บทที่หก (1)
ในบรรดากูเหนี่ยงของเมืองผิงอาน หากถกถึงความองอาจ ย่อมต้องเป็น ฉีอิงเอ๋อร์ คุณหนูใหญ่ฉี ธิดาสายตรงของท่านแม่ทัพแห่งคฤหาสน์ฉงอู่โหวซึ่งดาวขุนพลเต็มสำนักช่วยกันเสนอ ชื่อของคุณหนูใหญ่ฉีตั้งได้เรียบร้อยอ่อนหวาน เจ้าตัวกลับเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง พอเกิดมาก็ติดตามท่านพ่อนางพักอยู่ที่ด่านชายแดน ท่านพ่อนางรบทัพจับศึกปกป้องบ้านเมืองอยู่แนวหน้า นางก็วางอำนาจบาตรใหญ่รังแกบุรุษยึดครองสตรีอยู่แนวหลัง ตอนอายุได้แปดขวบค่อยถูกท่านพ่อนางตาลีตาเหลือกจับโยนกลับเมืองหลวงไป
เนื่องจากความห้าวหาญเปี่ยมคุณธรรมอันฝึกฝนมาจากด่านชายแดน คุณหนูใหญ่ฉีจึงใช้ดาบใหญ่เหล็กกล้าหนักยี่สิบแปดจินของนางได้อย่างยอดเยี่ยมเลิศล้ำ ฟาดฟันสุนัขป่าผ่าพิฆาตพยัคฆ์ร้าย คือยอดบุปผาพิสดารดอกหนึ่งในบรรดาคุณหนูตระกูลดีมีชื่อเสียงแห่งเมืองผิงอาน
ยอดบุปผาพิสดารอีกหนึ่งดอกในบรรดาคุณหนูตระกูลดีมีชื่อเสียงแห่งเมืองผิงอาน คือหงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้
ยอดบุปผาพิสดารสองดอกนี้สนิทกันมาก
แต่กระทั่งคุณหนูใหญ่ฉีที่เป็นเช่นนี้ ก็ยังเชื่อว่าในด้านความ “ใจกล้า” สองพยางค์นี้ นางสู้เฉิงอวี้ไม่ได้ ตัวนางคุณหนูใหญ่ฉีไม่กลัวหมาใน หมาป่า เสือโคร่ง เสือดาว ไม่กลัวยุง หนอน หนู มด นางยังคงกลัวงู ยังคงกลัวเรื่องลี้ลับ ยังคงกลัวบทลงโทษประจำตระกูลใหญ่เท่าปากชามแท่งนั้น ซึ่งตั้งบูชาอยู่ในศาลบูชาบรรพบุรุษของตระกูลพวกนางอยู่ดี
แต่เฉิงอวี้ไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ ว่าไปแล้วเฉิงอวี้ก็รำทวนไม่เป็นควงกระบองไม่เป็น แม้แต่ดาบใหญ่ก็ใช้ไม่เป็น แต่เฉิงอวี้ก็ไม่กลัวอะไรเลย
คุณหนูใหญ่ฉีจำได้เลาๆ ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านหญิงหงอวี้ลากนางไปเที่ยวชมถ้ำลับแห่งหนึ่งบนไหล่เขาของภูเขาเหยาไถเล็กชานเมืองหลวงด้วยกัน นางสองขาสั่นพั่บๆ เพิ่งจะเดินไปถึงปากถ้ำก็ไม่ไหวแล้ว ครั้นมองเห็นจากปลายแสงอาทิตย์อัสดงว่าข้างในถ้ำห่างออกไปไม่ไกลนักมีงูตัวใหญ่ขนาดปากชามโคมหลายตัวนอนพาดขวางอยู่ นางก็ขวัญผวาจนเกือบจะบีบคอเฉิงอวี้ตายคาที่เสียเดี๋ยวนั้น
เฉิงอวี้กลับยังคงใจเย็นอย่างมาก เพียงแต่ถูกนางบีบคอจนไอค่อกแค่กสองสามครั้ง ปัดมือนางออก
“โอ๊ย นี่เจ้ากลัวงูจริงๆ หรือ” เหมือนตกใจอย่างมากกระนั้น แล้วถอนหายใจ “เจ้าเป็นเพื่อนสนิทของข้า ข้าถึงได้คิดจะพาเจ้ามา ข้างในมีของที่สวยมากเลยจริงๆ นะ เจ้าจะไม่ตามข้าเข้าไปดูสักหน่อยจริงๆ หรือ?” ยังตบหลังมือนางเบาๆ อย่างให้กำลังใจอีกด้วย “ความจริงงูพวกนั้นน่ะไม่มีพิษ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก”
คุณหนูใหญ่ฉีปักดาบใหญ่ลงกับพื้น ส่ายหน้าหวือเป็นกลองป๋องแป๋ง
เฉิงอวี้ที่อายุสิบสี่ปีครึ่งจึงห่อเหี่ยวใจมิใช่น้อย
“ทำไมพวกเจ้าแต่ละคนถึงเป็นอย่างนี้กันหมดเลยเนี่ย เสี่ยวฮัวกลัว มู่โจวกลัว พวกหูเซิงกลัว อุตส่าห์รอจนเจ้ากลับมาทั้งที แม้แต่เจ้าก็กลัวด้วย”
คุณหนูใหญ่ฉีผู้พิงตัวกับดาบใหญ่หนักยี่สิบแปดจินหลอมจากเหล็กกล้าของนางเสนอแนะเฉิงอวี้ทั้งฟันสั่นกระทบกัน
“เจ้าไปชวนจ-จ-จ-จ-จ-จ-จูจิ่นสิ”
เฉิงอวี้พยุงนางถอยออกมาจากปากถ้ำ ถอนหายใจเฮือกอย่างกลัดกลุ้ม
“เฮ้อ งั้นก็ช่างเถอะ”
ช่างเถอะจริงๆ นั่นแหละ
หลังจากนั้นมา เฉิงอวี้ไม่ได้ไปเที่ยวที่ถ้ำบนภูเขาเหยาไถเล็กแห่งนั้นอีกถึงสองปีกว่า เนื่องจากในเดือนถัดมา เรื่องที่นางชอบแล่นไปผจญภัยค้นหาที่ลับบนภูเขาเหยาไถใหญ่เล็กสองลูกนี้ได้ถูกจูจิ่นรู้เข้าเสียแล้ว บนภูเขาอันตราย แถมนางยังมีโชคชะตาเช่นนั้นอีกด้วย ตอนที่จูจิ่นเพิ่งรู้เรื่องนี้ ได้โมโหเดือดเสียจนแทบจะฆ่านางให้ตายตกตามกัน ช่วงครึ่งปีหลังจากนั้นได้ป้องกันนางหนีเที่ยวอย่างเข้มงวดกวดขันมาก
ผ่านครึ่งปีนั้นไปปุบ ในตอนที่เฉิงอวี้ยินดีต่อการมาเยือนของวัยสิบห้าปี จูจิ่นก็พานางออกจากเมืองหลวงไปที่ลี่ชวนทันที ด้วยเหตุนี้ถ้ำน้อยบนเขาแห่งนี้จึงถูกนางลืมเลือนไปจากสมองมาสองปีกว่า
ท่ามกลางแสงตะวันรอน ฝ่าบาทสามยืนตรงปากถ้ำใช้พัดจีบแหวกเปิดเถาวัลย์สีเขียวเข้มที่ห้อยระพื้น สายตาจับที่ตัวงูหลามยักษ์หลายตัวซึ่งนอนขดอยู่ภายในถ้ำ หยุดเล็กน้อย แล้วเวียนไปยังผนังถ้ำที่เกาะเต็มไปด้วยตะไคร่ ตามด้วยเวียนไปยังส่วนลึกของถ้ำที่มืดสนิทเย็นยะเยือก เขาถามคำถามหนึ่งต่อเฉิงอวี้
“นี่หรือคือที่ที่เจ้าบอกว่า” เขาย้อนนึกถึงถ้อยคำที่เฉิงอวี้ใช้เมื่อตอนนั้น “สถานที่แปลกใหม่ที่ข้าจะหาข้อติอะไรไม่ออก จะต้องชอบมากอย่างแน่นอนนั่น?”
เขาขบคิดอยู่ชั่ววูบ “ข้าดูไม่ออกเลยว่าเหตุใดข้าต้องชอบสถานที่นี้ด้วย”
เฉิงอวี้อธิบายให้เหลียนซานฟัง “ไม่ใช่นะ ต้องผ่านงูหลามที่อยู่เฝ้าหลายตัวนี้ไปจึงจะไปถึงที่นั่นได้” พลางหยิบลูกกลมผ้าสำหรับไล่งูออกมาผูกจนเต็มตัว นางผูกให้ตัวเองเสร็จ ก็จะไปผูกให้เหลียนซาน ฝ่าบาทสามรีบถอยหลังรักษาระยะห่างจากนางร่วมสามจ้างทันที
“เจ้าอย่าเข้ามานะ ข้าไม่ผูกของนั่น”
เฉิงอวี้ถอนหายใจ เกลี้ยกล่อมเหลียนซานอย่างหวังดี
“ของนี้ดูแล้วน่าเกลียด แต่ใช้ไล่งูได้ผลดีนะ ท่านไม่ผูกมันไว้ เราก็ผ่านงูหลามหลายตัวนั้นไปไม่ได้น่ะสิ นี่คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดทั้งยังมีประสิทธิภาพด้วย เหลียนซานเกอเกอช่วยอดทนนิดเดียวเท่านั้นเอง” พูดพลางเล็งจังหวะเหมาะขยับเข้าไปใกล้เหลียนซานสองก้าวอย่างรวดเร็ว
แต่ฝ่าบาทสามก็ถอยหลังไปสองก้าวในทันทีเช่นกัน
เฉิงอวี้ชี้ที่เชือกอย่างอ่อนใจ “ผูกแค่ครู่เดียวเอง เหลียนซานเกอเกออย่าเอาแต่ใจสิ ผูกเจ้านี่ไว้ถึงจะปลอดภัย ถ้าท่านไม่ผูก ข้าจะไม่พาท่านเข้าไปแล้วนะ!”
ฝ่าบาทสามมองข้างในถ้ำ “ขอแค่ผ่านกองทัพงูนั่นไปได้เป็นพอ ใช่ไหม?”
เฉิงอวี้เข้าใจความคิดของเหลียนซานแทบจะในทันที รีบร้อนส่งเสียงห้าม “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ มันอันตรายเกินไป!”
เหลียนซานพยักหน้า “เจ้าพูดถูกแล้ว อันตรายเกินไปจริงๆ” จบคำท่าร่างพลันพุ่งวาบไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวได้หายลับไปในถ้ำ
ในศีรษะเฉิงอวี้ขาวโพลนไปหมด หลังจากได้สติ ก็ไล่ตามเส้นทางที่เหลียนซานลับหายไปอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ภายในถ้ำมืดมาก ยามเมื่อกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงพลุ่งมาปะทะจมูก ร่างทั้งร่างของเฉิงอวี้ได้โงนเงน นางไม่กล้าที่จะคิดว่านั่นคือกลิ่นคาวเลือดของใคร ล้วงชุดไฟออกมาจุดด้วยมือที่สั่นเทา ถึงแม้แสงสว่างจากเปลวไฟจะแผ่ไปทั่วทั้งปากถ้ำในพริบตา แต่จะส่องเข้าไปลึกกว่านี้ กลับเหมือนขวยเขินกริ่งเกรงกระนั้น
เฉิงอวี้ย่างเท้าอย่างหยั่งเชิง แสงนั้นก็ย่างเท้าอย่างหยั่งเชิงเช่นกัน คืบคลานผ่านความมืดมิดในส่วนลึกไปทีละคืบๆ อย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ในที่สุดก็เขียนวาดเงาภาพอันสลัวมัวของภายในถ้ำออกมาได้
เหลียนซานยืนอยู่กลางแสงไฟสลัวมัวนั้นอย่างเป็นปกติดี ประสาทที่เกร็งเขม็งของเฉิงอวี้ค่อยผ่อนคลายลง
รอบด้านเต็มไปด้วยซากศพงู กลิ่นคาวเลือดย้อมไปทั้งถ้ำ มีเพียงตำแหน่งที่เหลียนซานยืนอยู่ที่ไม่เปื้อนเลือดงู เป็นพื้นที่ที่สะอาด ท่ามกลางแสงไฟค่อนข้างสลัว เสื้อผ้าตลอดทั้งร่างของเหลียนซานขาวสะอาดดุจหิมะ เขาหันหน้านิดๆ ไปจัดแขนเสื้อตรงมือขวา เงาถูกแสงไฟพาทอดไปบนผนังถ้ำ ท่าทางสงบเยือกเย็น
มองดูเหลียนซานที่เป็นเช่นนี้ ในที่สุดเฉิงอวี้ก็เข้าใจแล้วว่า เมื่อกี้ตอนที่นางเตือนเขาว่าข้างในถ้ำอันตราย ประโยคที่กล่าวเห็นพ้องว่า “อันตรายเกินไปจริงๆ” นั้นของเขาหมายความว่าอย่างไร
ที่นางพูดหมายถึงว่างูหลามอันตรายเกินไป แต่ที่เขาพูดหมายถึงสำหรับงูหลามพวกนี้แล้ว ตัวเขาอันตรายเกินไป
เฉิงอวี้มองดูซากงูบนพื้นอย่างแสนสงสารอีกรอบ กุมหน้าผากคิดในใจ อันตรายมากจริงๆ ด้วย เหลียนซานเกอเกอนี่
เหลียนซานจัดการตัวเองเสร็จสิ้น เหลือบตาขึ้นเอ่ยถามนางเสียงราบเรียบ “ผ่านกองทัพงูมาแล้ว ของที่เจ้าอยากจะให้ข้าดูล่ะ?”
เฉิงอวี้ตั้งสติชั่วครู่ ก้าวผ่านซากงูบนพื้นโดยกระโดดโหยงเหยงสลับสองเท้าเล็งเหยียบพื้นที่ว่างพลางงอมือขึ้นชี้ไปข้างหน้า “ยังมีเส้นทางอีกช่วงหนึ่ง เดินไปจนสุดทางก็ใช่แล้ว” แสงสว่างของชุดไฟถูกนางพาให้พลอยกระโดดโหยงเหยงไปด้วย เงาที่กระโดดโหยงเหยงของนางทาบอยู่บนผนังถ้ำ ดูเริงร่าน่ารักอยู่หน่อยๆ ทำเอาสถานที่เกิดเหตุของคดีฆาตกรรมหมู่ขนาดใหญ่เช่นนี้ให้อารมณ์มีชีวิตชีวานิดๆ
เหลียนซานรับชุดไฟในมือนางมาส่องดูเส้นทางข้างหน้า แล้วขมวดคิ้วทันที เฉิงอวี้ชะโงกหน้าไป มองเห็นโคลนเลนบนพื้นกับซากเน่าเปื่อยของสัตว์ตามรายทาง ก็ออกตัวเก้อๆ
“ถ้ำมืดทุกแห่งก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละนะ เหลียนซานเกอเกออดทนนิดเดียวเอง ท่านเคยได้ยินประโยคนี้ไหม ที่ว่าทิวทัศน์ที่งดงามมักจะอยู่ในสถานที่อันตราย หมายถึงแบบนี้นี่แหละ!”
เหลียนซานมองดูทางเล็กๆ ตรงหน้า
“นี่ไม่เรียกว่าอันตราย นี่เรียกว่าสกปรก”
เฉิงอวี้หลับหูหลับตากลบเกลื่อน “ครือๆ กันนั่นแหละน่า” พูดพลางนางยกเท้าขึ้น ทำท่าจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อนำทาง แต่เพิ่งจะยกเท้าขึ้น ร่างทั้งร่างก็ถูกเหลียนซานรวบเข้าสู่อ้อมแขน
จากนั้นนางรู้สึกได้ว่านางกับเขาพุ่งผ่านทางเล็กๆ สายนี้ด้วยความเร็วสูง ระดับความเร็วนี้ดุจสายลมพัดสายฟ้าแลบ เร็วยิ่งกว่านางขี่ยอดอาชาที่วิ่งเร็วที่สุดห้อตะบึงไปบนเส้นทางกว้างใหญ่ที่ราบเรียบที่สุดเสียอีก
ในถ้ำไม่มีลม นางกลับรู้สึกถึงลมได้ในชั่วขณะของความเร็วสูง
แต่สายลมจากความเร็วเช่นนี้กลับไม่แหลมคมบาดผิว ตรงกันข้ามยังเป็นประดุจสายลมยามค่ำอันอ่อนโยนที่โชยพัดมาจากแม่น้ำหยกขาวในค่ำคืนคิมหันต์อีกด้วย แฝงความร้อนระอุและอุ่นร้อนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของต้นคิมหันต์
ที่อุ่นร้อนคือแก้มและหน้าผากของนาง
เหลียนซานกอดนางไว้ ให้หน้าผากและแก้มของนางต่างแนบกับอกเขา คาดว่าคงจะนึกว่านางยากจะทนทานต่อความเร็วเช่นนี้ ดังนั้นนี่คือท่าที่ช่วยปกป้อง
อกของเหลียนซานนั้นอุ่นร้อน
ตอนที่วางนางลง เหลียนซานมองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง ชุดไฟดับไปนานแล้ว แสงสว่างในยามนี้คือแสงที่มาจากสุดปลายของถ้ำแห่งนี้ อาจเป็นเพราะความร้อนจากแผงอกของเหลียนซานได้แพร่มายังแก้มของนาง เฉิงอวี้รู้สึกว่าใบหน้าของนางค่อนข้างร้อนผ่าว จึงยกมือขึ้นถูเบาๆ
นิ้วมือราวกับต้นหอมหยก ถูไถบนพวงแก้มเนียนละเอียด ชวนให้น่าเอ็นดูโดยไม่เจตนา เปลือกตาเหลือบขึ้นนิดๆ แม้แววตาจะงุนงง ดวงตากลับสุกใสปานนั้น ดุจดั่งหิมะที่ละลายเป็นน้ำหยดแรกแห่งต้นวสันต์ บริสุทธิ์ น่าเอ็นดู ทั้งยังอ่อนโยน น่ามองยิ่งนัก
เฉิงอวี้หาได้รู้ตัวว่าตัวนางในยามนี้มีสีหน้าเช่นไร เพียงแต่มองหน้าเหลียนซานที่นิ่งเงียบอย่างนึกสงสัยอยู่บ้าง เห็นดวงตาสีอำพันของเขาค่อนข้างลึกล้ำ เห็นมือขวาของเขายกขึ้นมา เหมือนจะลูบนางกระนั้น แล้วเห็นอีกว่าสุดท้ายมือที่ประดุจหยกข้างนั้นก็ไม่ได้ลูบนาง หยุดค้างกลางอากาศ ก่อนจะเก็บกลับไป
เฉิงอวี้สังเกตเห็นทิศทางของนิ้วมือเขาแล้ว อดขยี้หางตาข้างซ้ายไม่ได้ ยังคงมึนงงอยู่เช่นเดิม “ตาของข้าเป็นอะไรหรือ?”
เหลียนซานหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนี้เบามาก ซ่อนอยู่ในเรียวปากเขา นางคิดในใจว่ามีอะไรติดอยู่ใช่หรือเปล่า อดขยี้แรงขึ้นกว่าเดิมไม่ได้ เหลียนซานห้ามมือของนางไว้
“ไม่มีอะไร แค่แดงนิดหน่อย” เขาเอ่ยตอบนาง
“อย่างนั้นหรือ?” เฉิงอวี้หยุดขยี้ตา ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ นิดๆ “ข้าขยี้จนบวมแล้วหรือ? น่าเกลียดมากสินะ?”
เหลียนซานไม่ได้เอ่ยตอบนางในทันที มองดูนางอีกครู่หนึ่ง มองจนนางเริ่มจะงง ค่อยเอ่ยว่า “เปล่าเลย น่ามองมาก”
นางตะลึงงงไปชั่ววูบ เหลียนซานได้เบือนหน้าไปเปลี่ยนเรื่องพูด เขามองสำรวจถ้ำตรงหน้าที่มีหมอกขาวลอยอบอวลไปทั่ว ถามนางว่า
“สถานที่ที่เจ้าบอกว่าข้าต้องชอบอย่างแน่นอน คือที่นี่?”
เฉิงอวี้จึงมองสำรวจหมอกขาวตรงหน้าด้วยกันตามเขาไปด้วย นางข้องใจนิดๆ
“คือที่นี่แหละ แต่เมื่อก่อนไม่เคยเห็นที่นี่มีหมอกเลย” นางเอามือดันคางขึ้นกล่าวอย่างคาดเดา “ใช่ว่าอีกประเดี๋ยวพอหมอกจางหายไปแล้วก็จะ...”
ยังพูดไม่ทันจบ หมอกขาวทั่วทั้งถ้ำก็ได้จางหายไปจนเกลี้ยงเกลาดุจสายลมหอบพัดเมฆหมอกแตกกระจาย แสดงทิวทัศน์ที่ถูกบดบังไว้เมื่อครู่นี้ออกมาทั้งหมดในพริบตา แต่กลับมิใช่ทิวทัศน์ตระการตาที่เฉิงอวี้ชื่นชอบ ทว่าเป็นตำหนักอุทยานอันงดงามแห่งหนึ่ง ที่ปรากฏแก่สายตาดูเงียบสงบงดงาม ครั้นสดับฟังอย่างถี่ถ้วน ริมโสตยังยินเสียงวิหคขับขานอย่างเริงร่าได้รำไร
ที่นี่คือถ้ำบนภูเขาเหยาไถเล็กชัดๆ ในถ้ำกลับซ่อนเร้นตำหนักอุทยานอันหรูหรางดงามเช่นนี้ เพียงมองดูก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้ว ใบหน้าของเฉิงอวี้ซีดลงทีละนิดๆ ความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้แผ่ลามจากฝ่าเท้าไปยังทั่วทั้งร่างของนาง ครั้นไต่ขึ้นไปถึงไหล่ลำคอ ดุจได้แปรเป็นอุ้งเท้ามหึมาของสุนัขป่าดุร้าย กดคอหอยของนางไว้หมายคร่าชีวิต
เหตุการณ์ในสุสานโบราณหนานหร่านฉากนั้นได้วาบผ่านห้วงสมองของนางอีกครั้ง
เวลานี้เหลียนซานกลับไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของสีหน้าเฉิงอวี้ เขาประหลาดใจนิดๆ หากเขาแยกแยะไม่ผิด สิ่งที่เผยปรากฏหลังจากหมอกขาวได้สลายไปจนสิ้นนี้ คือค่ายกลเซียน อีกทั้งค่ายกลเซียนนี้ยังเป็นค่ายกลเซียนในยุคมหาอุทกภัยอีกด้วย คือ “ทุกข์มิคลาย” ที่เคยปรากฏให้เห็นแต่ในตำราซึ่งมหาเทพตงหัวเก็บไว้ในวังมหาอรุณเท่านั้น
มหาค่ายกลแห่งสารพัดความทุกข์ล้วนเกิดจากใจ ไร้ผู้ปลอบได้ไร้ทางคลี่คลาย ทุกข์มิคลาย
ที่นี่คือโลกมนุษย์ โลกมนุษย์ซึ่งมนุษย์อยู่อาศัย และปวงเทพไม่มีทางปักหลักพำนักอยู่
ที่นี่กลับมีค่ายกลยุคมหาอุทกภัยค่ายกลหนึ่งขับเคลื่อน
สิ่งที่เฉิงอวี้อยากจะให้เขาได้ดู ย่อมไม่มีทางใช่สิ่งนี้แน่นอน
ทุกข์มิคลายถนัดตรวจดูจิตใจคน ล่อลวงจิตใจคน กักขังจิตใจคน และถึงขั้นเคี่ยวกรำจิตใจคนมากที่สุด เป็นค่ายกลที่ล่อลวงจิตใจให้ลุ่มหลง แต่ค่ายกลนี้มีเพียงจิตสังหารจึงจะสามารถทำให้เกิดการขับเคลื่อนได้ ฝ่าบาทสามไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่าเฉิงอวี้ที่ชอบพกลูกกลมผ้ากองใหญ่มาเที่ยวถ้ำแห่งนี้ ทั้งยังสามารถอยู่ร่วมกับฝูงงูหลามนั่นได้อย่างสันติ ที่ผ่านมาน่าจะไม่เคยได้แตะต้องแม้แต่ชายขอบของค่ายกลนี้อย่างแน่นอน
หญิงงามแถวยาวเหยียดเดินนวยนาดมาจากระเบียงทางเดินลงรักสีชาดข้างหน้า แต่ละนางสวมเสื้อเนื้อบางแขนเสื้อหลวมกว้าง ยามย่างก้าวแผ่วพลิ้วประดุจเซียน มีแบบที่งามเย้ายวนดุจนางพราย มีแบบที่ไว้ตัวหยิ่งเย็นชา มีแบบที่ภูมิฐานงามสำรวม และยังมีแบบที่งามสง่านุ่มนวล
เห็นได้ชัดว่าทุกข์มิคลายมองว่าเหลียนซานนั้นเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม แต่ขณะเดียวกันเขาก็เปลี่ยนแปลงง่ายดายเกินไปชวนให้เดาใจไม่ถูก ด้วยเหตุนี้แม้แต่ค่ายกลเซียนที่เกิดมาเพื่อสำรวจดูและเคี่ยวกรำจิตใจคนโดยเฉพาะเช่นดั่งมัน ยังสำรวจไม่ออกว่าเขาชื่นชอบหญิงงามแบบใดมากที่สุดกันแน่ ได้แต่เสนอทุกรูปแบบแบบละหนึ่งนางออกมาล่อลวงเขา
ในบรรดาหญิงงามหนึ่งแถวนั้น เด็กสาวที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดนิสัยร่าเริงเป็นพิเศษอยู่บ้าง มองเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินผ่านหน้าสายตานาง ก็ตาเป็นประกายออกจากแถวไปจับผีเสื้อเสียแล้ว ครั้นผีเสื้อตัวน้อยถูกนางประกบไว้ในอุ้งมือ นางยิ้มร่าอย่างดีอกดีใจ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเหลียนซานผ่านระยะห่างไกลลิบ สบเข้ากับสายตาของเหลียนซาน ก็กะพริบตาให้เขาอย่างไม่กลัวคนแปลกหน้า
รูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทางกลับล้วนแต่คล้ายเฉิงอวี้อยู่นิดๆ
ฝ่าบาทสามตกตะลึง แต่อาการตกตะลึงนี้คงอยู่เพียงชั่ววูบ วูบถัดมาเขาโค้งมุมปากขึ้นราวกับรู้สึกว่าความเคลื่อนไหวของค่ายกลนี้น่าสนใจอย่างมากกระนั้น รั้งสายตากลับอย่างไม่อินังขังขอบ เพียงเคาะพัดจีบใส่ฝ่ามือเบาๆ อย่างเรื่อยเฉื่อยไม่เป็นจังหวะ
และในชั่วพริบตานี้เอง ภายในอุทยานพลันเกิดผีเสื้อหลากสีสันขึ้นมากมาย ส่งผลให้เหล่าหญิงงามที่เดินเยื้องกรายแช่มช้าพากันร้องอุทาน และเนื่องจากผีเสื้อที่โผล่ขึ้นอย่างแปลกประหลาดต่างมุ่งหน้ามาทางเหลียนซานทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เสียงหัวเราะเล่นหัวของเหล่าหญิงงามจึงมุ่งตรงมาที่ฝ่าบาทสามด้วยเช่นกัน
ผีเสื้อหลากสีบินว่อน อาภรณ์หลากสีก็บินว่อน ระหว่างอาภรณ์แพรโปร่งบางที่บินว่อน ได้ซ่อนเร้นสายตาพิศวาสรัญจวนอยู่รำไร แฝงความอุธัจขัดเขิน กึ่งปัดป้องกึ่งโอนอ่อน
กูเหนี่ยงน้อยที่กะพริบตาให้เหลียนซานก่อนหน้านี้อาจหาญมากที่สุด ดูว่ากำลังไล่จับผีเสื้อ ไล่ไปไล่มาได้เข้ามาใกล้เหลียนซ่ง
“เกอเกอช่วยจับผีเสื้อสีฟ้าตัวนั้นให้ข้าหน่อยได้ไหม?”
นางเลียนแบบเฉิงอวี้ได้เหมือนจริงๆ ฝ่าบาทสามยิ้ม ตวัดมือวูบ ยื่นผีเสื้อสีฟ้าที่เกาะอยู่ตรงปลายพัดจีบกำลังกางปีกออกเบาๆ ไปถึงตรงหน้าเด็กสาว
ผู้คนและทิวทัศน์เช่นนี้ กล่าวได้ว่าชวนให้สบายตาสบายใจ แต่เฉิงอวี้ที่เบิ่งตามองดูทั้งหมดนี้ กลับรู้สึกเพียงหวาดหวั่นพรั่นพรึง
นางหาใช่กูเหนี่ยงน้อยอ่อนต่อโลก การเดินทางไปลี่ชวนตอนสิบห้าปี ได้ทำให้นางเข้าใจโลกนี้เพิ่มขึ้นมาก รู้ว่ายิ่งเป็นภัยอันตรายที่คร่าชีวิต ก็ยิ่งซ่อนเร้นอยู่ในสถานที่อันงดงาม
นางมองดูหญิงงามเฉิดฉายเหล่านั้นเหมือนมองดูผีร้ายโฉมงามตัวแล้วตัวเล่าเท่านั้น ความประหวั่นลนลานภายในใจยิ่งเพิ่มทวี แทบจะเข่าอ่อนอยู่นิดๆ แต่ครั้นเห็นว่าภาพมายาเด็กสาวโฉมงามที่กอบผีเสื้อสีฟ้าไว้หลวมๆ นางนั้น กำลังทำท่าจะอิงแอบเข้าสู่อ้อมอกของเหลียนซาน เฉิงอวี้กลับประคองตัวเองไว้ได้ ชิงก้าวไปถึงข้างหลังเหลียนซานก่อนหนึ่งก้าว ครั้นเด็กสาวโฉมงามผู้ร่าเริงนางนั้นตั้งใจจะโถมเข้าหาตัวเหลียนซานด้วยใบหน้าขวยเขิน เฉิงอวี้ก็เขย่งเท้าหมายจะปิดตาของเหลียนซาน
แต่อาจเป็นเพราะเหลียนซานตัวสูงเกินไป อาจเป็นเพราะนางร้อนใจเกินไป แม้จะเขย่งสองเท้าแล้ว สองมือของนางก็แตะถึงแค่ปลายคางของเขาเท่านั้น
ใบหน้าน่ามองของเขาเย็นชาดุจสลักเสลาจากน้ำแข็ง แต่ครั้นสัมผัสโดนเข้าจริงๆ ที่รู้สึกกลับเป็นความอบอุ่น
นิ้วมือของนางงอเข้าหากันตรงไออุ่นที่ไม่ได้คาดคิดนั้น จากนั้น นางรู้สึกว่านิ้วมือของเขาได้ติดตามมา แตะแผ่วๆ ลากผ่านสี่นิ้วของนางที่แตะอยู่ตรงปลายคางของเขาเหมือนสงสัยนิดๆ
“เจ้ากำลังทำอะไรรึ?” เขาถามเบาๆ
นิ้วมือนั้นก็อุ่นร้อนเช่นกัน
เฉิงอวี้สะดุ้งเบาๆ ลองเขย่งสองเท้าให้สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงเสียหลัก แนบสนิทเข้ากับแผ่นหลังของเขา
เหลียนซานตัวแข็งไปชั่ววูบ แต่นางไม่ทันได้สังเกตสิ่งนี้
ตัวของเขาสูงใหญ่ยิ่งกว่าที่มองเห็นอยู่บ้าง ยามกอดเขาไว้ นางรู้สึกได้ถึงความประหม่าอย่างประหลาด สองมือของนางป่ายเปะปะผ่านใบหน้าของเขา
“เหลียนซานเกอเกอ” น้ำเสียงสั่นสะท้าน “เหลียนซานเกอเกอ” ในน้ำเสียงแฝงความตื่นตระหนกและหวาดผวา “อย่าฟัง อย่าดู อย่าพูดด้วย”
ฝ่าบาทสามตะลึงลาน
เป็นครู่ใหญ่จึงค่อยได้สติ เขานึกไม่ถึงว่าเฉิงอวี้ไม่เพียงแต่ไม่ถูกทุกข์มิคลายล่อหลอกเท่านั้น หนำซ้ำยังสามารถมีสติมาเตือนเขาถึงความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้อีกด้วย
มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง กลับยังคงสามารถรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ขณะที่อยู่ในทุกข์มิคลาย นอกเสียจากว่าตลอดชีวิตของนางมีแต่ความสุขไร้ความทุกข์ ในใจไม่เคยมีความปวดร้าวและทุกข์ระทมแม้แต่น้อย แต่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้
ฝ่าบาทสามนึกสงสัยอยู่นิดๆ แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมานึกสงสัย
เขาเผลอตัวแตะนิ้วมือของเฉิงอวี้ที่แนบอยู่บนใบหน้าเขาอีกครั้ง นางกลับเข้าใจผิดว่าเขาคิดจะสลัดหลุดจากนาง อารามหวาดหวั่นลนลานจึงทุ่มเข้าหาเขาทั้งตัว เบียดชิดเขาแนบสนิทยิ่งขึ้น นิ้วมือก็ไม่เปลืองแรงคลำหาดวงตาของเขาโดยเปล่าประโยชน์อีก แต่เปลี่ยนเป็นลดแขนทั้งข้างลงมาสวมกอดเอวของเขาไว้
สองมือของนางโอบรัดเขาไว้แน่น ร่างที่อุ่นร้อนแนบชิดกับแผ่นหลังเขา ใบหน้าด้านข้างแนบสนิทกับตัวเขา
“ท่านฟังข้าพูดนะ เหลียนซานเกอเกอ” น้ำเสียงแหบและเร่งร้อน เจือกระแสสั่นสะท้านจางๆ “พวกนี้เป็นของปลอมทั้งนั้น ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ดีอะไร พวกกูเหนี่ยงหน้าสวยเหล่านี้เองก็...ท่านอย่าไปดูพวกนาง อย่าไปคิดถึงพวกนางนะ พวกนางอันตรายมาก!”
คาดว่าคงเห็นว่าเขาไม่ได้ขยับดิ้นรนอีก เฉิงอวี้จึงลองคลายมือที่รัดเขาไว้ ใช้เพียงมือเดียวกอดเขา เก็บมืออีกข้างกลับ ล้วงเข้าไปในส่วนลึกของสาบเสื้อนางเอง
เหลียนซานไม่ได้ขยับ และไม่ได้เอ่ยปาก
เมื่อครู่ก่อนตอนที่เฉิงอวี้กอดเหลียนซานไว้ เด็กสาวร่าเริงที่ร้องขอให้เหลียนซานช่วยจับผีเสื้อให้ได้ถอยหนีไปด้านข้างอย่างกริ่งเกรงนิดๆ แต่ครั้นเห็นว่าเฉิงอวี้ไม่ใช่คนที่เก่งกาจอะไร เด็กสาวก็กลับมาอิงแอบอีกครั้งอย่างอวดดี มองเมินเฉิงอวี้ที่กอดเหลียนซานแน่น มือขาวผ่องเรียวได้รูปเผยออกมาจากในแขนเสื้อ ลูบไล้มือข้างที่ถือพัดจีบของเหลียนซานอย่างแช่มช้า
“เมื่อกี้ผีเสื้อสีฟ้าของข้าตกใจบินหนีไปเสียแล้ว เกอเกอช่วยจับให้ข้าอีกตัวนะ?” นิ้วมือเปี่ยมอารมณ์ชวนฝันยิ่งกว่าคืนวสันต์ แววตาอ่อนหวานลึกล้ำยิ่งสารทชล นางแย้มยิ้มมองหน้าเหลียนซาน
ฝ่าบาทสามหลุบตาลง สายตากลับมิได้จับอยู่ที่มือของเด็กสาวจับผีเสื้อซึ่งยื่นออกมายั่วยวนเขาแต่อย่างใด ทว่าจับอยู่ที่มือซึ่งกอดเอวของเขาไว้ข้างนั้น ข้อมือขาวผ่องที่สั่นระริกซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อสีม่วงออกมาส่วนหนึ่งนั้น ขาวจัดจนออกจะบาดตาอยู่เล็กน้อย กระดูกข้อมือและกระดูกแขนค่อนข้างเผยเด่นชัดเนื่องจากเกร็งมือ ผิวที่เกร็งเขม็งนิดๆ บางใสราวกับมองทะลุได้ บุอยู่เหนือกระดูกเล็กได้รูปงามประณีตนั้น ข้อมือที่งดงามยิ่ง ข้อมือที่งดงามเสียจนแทบจะเป็นเปราะบาง กลับน่ารักถึงที่สุด
มือหยกนั้นพลันขยับกะทันหัน มือน้อยที่ทั้งขาวผ่อง บอบบาง และงดงามน่ารักได้ผละจากเอวเขามากุมมือข้างหนึ่งของเขาไว้ มืออีกข้างของนางเองก็ติดตามมาลูบอย่างกระชั้นชิด แกะฝ่ามือของเขาออกทีละนิดๆ สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มเนียนนั้นทำให้ร่างของเขาเกร็งเขม็งโดยพลัน นางกลับไม่ได้รู้สึก เอาแต่มุ่งมั่นที่จะยัดของสิ่งหนึ่งใส่ในฝ่ามือเขา แบมือออกดู คือยันต์แผ่นหนึ่ง ยังคงอุ่นนิดๆ จากไออุ่นของร่างกายมนุษย์ คงเพิ่งจะหยิบออกมาจากตำแหน่งที่แนบติดตัว
“อย่าฟัง อย่าดู เหลียนซานเกอเกอ” สองมือนั้นไถลลงมากอดเอวของเขาอีกครั้ง เรียบลื่นประดุจน้ำ นวลเนียนประดุจหยก แฝงความใสซื่อที่น่าโมโห นางเตือนสติเขาเบาๆ อีกครั้ง “อย่าฟัง อย่าดู” น้ำเสียงที่เตือนเขาสั่นนิดๆ สั่นนิดๆ การนี้บ่งบอกว่านางหวาดกลัวมากอยู่ตลอด “ยันต์คุ้มครองแผ่นนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เคยคุ้มครองข้าให้รอดพ้นจากเคราะห์ภัยมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ข้าจะถ่วงเวลาพี่สาวโฉมงามพวกนี้ให้ เหลียนซานเกอเกอถอยกลับไปตามเส้นทางตอนขามานะ ยันต์จะต้องช่วยคุ้มครองท่านออกไปจากถ้ำนี้ได้อย่างแน่นอน” นางพูด
กลัวเสียขนาดนี้ ยังอุตส่าห์คิดอีกว่าจะช่วยเขาถอยออกไปอย่างปลอดภัยอย่างไรดี แผนการอันตื้นเขินนี้ย่อมไม่มีทางที่จะรับมือค่ายกลเซียนเช่นทุกข์มิคลายได้ แต่การที่นางมีน้ำใจเช่นนี้กลับทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาเป็นพิเศษ
เด็กสาวร่าเริงที่เฝ้าเกาะแกะยั่วยวนเหลียนซานมาโดยตลอดหาช่องว่างพบในที่สุด อิงแอบกับอกเขา ทั้งยังคิดจะเอาใจเขา ยิ้มหวานหยดและเรียกเขาเสียงหวานว่าเกอเกอ ให้เขาช่วยจับผีเสื้อสีเหลืองให้นางอีกตัว
ฝ่าบาทสามแตะพัดจีบกับริมฝีปาก แสดงท่ามือบอกความหมายให้นางเงียบ นั่นคือกิริยาที่เนิบนาบแช่มช้า และเพราะความเนิบนาบแช่มช้านี้เอง จึงสง่างามถึงขีดสุด
กูเหนี่ยงน้อยมองดูจนตะลึงลาน หลังจากตะลึงลาน ก็แนบเข้าหาอย่างอ่อนระทวยยิ่งขึ้น กลับพลันหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรงในตอนที่เผยอปากทำท่าจะเอ่ยคำ นิ้วมือขาวเรียวกดที่ลำคอของตนพลางมองหน้าเหลียนซ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อ
บนใบหน้าของฝ่าบาทสามหาได้มีสีหน้าใดเป็นพิเศษ หลังจากตั้งสติได้ มือข้างที่ว่างของกูเหนี่ยงน้อยตะปบเข้าใส่เหลียนซ่งอย่างดุดัน ฝ่าบาทสามไม่หลบไม่เลี่ยง เพียงโค้งริมฝีปากขึ้นนิดๆ จากนั้นจึงส่ายหน้า สองมือขาวเรียวคู่นั้นก็ถูกตรึงไว้ที่กลางอากาศ จากนั้นร่างทั้งร่างของกูเหนี่ยงผู้นั้นได้กลายเป็นน้ำแข็งดุจรูปปั้นอย่างรวดเร็วตรงหน้าฝ่าบาทสาม
ฝ่าบาทสามเหลือบตาขึ้นมองหมู่เมฆ ณ ผืนฟ้าไกล มือที่ถือพัดจีบเหมือนจะแตะลงหาหลังมือของเฉิงอวี้ที่กอดเขาอยู่ สุดท้ายก็ไม่ได้แตะลงไป เขาหยุดอยู่ตรงนั้น ราวกับกำลังครุ่นคิด
แน่นอน ทั้งหมดนี้เฉิงอวี้หาได้ทราบไม่ นางได้ยินเด็กสาวร่าเริงผู้นั้นยั่วยวนเหลียนซ่งว่าเกอเกอๆ และเห็นเหลียนซ่งไม่เอ่ยอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ในที่สุดนางก็นึกขึ้นมาได้ว่าในข่าวลือ เหลียนซานคือคุณชายบุปผาขนานแท้
ในเมื่อเป็นคุณชายบุปผา อย่างนั้นคงจะชอบให้สาวงามโผเข้ากอดกันทั้งนั้น กระทั่งนางมองดูกูเหนี่ยงน้อยโฉมงามผู้นั้นยังรู้สึกตัวอ่อนระทวยนิดๆ เหลียนซานจะสามารถคงสติเอาไว้ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ชวนให้คิดในแง่ดีได้โดยแท้ ในใจของนางคิดเช่นนี้ จึงกอดเหลียนซ่งแน่นขึ้นด้วยสัญชาตญาณ ภาวนาให้สามารถใช้สิ่งนี้ช่วยล่ามวิญญาณของเขาไว้อย่าได้ถูกใครเกี่ยวดึงเอาไป
นางกอดเขาพลางยังคงกล่าวกับเขาเบาๆ หมายให้เขาประคองสติเอาไว้ได้
“เหลียนซานเกอเกอช่วยตั้งสติไว้อีกสักครู่นะ ข้าไม่น่าพาท่านมาที่นี่เลย เมื่อก่อนที่นี่ไม่ใช่อย่างนี้ ข้าไม่น่าก่อเรื่องแบบนี้เลย” เมื่อเอ่ยถึงไม่น่าก่อเรื่อง นางเหม่อลอยไปชั่ววูบ สงสัยนิดๆ เสียใจนิดๆ “จี้ซื่อจื่อพูดถูกแล้ว ข้าขวัญกล้าเทียมฟ้าสร้างแต่ปัญหา ผิดพลาดร้อยครั้งก็ไม่รู้จักสำนึก เป็นความผิดของข้าทั้งนั้น” นางตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง น้ำเสียงเลื่อนลอย “ข้าเอาแต่ก่อเรื่องอยู่เรื่อย ครั้งก่อนไม่ได้ช่วยชิง...”
คำ “ชิง” เพิ่งจะหลุดจากปาก นางพลันชะงักกึกอย่างประหลาด ตลอดทั้งร่างพลอยชะงักนิ่งค้างตามไปด้วย เป็นครู่ใหญ่ นางราวกับค่อยได้สติกระนั้น กลับไม่ได้กล่าวประโยคนั้นต่อจนจบ เพียงพูดว่า “ข้าจะทำให้ท่านออกไปให้ได้” เหมือนกำลังสาบานกับตัวเอง “ครั้งนี้หากต้องให้ใครตาย ก็ให้ข้าเป็นคนตาย แต่ข้าจะทำให้ท่านออกไปให้ได้” เสียงนั้นเบามาก
เหลียนซานขมวดคิ้ว รู้สึกได้อย่างประสาทไวว่าสภาวะจิตใจของเด็กสาวที่ข้างหลังเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตรวจดูซ้ำอย่างถี่ถ้วน นางได้ผลักเขาไปทางเส้นทางเมื่อขามา ส่วนตัวเองโถมเข้าไปเผชิญหน้ากับกลุ่มสาวงามที่หัวร่อต่อกระซิกกันไล่จับผีเสื้อ
<>::<>::<>