทองเข้าวันละหาบทุกคน ต่างน้ำตาร้อนผ่าวคลอเบ้า มองเห็นจุดจบได้จากคะแนนสิบห้าต่อสามบนป้ายคะแนน จากกิริยาของเฉิงอวี้ที่เอียงศีรษะดึงอกเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่ออย่างไม่อินังขังขอบ และจากสายตาอันร้อนแรงจนสามารถหลอมละลายเหล็กทองแดงของบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายบนที่นั่งผู้ชมตอนที่เฉิงอวี้ดึงอกเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อ...

 

ขวัญใจบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่แห่งเมืองผิงอาน ราชันน้อยแห่งการเตะลูกหนัง เฉิงอวี้คุณชายน้อยอวี้ กำลังนั่งยองๆ อยู่ในร้านยาสมุนไพรของหลี่มู่โจวสหายสนิท นับตั๋วเงินที่ชนะได้มาทีละใบๆ กล่าวแสดงความรู้สึกต่อหลี่มู่โจวที่นั่งยองๆ อยู่ตรงข้ามนาง และกำลังนับตั๋วเงินอยู่เช่นกันอย่างนึกสะท้อนใจนิดๆ ว่า

“เงินจากเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อทั้งนั้นเลยนะนี่”

หลี่มู่โจวพยักหน้าพูดว่า “ไม่มีใครเชื่อว่ากลุ่มพวกเจ้าจะสามารถเอาชนะพวกเขาทองเข้าวันละหาบสิบลูกได้ ดีนะที่ข้าใจกล้า แทงตามเจ้าด้วย ชนะรอบนี้พอให้เปิดอาสาตรวจไข้ได้สามเดือนแล้ว”

เฉิงอวี้ก้มหน้าดึงตั๋วเงินสามใบออกมาจากกองตั๋วเงินที่นับเรียบร้อยแล้ว ผลักที่เหลือไปให้หลี่มู่โจวทั้งหมด

“เอ้า พอให้เปิดอาสาตรวจไข้ได้หนึ่งปีละ”

หลี่มู่โจวสงสัย “เจ้าขาดเงินไม่ใช่รึ?”

เฉิงอวี้พับตั๋วเงินทั้งสามใบเป็นเต้าหู้แห้งเล็กๆ ใส่ลงไปในถุงใส่เงินแล้วตบแปะๆ ปาดเหงื่อบนหน้าผากหนึ่งที

“ไม่เป็นไรน่า ข้าหาเงินได้เร็ว สามใบนี้ใช้ฉุกเฉินพอแล้วละ”

ได้ยินที่นอกร้านมีเสียงฝีเท้าดังมา เฉิงอวี้เอียงล้มลงกับพื้นดังตึง ตกใจจนปากซีด ทำปากพะงาบๆ พูดไม่มีเสียงกับหลี่มู่โจว

“จูจิ่นมาได้ยังไงน่ะ? เขารู้ว่าข้าให้เจ้าพนันลูกหนังแทนข้าแล้วหรือ?” นางลุกขึ้นยืนไม่ไหวอยู่นิดๆ คลานไปหลบที่ห้องด้านหลัง “จบเห่แล้วข้าจะถูกตีตายแล้ว”

หลี่มู่โจวตกตะลึงเช่นกัน แต่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่มีทางบอกชื่อเจ้าออกไปแน่ เจ้าวางใจได้เลย” แล้วยัดตั๋วเงินเข้าไปในอกเสื้อไปพลาง ทั้งผลักทั้งดันเฉิงอวี้กลิ้งหลุนๆ เข้าไปใต้เตียงสำหรับให้คนไข้นอนไปพลาง แถมยังเตะส่งอีกหนึ่งที ส่วนตัวเองนั่งตัวตรงเรียบร้อยอยู่ตรงขอบเตียง พร้อมกับหยิบหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม

 

ร้านยาเหรินอานมีลักษณะตอนหน้าเป็นร้าน ตอนหลังเป็นเรือนพัก ตอนหน้าและตอนหลังเชื่อมกันด้วยทางเดินเล็กๆ ตรงดิ่งมาถึงเทียนจิ่ง[2] ตรงปากทางเดินกั้นเป็นห้องเล็กๆ สำหรับให้ผู้ป่วยที่อาการหนักพักฟื้น ด้วยเหตุนี้จึงขวางประตูด้วยผ้าม่านสีเข้มเท่านั้น

จูจิ่นยืนเคาะวงกบประตูอยู่หน้าผ้าม่านสีเข้ม แล้วค่อยแหวกม่านเข้าไป หลี่มู่โจวแสร้งทำเป็นว่าตัวเองกำลังจดจ่อสมาธิอยู่กับหนังสือในมือ

ในห้องยังมีเก้าอี้ไม้อยู่อีกสองตัวแท้ๆ จูจิ่นกลับนั่งลงตรงขอบเตียงด้วย เฉิงอวี้หมอบฟุบอยู่ใต้เตียง มองดูรองเท้าหุ้มข้อทั้งคู่ของจูจิ่นที่ขวางอยู่ตรงหน้าจมูกของนาง เกร็งจัดจนมือสั่นไม่หยุด

จูจิ่นกล่าวกับหลี่มู่โจวเสียงอ่อนโยน

“ข้ามาดูว่าแผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

เฉิงอวี้นึกขึ้นมาได้ ครั้งก่อนนางเดินทางกลางดึกแล้วเผลอพลัดตกลงไปในแม่น้ำ กว่าจะถูกช่วยขึ้นมาก็คางเหลือง เสียงของจูจิ่นยังไม่กังวลห่วงใยถึงครึ่งหนึ่งของเวลานี้เลย นางอดอยากรู้ขึ้นมาไม่ได้ เสียวหลี่ได้รับบาดแผลสาหัสขนาดไหนกันแน่?

ขณะที่กำลังคิดเลื่อนเปื้อน กลับได้ยินหลี่มู่โจวถามอย่างสงสัยมากเช่นกัน “แผล? แผลอะไร?”

จากนั้นมีเสียงสวบสาบดังขึ้น ดูเหมือนจูจิ่นจะถกแขนเสื้อของหลี่มู่โจวขึ้น “ตอนหั่นวัตถุดิบยาเมื่อวานนี้ ไม่ใช่ว่าถูกบาดเป็นแผลตรงนี้หรอกหรือ?”

บนนิ้วชี้มือซ้ายของหลี่มู่โจว มีแผลอยู่หนึ่งแผลก็จริง แต่นั่นคือแผลที่ถ้าไม่สังเกตสักนิด ก็จะดูไม่ออกว่าคือแผล

ทั้งกายและใจของเฉิงอวี้ต่างเงียบกริบ

จูจิ่นถามหลี่มู่โจวอย่างเป็นห่วงเป็นใย

“จะเป็นแผลเป็นหรือเปล่า?”

เฉิงอวี้ช่วยตอบแทนหลี่มู่โจวอยู่ในใจอย่างเย็นชาว่า

“น่าจะยากมาก”

ดูเหมือนเจ้าตัวหลี่มู่โจวเองจะไม่เคยคิดถึงปัญหาที่ว่าจะเป็นแผลเป็นหรือไม่เสียด้วยซ้ำ พูดตอบอย่างคล่องปาก

“ยังไงก็ได้มั้ง”

แล้วได้ยินจูจิ่นเอ่ยเสียงหนัก

“ไม่ว่าอย่างไร สองสามวันนี้อย่าทำงานหนัก อย่าลืมทายาด้วย” พูดอีกว่า “วัตถุดิบยาที่เจ้าซื้อเข้ามาเตรียมจะหั่น ข้าช่วยเจ้าหั่นเรียบร้อยหมดแล้ว ดังนั้นอย่าเที่ยวยุ่งรื้อค้นโน่นนี่ข้างในบ้านอีกละ”

คงจะเพราะได้ยินว่าไม่ต้องทำงาน หลี่มู่โจวจึงร้อง “อื้อ” รับคำอย่างดีใจซื่อๆ

ทั้งสองคุยกันต่อถึงพวกต้นไม้ใบหญ้าที่หลี่มู่โจวปลูกไว้ในสวน จนกระทั่งเฉิงอวี้ที่หมอบอยู่ใต้เตียงใกล้จะชาไปหมดทั้งตัว จูจิ่นค่อยจากไป

หลี่มู่โจวรีบลากตัวนางออกมา

“ข้ารู้สึกว่าจูจิ่นน่าจะไม่ได้มาหาเจ้านะ” เขาสรุปอย่างนี้

เฉิงอวี้มองหน้าเขาอย่างเชื่องช้า ปัดฝุ่นบนหัวเข่าออกอย่างเชื่องช้า กล่าวด้วยความรู้สึกสับสนว่า

“ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

หลี่มู่โจวไม่ค่อยเข้าใจเอาเสียเลย

“ในเมื่อไม่ใช่มาหาเจ้า ช่วงนี้เขาว่างขนาดนี้เลยรึ? ยังจะมีเวลามาเดินเล่นที่ร้านข้าอีก แล้วยังช่วยทำงานให้ข้าทั้งหมดด้วย?”

เฉิงอวี้นั่งตรงขอบเตียงพยายามใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นอย่างที่เจ้าพูด เขาเป็นห่วงเจ้าขนาดนี้ ชวนให้ไม่เข้าใจเลยจริงๆ” นางเสนอแนวคิดที่น่ากลัวอย่างมากออกมา “เสียวหลี่...เจ้าเป็นโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาหรือเปล่าน่ะ?”

แล้วถูกเสียวหลี่ไล่ตีออกมาจากร้านยาเหรินอาน

 

เฉิงอวี้วิ่งออกมาจากร้านยาเหรินอานอย่างทุลักทุเล เห็นว่าสายพอสมควรแล้ว รีบวิ่งตะบึงไปยังเหลามยุราเยือน แต่นางชอบมุงดูเรื่องสนุก ได้พบคนยืนมุงกันที่ใด ก็จะหยุดเดินอย่างควบคุมไม่อยู่ ประกอบกับขี้ใจอ่อน พอเห็นเรื่องอเนจอนาถใด ก็ชอบล้วงถุงเงินปันใจรักอยู่ร่ำไป ระหว่างทางเดินๆ หยุดๆ ปันใจรักไปตลอดทาง เมื่อเดินไปถึงเหลามยุราเยือน เทถุงเงินออกมาดูจนหมด นางต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ข้างในเหลือแค่ตั๋วเงินใบเล็กใบละสิบตำลึงใบเดียวเสียแล้ว

เมืองผิงอานมีแหล่งละลายทรัพย์แหล่งใหญ่อยู่สามแห่ง อันดับของเหลามยุราเยือนอยู่สูงกว่าหอเซียนสุบินและห้องหยกงาม ที่คนยุคนี้กล่าวกันว่า “ไร้ทองอย่าได้เข้ามยุราเยือน” หมายถึงเหลามยุราเยือนนี่แหละ ไปหอเซียนสุบินห้องหยกงามนอนกับกูเหนี่ยงสักนาง ยังต้องจ่ายแค่เจ็ดแปดตำลึงเงิน เข้าเหลามยุราเยือนกลับไม่สามารถสั่งได้แม้แต่อาหารดีๆ สักสองจานเสียด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เมื่อเฉิงอวี้ถูกเสี่ยวเอ้อร์นำทางขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสอง และมองเห็นจากตรงประตูในปราดเดียวถึงอาหารชั้นเลิศเต็มโต๊ะ กับเหลียนซ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างอาหารชั้นเลิศเต็มโต๊ะเติมถ่านกระดูกเงินใส่ในเตาเงิน นางจึงรู้สึกถึงความโหดร้ายของโชคชะตา ตลอดจนความอับจนปัญญาของตัวเอง

แต่ธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์ต้าซีเป็นดังนี้ ใครเชิญกินข้าวคนนั้นจ่ายเงิน พกเงินมาไม่พอแต่กลับขึ้นเหลาจัดงานเลี้ยงเชิญคนกินข้าว นี่คือหมายความว่าเจตนาดูหมิ่นผู้อื่น จะต้องโดนอัด ต่อให้นางปล่อยให้เหลียนซานรอเก้อ ก็ไม่ล่วงเกินเหลียนซานหนักหนาสาหัสมากเท่าการเลี้ยงเหลียนซานกินข้าว กินเสร็จแล้วกลับให้เหลียนซานจ่ายเงิน

เฉิงอวี้นวดขมับ ซ่อนอยู่ตรงระเบียงทางเดินหน้าประตู ใคร่ครวญถึงสถานการณ์คับขันตรงหน้า

เหลามยุราเยือนเป็นที่ที่ค้างบัญชีไม่ได้เสียด้วย ร้านยาเหรินอานของเสียวหลี่อยู่ใกล้ที่นี่ยิ่งกว่าหอทศมาลีมาก แต่ต่อให้วิ่งกลับไปหาเสียวหลี่ เอาเงิน แล้ววิ่งกลับมา ก็ต้องใช้เวลาถึงกว่าครึ่งชั่วยาม ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรเลยกับการปล่อยให้เหลียนซานรอเก้อ

นางอับจนแผนการ มองดูจากร่องประตู เห็นข้างๆ เหลียนซานยังมีคนยืนอย่างนอบน้อมอีกสองคน คนหนึ่งมองจากการแต่งกายแล้วคือสาวใช้ อีกคนหนึ่งคือแม่ครัวใหญ่ของเหลามยุราเยือน เหวินซื่อเจี่ย (เจ๊เหวินซื่อ)

เหวินซื่อกำลังก้มหน้ากล่าววาจากับเหลียนซาน นางได้ยินประโยคที่พูดว่า “ปลาดาบ[3]ก้างเยอะ คุณชายสามฝีมือมีดดี แล่เป็นชิ้นได้คล่องแคล่ว กำจัดก้างได้หมดจดมากอีกด้วย ให้ควบคุมแรงไฟ ต้มเนื้อปลาจนสีขาวประดุจหยกเกาะตัวไม่ร่วนหลุด เท่านี้ก็เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”

สาวใช้ผู้งามล้ำนางนั้นถอนหายใจ

“แต่จะแยกแยะอย่างไรว่าเนื้อปลาได้ไปถึงขั้นสีขาวประดุจหยกเกาะตัวไม่ร่วนหลุดแล้ว ในประเด็นนี้ข้ากับคุณชายต่างก็ค่อนข้าง...เฮ้อ ครั้งก่อนก็พลาดที่ขั้นตอนนี้นี่แหละ!”

เฉิงอวี้ฟังเข้าใจแล้ว นี่คือเหลียนซานกำลังเรียนต้มแกงจืดจากเหวินซื่อเจี่ย

นางงุนงงนิดๆ ไปชั่วขณะ เนื่องจากเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหลียนซานไม่ได้เข้ากับการต้มแกงจืดเลย แม้ว่านางคิดจะเป็นแม่สื่อให้เหลียนซานกับฮัวเฟยอู้ แต่นับตั้งแต่นางมองเห็นชัดเจนว่าเหลียนซานหน้าตาเป็นอย่างไร ก็คิดแต่เพียงว่ามีแต่ชีวิตแบบปลีกวิเวกจากทางโลก ภรรยาเหมยบุตรกระเรียน[4]เท่านั้นจึงจะคู่ควรกับเขา ดีดพิณวาดภาพใต้แสงจันทร์อะไรทำนองนี้ นี่ต่างหากคือเรื่องที่คนหน้าตาอย่างเหลียนซานควรจะทำ แต่ยามนี้นางลองย้อนนึกดูรางๆ ตอนที่นางได้พบเหลียนซานเป็นครั้งแรก เขากำลังเดินเที่ยวท่าข้าม ตอนได้พบเขาอีกครั้ง เขากำลังเที่ยวหอนางโลม เช้าวันนี้ได้พบเขา เขาก็กำลังเดินเที่ยวตลาดอีกนั่นแหละ และเวลานี้ นางคิดอย่างอ่อนใจ เขากลับกำลังเรียนต้มแกงจืดกับแม่ครัวเสียได้

ถนนนอกเหลาพลันมีเสียงเอะอะดังมากะทันหัน ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนหลายคนแบกหีบใบใหญ่ขึ้นมาที่ชั้นบน ตอนเดินผ่านเฉิงอวี้ยังกล่าวกับนางอย่างมีมารยาทอีกด้วยว่า คุณชายน้อยช่วยหลีกทางหน่อย

เฉิงอวี้มองดูเหล่าชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนแบกหีบเข้าไปในห้องพิเศษที่เหลียนซานอยู่อย่างงุนงงสงสัย หีบถูกรื้อออก เมื่อมองเห็นชัดเจนว่าอุปกรณ์ขนาดยักษ์ยาวหนึ่งจ้างสูงเจ็ดฉื่อนั้นคือของเล่นอะไร เฉิงอวี้เอามือกุมหน้าผาก สวรรค์ ไม่จริงน่า นางอุทานกับตัวเองในใจ

สาวใช้โฉมงามภายในห้องมองดูอุปกรณ์นั้นแล้วดีใจอย่างมาก “คุณชายความคิดดีนัก ครั้งนี้ต้องไม่มีทางพลาดแน่นอนเจ้าค่ะ” แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนกับเหวินซื่อเจี่ยที่มีสีหน้างุนงงว่า “ครั้งก่อนข้าจำได้ว่าหลังจากวางเนื้อปลาลงไปแล้ว ซื่อเจี่ยต้มอยู่ครึ่งเค่อพอดิบพอดีไม่มากไม่น้อย ใช่ไหม?”

เหวินซื่อมีสีหน้าคิดตามไม่ทัน

“ประมาณ...ครึ่งเค่อกระมัง แต่จะใช่พอดิบพอดีไม่มากไม่น้อยหรือไม่ ตรงนี้หนูปี้ไม่เคยนับมาก่อนเจ้าค่ะ ที่ผ่านมาหนูปี้แค่ดูสีของเนื้อปลาเท่านั้น เมื่อเห็นว่าใช้ได้แล้วก็ตักมันขึ้นจากหม้อเจ้าค่ะ”

ระหว่างที่สาวใช้กับเหวินซื่อสนทนากัน เหลียนซ่งหมกมุ่นอยู่กับการปรับอุปกรณ์ไม้ยาวหนึ่งจ้าง ครั้นทำการปรับอุปกรณ์นั้นเรียบร้อยแล้ว เขาใช้พลั่วตักถ่านเขี่ยถ่านไฟในเตาเงินให้ลุกโชน เมื่อเปลวไฟสีเหลืองทองลุกโชนขึ้นมาแล้ว เขาลุกขึ้นขยับคันโยกของอุปกรณ์ขนาดยักษ์นั้น มองดูฟันเฟืองทำจากไม้เริ่มขยับหมุนอย่างแช่มช้า ค่อยเดินกลับมาที่ข้างโต๊ะแปดเซียนซึ่งวางอาหารไว้เต็มโต๊ะอีกครั้ง

เสียงฟันเฟืองขยับหมุนดังแช่มช้าอยู่ภายในห้อง กลับเป็นท่วงทำนองที่ค่อนข้างทอดกังวานและเก่าแก่

สาวใช้ผู้นั้นหยุดสนทนากับเหวินซื่อนานแล้ว เวลานี้ได้ยื่นผ้าชุบน้ำบิดหมาดไปให้เขาอย่างทันกาลยิ่ง เหลียนซานที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นรับผ้าไปเช็ดมือช้าๆ เช็ดทั้งสองมือทีละชุ่นๆ จนทั่วแล้ว เขาค่อยเหลือบตาขึ้นนิดๆ หันไปทางประตู

“เจ้าอืดอาดยืดยาดอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว? คิดเสร็จหรือยังว่าจะเข้ามา?”

 

เทียนปู้ได้ยินมาแล้วว่าวันนี้ฝ่าบาทสามนัดรับประทานมื้อเที่ยงกับผู้อื่นที่นี่ เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ที่สามารถนัดหมายกับฝ่าบาทสามได้ นับทั่วทั้งอาณาจักรแล้วก็มีเพียงท่านราชครูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงหลงเข้าใจมาโดยตลอดว่าที่พวกตนกำลังรอกันอยู่คือราชครู แต่ยามนี้ถ้อยคำที่ฝ่าบาทสามกล่าวกลับไม่เหมือนว่ากำลังกล่าวกับราชครู นางอดนึกอยากรู้ไม่ได้ เงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู

ก่อนอื่นคือมองเห็นมือข้างหนึ่งเกาะอยู่กับวงกบประตู เป็นมือที่นวลเนียนอย่างมาก รูปร่างก็น่ามองอย่างมาก ค่อนข้างเล็ก เหมือนเป็นมือของเด็กหนุ่ม หรือมือของเด็กสาว

ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มรูปร่างเพรียวบางผู้หนึ่งได้ขยับออกมาจากริมวงกบประตูทีละนิดๆ ที่บอกว่าเขาคือเด็กหนุ่ม เพราะผมสีดำทั้งศีรษะของเขาถูกเกล้าขึ้นทั้งหมด บนตัวยังสวมชุดเตะลูกหนังแบบของบุรุษอีกด้วย เป็นการแต่งกายแบบเด็กหนุ่มวัยรุ่น

แต่ครั้นเทียนปู้มองเห็นใบหน้านั้นชัดตา กลับอดไม่ได้ต้องสูดหายใจเฮือกอย่างหนาวเหน็บ เป็นใบหน้าที่เด่นล้ำจนเกินเหตุ นางยังจำได้ว่าเทพีเหอฮุ่ยข้างกายฝ่าบาทสามเมื่อครั้งกระนั้น ถือเป็นหญิงงามเลื่องชื่อในสี่ทะเลแปดดินแดนแล้ว แต่ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้เทียบกับเทพีเหอฮุ่ยแล้ว กลับเหนือล้ำยิ่งกว่ากันมาก เพียงแต่เขาอายุยังน้อย เหมือนดอกไม้ที่รอวันแย้มบาน ความงดงามยังซ่อนเร้นอยู่บ้าง แต่สามารถจินตนาการได้แล้วว่า สักวันหนึ่งเมื่อดอกไม้ดอกนี้แย้มบานเต็มที่ จะมีเพียงคำว่า “งามล้ำเป็นเอก” สี่พยางค์นี้เท่านั้นที่สามารถพรรณนารูปโฉมอันงามล้ำของเขาได้

 

เทียนปู้มองจนตะลึงลาน

หน้าประตูห้องพิเศษ เฉิงอวี้แข็งใจขยับตัวเองออกมาจากด้านข้างประตู

เหลียนซานเช็ดมือเสร็จแล้ว ส่งผ้าไปให้เทียนปู้ไปพลางเอ่ยถามเฉิงอวี้ไปพลาง “ไม่อยากเข้ามา?”

เฉิงอวี้เกาะประตู “...อื้อ”

เหลียนซานมองดูนาง “เพราะอะไร?”

สายตาเฉิงอวี้มองไปยังด้านหลังของเหลียนซาน หยุดอยู่ชั่วขณะ “นั่นคือนาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองสินะ?” นางเกาะวงกบประตู งอมือขวาขึ้น มีแต่ข้อมือที่ขยับ ชี้ไปยังอุปกรณ์ไม้ซึ่งกินพื้นที่ภายในห้องพิเศษไปเสียครึ่งเครื่องนั้น

เมื่อครู่นี้ตอนที่ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนเหล่านั้นรื้อหีบชั้นนอกออก เฉิงอวี้ก็รู้แล้วว่าที่พวกเขาแบกเข้ามาคือนาฬิกาทรายเจ็ดเฟือง

นาฬิกาทรายเจ็ดเฟือง คืออุปกรณ์นับเวลาที่แม่นยำที่สุดของใต้หล้าในปัจจุบัน หลักการคือใช้การไหลของทรายขับเคลื่อนฟันเฟืองที่เรียงเชื่อมต่อกันเจ็ดตัว ผลักเข็มชี้นับเวลาบนหน้าปัด คือสิ่งประดิษฐ์ของราชครูซู่จี๋เมื่อครั้งควบตำแหน่งพระโหราธิบดีแห่งกรมโหร ทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น นางเคยเห็นในตำหนักบรรทมของไท่หวงไท่โฮ่วหนึ่งเครื่อง

เฉิงอวี้ถอนหายใจ “พวกท่านไม่ได้ยินมันร้องไห้เสียใจอย่างหนักหรอกหรือ?”

เทียนปู้ที่คอยสำรวจดูเฉิงอวี้อยู่ด้านข้างโดยไม่กระโตกกระตากนึกสงสัยว่านางฟังผิดไปหรือเปล่า ภายในห้องเงียบกริบไปชั่วครู่ จนกระทั่งเมื่อได้ยินฝ่าบาทสามถามเช่นกันว่า “เจ้าว่าอะไรนะ” เทียนปู้ค่อยคิดว่าบางทีตัวนางอาจจะไม่ได้หูฝาด

“พวกท่านไม่ได้ยินนาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองร้องไห้เสียใจอย่างหนักหรอกหรือ?” เฉิงอวี้พูดซ้ำอีกรอบ “มันอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นช้างที่ถูกขี่ไปจับตั๊กแตนกระมัง ร้องไห้เสียสะอึกฮึกๆ เชียว” นางพูดอย่างจริงจังมากเสียด้วย “พวกท่านก็รู้ดี มันคือราชาแห่งนาฬิกาทรายนี่นะ นักรบฆ่าได้หยามไม่ได้ละนะ” นางหยุดเล็กน้อย “ข้าฟังมันร้องไห้จนสะอึกฮึกๆ แล้ว ในใจพลอยเศร้านิดๆ ไปด้วยน่ะ”

เอ่ยถึงตรงนี้ ในที่สุดนางก็เชื่อมโยงตรรกะทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ สามารถกล่าวตอบคำถามของเหลียนซานที่ว่า เพราะเหตุใดนางจึงเอาแต่เกาะประตู ไม่ยอมเข้าไปข้างในคำถามนั้นได้เสียที

“ดังนั้นข้าคิดว่า ข้าไม่เข้าไปละนะ” นางกระแอมหนึ่งครั้ง “ข้ากลัวการฟังเสียงคนร้องที่สุดแล้ว” วิเคราะห์สีหน้าของเหลียนซานดู พูดอีกว่า “ข้านั่งอยู่ตรงประตูก็เหมือนกันนั่นแหละ เหลียนซานเกอเกอยังไม่ได้กินข้าว งั้นท่านกินของท่านเถอะ” นางอมยิ้มนิดๆ “ข้านั่งเป็นเพื่อนท่านอยู่ตรงนี้ดีแล้ว”

นางคิดเอาไว้อย่างนี้ : อาหารทั้งโต๊ะนี้ หากเหลียนซานกินคนเดียว อย่างนั้นกินเสร็จ เขาย่อมจะกระดากที่จะให้นางเป็นคนจ่ายเงินอย่างแน่นอน นางจึงแทงกระบี่เบี่ยงเฉหลอกแสดงฉากนี้ออกมาช

ความจริงหากที่เผชิญหน้ากับนางคือมนุษย์สองคน นางพูดถึงสิ่งลี้ลับเช่นนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถหลอกให้เชื่อได้สำเร็จจริงๆ แต่ที่เผชิญหน้ากับนางคือเทพเซียนสองตน

ในฐานะที่เป็นเทพเซียน เทียนปู้เข้าใจเรื่องลี้ลับแหกตาเป็นอย่างดี นาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองตรงหน้าเครื่องนี้ไม่มีวี่แววว่าจะกลายเป็นภูตเลยสักนิด ดังนั้นเทียนปู้จึงไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าเด็กหนุ่มรูปงามเป็นเลิศตรงหน้ากำลังพูดอะไรอยู่

“มันกำลังร้องไห้อยู่จริงๆ หรือ?” แต่นางกลับได้ยินฝ่าบาทของนางตอบไปว่าอย่างนี้

จากนั้น นางยังได้ยินฝ่าบาทของนางรุกถามอีกด้วยว่า

“ทั้งยังร้องไห้เสียใจอย่างหนักอีกด้วย ใช่ไหม?”

เทียนปู้รู้สึกว่าโลกนี้ช่างมหัศจรรย์แท้

“อื้อ ร้องไห้เสียสะอึกฮึกๆ เชียว” ส่วนเด็กหนุ่มได้ตอบกลับไปดังนี้อย่างมั่นอกมั่นใจ พูดพลางถอยกลับไปจนถึงกลางประตู

เฉิงอวี้ที่ถอยกลับไปจนถึงกลางประตูรู้สึกเอาเองว่าน่าจะถือว่านางผ่านด่านแล้ว กำลังจะถอนหายใจโล่งอก กลับได้ยินเหลียนซานเอ่ยปากว่า “ข้าอนุญาตให้เจ้าเฝ้าข้าอยู่ตรงนั้นแล้วหรือ? เข้ามา”

เฉิงอวี้มีสีหน้างุนงง “เมื่อกี้ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่า...”

“เมื่อกี้เจ้าบอกว่า” เหลียนซานตัดบทนาง “นักรบฆ่าได้หยามไม่ได้ เป็นเพราะข้าใช้มันมากำหนดเวลาในการต้มแกงจืดปลา นาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองเรือนนี้จึงร้องไห้เสียสะอึกฮึกๆ เจ้าสงสารจนทนเข้ามานั่งฟังมันร้องไห้ไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่เข้ามาแล้ว” เห็นได้ชัดว่าคำ “สะอึกฮึกๆ” นี้เป็นคำใหม่สำหรับฝ่าบาทสาม เทียนปู้ได้ยินตอนเขากล่าวถึงตรงนี้ ได้ชะงักไปชั่ววูบอย่างยากจะสังเกต

หนึ่งประโยคสั้นๆ ของเหลียนซานได้บรรยายเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างชัดเจนยิ่ง และได้สรุปตรรกะของเฉิงอวี้อย่างชัดเจนยิ่ง

เฉิงอวี้กะพริบตา “งั้นทำไมท่านถึงยัง...”

สายตาของฝ่าบาทสามเหมือนจะกวาดผ่านนาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองลอยๆ น้ำเสียงเรียบสนิท

“ที่ขนมันเข้ามาก็เพื่อจะต้มแกงจืดให้เจ้า ข้าเห็นว่า ต่อให้มันร้องไห้จนสะอึกเป็นลมไป เจ้าก็ควรจะเข้ามานั่ง กินแกงจืดไปพลาง ฟังมันร้องไห้ไปพลาง”

เฉิงอวี้สะอึก อึดใจใหญ่ นางกุมหน้าผากแสร้งทำเป็นปวดศีรษะ ขยี้ตาจนตาแดงก่ำ ทำหน้าลำบากใจพูดอ่อยๆ ว่า

“แต่ข้าเข้าไปใกล้นิดเดียว ก็รู้สึกปวดหัวมาก ถ้าเข้าไปนั่งข้างใน ข้าคิดว่าข้าคงทนไม่ไหวหรอก” นางพูดไปพลางแอบเหลือบเปลือกตาขึ้นเล็กน้อยลอบมองสีหน้าของเหลียนซานไปพลาง

เห็นเหลียนซานหัวเราะออกมา ยังคงกล่าวเสียงเรียบสนิทเช่นเดิม “อย่างนั้นก็ได้แต่ให้เจ้าเข้ามานั่งข้างใน ทนปวดหัวไปพลาง กินแกงจืดไปพลาง ฟังมันร้องไห้ไปพลางแล้ว”

เฉิงอวี้สะอึกอีกครั้ง

ครั้งนี้นางสะอึกจริงๆ เป็นพักใหญ่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะตอบอย่างไรดี นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ นางพูดว่า “เหลียนซานเกอเกอใจร้ายเกินไปแล้ว”

เหลียนซานพยักหน้า “ใจร้ายนิดหน่อยกระมัง”

“......” ตั้งแต่เล็กจนโต เฉิงอวี้มีแต่ทำให้คนอื่นจนปัญญากับนางทั้งนั้น เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้รู้ซึ้งถึงความทรมานของการจนปัญญากับคนอื่น กลับเกิดความรู้สึกสำนึกผิดขึ้นนิดๆ ต่อบรรดาเพื่อนสนิทซึ่งที่ผ่านมาเคยเจอฤทธิ์เดชของนางมาก่อน

เฉิงอวี้ยืนตะลึงลานอยู่ตรงนั้น พิงวงกบประตูกลุ้มใจอย่างจริงจัง คิดถึงว่าอ้อมทางตั้งขนาดนี้แล้ว พยายามแสดงอยู่เป็นนานสองนาน สุดท้ายนางก็ยังต้องเข้าไปจ่ายเงินอยู่ดีหรือ แต่นางไม่ได้พกเงินมานี่นา! ถ้านางบอกเหลียนซานตอนนี้ว่านางแล่นมาที่นี่ทั้งที่พกเงินมาไม่พอ เหลียนซานจะยกโทษให้นางไหม? มิตรภาพของนางกับเขาจะยังคงอยู่ยืนยาวได้อีกไหม?

นางเหลือบสายตาขึ้นมองเหลียนซาน เห็นเหลียนซานกำลังมองนางอยู่เช่นกัน เมื่อครู่นี้นางรู้สึกตงิดๆ อยู่ตลอดว่ามีที่ใดแปลกๆ อย่างไรชอบกล ยามนี้มองดูใบหน้าของเหลียนซาน ในที่สุดนางก็รู้สึกตัวแล้วว่าความผิดปกติอยู่ที่ใด

นางนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่

“เหลียนซานเกอเกอ ความจริงแล้วข้าน่ะฉลาดนิดๆ ละ”

“อ้อ ยินดีรับฟังรายละเอียด”

“ท่านน่ะไม่ได้ขนนาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองเข้ามาเพราะตั้งใจจะต้มแกงจืดให้ข้ากินสักหน่อย” นางพูดอย่างมั่นใจ “เพราะวันนี้ข้าบอกท่านว่าจะพาท่านเที่ยวเหลา ให้ท่านรอที่เหลามยุราเยือน ท่านน่ะเห็นว่าอย่างไรก็อยู่ว่างๆ ถึงได้คิดที่จะลองต้มแกงจืดปลานั่นดูอีกสักครั้ง เมื่อกี้ท่านน่ะโกหกข้าชัดๆ” นางยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องมันเป็นเช่นนี้ “แต่ก่อนหน้านี้ท่านต้มได้ไม่ดีสักที เป็นเพราะท่านมักจะแยกไม่ออกว่าต้องต้มเนื้อปลาถึงเมื่อไรจึงจะนับว่าเหมาะสม ดังนั้นท่านถึงได้ขนนาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองมา ท่านอยากจะต้มแกงจืดให้สำเร็จสักครั้งเองต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเลยสักนิด!”

“อ้อ” เหลียนซ่งเอ่ย “เจ้าหมายความว่า เจ้าจะไม่กินแกงจืดที่ไม่ได้ต้มให้เจ้ากินโดยเฉพาะ ถูกไหม?” เขาสรุปอย่างเรื่อยเฉื่อยสบายอารมณ์ “ไม่เห็นจะยาก ข้าต้มให้เจ้าใหม่โดยเฉพาะอีกหม้อเดี๋ยวนี้เลยก็แล้วกัน”

เฉิงอวี้พยักหน้า “ดังนั้นข้า...” แล้วส่ายหน้าทันที “ไม่ใช่แล้ว” หน้าผากกลับเผลอโขกใส่วงกบประตู “โอ๊ย!” นางร้องอุทานเบาๆ ก็ไม่เจ็บหรอก แต่พอถูกขัดจังหวะ สมองของนางก็ติดขัดเล็กน้อย “ข้าหมายความอย่างนี้หรือ?” นางถามเหลียนซานอย่างกังขา

เหลียนซานก้มหน้าอยู่ นางมองไม่เห็นใบหน้าของเขา ได้ยินแต่เพียงเสียงของเขา นางได้ยินเขาพูดเบาๆ อย่างหดหู่ว่า “ใช่แล้ว เจ้ารังเกียจที่แกงจืดหม้อนี้ไม่ได้ต้มให้เจ้าโดยเฉพาะ”

เทียนปู้เป็นพยานรู้เห็นทั้งหมดนี้เต็มสองตาอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าผีหลอกโดยแท้

เฉิงอวี้พึมพำว่า “ไม่ใช่สิ” ครั้งนี้ในที่สุดนางก็คุมตัวเองได้ ไม่ถูกเหลียนซ่งลากเฉไปทางอื่นอีก มือขวากุมหน้าผากที่หัวโขก “ข้ารู้สึกว่าข้าน่าจะหมายความว่า เนื่องจากเหลียนซานเกอเกอไม่ได้ต้มแกงจืดปลาไว้ให้ข้าโดยเฉพาะ ดังนั้นข้าไม่กินก็ไม่ได้กระไร เหลียนซานเกอเกอกินไปคนเดียวเถอะ ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านตรงนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

ตอนที่พูดจบ นาฬิกาทรายเดินผ่านครึ่งเค่อพอดี ด้านบนของเข็มที่สั้นที่สุดบนหน้าปัดพลันมีนกเขียนคิ้วแกะสลักจากไม้ขนาดเท่าหัวแม่มือโผล่ออกมาร้องเสียงเจื้อยแจ้ว

เหลียนซานมองดูนางแวบหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เพียงยื่นมือไปเปิดหม้อแกงจืดที่ต้มทิ้งไว้ แกงจืดต้มได้เหมาะเจาะพอดี มีกลิ่นหอมสดใหม่ลอยมาแตะจมูกในบัดดล

เหวินซื่อเจี่ยกระซิบเบาๆ กับเทียนปู้ว่า

“สีของเนื้อปลานี้ ก็คือขาวประดุจหยกเกาะตัวไม่ร่วนหลุดนั่นเอง ครั้งนี้คุณชายสามต้มแกงจืดนี้ได้กำลังพอดีเชียวเจ้าค่ะ”

เทียนปู้ส่งเสียงอือรับ เห็นเหลียนซ่งยื่นมือขวาออกมา สัญชาตญาณสาวใช้ผู้ภักดีทำให้นางสามารถรีบยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบลายน้ำทองรูปกิ่งดอกไม้ไปให้ได้อย่างแม่นยำไม่มีผิดพลาดอยู่เช่นเดิมแม้ในยามที่กำลังใจลอย

วันนี้เฉิงอวี้ตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ยังพุ้ยข้าวได้แค่ไม่กี่คำก็ถูกพวกเด็กหนุ่มกลุ่มเตะลูกหนังห้อมล้อมบุกไปยังสนามแข่งเตะลูกหนังเสียแล้ว วุ่นวายตลอดทั้งเช้า จึงหิวจนท้องกิ่วอยู่แต่แรก ยามนี้ได้กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำแกงจืด ท้องก็ส่งเสียงร้องออกมาเป็นแผนเมืองว่างทันที นางโตจนป่านนี้ยังไม่เคยต้องหิวถึงขนาดนี้มาก่อน จึงอดก้มหน้าลงมองท้องของตัวเองอย่างตกตะลึงนิดๆ ไม่ได้

เหลียนซานตักแกงจืดใส่ถ้วยเสร็จแล้ว สายตาก็หยุดอยู่ที่ท้องของนางด้วยเช่นกัน “นาฬิกาทรายเจ็ดเฟืองน่าจะไม่ได้ร้องไห้แล้ว ยังไม่ยอมเข้ามาอีกหรือ?”

เฉิงอวี้เอามือกุมท้องเสมองซ้ายขวา ตะกุกตะกักว่า

“ทำไมข้าถึงยังได้ยินมัน-มัน...”

เหลียนซานพูดว่า “ข้าวมื้อนี้ไม่ต้องให้เจ้าเลี้ยง ข้าจ่ายเงินไปแล้ว เข้ามาไหม?”

เฉิงอวี้ตกตะลึงทันที “ข-ข้าไม่ได้ ข้าก็แค่...” มองเห็นได้ว่าทั้งใบหน้าค่อยๆ แดงก่ำทีละนิดๆ นางอึกอักว่า “เหลียนซานเกอเกอร-รู้ได้ยังไงหรือว่าข้า...”

เหลียนซานเลิกคิ้ว “รู้ว่าเจ้าไม่ได้นำเงินมา ดังนั้นถึงได้เอาแต่พูดจาเหลวไหลหาข้อแก้ตัวน่ะรึ?”

เฉิงอวี้พูดทันทีว่า “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะไม่นำเงินมาให้พอ ไม่ได้คิดจะดูถูกท่านแกล้งท่านเล่นเลยนะ...” นางเงยหน้ามองเหลียนซานอย่างรวดเร็วแล้วก้มหน้าอีกครั้งทันควัน “ท่านไม่ได้โกรธกระมัง?”

เหลียนซานกล่าวว่า “ไม่ได้โกรธ”

เฉิงอวี้รู้สึกตกใจอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ได้โกรธหรือ? ครั้งก่อนข้าปล่อยให้ท่านรอเก้อ ก็เสียมารยาทมากแล้ว ครั้งนี้ยังมาทำแบบนี้อีก เป็นการผิดต่อท่านอย่างมากจริงๆ ท่านไม่โกรธจริงๆ หรือ?”

เหลียนซานมองหน้านาง

“เจ้ารู้ด้วยหรือว่าเจ้าผิดต่อข้าอย่างมากน่ะ”

เฉิงอวี้ก้มหน้าลงอย่างละอายใจ แล้วอดนึกสงสัยไม่ได้

“อย่างนั้นทำไม...ทำไมท่านถึงไม่โกรธล่ะ?”

เหลียนซานมองหน้านางอีกครั้ง “อาจเป็นเพราะว่าเจ้าโง่กระมัง”

เฉิงอวี้เบิกตากว้าง ตกใจมากอย่างเห็นได้ชัด “ข้าโง่ตรงไหนกัน?”

“ทุกครั้งที่โกหกต่างโดนข้าจับได้ตลอด ยังจะกล้าบอกว่าตัวเองไม่โง่อีกรึ?”

เฉิงอวี้ได้ฟังพลันห่อเหี่ยวใจทันที พูดเสียงขุ่นว่า

“นั่นน่ะแค่เพราะว่าข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนั้นหรอก” ขณะที่ปากกำลังพูด ท้องพลันส่งเสียงร้องขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้านางแดงจัดในบัดดล เบียดกับวงกบประตูเอามือกุมท้อง สีหน้าไม่ทราบจะทำอย่างไรดี

มุมปากฝ่าบาทสามขยับโค้ง ยื่นมือไปย้ายถ้วยแกงจืดซึ่งตักไว้เมื่อครู่นี้ถ้วยนั้นไปวางยังด้านที่หันหาประตูพอดีของโต๊ะแปดเซียน พัดจีบที่หุบเข้าหากันแตะใส่ข้างๆ กล่าวกับนางว่า “ไม่ว่าอย่างไร กินอะไรสักหน่อยก่อน”

นางอิดออดอยู่ครู่ใหญ่ ค่อยเดินอืดอาดยืดยาดเข้ามาทั้งใบหน้าแดงก่ำ นั่งลงตรงตำแหน่งที่เหลียนซานบอกให้นางนั่งลงอย่างว่าง่าย เช็ดมือเสร็จ ยกแกงจืดขึ้น ก่อนกินแกงจืดยังไม่วายบ่นอุบอิบเบาๆ อย่างข้องใจไม่หาย

“ข้าคิดว่าข้าฉลาดมากออกนะ” ใบหน้ายังคงแดงก่ำ

 
<>::<>::<>



[1] ต๊กโกวคิ้วป้าย แปลว่า โดดเดี่ยวผู้ร้องขอความพ่ายแพ้ คือชื่อตัวละครในนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ของกิมย้ง เป็นคนที่เก่งมากจนไม่มีใครสู้ชนะได้
[2]  เทียนจิ่ง คือพื้นที่กลางบ้านที่เจาะหลังคาให้แสงส่องลงมาได้ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[3] ปลาดาบ (刀鱼) คือปลา Coilia nasus
[4] หมายถึงการใช้ชีวิตถือสันโดษในป่า ถือต้นเหมยเป็นภรรยา ถือนกกระเรียนเป็นลูก

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:29

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น