หัวข้อ : บทที่หก (2)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:32

บทที่หก (2)

 

แม้เฉิงอวี้จะไม่เป็นเพลงหมัดเท้า แต่นางถูกเลี้ยงดูโดยร้อยบุปผา เลือดลมจึงดึงดูดภูตปิศาจมากที่สุด มากพอจะนำมาใช้ล่อเสือออกจากถ้ำ

แทบจะเป็นในชั่วพริบตาที่โถมเข้าสู่กลุ่มสาวงามนั้น นางดึงปิ่นเงินบนศีรษะลงมา ปิ่นกรีดข้อมือเป็นแผลอย่างรวบรัดหมดจด นำพาเลือดเส้นบางๆ ซึมไหลออกมา จังหวะที่เลือดผุดซึม ได้มีหญิงงามที่อยู่ใกล้ๆ ตะปบใส่ข้อมือนางอย่างลืมตัวทันที เขี้ยวแหลมคมงอกขึ้นในปากทันควัน

แต่ความเจ็บปวดที่คาดคิดไว้หาได้มาเยือน คมเขี้ยวนั้นหาได้แตะโดนผิวเนื้อของนาง ลมพายุหอบหนึ่งได้ช่วงชิงตัวนางไปจากท่ามกลางผีเสื้อที่บินเวียนว่อนและเกศาอาภรณ์หอมจรุง ดุจพายุโหมพัดพาฝุ่นทรายฟุ้งตลบกระนั้น ครั้นคิดจะลืมตา ศีรษะก็ถูกกดเบาๆ ให้แนบกับแผงอกแข็งแรง

“อย่าฟัง อย่าดู อย่าพูด” เสียงเย็นนิดๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะนาง แฝงกระแสหยอกเย้า นั่นคือถ้อยคำที่นางเคยพูดก่อนหน้านี้

เฉิงอวี้ตกตะลึง พิงอยู่ในอ้อมอกเขา ปลายจมูกอบอวลด้วยกลิ่นหอมอยู่รำไร กลิ่นนั้นเย็นนิดๆ เช่นกัน ดุจสายน้ำรินไหลใต้จันทรากลางคีรี คืนนี้นางนึกไม่ออกอยู่ตลอดว่านั่นคือกลิ่นอะไร ยามนี้กลับนึกขึ้นมาได้กะทันหัน

นั่นคือกลิ่นหอมชั้นเลิศสุดในบรรดาไม้กฤษณา ตระคัรขาว[1] คือกลิ่นหอมจากในแขนเสื้อของเหลียนซาน

ลำคอเฉิงอวี้เกร็งเขม็ง พยายามเงยหน้าขึ้น “ท่านไม่ได้ถูกล่อลวง ใช่ไหม?”

เหลียนซานไม่ได้เอ่ยตอบ กระหม่อมของนางถูกลูบเบาๆ แทนคำตอบ “อย่าขยับด้วย”

หินก้อนใหญ่ที่กดทับในใจนางค่อยหายไปครึ่งหนึ่ง กลับยังคงกังวล “เหลียนซานเกอเกอ ให้ข้าดูหน่อยว่าท่านไม่ได้ถูกล่อลวงจริงๆ ใช่ไหม”

นางรู้สึกได้ว่าฝ่ามือของเขาประคองหลังศีรษะของนางไว้ จากนั้นทั้งศีรษะของนางต่างถูกฝังลงในอกของเขา ท่ามกลางความมึนงง นางได้ยินเขาเอ่ยเบาๆ ว่า “ดูไม่ได้”

นางลังเล “ท-ท่านยังไม่ได้สติเต็มที่ใช่ไหม?”

เขาหัวเราะเบาๆ “ไม่ใช่ เพียงแต่โลกใบนี้ในตอนนี้...คงจะน่ากลัวอยู่สักหน่อย อาอวี้ เจ้านอนสักครู่ก่อนนะ”

นางพยักหน้าอยู่ในอ้อมอกเขาอย่างลังเล แล้วนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เหลียนซานเรียกชื่อของนาง “อาอวี้” สองคำนี้เอ่ยออกมาจากปากของเขา กลับเหมือนหลอมสร้างจากอัญมณีล้ำค่าจริงๆ อย่างน่าอัศจรรย์ แฝงความเปล่งปลั่งสุกใสโดยธรรมชาติที่มีเพียงหยกไข่มุกชั้นเลิศเท่านั้นพึงมี

แต่ยังไม่ทันได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วนมากกว่านี้ ความง่วงงุนก็ได้เข้าโจมตี เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น นางก็จมลงสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน

 

เหลียนซานมองดูใบหน้ายามหลับของเฉิงอวี้อยู่ครู่หนึ่ง เขี่ยผมที่ติดอยู่บนใบหน้าของนางไปเกี่ยวไว้หลังใบหู ค่อยเงยหน้าขึ้น

“ข้าหลงนึกว่าทุกข์มิคลายคือค่ายกลที่สามารถตรวจดูจิตใจคนได้จริงๆ เสียอีก แต่ว่า” เขาหันไปทางท้องฟ้าทิศตะวันออก “สิ่งที่เจ้ามองเห็นภายในใจของเปิ่นจวิน คือสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเหล่านี้กระนั้นหรือ?”

ในจังหวะที่เขากล่าวจบ ตำหนักเวียงวังที่เมื่อครู่ก่อนยังคงสงบสุขงามหรูได้พังทลายลงในพริบตา ดอกไม้ใบหญ้าได้เหี่ยวเฉาในชั่วอึดใจ ผีเสื้อได้สลายเป็นเถ้าในบัดดล เหล่าหญิงงามในอาภรณ์หรูเบิ่งตามองดูร่างของตนเน่าเปื่อยผุพังไปทีละนิดๆ รูปโฉมที่งดงามอย่างยากจะเห็นในโลกมนุษย์เหล่านั้นได้บิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวา พวกนางกำลังกรีดร้องฟูมฟาย กลับไม่มีเสียงใดดังขึ้นเลย

ข้างนอกถ้ำยามซวี[2]ได้มาเยือน เมฆแหวกออกจันทร์เผยโฉม

วันนั้นตอนที่เทียนจวินพนันเรื่องนั้นกับเหลียนซาน อนุญาตให้เหลียนซานลงมายังโลกมนุษย์ ได้ทำการผนึกพลังฤทธิ์ทั่วร่างของเขาไปแล้วจริงๆ กระนั้นเหลียนซานคือเทพวารี ควบคุมบงการน้ำทั่วแผ่นดิน น้ำสังกัดธาตุอิน ดวงจันทร์ก็สังกัดธาตุอินเช่นกัน จันทร์ยะเยียบของโลกมนุษย์แห่งนี้ยังเป็นดวงจันทร์สุดอินอีกด้วย สามารถชักนำพลังแห่งธรรมชาติในน้ำสุดอินออกมาได้ราวกับเป็นกระสายยากระนั้น ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นผนึกของเทียนจวิน ก็ผนึกพลังฤทธิ์ของเหลียนซานในคืนที่มีจันทร์ไม่ได้

การแตกหักและพังทลายทั้งมวลล้วนแต่ไร้เสียง ด้วยเหตุนี้จึงขับเน้นให้ภาพฉากภายในค่ายกลนี้ผิดปกติน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง และคุณชายชุดขาวผู้เย็นชาได้ยืนอยู่บนพื้นหญ้าหอมกรุ่นเพียงแห่งเดียวที่มิได้ถูกทำให้พังทลาย โอบเด็กสาวชุดม่วงที่หลับสนิทอยู่ในวงแขนของเขาด้วยมือข้างเดียว บนใบหน้ากลับปราศจากวี่แววหวั่นไหวใดๆ ต่อเหตุการณ์ฟ้าดินพลิกตลบซึ่งตัวเขาได้สร้างขึ้นมาเองกับมือ

ตำหนักสูงตระหง่านหญิงงามมากมายได้แปรเป็นฝุ่นผง ในชั่วขณะที่สรรพสิ่งสลายสิ้นฟ้าดินเงียบสงัดนี้เอง แสงแถบหนึ่งพลันพุ่งแทงเข้าใส่ความมืดอย่างฉับพลัน ครั้นเส้นแสงแผ่ขยายออกไป ภายในค่ายกลได้เปลี่ยนรูปร่างใหม่ กลายเป็นทะเลทรายที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ประดับด้วยจันทร์ยะเยียบที่ส่องสว่างให้แก่กัน ณ กลางฟ้า ลมเย็นเฉียบพัดผ่าน ฝุ่นทรายที่ฟุ้งขึ้นหยุดยั้งลงห่างจากฝ่าบาทสามสองก้าว

สภาพแวดล้อมที่ค่ายกลสร้างขึ้นมาใหม่นี้ กลิ่นอายทุกอณูราวกับล้วนแต่มีอารมณ์ความรู้สึก แฝงความเฉยชา และแฝงความหม่นหมอง

ฝ่าบาทสามเหลือบตาขึ้นมองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ หลุบตาลงยิ้ม “ทะเลทราย?” เอ่ยเสียงราบเรียบ “น่าสนใจขึ้นหน่อยแล้ว”

เฉิงอวี้ในอ้อมแขนเขายกมือขึ้นเกาหน้า ดูเหมือนฝุ่นทรายที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้แค่เอื้อมจะรบกวนความฝันของนาง เม้มปากฝังใบหน้าทั้งหน้าลงลึกกับแผ่นอกเขา แต่ยังคงไม่ใช่ท่านอนที่สบายอยู่เช่นเดิม นางจึงเปลี่ยนท่านอน แล้วเปลี่ยนท่าอีก ฝ่าบาทสามก้มหน้าลงดูนาง พัดจีบในมือพลันแปรเป็นขนาดเท่ากับปุยเมฆก้อนหนึ่ง รองรับเฉิงอวี้ที่กำลังหลับสนิทลอยค้างอยู่กลางอากาศ

จันทร์ยะเยียบ ลมเย็นเฉียบ ทะเลทราย ทรายเหลืองที่ปลิวว่อนหมุนวน คุณชายชุดขาว หญิงงามบนพัด ฟ้าดินส่วนนี้ดุจไร้เริ่มต้นและไร้สิ้นสุด อารมณ์หม่นหมองที่เอ่อล้นอย่างเงียบงันอยู่ทั่วบริเวณเป็นประดุจแมลงเล็กจิ๋วตัวแล้วตัวเล่า ชอนไชเข้าสู่ผิวเนื้อ กระตุ้นความคิดทุกข์ระทม ทำให้กังวลโศกเศร้า แม้แต่เฉิงอวี้ที่กำลังหลับสนิทยังถูกรบกวนจนขมวดคิ้วเป็นพักๆ บนใบหน้าปรากฏสีหน้าทุกข์ทรมานเป็นระยะๆ ความทุกข์นับหมื่นพันโจมตีเข้าใส่เช่นนี้ เหลียนซานซึ่งมีสติดีอยู่ตลอดเดิมทีควรจะรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานเช่นนี้ได้มากยิ่งกว่า กลับเหมือนไม่ได้แยแสสนใจมันแต่อย่างใด

เฉิงอวี้ที่นอนอยู่บนพัดยังคงคว้าแขนเสื้อของฝ่าบาทสามไว้ ฝ่าบาทสามปล่อยแขนเสื้อจากหมัดที่กำแน่นของนางไปพลาง กล่าวกับความว่างเปล่าตรงหน้าไปพลางว่า

“ในบรรดาค่ายกลที่ล่วงรู้จิตใจคน เจ้าได้ถือว่าเป็นค่ายกลอันดับหนึ่งแห่งแปดดินแดนแล้ว” เขายิ้มเล็กน้อย “แม้จะสำรวจออกมาได้ว่าภายในใจของข้าคือทะเลทราย กระนั้นความทุกข์ระทมทั่วผืนฟ้าแผ่นดินนี้ของเจ้า ดูเหมือนจะไม่สามารถทรมานผู้ที่ภายในใจคือทะเลทรายได้”

ในจังหวะที่น้ำเสียงเหมือนจะยิ้มของฝ่าบาทสามสิ้นสุดลงนั่นเอง สายลมโปร่งแปรเป็นสายลมแรง พัดกระหน่ำจนพายุทรายปลิวกระจายทั่วผืนฟ้า ฟ้าบูรพาพลันปรากฏเมฆดำไหวกระเพื่อม เสียงเลื่อนลอยของสตรีดังขึ้นที่ด้านหลังเมฆดำไหวกระเพื่อม

“ทุกข์มิคลายไม่ได้เผชิญพบเซียนท่านใดมาบุกฝ่าหลายหมื่นปีแล้ว ในเมื่อองค์เทวะมีความรู้ดี ทราบว่าเราคือค่ายกลอันดับหนึ่งแห่งแปดดินแดน เช่นนั้นทราบฤๅไม่ว่าเรามีความสามารถในการย้อนทวนกระแสเวลาด้วยเช่นกัน? แม้ในใจขององค์เทวะคือทะเลทราย กระนั้นก็มีสิ่งที่ปรารถนาเช่นกัน สิ่งที่องค์เทวะปรารถนา ใช่...”

ฟ้าดินพลิกตลบอีกครั้ง พลันเปลี่ยนเป็นสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดที่อายปิศาจอาละวาดไปทั่ว ท่ามกลางพิรุณเลือดที่แผ่ไพศาลดุจผืนแพรแดง เจดีย์กักปิศาจที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางม่านฝนเริ่มโยกคลอนจากรากฐาน นั่นคือเค้าลางบ่งบอกว่ากำลังจะพังทลาย

เพ่งมองทิวทัศน์ตรงหน้า ดวงตาเหลียนซ่งหรี่ลงนิดๆ

เสียงสตรีเอ่ยยิ้มๆ “เราทายถูกฤๅไม่?” น้ำเสียงนางเบาหวิว “องค์เทวะจักลองทายดูด้วยฤๅไม่? สิ่งนี้คือภาพลวงตาที่ล่อลวงองค์เทวะ หรือเราได้ย้อนทวนกระแสเวลา มอบโอกาสในอันที่จักสมปรารถนาแก่องค์เทวะ?”

อายปิศาจรูปร่างดุจงูยักษ์เฝ้าขนดวนเวียนอยู่ ณ ผืนฟ้าบูรพา ส่วนหมู่เมฆดำนั้นก็มิได้หลบเร้นไปแต่อย่างใด เสียงสตรีที่ด้านหลังเมฆดำเจือกระแสนึกสนุกและแปลกประหลาดน่าระแวง กลับมองไม่เห็นว่ามีผู้ใดซ่อนเร้นอยู่ข้างหลังมัน รู้สึกได้เพียงสายตาอันหนักอึ้ง และดวงตาขนาดยักษ์คู่หนึ่ง

ฝ่าบาทสามไม่ได้เปลืองความคิดไปคาดเดาว่าผู้ที่ซ่อนอยู่หลังเมฆดำคือใคร แม้เขาจะมิได้เกิดมาในยุคมหาอุทกภัย แต่เนื่องจากขลุกอยู่ในหอเก็บตำราของมหาเทพตงหัวมานานปี ด้วยเหตุนี้จึงมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องในยุคมหาอุทกภัยลึกซึ้งมิใช่น้อยเช่นกัน ตอนที่เสียงสตรีนั้นเริ่มเอ่ยปาก เขาก็ทราบแล้วว่านั่นคือจิตของค่ายกลนี้

นับตั้งแต่ขวานยักษ์ของผานกู่ผ่าแยกดินฟ้า ปวงเทพปวงมารทยอยกันมาเยือนโลกเป็นต้นมา ในแปดดินแดนก็เกิดศึกสงครามอยู่เนืองๆ เรื่องนิยมความห้าวหาญประลองความดุดันมีมากมายเหลือคณานับ การต่อสู้ประเภทใช้ค่ายกลปะทะอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ เนื่องจากบันเทิงและสุนทรีย์ เป็นที่ชื่นชอบของปวงเทพ ด้วยเหตุนี้ในยุคมหาอุทกภัย เทพที่มีพลังฤทธิ์แก่กล้าจึงได้สร้างค่ายกลอันเลิศล้ำขึ้นมากมายมาประชันขันแข่งกัน เมื่อเลิศล้ำถึงระดับหนึ่ง ค่ายกลก็มีชีวิต ก่อกำเนิดจิตแห่งค่ายกลที่คุ้มครองค่ายกลขึ้น

 

ฝ่าบาทสามยืนอยู่ท่ามกลางพิรุณเลือดอันเวิ้งว้าง พัดจีบที่กางออกลอยอยู่ตรงหน้าเขา หนึ่งเล่มสั้นๆ เฉิงอวี้บนพัดจีบได้สาบสูญร่องรอย

และยามนี้เหมือนได้ย้อนกลับไปยัง ณ วันนั้นเมื่อสี่สิบหกปีก่อนจริงๆ จุดที่แตกต่างกันมีเพียงสี่สิบหกปีก่อน ยามเมื่อเขาเร่งรีบกลับมาจากแดนทักษิณ เจดีย์กักปิศาจได้พังทลายลงแล้ว ภายในครอบธรณีพิฆาตหมื่นปิศาจบินว่อน ท่ามกลางพิรุณเลือดที่พร่างพรมฉางอีซึ่งถูกทับอยู่ใต้ศิลาตรึงมารได้ร่อแร่ใกล้สิ้นลม ดอกบัวแดงที่บานสะพรั่งเป็นทางได้เหยียดขยายไปจนถึงทะเลนิวรณ์อันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต

ดอกบัวแดงบานสะพรั่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตาย เพลานั้นเขาจะเก่งกาจสารพัดสักเพียงใด สิ่งที่เผชิญหน้าก็มีเพียงคำว่า “สุดกำลังจะเหนี่ยวรั้ง”

แต่บัดนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะยังสามารถช่วยได้ เจดีย์กักปิศาจยังไม่พังทลาย ฉางอียังไม่ถูกศิลาตรึงมารทับตรึงไว้เช่นกัน หากเขาเหินร่างเข้าไปในยามนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงจริงๆ ที่จะพาฉางอีออกพ้นจากความตาย แต่ทั้งหมดนี้ ต้องเป็นเช่นที่จิตแห่งค่ายกลได้กล่าวไว้ ว่ามันได้ย้อนทวนกระแสเวลาพาเขาย้อนกลับไปยังเมื่อสี่สิบหกปีก่อนจริงๆ

ท่ามกลางพิรุณเลือดอันเวิ้งว้าง ฝ่าบาทสามก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

เจดีย์กักปิศาจที่ไม่ได้ห่างออกไปมากนักสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งขึ้น ตอนที่ผนังเจดีย์ปรากฏรอยร้าวประตูเจดีย์พลันเปิดออก ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งโอบกอดสตรีชุดขาวที่บาดเจ็บ หลบหลีกเศษหินที่ถล่มลงมาพร้อมกับการพังทลายของเจดีย์อย่างทุลักทุเล

จังหวะที่สบตากับเขา บนใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามได้ผุดแววดีใจ “น้องสาม รีบไปดูฉางอีเร็วเข้า!”

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ยอดเจดีย์พลันปรากฏวี่แววจะถล่มลงมา ในเจดีย์มีเสียงตวาดดุดันของสตรีดังขึ้น

“อย่าหันกลับมา!”

ในน้ำเสียงนั้นแฝงแววตัดสินใจเด็ดขาดและดุดันปวดร้าว ชายหนุ่มรูปงามตกตะลึงหันขวับไปทันควัน เสียงสตรีในเจดีย์ดังขึ้นอีกครั้ง

“อย่าหันกลับมา!”

ชายหนุ่มรูปงามต่อสู้กับตัวเองอยู่ในใจชั่วแล่น กล่าวอย่างรีบร้อนว่า “ขอฝากฉางอีให้เจ้าแล้ว” สุดท้ายได้เลือกหนทางเอาชีวิตรอด

กระนั้นฝ่าบาทสามที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวหาได้เข้าไปในเจดีย์ช่วยฉางอี

ศิลาตรึงมารที่ตั้งอยู่ใต้หลังคาเจดีย์พลันร่วงตกลงมา ได้ยินเพียงเสียงสตรีกรีดร้องแหบต่ำอย่างเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน จากนั้นไม่มีเสียงใดๆ อีก หมื่นปิศาจที่ถูกขังไว้ในเจดีย์หลุดจากการกักขังในบัดดล พายุปิศาจพัดกระหน่ำขึ้นจากพื้น ดุจจะม้วนกระหน่ำไปทั่วทั้งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าในชั่วอึดใจ แต่ต่อมากลับถูกครอบธรณีพิฆาตที่ตกลงมาจากฟ้าครอบเหนือศีรษะกักขังไว้

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ล้วนแต่เหมือนกับฉากนั้นเมื่อสี่สิบหกปีก่อนทุกประการ จวบจนอายปิศาจพลันรวมตัวกันเป็นร่างมนุษย์ขนาดยักษ์ เริ่มกระแทกชนใส่ครอบธรณีพิฆาตอย่างดุร้าย ท่ามกลางเศษซากเจดีย์ที่ถูกพายุปิศาจกระหน่ำซัด พลันมีเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดทรมานของสตรีดังมา เสียงครวญครางแผ่วเบาอย่างข่มกลั้นของฉางอี

กระนั้นบนใบหน้าของฝ่าบาทสามปราศจากสีหน้าใดๆ

จวบจนในทะเลนิวรณ์มีดอกบัวแดงแห่งการทำลายล้างบานสะพรั่ง เสียงครวญครางอย่างอ่อนแรงของฉางอีได้เหือดหายสิ้น ในฝนสีชาดที่พร่างพรมแฝงกลิ่นคาวเลือดอันฉุนจมูก ฝ่าบาทสามยังคงไม่ขยับแม้แต่น้อยเช่นเดิม ถึงขั้นมิได้เข้าไปในเจดีย์ดูฉางอีที่ใกล้ตายเช่นในอดีตเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่หลังจากที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง เขาได้กึ่งเงยหน้าขึ้น สายตาจับอยู่ที่เมฆดำซึ่งมิได้หลบเร้นไปไหนมาโดยตลอด ณ ผืนฟ้าบูรพาอย่างเย็นเยียบ

จิตแห่งค่ายกลด้านหลังเมฆดำพลันพูดยิ้มๆ

“ไม่ทราบว่าองค์เทวะเป็นผู้ใดมาจากไหน ขันติช่างสูงล้ำโดยแท้ แม้จะมองออกแล้วว่าเมื่อครู่นี้หาใช่การย้อนทวนกระแสเวลา หากแต่เป็นภาพลวงตา ทว่ากระทั่งม่อเยวียนซ่างเสินเทพแห่งดนตรีกาลและสงคราม เซียนที่เล่าขานกันว่ามีขันติเลิศล้ำเป็นเอก ยังเคยถูกการทดสอบนี้ของเรารบกวนตบะก่อกวนจิตใจมาแล้ว ดูไม่ออกเลยว่า ขันติขององค์เทวะกลับเหนือล้ำยิ่งกว่าม่อเยวียนซ่างเสินเสียอีก”

ฝ่าบาทสามเก็บสีหน้าเย็นชา เหมือนรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ต่างน่าเบื่อหน่ายนักกระนั้น

“เปิ่นจวินไม่กล้าเทียบเทียมกับม่อเยวียนซ่างเสิน เพียงแต่บางทีเพลานั้นในใจของซ่างเสินมีรัก แต่เปิ่นจวิน...” เขายิ้ม “ดังนั้นเมื่อครู่ก่อนเปิ่นจวินจึงได้ถามเจ้าว่า เจ้าจักเคี่ยวกรำผู้ที่ภายในใจคือทะเลทรายได้อย่างไร?”

อาจเป็นเพราะถ้อยคำนี้ได้กระตุ้นให้จิตแห่งค่ายกลโมโห สวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดที่ตกอยู่ในมรสุมโลหิตได้สาบสูญในพริบตา แทนที่ด้วยขุนเขาร้างหน้าผาขาด บนผนังผามีต้นสนแก่ขึ้นเฉียงๆ อยู่หนึ่งต้น บนต้นสนมีเด็กสาวตัวเล็กบางที่กำลังหลับใหลผู้หนึ่งห้อยอยู่ เอวบางของเด็กสาวขัดอยู่ระหว่างลำต้นสนกับผนังผาพอดิบพอดี และที่ก้นผามีสุนัขป่าพยัคฆ์ร้ายหิวโหยรอทึ้งอาหารฝูงใหญ่มหึมาห้อมล้อมอยู่

จิตแห่งค่ายกลหัวเราะเบาๆ

“แม้ไม่ทราบว่าเมื่อครู่นี้องค์เทวะดูออกได้อย่างไรว่าสวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ดนั้นคือภาพมายา กระนั้นครั้งนี้องค์เทวะพอจะลองดูใหม่ได้ ภาพนี้ในยามนี้คือความจริง หรือว่าคือภาพ...”

ทว่าไม่รอให้นางกล่าวจบ ตรงก้นเหวที่พยัคฆ์และสุนัขป่ายึดครองพลันเกิดน้ำป่าท่วมทะลักกะทันหัน ประหนึ่งผู้ใดแผลงศรยาวหนึ่งดอก ร้อยเหล่าสัตว์ร้ายทั้งหมดเรียงเป็นขบวนแถวอย่างรวบรัดหมดจด ห่อหุ้มพัดพาโดยคลื่นน้ำอันดุดันพุ่งโถมสู่ที่ไกลตาอันไม่อาจทราบได้ ส่วนพัดจีบเหล็กที่กางออกตรงหน้าของเหลียนซาน ได้บินเร็วรี่ตรงไปหาเฉิงอวี้ที่ถูกแขวนไว้บนต้นสนแก่อย่างหมิ่นเหม่ดุจจำนายได้กระนั้น รองรับนางไว้อย่างมั่นคงในจังหวะที่ต้นสนแก่หักเปาะ

ครั้นเห็นจิตแห่งค่ายกลคิดจะเนรมิตสภาพแวดล้อมอีกครั้ง ฟ้าดินทั้งแปดทิศพลันเกิดกำแพงน้ำมหึมาขึ้นแปดแห่ง จิตแห่งค่ายกลได้ดิ้นรนอยู่ภายในนี้ เดี๋ยวแปรเป็นตำหนักเวียงวัง เดี๋ยวแปรเป็นพายุทะเลทราย ไม่ก็ขุนเขาร้างหน้าผาขาด กระนั้นไม่ว่าจะเป็นขุนเขาร้างหน้าผาขาด ตำหนักเวียงวัง หรือพายุทะเลทราย ล้วนแต่ถูกน้ำป่าอันเกิดจากกำแพงน้ำเอนล้มลงมาท่วมทะลักปกคลุมสยบไว้ ไม่มีรอดพ้นแม้แต่อย่างเดียว

ชั่วขณะนั้นทั่วฟ้าดินมีแต่เกลียวคลื่นสีขาว ฝ่าบาทสามยืนอยู่เหนือคลื่นน้ำลูกที่สูงที่สุดนั้น พัดจีบเหล็กรองรับเฉิงอวี้มาถึงตรงหน้าเขาพอดี เขาก้มหน้ามองดูใบหน้าด้านข้างที่หลับสนิทบนพัด แล้วสะบัดแขนเสื้อเลื่อนพัดไปไว้ข้างหลัง ค่อยเงยหน้าขึ้นกล่าวกับจิตแห่งค่ายกลที่ถูกเชือกน้ำขนาดยักษ์พันธนาการไว้ขยับเขยื้อนไม่ได้ว่า “ยังมีลูกไม้อื่นอีกไหม?”

จิตแห่งค่ายกลดิ้นรนอย่างโกรธเกรี้ยว

“เจ้าเด็กอมมือ อวดดีเกินไปแล้ว” เห็นได้ชัดว่าโกรธจัดจริงๆ จากที่เล่าลือกัน ค่ายกลนี้ก็นิสัยไม่ค่อยดีจริงแท้ ยามนี้เนื่องจากยากจะขยับตัวได้ จึงเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดสุดขีด “ถึงไอ้หนูอย่างเจ้าจะสยบเราได้ แต่หากไม่มีตี๋ไร้เสียง เจ้านึกหรือว่าจะเดินออกไปจากข้า ทุกข์มิคลายด้วยตัวเองได้? จะดูซิว่าไอ้หนูอย่างเจ้าจะสยบข้าไว้ได้นานสักแค่ไหน!”

ฝ่าบาทสามได้รับการอบรมมาดี รอจนนางบริภาษพอแล้ว ค่อยเหลือบสายตาขึ้นนิดๆ

“ตี๋ไร้เสียงของส้าวหว่านเลานั้นหรือ?” พลันเสกขลุ่ยตี๋หยกขาวเลาหนึ่งขึ้นมาบนฝ่ามือขวา “ที่เจ้าพูดถึง ใช่ตี๋เลานี้หรือไม่?”

จิตแห่งค่ายกลพูดไม่ออก “เหตุใดเจ้า...”

เหลียนซานยิ้มบางๆ “ดูท่าทางเจ้าจะถูกขังไว้ที่โลกมนุษย์แห่งนี้มานานเกินไปจริงๆ ไม่รู้ดอกหรือว่าก่อนที่ส้าวหว่านจะดับขันธ์ ได้ทิ้งตี๋เลานี้ไว้ให้แก่เทพวารีแห่งพงศาวดารเทพใหม่? เปิ่นจวิน ก็คือเทพวารีแห่งพงศาวดารเทพใหม่นี้เอง”

 

ตอนที่เฉิงอวี้ตื่นจากห้วงฝันสีดำอันแสนหวาน สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาเป็นอย่างแรกคือคางของเหลียนซาน เวลานั้นนางหนุนขาข้างหนึ่งที่กึ่งชันขึ้นของเหลียนซาน มือข้างหนึ่งของเหลียนซานอยู่ตรงหลังศีรษะนางช่วยประคองศีรษะของนางไว้ ด้วยเหตุนี้นางตื่นมา จึงไม่รู้สึกปวดศีรษะทรมานแต่อย่างใด

นางกะพริบตามองดูเหลียนซ่ง ย้อนนึกว่าเหตุใดตัวเองถึงได้หลับไปได้ ความจำกลับพร่าเลือนอยู่นิดๆ ดูเหมือนจะเป็นเพราะเหลียนซานทนเดินบนทางที่สกปรกขนาดนั้นไม่ได้ ดังนั้นจึงโอบนางใช้วิชาตัวเบาพานางเข้าไปถึงด้านในสุดของถ้ำในอึดใจ ผลกลายเป็นว่าครั้งนี้ด้านในสุดของถ้ำกลับมีหมอกลง

เดิมทีเขากับนางตั้งใจจะรอให้หมอกหายไป เพื่อดูว่าทิวทัศน์อันงดงามด้านในถ้ำยังอยู่หรือไม่ ผลคือดูเหมือนหมอกนั้นจะสามารถสะกดจิตคนให้หลับใหลได้กระนั้น นางทนได้เพียงครู่สั้นๆ ก็พิงผนังถ้ำหลับไปเสียแล้ว

อืม เรื่องมันน่าจะเป็นอย่างนี้แหละ นางคิดในใจ

นางขยับตัวบนขาของเหลียนซานอย่างเผลอตัว เห็นเหลียนซานก้มหน้าลงมองนาง “ตื่นแล้ว?”

“หมอกหายไปแล้วหรือ?”

“หายไปแล้ว”

นางเบือนหน้าไป หมอกหายไปแล้วจริงๆ เพดานถ้ำฝังไข่มุกไว้มากมาย ด้วยเหตุนี้ทุกสิ่งภายในถ้ำต่างชัดเจนยิ่ง สายตาของนางกำลังมองไปที่สระน้ำขนาดเล็ก ณ สุดปลายถ้ำ แม้สระน้ำจะกินพื้นที่เพียงมุมหนึ่งซึ่งเล็กมากและห่างไกลมากของก้นถ้ำ กระนั้นน้ำในสระกลับใสกระจ่าง เป็นสีเขียวมรกตน่าเอ็นดู ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือดอกบัวหลากสีสันซึ่งเปล่งแสงสว่างไสวเก้าดอกท่ามกลางใบบัวที่แน่นขนัด ตัวดอกใหญ่ประมาณจานหยก อวบสมบูรณ์แทบจะปริ แต่ละดอกต่างมีหนึ่งสี

เฉิงอวี้ตื่นเต็มตาในบัดดล แทบจะกระโดดพรวดขึ้นจากตัวของเหลียนซาน วิ่งไปที่ริมสระอย่างตื่นเต้นดีใจจนปิดไม่อยู่ ทำมือทำไม้ด้วยสองตาเป็นประกาย

“นี่ต่างหากคือสถานที่มหัศจรรย์ที่ข้าบอกว่าเหลียนซานเกอเกอจะต้องชอบอย่างแน่นอน ดอกบัวพวกนี้ในสระน้อยแห่งนี้ ท่านไม่คิดว่าพวกมันสวยดีหรอกหรือ?”

ดอกไม้ทั่วหล้า ถ้าเป็นช่วงออกดอก นางจะมองเห็นเป็นร่างมนุษย์ทั้งหมด มีเพียงดอกบัวสระนี้เท่านั้น ที่นางยังคงเห็นพวกมันเป็นดอกบัว นางทราบดีว่านี่อาจจะผิดปกติอยู่บ้าง แต่เนื่องจากไม่เคยรู้สึกว่าอันตราย จึงไม่เคยบอกกับจูจิ่นหลีเสี่ยง

สายตานางจับอยู่ที่ดอกบัวในสระอย่างแสนรัก

“ชนชาวโลกกล่าวว่า ‘บัวเกิดจากตมแต่ไม่เปื้อน ล้างน้ำใสแต่ไม่เย้ายวน’ ความงามของบัวคือความงามแห่งความบริสุทธิ์สง่างาม แต่ข้ามองว่าความงามของดอกบัวในสระนี้ ลึกลับยิ่งกว่าดอกกล้วยไม้อยู่หนึ่งส่วน เฉิดฉายยิ่งกว่าดอกโบตั๋นอยู่หนึ่งส่วน บริสุทธิ์สง่างามยิ่งกว่าดอกเหมยอยู่หนึ่งส่วน!”

ความจริงตัวนางก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกันว่าดอกกล้วยไม้ โบตั๋น และดอกเหมยของจริงเวลาออกดอกนั้นเป็นเช่นไร นางเคยเห็นแค่ภาพวาดเท่านั้น ดังนั้นนี่คือการหลับหูหลับตาชมทั้งสิ้น แต่การหลับหูหลับตาชมเช่นนี้กลับทำให้ตัวนางเองกล่าวชมจนเคลิบเคลิ้ม นางกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ

“นี่ต้องเป็นทิวทัศน์อันงดงามอย่างยากจะได้เห็นในโลกนี้แน่นอน ข้านึกไม่ออกเลยละว่าในโลกนี้จะมีคนที่ไม่ชอบพวกมันอยู่ด้วย เหลียนซานเกอเกอคิดว่ายังไงหรือ?”

ฝ่าบาทสามตอบแบบขอไปทีอยู่บ้าง “คงอย่างนั้นแหละ”

แต่เฉิงอวี้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร นางเอามือทยอยลูบไล้ดอกบัวเก้าดอกนั้นเบาๆ อย่างเคลิบเคลิ้ม ทั้งยังเข้าไปใกล้กล่าวกระซิบกับพวกมัน พร่ำรำพันถึงจิตคะนึงหาของนาง อย่าง “เฝ้าคะนึงหาเอยเฝ้าระลึกถึง คะนึงหาชั่วคราเอยไร้สุดสิ้น” เอย “แม้อาภรณ์ผ่อนหลวมด้วยซูบผอม มิได้นึกเสียใจที่ตรมตรอม ยอมผ่ายผอมเพื่อนางอย่างเต็มใจ” เอย แม้แต่ “อยู่บนฟ้ายอมเป็นนกปี่อี้ อยู่บนดินยินดีเป็นไม้เคียงใบ” นางยังท่องออกมาด้วย คิดเล็กน้อย รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก ก็โบกมือท่องออกมาใหม่ “อ้อ อันนี้ไม่นับ ข้าค่อยท่องอันอื่นแทน”

เหลียนซานฟังอยู่ด้านข้าง เห็นว่าโชคดีที่ดอกบัวสระนี้หลับไปแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่แน่ว่ามันอาจจะลุกขึ้นมาอัดนางสักยกก็เป็นได้

ถูกแล้ว ดอกบัวสระนี้ คือดอกไม้ที่มีจิตวิญญาณ

 

เล่าขานกันว่าในยุคมหาอุทกภัย ณ ยอดบรรพตมหาวจีกลางแผ่นดินใหญ่นอกทะเลบูรพา กำเนิดบัวเก้าสีอยู่หนึ่งสระ รากเดียวหลายต้น แต่ละดอกมีสีแตกต่างกัน ประโยชน์ใช้สอยก็แตกต่างกันไปเช่นกัน บัวแดงบ่มเหล้าได้ บัวม่วงเป็นยาได้ บัวขาวแก้พิษได้ ส่วนบัวเหลืองอย่างนั้นอย่างนี้

เนื่องจากบรรพตมหาวจีคือที่ซึ่งสุริยันจันทราปรากฏขึ้น ไอทิพย์รวมตัวเข้มข้น ไม่นานบัวเก้าสีต้นนี้ก็บำเพ็ญตบะจนจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ ต่อมาได้รับการชี้แนะจากเทพจู่ถีที่เดินทางผ่านบรรพตมหาวจี ประทานนามว่าซวงเหอ กลายเป็นเทพบริวารของเทพจู่ถี

หากบอกว่าบัวเก้าสีตรงหน้าสระนี้คือซวงเหอ เทพบริวารของเทพจู่ถี แท้จริงแล้วฟังดูชวนให้เชื่ออย่างมาก เนื่องจากค่ายกลทุกข์มิคลายนี้ คือค่ายกลที่เมื่อครั้งกระนั้นเทพส้าวหว่านได้สร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มครองเทพจู่ถีปิดด่านกักตัว

ค่ายกลทุกข์มิคลายและบัวเก้าสีซวงเหอ กลับปรากฏกายขึ้นพร้อมกันที่โลกมนุษย์แห่งหนึ่งในหลายแสนปีให้หลัง แม้จะชวนให้ไม่เข้าใจ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จะอย่างไรในตอนนั้นยามที่เทพจู่ถีดับขันธ์จากไปเพื่อคุ้มครองเผ่ามนุษย์ สถานที่ซึ่งจากไปหาใช่พิภพเซียน แต่เป็นโลกมนุษย์ที่อยู่นอกสี่ทะเลแปดดินแดนนี่เอง

เทพจู่ถีและเทพส้าวหว่าน ท่านหนึ่งคือเทพแท้ซึ่งจำแลงร่างเป็นมนุษย์หลังจากเป็นครรภ์หล่อเลี้ยงอยู่ภายในแสงสว่างลำแรกของโลกนี้ได้หมื่นปี ท่านหนึ่งคือองค์ปฐมเทพีแห่งเผ่ามาร เทพีผู้ถือกำเนิดในยุคมหาอุทกภัยทั้งสองท่าน นับว่าอยู่รุ่นเดียวกับตงหัวอดีตประมุขแห่งฟ้าดิน ม่อเยวียนเทพเคารพแห่งคุนหลุนซวี ป๋ายจื่อจักรพรรดิจิ้งจอกแห่งแคว้นชิงชิว และเจ๋อเหยียนเจ้านายของป่าท้อสิบหลี่ เทพอย่างฝ่าบาทสามที่ถือกำเนิดในยุคบรรพกาลหลังจากที่ปวงเทพในยุคมหาบรรพกาลพากันเผชิญด่านเคราะห์ไปแล้วนั้น แท้จริงแล้วมีลำดับรุ่นที่ห่างจากพวกท่านไกลแสนไกลยิ่งนัก

ฟ้าดินแรกแบ่งแยก ก็คือมหาอุทกภัย หลังมหาอุทกภัย ก็คือมหาบรรพกาล หลังมหาบรรพกาล ก็คือบรรพกาล หลังบรรพกาล จึงค่อยเป็นยุคนี้

เกี่ยวกับองค์เทพีแห่งยุคมหาอุทกภัยผู้มีนามกระเดื่องเลื่องลือสองท่านนี้ ในพงศาวดารอาจจะมีการบันทึกไว้มิใช่น้อย แต่ที่ยังคงหาพบได้ในปัจจุบันกลับมีไม่มากนัก ได้ยินว่าพงศาวดารเกี่ยวกับเทพส้าวหว่าน ส่วนใหญ่ต่างถูกเทพสงครามม่อเยวียนเก็บรักษาไว้ในคุนหลุนซวีเป็นการส่วนตัว ส่วนที่เกี่ยวกับเทพจู่ถี สุดท้ายไม่ทราบไปอยู่ที่ใด

โลกหล้าต่างทราบโดยทั่วกันว่า เทพจู่ถีดับขันธ์เพื่อช่วยเทพส้าวหว่านคุ้มครองส่งเผ่ามนุษย์ไปยังโลกมนุษย์

เพลานั้นเผ่ามนุษย์อ่อนแอ อยู่รอดในแปดดินแดนได้ยากเย็นยิ่ง เทพส้าวหว่านเวทนาเผ่ามนุษย์ จึงเค้นพลังเทพทั้งหมดเปิดทวารรั่วมู่ซึ่งเชื่อมต่อกับโลกมนุษย์ ส่งเผ่ามนุษย์ไปยังโลกมนุษย์ และเพลานั้นโลกมนุษย์หลายพันล้านใบหาได้มีธรรมชาติสี่ฤดู ภูเขาแม่น้ำซึ่งเหมาะสมแก่การอยู่รอดของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เทพส้าวหว่านจึงได้ขอความช่วยเหลือจากเทพจู่ถี ซึ่งก็คือเหตุการณ์เทพจู่ถีใช้ดอกบัวแดงนับหมื่นดอกปูทางเซ่นสังเวยตัวเองต่อฮุ่นตุ้น ก่อกำเนิดเป็นสรรพสิ่งให้เผ่ามนุษย์ได้ขยายเผ่าพันธุ์มีชีวิตรอด

จู่ถี เทพแท้ผู้จำแลงร่างถือกำเนิดจากกลางแสง จึงได้ดับขันธ์ลง ณ โลกมนุษย์เช่นนี้เอง วันที่ดับขันธ์ ดอกบัวแดงได้ผลิบานทั่วทั้งหกพิภพ จากนั้นดอกบัวแดงนับหมื่นพันได้แปรเป็นลำแสงเมื่อครั้งฟ้าดินแรกกำเนิดโดยพร้อมเพรียง สาบสูญไปในมหาแผ่นดิน

 

ฝ่าบาทสามเพ่งสายตามองดูดอกบัวเก้าสีสระนั้นอยู่ชั่วครู่ อึดใจใหญ่ เดินเข้าไปใกล้ๆ กอบน้ำค้างใสบนกลีบบัวมาลองชิม เฉิงอวี้ที่ฟุบอยู่ริมสระมาตลอดเลียนแบบบ้าง กอบน้ำค้างสองสามหยดมาลองชิมด้วย แล้วประหลาดใจอย่างมากทันที

“นี่มันรสเหล้านี่นา” แล้วแหงนหน้าหาเหลียนซ่ง “แปลกจริง นี่คือเหล้าหรือ? ชิมดูแล้วเป็นเหล้ารสดีเลยทีเดียว”

ฝ่าบาทสามหลุบตา “เกือบลืมไปเลย เหล้าจุ้ยชิงเฟิงของเหลาเสี่ยวเจียงตง เจ้าคนเดียวดื่มได้ตั้งสามไห”

เฉิงอวี้สะอึก ก้มหน้าลงอุบอิบว่า “ไม่ใช่เรื่องดีอะไรสักหน่อย เหลียนซานเกอเกอเอาแต่จำเรื่องพรรค์นี้ไปทำไมกัน”

ฝ่าบาทสามมองดูนาง ใจลอยไปชั่ววูบ

เมื่อครู่นี้เขาได้ฉวยโอกาสที่นางหลับหยั่งดูวิญญาณของนางแล้ว ร่างวิญญาณของนางที่ปรากฏให้เห็น มีลักษณะเป็นมนุษย์จริงๆ เห็นได้ว่านางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาจริงแท้ แต่เหตุใดทุกข์มิคลายจึงไม่มีผลต่อนาง? หรือเป็นเพราะทุกข์มิคลายซึ่งเป็นค่ายกลเซียนแห่งยุคมหาอุทกภัย ไม่คิดจะลดตัวไปล่อลวงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง? เรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

เฉิงอวี้ไม่ได้สังเกตเห็นอาการใจลอยของเหลียนซาน ได้ชิมน้ำค้างของบัวแดงแล้ว ก็จะไปลองรสชาติน้ำค้างในดอกบัวสีอื่นด้วยอย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง ถูกเหลียนซานที่ตื่นจากภวังค์ยกมือขวางไว้

นี่คือบัวเก้าสีซวงเหอเต็มสิบส่วนอย่างแน่นอน บนตัวซวงเหอนอกจากบัวแดงที่บ่มเหล้าได้กับบัวม่วงที่เป็นยาได้แล้ว บัวสีอื่นๆ แต่ละดอกต่างรับมือได้ยากทั้งสิ้น มนุษย์ธรรมดาอย่างเฉิงอวี้จะไปรับมือไหวได้อย่างไร

ดอกบัวสระนี้ ใบบัวสีเขียวมรกตน่ารัก ตัวดอกอวบอิ่มน่าเอ็นดู เหล้าที่ชิมเมื่อครู่นี้ก็ไม่มีรสเน่าเสียเช่นกัน เห็นได้ว่าซวงเหอคือซวงเหอที่ยังมีชีวิต เพียงแต่อ่อนแออย่างมากจำเป็นต้องหลับใหล จึงปรากฏเป็นร่างดั้งเดิมซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอันเปลี่ยวร้างห่างไกลแห่งนี้เท่านั้น

ในใจของฝ่าบาทสามเกิดระลอกบางๆ

ซวงเหอคือเทพบริวาร ในยุคสมัยใหม่หลังปวงเทพต่างผ่านด่านเคราะห์ มิได้มีตำแหน่งเทพบริวารนี้อยู่อีก เนื่องจากเทพบริวารคือสัญญาเลือดประเภทหนึ่ง เชื่อมโยงชีวิตกับผู้เป็นนาย เทียนจวินรัชกาลที่สาม หรือก็คือท่านพ่อของฝ่าบาทสาม ฉือเจิ้งตี้ มองว่านี่คือเดรัจฉานวิชา ด้วยเหตุนี้เมื่อแรกขึ้นครองราชย์จึงได้ยกเลิกมันไปเสีย

เทพบริวารเชื่อมโยงชีวิตกับผู้เป็นนาย หมายถึงว่าเมื่อเทพผู้เป็นนายตายไป เทพบริวารจะตายด้วย กลับกันก็เช่นกัน ซวงเหอคือเทพบริวารของจู่ถี ในเมื่อซวงเหอปรากฏกายสู่โลกอีกครั้ง เช่นนั้นเทพแท้จู่ถีอาจจะมิได้ดับขันธ์อย่างแท้จริงก็เป็นได้

เทพจู่ถีถือกำเนิดจากกลางแสง เล่าขานกันว่านางได้ย่างก้าวเกิดปทุมแปรเป็นแสงลาลับไปเพื่อปกป้องเลี้ยงดูเผ่ามนุษย์ นี่ดูเหมือนจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างหนึ่งที่พิสูจน์ว่านางได้ดับขันธ์ไปแล้ว แต่แสงคือสิ่งที่ไม่เกิดและไม่ดับ กำเนิดในฮุ่นตุ้นและหวนคืนฮุ่นตุ้น แม้จะเป็นแสงที่แตกดับไปแล้ว วันใดจะถือกำเนิดในฮุ่นตุ้นอีกครั้งก็ไม่อาจทราบได้ เทพยุคอุทกภัยที่ถือกำเนิดจากธรรมชาติเหล่านี้ วิถีชีวิตและจังหวะดวงชะตาของพวกท่าน ต่างยากจะคาดคะเนมาแต่ไหนแต่ไร

ฝ่าบาทสามมองสำรวจทั่วทั้งถ้ำไปหนึ่งรอบ กลับมิได้รู้สึกว่าที่นี่ยังคงมีร่องรอยอื่นๆ ของเทพหลงเหลืออยู่ หันกายไปเห็นเฉิงอวี้ที่เล่นจนเหนื่อยได้เอียงตัวสัปหงกอยู่ริมสระไปแล้ว จึงเดินเข้าไปหาเด็ดดอกบัวแดงที่อยู่ใจกลางของสระดอกนั้น แล้วอุ้มเฉิงอวี้ขึ้น พานางออกไปจากถ้ำ

จู่ถีน่าจะฟื้นคืนชีพแล้วจริงๆ แต่ซวงเหอยังคงหลับใหลอยู่ การนี้บ่งบอกว่าต่อให้ฟื้นคืนชีพ ความเป็นเทพของจู่ถีก็ยังคงมิได้ฟื้นตื่น หากความเป็นเทพของจู่ถีฟื้นตื่น ย่อมต้องเรียกซวงเหอไปติดตามรับใช้

นอกจากเทพผู้นี้จะเป็นเทพมารดาของมนุษย์ สามารถเสกสร้างเลี้ยงดูสรรพสิ่งแล้ว นางยังสามารถย้อนทวนกระแสเวลาอีกด้วย นี่คือความสามารถอันฝืนกฎธรรมชาติซึ่งไม่ว่าผู้ใดต่างก็ปรารถนา หากสักวันหนึ่งจู่ถีได้หวนคืนตำแหน่ง ถึงเวลานั้นสี่ทะเลแปดดินแดนคงยากยิ่งจะรักษาสภาพการณ์เช่นในปัจจุบันต่อไปได้อีก

 

ลมราตรีเย็นสดชื่น เมืองผิงอานปักหลักอย่างมั่นคงอยู่ห่างจากเชิงเขาออกไปไม่ไกลนัก สามารถมองเห็นได้ว่าในตัวเมืองยังคงมีแสงไฟหลงเหลืออยู่

นับตั้งแต่แรกกำเนิดฟ้าดิน ในแปดดินแดนเริ่มมีมนุษย์ จนถึงส้าวหว่าน จู่ถีร่วมแรงกันส่งพวกเขามายังโลกมนุษย์เหล่านี้ การขยายเผ่าพันธุ์คงอยู่ต่อไปของมนุษย์มิได้ง่ายดายเลย เพลานั้นโลกมนุษย์เหล่านี้ย่อมไม่มีทางที่จะมีต้นไม้สูงตระหง่าน ขุนเขาเขียวขจี บ้านเรือนที่หรูหรางดงาม หรือแสงตะเกียงอันอ่อนโยน เผ่ามนุษย์หาได้อยู่เย็นเป็นสุขเช่นในปัจจุบัน

ไม่ทราบว่าองค์เทพีทั้งสองได้มองเห็นสภาพของโลกมนุษย์ในวันนี้แล้ว จะปลาบปลื้มปีติหรือไม่

เหลียนซานมองดูทุกสิ่งตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบสนิท

นี่หรือคือโลกมนุษย์

เดือนขึ้นถึงกลางฟ้า เขายืนอยู่ครู่หนึ่ง ก็พาเฉิงอวี้ลงจากเขา ตอนเบือนหน้าไป ได้มองเห็นเฉิงอวี้ที่ฟุบอยู่กับบ่าเขาลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง เขาหยุดเดิน เห็นนางเหมือนตั้งสติอยู่พักหนึ่งกระนั้น หลังจากดวงตาดำขลับคู่นั้นลืมขึ้นเต็มที่แล้ว ก็เปล่งแสงออกมาเล็กน้อย และคิ้วของนางได้ขมวดฉับในจังหวะนี้

นางผละออกจากเขา ขยับออกไปห่างหนึ่งจ้างอย่างเป็นฟืนเป็นไฟนิดๆ “ข้านึกออกแล้ว!” นางเม้มปาก

เหลียนซานมองหน้านางโดยไม่แสดงท่าทีใดๆ “นึกอะไรออก?”

นางทำหน้ากล่าวหา “เช้าวันนี้เหลียนซานเกอเกอบอกว่าท่านรอข้ามาชวนไปหอนางโลมด้วยกันอยู่ตลอด รออยู่นานมาก ข้าก็ไม่มาชวนสักที ทำเอาข้ารู้สึกผิดจะแย่ แต่ข้านึกออกแล้ว ครั้งก่อนตอนที่เราแยกทางกันที่ร้านงานฝีมือ ท่านไม่ได้บอกข้าสักหน่อยว่าท่านพักอยู่ที่ไหน ดังนั้นท่านไม่มีทางรอให้ข้าไปชวนท่านได้เลย ท่านโกหกข้าทั้งนั้น โกหกจนข้าหัวปั่นไปหมด!”

เหลียนซานตกตะลึงไปชั่ววูบ เมื่อกี้นี้เขายังทุ่มเทจิตใจครุ่นคิดเรื่องจู่ถีหวนกลับมาอีกครั้งอยู่เลย นี่เป็นเรื่องใหญ่หลวงเพียงใด ยามนี้นางกลับมาพูดเรื่องนี้กับเขาเสียนี่ แต่การเทียบกันเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกถึงความสนุก

เขาเดินเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว “ข้ารอเจ้าอยู่ตลอดจริงๆ” เขาหยุดเล็กน้อย “รอเจ้าอยู่ในห้องหยกงาม”

เฉิงอวี้หรี่ตาอย่างสงสัย “อย่าบอกนะว่าท่านรอข้าอยู่ในห้องหยกงามทุกวันน่ะ” นางเม้มปากจนเป็นเส้นตรง พูดอย่างมั่นใจ “โกหกกันอีกแล้ว ข้าจะไปถามเสี่ยวฮัวแน่!”

“เวลาข้าคิดว่าบางทีเจ้าอาจจะอยู่ที่ห้องหยกงาม ก็จะไปรอเจ้าที่ห้องหยกงาม เจ้าไปถามฮัวเฟยอู้ดูได้ ว่าหลังจากนั้นข้าไปที่ห้องหยกงามกี่ครั้ง” เขาเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว

เฉิงอวี้ไม่ทราบจะตอบอย่างไรไปชั่วขณะ เรื่องนี้ไม่มีทางที่จะตอบได้ เพราะมีเพียงตัวเหลียนซานเองเท่านั้นที่รู้ว่าเขาไปที่ห้องหยกงามเพื่อการใด นางแทบจะนับถือเหลียนซานขึ้นมานิดๆ เลยทีเดียว ปกติดูแล้วไม่ค่อยพูด แต่ถ้อยคำที่พูดออกมาทุกประโยคต่างทำให้ไม่ทราบจะเถียงอย่างไรดีทั้งนั้น นางพยายามเค้นสมองคิด

“งั้น...งั้น...”

แล้วเห็นด้ามของพัดจีบในมือเหลียนซานเล่มนั้นพลันทิ้งลงหาไหล่ของนาง นางไม่เคยเห็นเขาคลี่พัดจีบเล่มนี้มาก่อน ยามนี้พัดจีบเล่มนี้กลับถูกคลี่ออกมาเล็กน้อย นิ้วโป้งของเขาแตะอยู่ที่ก้านพัดซึ่งคลี่ออกสองแผ่น แสงจันทร์สาดส่องสู่หน้าพัดดำสนิทที่เผยตัวออกมาเล็กน้อยนั้น หน้าพัดนั้นกลับเรืองประกายสีเงินอันคมกริบและเย็นชาราวกับเป็นอาวุธกระนั้น

แต่ความเคลื่อนไหวของเขากลับอ่อนโยน พัดจีบนั้นแตะที่ไหล่ของนางเบาๆ ร่างของเขากดลงหาตามการค่อยๆ ออกแรงอย่างแช่มช้าของหน้าพัดนั้น จากนั้นริมฝีปากของเขาได้แนบเข้ามาใกล้ใบหูนาง

“อย่าคิดอะไรเหลวไหล เข้าใจผู้อื่นผิด” นั่นต้องเป็นระยะห่างที่ใกล้มากเป็นแน่ เพราะเสียงกล่าวนั้นราวกับเสียงกระซิบริมหู นางได้ยินอย่างถนัดชัดเจน นางรู้สึกว่าเขาน่าจะยังหัวเราะเบาๆ อีกด้วย “จะทำให้คนเขาเสียใจได้” เขาเอ่ย แปดพยางค์ที่ราวกับมีตะขอ เกี่ยวแนบอยู่กับใบหูของนาง

นางรู้สึกว่าเสียงนั้นน่าฟังนักไปพลาง ไม่ทราบควรจะทำอย่างไรดีไปพลาง ระหว่างที่มึนงง พัดจีบนั้นได้หุบกลับที่ริมหูนางดังฟุ่บ ด้ามพัดเฉียดผ่านไหล่ของนาง เขาถอยกลับไปยังระยะห่างเดิม เพียงจ้องมองนางอย่างเรียบเฉยอยู่เช่นนั้น แต่ในดวงตากลับแฝงแววยิ้มอยู่นิดๆ

ทั้งที่เขาถอยกลับไปแล้วแท้ๆ “จะทำให้คนเขาเสียใจได้” แปดพยางค์นั้นกลับนำพาความอุ่นร้อนยิ่งกว่าใบหู ค่อยๆ แผดเผาใบหูของนางอย่างแช่มช้า เฉิงอวี้ถึงกับงุนงงนิดๆ ทั้งไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน และไม่ทราบว่าคำพูดของเหลียนซานหมายความว่าอย่างไร รู้สึกอยู่รำไรว่าน่าจะเป็นการตัดพ้อนางที่ไม่เชื่อเขาทำให้เขาเสียใจ แต่...นางลูบติ่งหูอย่างเผลอไผล อึดใจใหญ่ อ้อมแอ้มว่า

“เหลียนซานเกอเกอกำลังยั่วข้าเล่นหรือ?”

“เจ้าคิดว่าไงเล่า?”

นางไม่เข้าใจว่า “เจ้าคิดว่าไงเล่า” ห้าคำนี้ความหมายว่าอย่างไร เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างข้องใจยิ่ง แต่มองเห็นเพียงแผ่นหลังของเขา นางได้แต่โวยวายเสียงอ่อย

“ทำไมท่านถึงเป็นอย่างนี้นะ!”

“ข้าควรเป็นอย่างไหน?” เขาถามนางมาจากข้างหน้า

นางคิดอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับคิดไม่ออก นางไม่ทราบเช่นกันว่าเหลียนซานแบบใดจึงควรจะเป็นเหลียนซาน เย็นชาคือตัวเขา อ่อนโยนคือตัวเขา จู้จี้คือตัวเขา ยากจะคาดเดาคือตัวเขา ช่างบังคับขู่เข็ญคือตัวเขา น่าโมโหก็คือตัวเขาเช่นกัน ใจดีกับนาง ก็ยังคือตัวเขาอยู่ดี

นางจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวอย่างคลุมเครือว่า

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีจะเหลียนซานเกอเกอแบบไหน ต่างคือเหลียนซานเกอเกอทั้งนั้นกระมัง” พูดพลางรีบไล่ตามไป

นางไม่ทราบว่าเหลียนซานพอใจกับคำตอบนี้หรือไม่ เนื่องจากเขาไม่ได้เอ่ยอะไรอีก และเมื่อเดินติดกับเขา นางพลันมองเห็นดอกบัวแดงที่ถูกเขาถือไว้ในมือหลังจากเด็ดมาตอนอยู่ในถ้ำเมื่อครู่นี้ดอกนั้น และสังเกตเห็นอย่างประหลาดใจว่าทั้งที่เป็นดอกไม้ที่ถูกเด็ดมาจากต้นแท้ๆ กลางเกสรกลับพลันมีน้ำซึมออกมาเป็นแอ่ง ราวกับท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ดอกไม้ดอกหนึ่งกำลังน้ำตาร่วงพรูอย่างโศกเศร้า ทำให้นางพลอยรู้สึกเศร้านิดๆ ไปด้วยโดยไม่มีสาเหตุ

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] ตระคัรขาว หรือ ไม้กฤษณาคีนัมขาว (White Kynam Agarwood) ถือเป็นไม้ธรรมชาติที่แพงที่สุดในโลก
[2] ยามซฺวี คือ 19:00 - 20:59 น.

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:32

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น