หัวข้อ : บทที่ห้า (2)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:29

บทที่ห้า (2)

 
เทียนปู้ทำความเข้าใจอยู่เป็นนาน ค่อยยอมรับความจริงได้ว่า ฝ่าบาทของนางรับน้องชายร่วมสาบานไว้หนึ่งคนในโลกมนุษย์

ฝ่าบาทสามสามารถสนทนากับมนุษย์เพิ่มขึ้นสักสองประโยคก็นับว่ายอดเยี่ยมอย่างมากแล้ว วันนี้กลับสนทนาเป็นเพื่อนเด็กหนุ่มผู้นี้ตั้งมากมาย กว่าครึ่งยังเป็นวาจาไร้สาระทั้งนั้นอีกด้วย ทำให้เทียนปู้รู้สึกตะลึงพรึงเพริดอย่างมาก

นางลองใคร่ครวญดู เป็นเพราะว่าหนุ่มน้อยผู้นี้หน้าตาดีกระนั้นหรือ? แต่ในความทรงจำหมื่นปีมานี้ของเทียนปู้ ฝ่าบาทสามหาใช่คนตื้นเขินเช่นนี้ ป๋ายเจินพี่ชายของป๋ายเฉี่ยน หญิงงามอันดับหนึ่งของเผ่าเทพในคำเล่าลือ ตามหลักแล้วน่าจะหน้าตาดียิ่งกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เห็นว่าฝ่าบาทสามจะมีการคบหาอะไรกับป๋ายเจิน

เทียนปู้ใจลอยอีกครั้งอย่างหาได้ยากยิ่ง

ในระหว่างที่นางใจลอย ทั้งสองได้กินอาหารมื้อนี้กันไปพอสมควรแล้ว ก่อนหน้านี้ทั้งสองสนทนากันบ้างนานๆ ครั้ง เทียนปู้ได้ยินไม่ถนัดนัก เพลานี้พลันได้ยินฝ่าบาทของนางเอ่ยเสียงราบเรียบว่า “วันนี้ข้าว่างมากทั้งวัน” เทียนปู้หนังตากระตุก ร้องปฏิเสธอยู่ในใจว่า “ฝ่าบาท วันนี้ท่านไม่ว่างนะเพคะ ในห้องทำงานมีหนังสือราชการกองสุมเต็มโต๊ะรอให้ท่านไปจัดการ ราชครูส่งเทียบมาแจ้งว่าตอนบ่ายจะมาน้อมพบ องค์หญิงเยียนหลานบอกเช่นกันว่ามีภาพวาดอยู่สองสามภาพจะนำมาให้ท่านดูตอนบ่าย...”

ถึงแม้เทียนปู้จะได้ยินไม่ถนัดว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองคุยกันว่าอย่างไร แต่นางรู้สึกว่านางเข้าใจจุดประสงค์ในการกล่าวประโยคนี้ของฝ่าบาทสามเป็นอย่างยิ่ง

เฉิงอวี้เข้าใจจุดประสงค์ของฝ่าบาทสามแล้วเช่นกัน นางกะพริบตา ใช้ความคิด ความหมายของเหลียนซานน่าจะเป็น วันนี้เขาว่างทั้งวัน ดังนั้นนางจำเป็นต้องอยู่กับเขาทั้งวันถึงจะนับว่าจบ มันก็ไม่มีอะไรไม่ได้หรอก อย่างไรข้าวมื้อนี้เหลียนซานก็เป็นคนเลี้ยง นางยังกินอย่างพออกพอใจมากอีกด้วย เกิดเป็นคนพึงรู้จักกตัญญูกตเวที แต่ปัญหาเพียงข้อเดียวคือ ในตัวนางมีแค่สิบตำลึงเงิน ค่าใช้จ่ายสิบตำลึงเงินจะไปหาอะไรดีๆ มาใช้ฆ่าเวลาได้?

นาง “อย่างนั้น...” อยู่ครู่หนึ่ง เสนอว่า “อย่างนั้นประเดี๋ยวเราไปฟังผู้เล่าเรื่องกัน?”

เหลียนซานดื่มแกงจืดอย่างแช่มช้า ไม่ออกความเห็น

“ดูงิ้ว?”

เหลียนซานไม่ออกความเห็นเช่นเดิม

“ตีลูกกลม[1]?”

“ยิงไม้[2]?”

นางถึงกับคิดออกมาว่า “โล้ชิงช้า?”

เหลียนซานวางถ้วยลง มองหน้านางประดุจมองคนปัญญาอ่อน

เฉิงอวี้เกาศีรษะ แล้วเผลอเกาผ้าคาดศีรษะลงมา จึงกระวีกระวาดเอาขึ้นไปผูกไว้ใหม่ ผูกไปพลางพูดไปพลางว่า “ในเมื่อทั้งหมดนี้ท่านต่างไม่ถูกใจ” นางคิดเล็กน้อย “อย่างนั้นข้าจะพาท่านไปสถานที่แปลกใหม่ที่หนึ่งก็แล้วกัน” นางย้อนนึกพลางดวงตาทอดโค้ง “ถึงแม้เหลียนซานเกอเกอจะช่างติมาก แต่สถานที่นั้น คาดว่าท่านจะหาข้อติอะไรไม่ออก จะต้องชอบมากอย่างแน่นอน!”

 

รับประทานมื้อเที่ยงที่เหลามยุราเยือนเสร็จสิ้น เทียนปู้ถูกฝ่าบาทของนางไล่กลับคฤหาสน์ไป ส่วนฝ่าบาทของนางก็ถูกเฉิงอวี้ไล่เข้าไปอยู่รอในรถม้าของคฤหาสน์ตระกูลเหลียน

เฉิงอวี้มองดูผ้าม่านบนรถม้าปล่อยลงมา แล้วเดินทอดน่องเลี้ยวเข้าไปในร้านวัตถุดิบยาเยื้องฝั่งตรงข้ามของเหลามยุราเยือน รีบร้อนสั่งผงกำมะถันแดงครึ่งจิน กระเทียมหัวใหญ่หลายหัวกับผ้าขาวบางหลายผืน นั่งยองๆ ตรงนั้นลงมือตำอย่างรวดเร็วอยู่พักหนึ่ง ทำเป็นลูกกลมห่อผ้าขนาดกำปั้นหลายลูก

ตอนที่เหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เฉิงอวี้กำลังใส่ลูกกลมผ้าหลายลูกนั้นลงไปในถุงกระดาษอาบน้ำมันถงเนื้อหนาแข็งแรงใบใหม่เอี่ยม อุ้มเดินออกจากประตู ตอนที่มองเห็นฝูงคนบนถนนพากันแตกฮือวิ่งหนี นางยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นจึงมองเห็นแผงขายเครื่องประทินโฉมกับแผงขายเครื่องประดับที่เดินผ่านเมื่อครู่ก่อนทยอยกันถูกชนล้ม อ้อ นางรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลวงนั้นเวลากว่าครึ่งทำได้ดี จนใจที่แทบเท้าโอรสสวรรค์มีลูกท่านหลานเธอเกกมะเหรกเกเรอยู่มากมาย สักสิบวันครึ่งเดือนทุกคนจะมีการทะเลาะวิวาทกันสักหนเพราะเรื่องจำพวกตีไก่แข่งสุนัขแย่งกูเหนี่ยง เสียงดาบกระบี่ปะทะกันดังมาเข้าหูของเฉิงอวี้ นางคิดในใจ โอ้โฮ งวดของวันนี้พวกเขาเล่นใหญ่เอาเรื่องทีเดียว ใช้ดาบลงมือกันเลย

ผลคือตอนที่ฝูงคนแตกฮือเผ่นหนีจนเผยให้เห็นสถานที่ต่อสู้ นางค่อยมองเห็นว่าสถานการณ์ต่อสู้ข้างหน้าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ใจกลางถนนห่างออกไปหลายสิบก้าว คนคลุมหน้ากลุ่มหนึ่งกำลังถือดาบโจมตีใส่ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่ง ชายหนุ่มยังพาหญิงสาวชุดขาวที่ไม่เป็นวิทยายุทธ์คนหนึ่งมาด้วย

คนคลุมหน้ามีเจ็ดแปดคน ทุกกระบวนท่าล้วนดุดันร้ายกาจ ทุกท่าโจมตีล้วนเล็งไปยังจุดตาย โชคดีที่ชายหนุ่มชุดดำนั่นฝีมือสูงส่งเป็นเลิศ คุ้มกันหญิงสาวสวมหมวกติดแพรโปร่งที่ข้างกายไปพลาง ทุ่มกำลังสู้ศัตรูเจ็ดแปดคนไปพลาง กลับยังคงได้เปรียบอยู่รำไร เงาร่างและท่ากระบี่ของชายหนุ่มชุดดำต่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่ง เฉิงอวี้มองเห็นหน้าตาของชายหนุ่มชุดดำไม่ชัดเจนนัก และไม่มีอารมณ์จะมุงดูเหตุการณ์นี้เช่นกัน

ถึงแม้เรื่องขี่ม้ายิงธนูเตะลูกหนัง คุณชายน้อยอวี้จะเก่งกาจหมดทุกอย่าง แต่คุณชายน้อยอวี้ไม่เป็นวิทยายุทธ์ นางรู้ถึงน้ำหนักของตัวนางเองดี ทันทีที่รู้ว่านี่คือบทละครฉากลอบฆ่ากลางถนน ก็หันหลังกลับมุดเข้าไปในร้านวัตถุดิบยาทันที ยึดครองพื้นที่ข้างๆ หั่วจีซ่อนตัวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

ผู้คนที่สัญจรบนถนนสายยาวหายไปเสียครึ่งอย่างรวดเร็ว มีอีกครึ่งที่วิ่งไม่เร็วยังคงกรีดร้องลั่นพลางวิ่งหนี ท่ามกลางฝูงคนที่แตกฮือไปรอบทิศ หญิงชราผู้หนึ่งถูกคนเบียดผลักล้มลงที่หน้าร้านวัตถุดิบยาพอดี บนถนนวุ่นวายขนาดนี้ หากถูกชายฉกรรจ์สักสองคนเผลอเหยียบใส่สักสองเท้า หญิงชราผู้นี้ได้จบชีวิตเป็นแน่

เงาดาบประกายกระบี่วูบวาบ ความจริงเฉิงอวี้กลัวอยู่นิดๆ เหมือนกัน แต่เห็นหญิงชราแล้วนางอดเวทนาไม่ได้ ถอนหายใจเฮือกวางห่อกระดาษลงกับพื้นแล้วงอเอววิ่งออกไป ผลคือเพิ่งจะพยุงหญิงชราขึ้นมาได้ ตั้งใจจะกึ่งประคองกึ่งลากพาเข้าไปในร้าน พลันมองเห็นดาบใหญ่เล่มหนึ่งหมุนติ้วพุ่งบินเข้าใส่หน้า

เฉิงอวี้ตกตะลึงจังงัง

ชั่วพริบตาที่สายตากวาดผ่านเฉิงอวี้ จี้หมิงเฟิงชะงักงัน ครั้นเห็นดาบที่พุ่งไปหานางเล่มนั้น ก่อนที่ “หลบไป” สองคำจะหลุดจากปาก กระบี่คมในมือได้หลุดมือไล่ตามไป เจ้าตัวเองก็ไล่ตามกระบี่ไปอย่างกระชั้นชิด

เดิมทีคนคลุมหน้าทั้งเจ็ดคนต่างถูกจี้หมิงเฟิงจัดการไปเกือบจะเรียบร้อยแล้ว ตายไปแล้วสามคนบาดเจ็บสาหัสสี่คน คนที่สู้เก่งที่สุดนั่นก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น ได้ทุ่มเทลมหายใจเฮือกสุดท้าย แทงอาวุธใส่ฉินซู่เหมยที่หลบอยู่ข้างกายเขา ตอนที่เขาหมุนตัวกลับไปกระแทกดาบเล่มนั้นเบี่ยงทิศ เขาไม่ได้คิดเลยว่าทิศที่ดาบพุ่งบินไปจะมีคนผู้หนึ่งยืนหราอยู่ มีเฉิงอวี้ยืนอยู่

จี้หมิงเฟิงรู้ดีว่าเฉิงอวี้ฉลาดหัวไว นางแทบจะเป็นคนฉลาดหัวไวมากที่สุดในบรรดากูเหนี่ยงที่เขาได้รู้จัก แต่วันนี้ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ เฉิงอวี้กลับยืนนิ่งสนิทมองดูดาบยาวที่พุ่งบินเข้าไปหาโดยไม่ขยับเขยื้อน กระบี่ที่ไล่ตามไปจะเร็วเพียงใด ก็ไล่ตามดาบยาวที่ล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งก้าวเล่มนั้นไม่ทันอยู่ดี จี้หมิงเฟิงหนาวเยือกไปทั้งตัว

เห็นคาตาว่าปลายดาบนั้นอยู่ห่างจากเฉิงอวี้เพียงสองสามฉื่อ เยื้องไปด้านหลังพลันมีพัดจีบที่หุบอยู่เล่มหนึ่งพุ่งบินมากะทันหัน

พัดจีบเล่มนั้นสีดำสนิทตลอดทั้งเล่ม มีประกายสีแดงเล็กน้อยแค่ตรงพู่ของพัด ไม่ทราบเช่นกันว่าคืออะไร ในตอนที่ปลายดาบอยู่ห่างจากเฉิงอวี้ประมาณสองฉื่อนั่นเอง พัดจีบได้โจมตีใส่บนตัวดาบอย่างแม่นยำไม่มีคลาดเคลื่อน เกิดเสียงดัง “ติ๊ง” เห็นได้ว่าก้านพัดทำมาจากโลหะ ดาบยาวทั้งเล่มได้เฉไปโดยแรง แต่ต่อให้พัดจีบทั้งเล่มต่างทำจากเหล็กดำ ก็ควรจะเป็นวัตถุน้ำหนักเบาที่ไม่สามารถสกัดขวางอานุภาพของดาบยาวได้ แต่วัตถุน้ำหนักเบาเช่นนี้นี่แหละ กลับชนกระแทกดาบยาวที่น่าจะมีน้ำหนักถึงยี่สิบสามสิบจินอย่างจังจนบินเฉออกไปได้อย่างคล่องแคล่ว

หน้าประตูของร้านวัตถุดิบยาที่เฉิงอวี้ใช้ซ่อนตัวเมื่อครู่นี้แกะสลักกลอนคู่ไว้หนึ่งคู่ ความว่า “ภูเขาเซียนไร้ยาพิสดาร ในตลาดมีสูตรยาอัศจรรย์” ดาบยาวที่น่ากลัวยิ่งซึ่งถูกพัดจีบกระแทกเฉออกไปเล่มนั้น ปลายดาบได้ปักฉึกลงไปในตัวอักษร “พิสดาร” นั้น ปักลึกลงในเนื้อไม้ร่วมสามชุ่น แสดงให้เห็นถึงความลึกล้ำของพลังฝีมือผู้ขว้างพัดจีบ

พละกำลังมหาศาลถึงเพียงนั้น ตามหลักแล้วต่อให้สามารถเกิดแรงสะท้อนกลับหลังจากที่พัดจีบกระแทกชนใส่ดาบยาว ก็ไม่มีทางผลักพัดจีบย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิมอีกครั้งได้ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด หลังจากที่พัดจีบนั้นชนใส่ดาบยาวแล้ว กลับพุ่งบินย้อนไปตามเส้นทางเดิมอีกครั้ง จุดหมายปลายทางดูเหมือนจะเป็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ยังฝั่งตรงข้ามของถนน

ชั่วพริบตาที่พัดจีบนั้นเข้าไปใกล้ มือข้างหนึ่งได้ยื่นออกมาจากด้านหลังม่านของรถม้า มือที่เรียวยาวขาวนวลข้างหนึ่ง โผล่ออกมาจากปลายแขนเสื้อสีเงิน ท่ามกลางแสงแดดสว่างเจิดจ้า ดูสง่างามอย่างยากจะพรรณนา นั่นคือมือของบุรุษข้างหนึ่ง พัดจีบสีดำตกลงสู่มือของชายผู้นั้นพอดี มือข้างนั้นลูบด้ามพัดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเก็บกลับไป

 

ภายใต้แสงแดดที่แผดจ้า ตอนที่ดาบยาวพุ่งตรงมาใส่หน้า เฉิงอวี้รู้สึกว่าชั่วขณะนั้นนางไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น

นางไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น เงาดาบประปรายในสุสานโบราณอาณาจักรหนานหร่านกลับพลันวาบกลับมาแล้วหายวับไปในสมองของนางดุจเงาปิศาจ มีเสียงเป็นมิตรของสตรีดังขึ้นเบาๆ ที่ริมหูนาง

“ไม่ต้องกลัวเพคะ ท่านหญิง ไม่ต้องกลัว”

พร้อมกับที่เสียงสตรีผู้นั้นดังขึ้น ภาพตรงหน้าได้พร่ามัวไปหมดในพริบตา เฉิงอวี้เหม่อลอยไปชั่ววูบ

ตอนที่ดาบยาวพุ่งบินเข้ามาหา เนื่องจากหญิงชราที่ถูกเฉิงอวี้กึ่งประคองไว้หันหลังให้สถานที่ต่อสู้ จึงมิได้มองเห็นฉากระทึกขวัญนี้ จนกระทั่งดาวยาวปักลงไปในกลอนคู่ของร้านวัตถุดิบยา ก็ยังคงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่เห็นเฉิงอวี้ไม่ขยับ จึงลองดึงนางดู โชคดีที่หั่วจีหยิบยาของร้านมีความกล้าหาญและคุณธรรมอยู่หลายส่วน รีบวิ่งออกไปช่วยอีกแรงทันที ประคองหญิงชราเข้ามาในร้าน แล้วจะย้อนกลับไปประคองเฉิงอวี้

จังหวะนี้เฉิงอวี้ค่อยได้สติอย่างพร่าเลือน ภาพตรงหน้ากลับยังคงพร่ามัวอยู่เช่นเดิม นางเหลียวมองซ้ายขวาอย่างเหม่อลอย พบว่าบนถนนไม่เหลือเงาผู้คนอยู่แต่แรก เวิ้งว้างว่างเปล่าเหลือแต่ตัวนางกับชายหนุ่มชุดดำที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าก้าว กูเหนี่ยงชุดขาวผู้นั้นยืนอยู่ไกลออกไปอีกหน่อย

สองตาของนางยังคงพร่ามัว มองเห็นเพียงเงารูปคนเลือนๆ ในใจรู้ดีว่าสองคนนี้น่าจะเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่ถูกกลุ่มคนคลุมหน้าล้อมโจมตีเมื่อครู่ก่อน นางไม่เข้าใจเช่นกันว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไร จึงใช้แขนเสื้อเช็ดตา

ตอนที่เฉิงอวี้เช็ดตา จี้หมิงเฟิงได้ก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่กลับไม่ได้เดินเข้าไปใกล้มากไปกว่านั้น แล้วมองดูนางจากระยะห่างนี้โดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ

เหลียนซ่งแหวกเปิดม่านรถ เดิมทีตั้งใจจะดูว่าเฉิงอวี้ตกใจจนขวัญกระเจิงไปแล้วหรือเปล่า สายตาซึ่งจับนิ่งอยู่ที่ตัวเฉิงอวี้ของจี้หมิงเฟิง กับหนึ่งก้าวที่เดินเข้าไปใกล้อย่างเผลอไผลนั้น บังเอิญตกอยู่ในสายตาของเขาพอดี เขารวบม่านรถขึ้นแขวนกับตะขอหยกดำด้านในตัวรถ หยิบหนังสืออ่านเล่นที่พลิกอ่านไปเรื่อยเปื่อยระหว่างรอเฉิงอวี้เมื่อครู่นี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง กลับไม่ได้คิดจะเปิดอ่านแต่อย่างใด เพียงแค่ม้วนไว้ในมือ เขานั่งอยู่ในรถม้ามองดูสองคนนั้น สายตาเรียบเฉย ม้วนหนังสือในมือขวาตบใส่หัวเข่าอย่างไม่เป็นจังหวะ

ตอนที่เฉิงอวี้เช็ดตา ก็รู้สึกแล้วว่ามีคนกำลังจ้องมองนางอยู่ ครั้นสองตามองเห็นชัดเจนแล้วและเงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับสายตาของจี้หมิงเฟิงพอดิบพอดี ตอนแรกนางงุนงงอยู่ชั่วขณะ จากนั้นสีเลือดได้เหือดหายจากใบหน้าจนหมดสิ้นในพริบตา

มือที่กุมกระบี่ของจี้หมิงเฟิงกำแน่น เอ่ยเรียกชื่อของนางว่า “อาอวี้”

เฉิงอวี้เอ่ยเบาๆ ว่า “คุณช...” แล้วเปลี่ยนเป็น “ไม่ จี้ซื่อจื่อ[3]” นางฝืนใจทำสีหน้าสงบ “ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกับจี้ซื่อจื่อที่นี่ เดือนก่อนได้ยินว่าซื่อจื่อตีหนานหร่านแตกพ่าย ซื่อจื่อติดตามหวางเยี่ยมากราบทูลถวายรายงานที่เมืองหลวงกระมัง”

จี้หมิงเฟิงกล่าวว่า “ที่ตีหนานหร่านแตกพ่ายได้ เจ้าออกแรง...”

เฉิงอวี้กลับไม่ปล่อยให้เขาได้กล่าวจนจบ มองดูคนคลุมหน้าที่นอนระเกะระกะไม่ห่างออกไปนัก แข็งขืนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของจี้หมิงเฟิง

“ความจริงในเมืองหลวงสงบสุขเสมอมา แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดวันนี้จี้ซื่อจื่อถึงได้พบกับผู้ร้ายที่บ้าคลั่งเช่นนี้ เกรงว่าซื่อจื่อคงจะตกใจแย่ โอ๊ะ มีหน่วยลาดตระเวนมาแล้วละ” นางอมยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “จี้ซื่อจื่อยังมีธุระต้องทำ ข้าคิดว่าข้าไม่รบกวน...”

สายตาของจี้หมิงเฟิงแทบจะปักตรึงอยู่ที่ตัวนาง บังคับตัดบทถ้อยคำของนาง “ตอนนั้นเหตุใดจึงจากไปโดยไม่บอกกล่าวกันสักคำ?”

เฉิงอวี้เหมือนจะคาดไม่ถึงว่าเขาจะถามเรื่องนี้ ก้มหน้านิ่งเงียบไปชั่วครู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ริมฝีปากของนางได้อมยิ้ม พวงแก้มซีดขาว กลับแฝงรอยยิ้มที่ฝืนปั้นขึ้นมานี้ นางเอ่ยเบาๆ แต่แจ่มชัดว่า

“ไม่ได้ไม่บอกกล่าวสักคำ ข้าจำได้ว่าที่ควรทิ้งไว้ ข้าล้วนแต่ทิ้งไว้ให้ซื่อจื่อแล้ว”

จี้หมิงเฟิงเม้มปาก

จี้หมิงเฟิงไม่พูดอะไร เฉิงอวี้ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีเช่นกัน ใบหน้าของนางดูแล้วยังนับว่าสงบเยือกเย็นอยู่ แต่ความจริงคืองุนงงไปหมดทั้งตัว นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงมาเจอจี้หมิงเฟิงที่นี่ได้ ความจริงแล้วนางไม่ต้องการพบเจอใครก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับวังลี่ชวนหวางอีก แต่วันนี้กลับได้เจอทีเดียวตั้งสองคน จี้ซื่อจื่อหนึ่งคน นางปรายตามองหญิงสาวชุดขาวที่ยังคงยืนอยู่ห่างออกไปพอสมควรลอยๆ ยังมีซื่อจื่อเฟย[4]อีกคน

ศีรษะของนางเริ่มจะวิงเวียน ทั้งยังปวดตุบๆ นางกดขมับด้วยสีหน้าซีดขาว อยากจะรีบปลีกตัวจากไปโดยเร็วอย่างมาก หันมองซ้ายขวาอยู่ชั่วครู่ เห็นจี้หมิงเฟิงยังคงไม่เอ่ยอะไร ก็กล่าวถ้อยคำขอตัวที่เมื่อครู่นี้พูดไปแล้วหนึ่งรอบซ้ำอีกครั้งเบาๆ

“จี้ซื่อจื่อยังมีธุระต้องทำ ข้าก็ยังมีธุระบางอย่างต้องทำเช่นกัน ขอไม่รบกวนซื่อจื่อแล้ว”

นางพูดพลางคิดจะย่อกายคารวะกล่าวลา กลับนึกขึ้นได้ว่าที่ตัวนางกำลังสวมอยู่คือชุดบุรุษ จึงไม่ได้ย่อเข่า เพียงฝืนใจยิ้มอีกครั้ง ขยับเท้าเดินไปยังร้านวัตถุดิบยาข้างๆ แต่ความจริงแล้วนางไม่รู้เลยว่าตัวนางจะเข้าไปในร้านวัตถุดิบยาทำอะไร ศีรษะของนางยังคงวิงเวียนและยังคงปวดตุบๆ

จี้หมิงเฟิงพูดว่า “เจ้าไม่อยากจะ...ถึงขนาดนี้เลยหรือ”

ในรถม้าฝั่งตรงข้ามกลับพลันมีเสียงของบุรุษดังออกมาว่า

“เดินไปทางไหนนั่น จำทางไม่ได้หรือ?”

จี้หมิงเฟิงเบือนหน้ามองไปที่รถม้า เฉิงอวี้ค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าตัวนางเข้ามาในร้านวัตถุดิบยาทำอะไร ตามด้วยนึกขึ้นมาได้ว่า ลูกกลมผ้าหลายก้อนของนางยังวางอยู่ในร้านวัตถุดิบยาอยู่เลย ต่อด้วยนึกขึ้นมาได้ว่านางไม่ได้หาข้ออ้างกลบเกลื่อนจี้หมิงเฟิงแต่อย่างใด นางยังมีธุระจริงๆ นางต้องพาเหลียนซานไปแก้เบื่อยังสถานที่มหัศจรรย์อันหาได้ยาก สถานที่มหัศจรรย์อันหาได้ยากนั้น คือถ้ำบนภูเขาที่นางถูกใจ

นางตั้งสติ เร่งเดินไปทางร้านวัตถุดิบยาพลางเอ่ยตอบว่า

“จำทางได้น่า เพียงแต่ข้ายังมีของที่ลืมไว้ในร้าน รอข้าหน่อยนะ”

เมื่ออยู่ในร้านวัตถุดิบยา เฉิงอวี้ล้วงขวดยาขนาดเล็กที่พกติดตัวออกมา เทยาเม็ดสงบใจออกมาหนึ่งเม็ด ขมวดคิ้วมองเม็ดยาอยู่ครู่หนึ่ง กลืนลงไปโดยไม่มีน้ำ

 

ตอนที่เฉิงอวี้เดินดุ่มเข้าไปในร้านวัตถุดิบยา ผู้นำของหน่วยลาดตระเวนได้มาทำการสอบถามจี้หมิงเฟิง จากคำสนทนา เมื่อได้ทราบว่านี่คือท่านชายที่มาจากชายแดน ก็มีการกล่าวทักทายตามมารยาทอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฉินซู่เหมยมายืนที่ข้างกายจี้หมิงเฟิง ผู้คนบนถนนค่อยๆ มีมากขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

ถนนใหญ่อันเจริญรุ่งเรืองนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีเพียงรถม้าแกะสลักอย่างประณีตด้านข้างเหลามยุราเยือนคันนั้นเท่านั้นที่ไม่ว่าบนถนนใหญ่จะวุ่นวายหรือสงบ ล้วนแต่มั่นคงดุจเดิม ไม่เพียงแต่คนขับรถม้าจะเยือกเย็นมาก กระทั่งม้าที่เทียมรถก็ไม่ได้ซอยเท้าอย่างตื่นตระหนกตามความปั่นป่วนโกลาหลของฝูงคนเหมือนรู้ภาษามนุษย์กระนั้น

ตอนที่เฉิงอวี้อุ้มถุงกระดาษอาบน้ำมันถงวิ่งออกมา นางได้หยุดเล็กน้อย มองเห็นจี้หมิงเฟิงกำลังสนทนากับหน่วยลาดตระเวน ก็ถอนหายใจโล่งอก วิ่งฉิวไปถึงหน้ารถม้าปานลมกรด

เกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นในเมืองหลวง คนคลุมหน้าตายไปสามรายสลบไปสี่ราย มือของท่านชายผู้มาจากชายแดนมีแผลถลอกเล็กน้อยเช่นกัน นี่เป็นเรื่องใหญ่โตปานใด ผู้นำของหน่วยลาดตระเวนจัดการเรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่บางครั้งก็ออกจะไม่ค่อยมีสายตานัก คำถามที่ถามท่านชายจึงมากเกินควรอยู่หลายคำ

ถึงแม้ท่านชายจี้จะตอบหมดทุกคำถาม สมาธิกว่าครึ่งกลับจดจ่ออยู่ที่รถม้าซึ่งอยู่ห่างออกไปครึ่งถนนคั่น

เขามองเห็นเฉิงอวี้วิ่งฉิวปานสายลมไปถึงตรงหน้ารถม้า เสียงบุรุษที่ได้ยินเมื่อครู่ก่อนดังขึ้นอีกครั้ง

“วิ่งเร็วดีนี่ ขาไม่ได้อ่อนรึ?” น้ำเสียงเย็นนิดๆ แต่ไม่ได้เย็นชา

เฉิงอวี้กล่าวตอบเสียงบุรุษนั้นอย่างว่าง่าย

“อ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ตอนที่ท่านเรียกข้าจากในรถม้าก็ไม่อ่อนแล้ว”

เสียงบุรุษนั้นหยุดเล็กน้อย “ตกใจมากหรือ?”

เฉิงอวี้กล่าวตอบอย่างว่าง่ายอีกครั้ง “...ก็เปล่าหรอก”

เสียงบุรุษนั้นเรียบเฉย “พูดความจริง”

เฉิงอวี้ลังเลเล็กน้อย “...ตกใจมาก”

บุรุษเจ้าของเสียงเหมือนจะหัวเราะ

“บอกว่าเจ้าโง่ เจ้าก็เถียงหัวชนฝา อันตรายมาถึงตัวยังไม่ยอมหลบเลี่ยง เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”

เฉิงอวี้อึกอัก “ตั้งตัวไม่ทันน่ะสิ คนเราก็ต้องมีเวลาที่ตั้งตัวไม่ทันกันทั้งนั้นแหละ เหลียนซานเกอเกอก็ต้องมีเวลาแบบนี้แน่ๆ เหมือนกัน ทำไมต้องเทศน์ข้าด้วย”

บุรุษผู้นั้นกล่าวว่า “ข้าไม่เคยมีเวลาแบบนั้น”

เฉิงอวี้ถอนหายใจอย่างชื่นชม

บุรุษผู้นั้นกล่าวอีกว่า

“เจ้าเคยคิดไหมว่า หากวันนี้ข้าไม่อยู่ เจ้าจะเป็นอย่างไร?”

เฉิงอวี้หยุดไปชั่วครู่ เอ่ยเบาๆ “...จะบาดเจ็บ จะตาย”

จี้หมิงเฟิงกุมด้ามกระบี่ในมือแน่น

บุรุษผู้นั้นถามว่า “ดังนั้นต่อไปควรทำอย่างไร?”

ครั้งนี้เฉิงอวี้หยุดไปนานมาก ตอนเอ่ยปากเสียงได้เลื่อนลอย

“ต่อไป...ในเมื่อข้าไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ ดังนั้นต่อไป...ทางที่ดีอย่าได้เดินเที่ยวตลาดอีก ถูกหรือไม่?”

หัวใจจี้หมิงเฟิงบีบวูบโดยพลัน เมื่อก่อนเขาเคยเรียกร้องจากนางเช่นนั้น เขามักจะบอกให้นางทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเสียบ้าง ในเมื่อไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ ก็อย่าเอาแต่พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่อันตราย สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น จวบจนหลังนางจากไปได้เนิ่นนาน เขาจึงค่อยรู้ว่าแท้จริงแล้วถ้อยคำเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจทั้งสิ้น

บุรุษผู้นั้นหัวเราะออกมาอย่างประหลาดใจนิดๆ “เจ้าโง่หรือไร?”

เฉิงอวี้เอ่ยเบาๆ “ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ ก็อย่าพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่อันตราย สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ห้ามทำความผิดเช่นนี้” ดูเหมือนนางจะงุนงงนิดๆ “ดังนั้นต่อไปข้าน่าจะควรลดการเดินเที่ยวตลาดลง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แบบนี้ไม่ถูกหรือไร? อย่างวันนี้ข้าได้ทำความผิดลงไป ทำให้เหลียนซานเกอเกอต้องเดือดร้อน...”

บุรุษผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวว่า

“อันตรายที่ไม่อาจคาดคิด เรียกว่าเหตุสุดวิสัย การเดินเที่ยวตลาดไม่อันตราย เรื่องที่ได้พบเจอในตลาดวันนี้ เรียกว่าเหตุสุดวิสัย การเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น”

เฉิงอวี้เหมือนประหลาดใจอย่างมากกระนั้น

“ดังนั้นก็ไม่ใช่ความผิดของข้าด้วย?” กลับยังคงรู้สึกขัดแย้งเช่นเดิม เหมือนหลงวนเวียนอยู่ในเขาวงกต “แต่ถ้าข้าไม่เลือกมาเดินเที่ยวตลาดในวันนี้ ข้าก็ไม่มีทางพบกับอันตราย เหลียนซานเกอเกอก็ไม่มีทางพบกับอันตราย”

บุรุษผู้นั้นยื่นมือออกมา “แน่นอนว่าไม่ใช่ความผิดของเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้ทำให้ข้าเดือดร้อนด้วย” เขาหยุดเล็กน้อย “ข้าเพียงแต่หวังว่าต่อไปเวลาเจอเหตุสุดวิสัย เจ้าจะหัวไวยิ่งกว่านี้สักหน่อย”

จี้หมิงเฟิงมองเห็นบุรุษผู้นั้นดึงตัวเฉิงอวี้ขึ้นไปบนรถม้า ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้เห็นหน้าตาของบุรุษผู้นั้น และไม่ได้เห็นสีหน้าบนใบหน้าของเฉิงอวี้หลังจากที่บุรุษผู้นั้นกล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมา

นิ้วมือที่กุมด้ามกระบี่ของเขากลับออกแรงเสียจนเริ่มจะแข็งทื่อ คนของหน่วยลาดตระเวนตรงหน้ายังคงพูดบ่นอะไรสักอย่าง จี้หมิงเฟิงไม่ได้สังเกตเลยสักนิด จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อก่อนเฉิงอวี้เคยเรียกเขาว่าอย่างไร

เมื่อก่อนนางเรียกเขาอย่างสนิทชิดเชื้อว่า “ซื่อจื่อเกอเกอ”

นั่นกลับเป็นเหมือนเรื่องเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

จี้หมิงเฟิงยืนที่เดิมอยู่เนิ่นนาน

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] ตีลูกกลม คือการละเล่นของคนจีนโบราณ คล้ายตีกอล์ฟ
[2] ยิงไม้ คือการละเล่นของคนจีนโบราณ คล้ายโบว์ลิ่ง
[3] “ซื่อจื่อ” คือตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ “หวาง” (เจ้าฟ้า, พระองค์เจ้า) แปลได้ว่า ท่านชาย, หม่อมเจ้าชาย
[4] ซื่อจื่อเฟย แปลว่า พระชายาในซื่อจื่อ

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:29

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น