หัวข้อ : บทที่เจ็ด (1)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:34

บทที่เจ็ด (1)

 

วันรุ่งขึ้น เฉิงอวี้ถูกจูจิ่นกักตัว บอกว่ากลางค่ำกลางคืนบ้านช่องไม่กลับไปหลับนอนกับบุปผา เป็นการบกพร่องในศีลธรรมจรรยา

คืนก่อนหน้านั้นนางนอนบนรถม้าของเหลียนซานตลอดทางจากภูเขาเหยาไถเล็กจนกลับไปถึงเมืองผิงอาน ฝ่าบาทสามปลุกนางไม่ยอมตื่น จึงแวะพานางเข้าไปวางไว้ในห้องหยกงาม ฝากไว้กับฮัวเฟยอู้

ฮัวเฟยอู้มือซ้ายรับตัวเฉิงอวี้มา มือขวาก็ส่งเด็กสาวรับใช้คนหนึ่งไปแจ้งที่หอทศมาลีทันที บอกว่านางไม่ได้พบฮัวจู่มานาน จึงคิดถึงมาก รั้งตัวฮัวจู่อยู่ค้างด้วยหนึ่งคืนเพื่อสนทนาเรื่องส่วนตัวกัน

ฮัวเฟยอู้มองว่าตัวนางคลุกคลีในโลกมนุษย์มาสี่ปีกว่าแล้ว ขนบธรรมเนียมและมารยาทพิธีการต่างๆ ของโลกมนุษย์ควรจะเป็นเช่นไรนั้น นางรู้กระจ่างแจ้งครบถ้วนไม่มีขาด เรื่องนี้นางจัดการได้เหมาะสมยิ่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อแรกได้ยินว่าหลังจากเฉิงอวี้กลับบ้านไป ยังคงถูกจูจิ่นกักตัวไว้อยู่ดี จึงไม่เข้าใจอย่างมาก บอกปัดคุณชายของเจ้ากรมขุนนางที่มาเชิญนางไปเที่ยวชมทะเลสาบด้วยกันทันที รีบแล่นไปที่หอทศมาลี

ได้ทราบว่าความจริงเฉิงอวี้ถูกกักตัวที่ร้านยาเหรินอาน ก็เปลี่ยนเป็นแล่นไปที่ร้านยาเหรินอานของหลี่มู่โจว

 

เรื่องถูกกักตัวนั้น ครั้งนี้คุณชายน้อยอวี้ค่อนข้างจะเฉยๆ แต่ขณะเดียวกันนางก็เครียดอยู่นิดๆ

ในหอไม้ไผ่หลังเล็กท้ายเรือนของร้านยาเหรินอาน ตรงหน้าคุณชายน้อยอวี้กางสมุดคัดตัวหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่ง กำลังคัดลอกตามตำรา “กู่เหวินซ่างซู[1]” ด้วยตัวอักษรข่ายซู[2]ที่ลายมือเหมือนไก่เขี่ย เห็นได้ชัดว่ากำลังทำการค้าคัดลอกหนังสือของนางอีกแล้ว

ฮัวเฟยอู้นั่งด่าจูจิ่นอยู่ข้างๆ “...ถ้าเขาไม่ชอบให้ฮัวจู่ค้างคืนที่ห้องข้า เมื่อคืนเขาก็ส่งคนมาพาตัวฮัวจู่กลับไปได้นี่นา ไยต้องอดทนไว้ทั้งคืน จากนั้นกลับใส่ร้ายฮัวจู่ด้วยความผิดว่าหลับนอนกับบุปผา? หลับนอนกับบุปผาที่ไหนไม่ทราบ? ใช่ว่าเขาไม่รู้สักหน่อยว่าฮัวจู่เป็นผู้หญิง จะมาหลับนอนกับข้าได้ยังไง? ต่อให้เขาเป็นพี่ชายของฮัวจู่จริงๆ ก็ออกจะคุมท่านเข้มงวดเกินไปอยู่ดี อย่าว่าแต่เขายังไม่ใช่พี่ชายของฮัวจู่เสียหน่อย! ทำตัวอย่างนี้น่าโมโหเกินไปแล้ว!”

หากเป็นที่ผ่านๆ มา เฉิงอวี้คงร่วมผสมโรงกับฮัวเฟยอู้ไปนานแล้ว ครั้งนี้เฉิงอวี้กลับอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่พักใหญ่

“เจ้าอย่าไปว่าจูจิ่นเลย จูจิ่นน่ะนะ ความจริงที่เขาชอบกักตัวข้าขนาดนั้น ก็แค่เพราะ...” นางรวบรวมความกล้า “ข้ารู้สึกว่าเขาก็แค่อยากจะมีโอกาสแวะมาเยี่ยมเสียวหลี่บ่อยขึ้นเท่านั้น”

ฮัวเฟยอู้อุทานว่า “หา?”

เฉิงอวี้กล่าวอย่างคลุมเครือ “ความจริงแล้วเมื่อก่อนข้าน่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลายๆ ครั้งที่จูจิ่นกักตัวข้า ต่างต้องมากักที่ร้านยาเหรินอาน”

ฮัวเฟยอู้ย้อนถามว่า “ไม่ใช่เพราะว่าตัวจูจิ่นเองไม่ค่อยมีเวลาว่างมาเฝ้าท่าน มู่โจวอยู่ที่ร้านยาเหรินอานทุกวัน สะดวกจะเฝ้าท่านหรอกหรือ?”

เฉิงอวี้มองหน้าฮัวเฟยอู้ ลดเสียงเบาลง

“ความจริงทุกครั้งที่ข้าถูกกักตัวที่นี่ จูจิ่นจะแวะมาเยี่ยมข้าทุกวัน บางครั้งนั่งตั้งแต่เช้าตรู่ยันตอนบ่ายเลยละ แถมมีบางครั้ง เขายังจะค้างคืนที่นี่ด้วย” นางเงียบไปนิด รอจนฮัวเฟยอู้อ้าปากหวอเท่าปากชาม ก็พูดต่อว่า “เทียบกับกักตัวข้าที่หอทศมาลีแล้ว ข้ารู้สึกว่าเขาทำอย่างนี้อาจจะเหนื่อยยิ่งกว่าเสียอีก” แล้วถามความเห็นของฮัวเฟยอู้ “เสี่ยวฮัวเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?”

เสี่ยวฮัวไม่มีความเห็นอะไร เสี่ยวฮัวหุบปากลงนิ่งอึ้งไปแล้ว

จังหวะนี้ที่ชั้นล่างได้มีเสียงฝีเท้าดังมา หอไม้ไผ่ไม่ค่อยเก็บเสียง ทั้งสองคนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ แล้วได้ยินเสียงของหลี่มู่โจวลอยมาว่า

“ที่ผ่านมากักตัววันแรก อาอวี้มักจะยังซุกซนเล็กน้อยหาวิธีหนีออกไป แต่วันนี้แปลกมาก ข้าไปดูมาสามรอบแล้ว เอาแต่อ่านหนังสือฝึกคัดลายมือเท่านั้น ท่าทางดูจะสำนึกผิด เจ้าขึ้นไปดุนางอีกสักยก เห็นพอสมควรแล้วก็ปล่อยตัวนางออกมาเถอะนะ”

นี่คือหลี่มู่โจวกำลังช่วยพูดให้เฉิงอวี้ คำช่วยพูดเหล่านี้พูดให้ใครฟังนั้น เฉิงอวี้กับฮัวเฟยอู้สบตากัน เก็บงำกลิ่นอายให้ราบเรียบโดยมิได้นัดหมาย

ถัดจากนั้นเสียงของจูจิ่นได้ดังขึ้นตามที่คาด

“ทางด้านอาอวี้...ข้าไม่รีบเท่าไหร่” กล่าวอีกว่า “วันนี้ลมดี เจ้านั่งตรงนี้เป็นเพื่อนข้าสักพักนะ?”

หลี่มู่โจวพูดว่า “ข้ายังมีธุระนิดหน่อยข้างหน้า เอาเป็นข้าจะชงชามาให้เจ้าหนึ่งกา เจ้าดื่มน้ำชานั่งเล่นเอาเองนะ?”

จูจิ่นหยุดเล็กน้อย “เมื่อกี้ตอนเข้ามาเห็นสมุนไพรที่เจ้าเพิ่งเก็บมาใหม่ มีที่ข้าไม่รู้จักอยู่หลายชนิดเลยเทียว อย่างไรก็นั่งว่างๆ อยู่ที่นี่ ไปช่วยเจ้าหั่นสมุนไพรที่ข้างหน้าก่อน รอจนเจ้าพอจะว่าง ค่อยสอนข้าแยกแยะสมุนไพรพวกนั้น เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

ข้อเสียของหลี่มู่โจวคือ ชอบเป็นอาจารย์ พอได้ยินว่าจูจิ่นมีเรื่องจะขอให้เขาช่วยสอน หัวใจที่ใฝ่ประสาทวิชาความรู้ของหลี่มู่โจวก็พลันหวั่นไหว ยอมทำตามกำหนดการนี้อย่างยินดีปรีดายิ่ง

ทั้งสองคนเดินสนทนากันห่างออกไปไกล

ฮัวเฟยอู้มองหน้าเฉิงอวี้ “จูจิ่นเป็นภูตดอกไม้ สมุนไพรของโลกมนุษย์ มีต้นไหนบ้างที่เขาไม่รู้จัก? เห็นได้ชัดเลยว่าโก...”

คำว่า “โกหก” ยังไม่ทันหลุดจากปาก ฮัวเฟยอู้ที่นับว่าบุกฝ่ากลไกกับดักด้านสายลมจันทรามาสี่ปีกว่าเช่นกันพลันตระหนักในบัดดล สีหน้าตะลึงพรึงเพริด

เฉิงอวี้ถามว่า “เสี่ยวฮัวเป็นอะไรไป?”

เสี่ยวฮัวพูดว่า “สวรรค์ช่วย”

เฉิงอวี้พูดว่า “เสี่ยวฮัวใจเย็นๆ ก่อน”

เสี่ยวฮัวพูดว่า “สวรรค์ช่วยๆ”

เฉิงอวี้ยื่นน้ำชาเย็นชืดหนึ่งจอกให้เสี่ยวฮัวดื่มแก้ตกใจ

เสี่ยวฮัวรับจอกชามาพลางพูดว่า “จูจิ่นไม่รู้เรื่องที่หลี่มู่โจวหลงรักไซ่เจินเอ๋อร์แห่งหอเซียนสุบินมาตลอด ทั้งยังวางแผนจะช่วยไถ่ตัวให้นางสินะ?”

เฉิงอวี้พูดว่า “สวรรค์ช่วย”

เสี่ยวฮัวยื่นมือไปช่วยพยุงเฉิงอวี้

เฉิงอวี้พูดว่า “สวรรค์ช่วยๆ”

เสี่ยวฮัวคืนจอกชาในมือกลับไปให้เฉิงอวี้ดื่มแก้ตกใจ เฉิงอวี้เอามือค้ำโต๊ะพยุงตัวลงนั่ง “งั้นจูจิ่นของพวกเราจะทำยังไงดี?”

ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียดเนิ่นนาน

 

จูจิ่นตั้งใจจะกักตัวเฉิงอวี้สิบห้าวันเต็มๆ

เฉิงอวี้วาดๆ เขียนๆ อยู่ในร้านยาเหรินอาน บางครั้งยังนั่งมองหน้ากันกับเสี่ยวฮัวที่แวะมาเยี่ยมนาง คุยเล่นกันเล็กๆ น้อยๆ เรื่องสงสารจูจิ่น วันคืนจึงผ่านไปอย่างไม่ทรมานนัก พริบตาเดียว สิบวันได้ผ่านพ้นไป

เช้าตรู่วันนี้ หลีเสี่ยงรีบร้อนมาที่ร้านยาเหรินอาน บอกว่าเนื่องจากเทียนจื่อจะนำปวงขุนนางไปคลายร้อนที่วังแปรพระราชฐานอุทยานน้ำคดนอกเขตวังหลวง ไท่หวงไท่โฮ่วที่เสด็จไปด้วยทรงคิดถึงเฉิงอวี้ จึงมีพระราชเสาวนีย์ระบุให้เฉิงอวี้ตามเสด็จไปด้วย เช้าตรู่วันนี้ราชโองการได้ส่งมาถึงหอทศมาลี ฉะนั้นด้วยอานิสงส์ของไท่หวงไท่โฮ่วเหนียงเนี่ยง การกักตัวของเฉิงอวี้จึงสิ้นสุดลงก่อนกำหนด

เฉิงอวี้อ้าปากหาวผูกสายเสื้อยืนที่ด้านข้าง ปล่อยให้หลีเสี่ยงเก็บเสื้อผ้าของนางและอุปกรณ์หาเงินสะดึงปักผ้าหนึ่งอันกับสมุดคัดลอกเล่มเล็กสองสามเล่ม

เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เฉิงอวี้ดีใจมากนัก เพราะการตามเสด็จไท่หวงไท่โฮ่วไปที่วังแปรพระราชฐาน กับการถูกกักตัวอยู่ที่นี่ อย่างไหนจะสบายกว่ากัน เป็นเรื่องที่บอกได้ยากอย่างยิ่ง

 

เมื่อคืนนี้เฉิงอวี้คัดหนังสือจนดึกไปนิด วันนี้ตื่นแต่เช้าจึงง่วงมาก ตอนเดินตามหลีเสี่ยงออกจากหอไม้ไผ่ไปจนถึงห้องโถงใหญ่ที่หลี่มู่โจวนั่งตรวจไข้ ดวงตายังคงลืมไม่ค่อยจะขึ้น

เวลาสายพอสมควรแล้ว หลี่มู่โจวในห้องโถงกำลังตรวจชีพจรให้ชายชราผู้ป่วยรายหนึ่ง หลีเสี่ยงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าได้เข้าไปบอกลาและกล่าวขอบคุณท่านหมอเสียวหลี่ ส่วนเฉิงอวี้ที่ยังคงสัปหงกอยู่กำลังต่อสู้กับม่านประตูที่พันตัวนางไว้อยู่ข้างหลัง

มีคนผู้หนึ่งเข้ามาช่วยอีกแรง ช่วยแกะกระดุมที่ถูกตะขอเล็กๆ ของม่านประตูเกี่ยวอยู่ให้นาง เฉิงอวี้หลุดพ้นจากผ้าม่านมาได้ ก็หลับหูหลับตาประสานมือคารวะกล่าวขอบคุณทั้งที่ยังมองเห็นคนช่วยไม่ชัดตา

“ขอบคุณมากๆ”

ขอบคุณเสร็จแล้วค่อยนึกขึ้นได้ เงยหน้าขึ้นดูผู้มีพระคุณ พอได้ดู ความง่วงก็หายวับในบัดดล

สิบวันก่อนนางได้พบคนรู้จักเก่าก่อนสองคนบนถนนใต้เหลามยุราเยือน คนหนึ่งคือจี้หมิงเฟิงจี้ซื่อจื่อ อีกคนคือซื่อจื่อเฟยแรกสมรสของเขา เวลานี้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง ก็คือซื่อจื่อเฟยฉินซู่เหมยในชุดขาวตลอดร่างนั่นเอง

ฉินซู่เหมยเห็นเฉิงอวี้จำนางได้ ก็ยิ้มน้อยๆ เอ่ยปากเสียงนุ่มนวล “ไม่กี่วันก่อนได้พบท่านหญิงบนถนนอักษรจู เดิมทีควรจะเข้าไปถวายบังคม เพียงแต่สถานการณ์ค่อนข้างจะพิเศษ ทั้งยังฉุกละหุก มิคาดวันนี้กลับได้พบท่านหญิงในที่นี้ จึงขอเอาสะดวกถวายบังคมต่อท่านหญิงเพคะ ไม่ทราบว่าครึ่งปีกว่ามานี้ ท่านหญิงทรงสบายดีอยู่หรือไม่เพคะ?”

ฉินซู่เหมยคือผู้ที่ลี่ชวนหวางเยี่ยเขียนยืนยันด้วยตัวเองว่าโอบอ้อมอารี เป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือนผู้รู้กาลเทศะ การพูดการจาการจัดการเรื่องราวรอบคอบเป็นกันเองเสมอมา แต่แม้จะเพื่อความรอบคอบเป็นกันเอง ถ้อยคำที่นางกล่าวเหล่านี้ก็นับว่าถ่อมตัวเกินไปอยู่ดีสำหรับฐานะซื่อจื่อเฟยของนาง

แต่เฉิงอวี้มิได้สังเกตถึงเรื่องนี้ ใจจริงของนางไม่ต้องการเสวนากับใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับลี่ชวน ได้ฟังฉินซู่เหมยกล่าวทักทาย ก็ขมวดคิ้วแทบจะโดยสัญชาตญาณ แค่พูดกลบเกลื่อนอย่างขอไปทีว่า

“รบกวนซื่อจื่อเฟยระลึกถึง หงอวี้สบายดีทุกเรื่อง คิดว่าซื่อจื่อเฟยคงสบายดีอย่างยิ่งเช่นกัน เมื่อกี้นี้ขอบคุณท่านมาก” คิ้วขมวดอีกครั้งโดยอัตโนมัติ “แต่ตอนนี้ข้ามีธุระด่วนบางอย่าง ต้องขอตัวไปก่อนหนึ่งก้าวแล้ว” พูดพลางเท้าได้ก้าวออกไปแล้วสองสามก้าว

สีหน้าฉินซู่เหมยตกใจนิดๆ เฉิงอวี้ย่อมจะมองไม่เห็น แต่ได้ยินนางไล่ถามมาจากข้างหลังว่า

“ท่านหญิงตรัสเช่นนี้ คือทรงไม่อาลัยอาวรณ์ต่อลี่ชวนแม้สักนิดจริงๆ หรือเพคะ?”

เฉิงอวี้ชะงักเท้าเล็กน้อย สุดท้ายไม่ได้รั้งอยู่ และมิได้ปฏิเสธคำถามของฉินซู่เหมย ตอนก้มหน้าก้าวออกจากร้านยาเหรินอานได้ชนเข้าใส่คนอื่น นางก้มหน้าหลีกทางให้คนที่เดินเข้ามา ปากหลับหูหลับตากล่าวขอโทษไปสองสามคำ แล้วเดินเฉียดผ่านคนผู้นั้นไป

นางมิได้สังเกตเห็นว่าผู้ที่ถูกนางชนใส่คือจี้หมิงเฟิง

จี้หมิงเฟิงเพิ่งเข้ามาในร้านยาเหรินอานก็ถูกเฉิงอวี้ชนเข้าใส่เต็มรัก มือขวาของเขาช่วยพยุงอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ ตอนคลายมือค่อยพบว่าผู้ที่ชนใส่เขาคือใคร จึงตะลึงค้างอยู่ตรงนั้นไปชั่วขณะ จนกระทั่งเฉิงอวี้เดินไปถึงร้านภาพวาดภาพอักษรที่อยู่ติดกัน จี้หมิงเฟิงค่อยเหลือบสายตาขึ้นมองเงาหลังของนางราวกับเพิ่งจะได้สติกระนั้น

ไม่กี่วันก่อนฉินซู่เหมยบาดเจ็บที่ขา จึงมาที่ร้านยาเหรินอานเพื่อตรวจดูขาที่บาดเจ็บ เวลานี้ขาข้างหนึ่งของนางยังคงเดินไม่สะดวกนัก เดินช้าๆ ไปจนถึงตรงหน้าจี้หมิงเฟิง วิเคราะห์สีหน้าของเขา กล่าวเบาๆ ว่า

“ดูเหมือนท่านหญิงจะทรงเข้าใจหม่อมฉันผิดอยู่เล็กน้อยเพคะ” แล้วเอ่ยช้าๆ อย่างครุ่นคิด “เกรงว่าท่านหญิงจะทรงมีธุระด่วนอะไรจริงๆ จึงได้รีบร้อนขอตัวเช่นนี้ ซึ่งไม่แน่ว่าจะกำลังหลบหน้าหม่อมฉัน หรือหลบหน้าซื่อจื่อเพคะ”

จี้หมิงเฟิงหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยตอบที่นางกล่าว ร่างสูงที่มองดูเงาหลังของเฉิงอวี้ราวกับต้นไม้หยก แต่เป็นต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมชะง่อนผา ความรู้สึกโดดเดี่ยวแผ่ซ่านออกมาจากภายในกาย

 

เฉิงอวี้เร่งเดินอย่างรีบร้อน หมายจะรุดไปที่ห้องหยกงาม เนื่องจากในที่สุดนางก็นึกเรื่องที่ก่อนจะถูกกักตัว นางรับปากเหลียนซานเอาไว้ว่าจะพาเขาไปเที่ยวเหลาเดือนละสิบครั้งขึ้นมาได้ แต่ช่วงหลายวันที่ถูกกักตัวนี้ นางร่วมกับเสี่ยวฮัวเป็นกังวลเรื่องจูจิ่นกับหลี่มู่โจวอยู่ทุกวัน จนนางลืมเรื่องนี้ไปเสียได้

เหลียนซานผู้นี้ ทั้งเรื่องมากและเอาใจยาก นิสัยยังไม่ค่อยดีอีกด้วย นางเงียบหายไร้ข่าวคราวถึงสิบวันเต็มๆ เขาต้องจดบัญชีนางอีกหนึ่งรายการเป็นแน่ นึกถึงตรงนี้นางอดห่อเหี่ยวใจไม่ได้ ความจริงนางเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าควรจะไปหาเขาที่ไหนดี มีเพียงห้องหยกงามที่เดียวนี้เท่านั้นที่นางรู้สึกว่าถ้านางไป เขาน่าจะสามารถรู้ได้

ระหว่างกักตัวยังไม่รู้สึกนัก และไม่ค่อยนึกถึงเหลียนซานสักเท่าไร แต่ทันทีที่ถูกปล่อยตัวออกมา ยืนอยู่บนถนนใหญ่ที่ผู้คนไปมาคลาคล่ำแห่งนี้ ได้มองเห็นทิวทัศน์บนถนนที่ไม่ได้เห็นมานานนี้ ภาพแรกที่แวบเข้าสู่สมอง กลับเป็นภาพเมื่อวันนั้นใต้เหลาเสี่ยวเจียงตงที่เขาขวางทางเดินของนาง ครั้นนางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเขาอมยิ้มน้อยๆ

นางไม่เคยคิดเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ในใจอดหวั่นไหวไม่ได้ ถอนหายใจเฮือกรีบเร่งฝีเท้าไปพลาง นึกอยากจะมีโชคดีอย่างเมื่อก่อน ที่แค่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยบนถนนก็สามารถเจอเขาโดยบังเอิญได้อีกครั้งไปพลาง

 

ผลคือไม่ได้พบเหลียนซาน แต่กลับได้พบสาวใช้ของเหลียนซานแทนที่หน้าร้านผ้าไหมห่างจากร้านยาเหรินอานออกไปห้าร้อยก้าว

ทั้งสองคนต่างตกตะลึงกันไปชั่ววูบ

ตอนที่เทียนปู้ได้พบเฉิงอวี้เป็นครั้งแรก ก็ตะลึงพรึงเพริดอยู่แล้ว ได้พบอีกครั้งยังคงตะลึงพรึงเพริดเช่นเดิม แต่เหตุผลที่ตะลึงพรึงเพริดครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน เทียนปู้มองสำรวจเฉิงอวี้ขึ้นๆ ลงๆ สามรอบเต็มๆ ค่อยเอ่ยปากช้าๆ

“อวี้...กูเหนี่ยง?”

วันนี้เฉิงอวี้สวมชุดเสื้อกระโปรงสีขาว เพื่อความสะดวกสบาย แค่ให้หลีเสี่ยงถักผมนางเป็นผมเปียง่ายๆ แล้วเสียบปิ่นหยกขาวไว้บนผมเปียอันสองอัน

แม้จะแต่งตัวอย่างเรียบง่าย แต่ขอเพียงตาไม่บอด ก็สามารถดูออกได้ว่านี่คือเด็กสาว ไม่ใช่เด็กหนุ่ม

เฉิงอวี้ดีใจมากที่เทียนปู้จำนางได้ กวาดตามองรอบตัวเทียนปู้ในรัศมีหลายจ้างไปหนึ่งรอบ มองไม่เห็นเหลียนซาน ก็ผิดหวังเล็กน้อย แล้วถามยืนยันจากเทียนปู้ว่า

“เหลียนซานเกอเกอไม่อยู่หรือ?”

เทียนปู้เอ่ยตอบนางอย่างเหมาะสมว่า “คุณชายไม่อยู่ หนูปี้มาเดินเล่นเพียงคนเดียวที่ร้านผ้าไหมเพื่อซื้อผ้าเล็กน้อยเจ้าค่ะ อวี้กูเหนี่ยงมีธุระต้องการพบคุณชายหรือเจ้าคะ?” พลางถอนหายใจอยู่ในใจ : เป็นเด็กสาวดอกหรือ ในที่สุดใจที่ตุ๊มๆ ต่อมๆ มาตลอดตั้งแต่ได้พบเฉิงอวี้ที่เหลามยุราเยือนครั้งก่อนก็ค่อยโล่งอกได้เสียที

ความจริงเทียนปู้ดูออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า เหลียนซานปฏิบัติต่อเฉิงอวี้แตกต่างออกไป ฝ่าบาทสามปฏิบัติต่อเด็กหนุ่มผู้หนึ่งแตกต่างออกไปเช่นนั้น ทำให้หลายวันมานี้เทียนปู้ที่เป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์นึกถึงทีไรเป็นต้องเครียดจัดทุกครั้งไป วันนี้ได้ทราบเป็นครั้งแรกว่าที่แท้เฉิงอวี้คือกูเหนี่ยง เฉิงอวี้คือกูเหนี่ยง เรื่องนี้ช่างขอบคุณเทวดาฟ้าดินโดยแท้!

เฉิงอวี้หาได้ทราบถึงความปั่นป่วนของคลื่นลมภายในใจเทียนปู้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงพริบตาเดียวนี้ คิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

“เดิมทีข้าตั้งใจจะไปหาเหลียนซานเกอเกอที่ห้องหยกงาม ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเจี่ยเจียเข้าที่นี่ อย่างนั้นรบกวนเจี่ยเจียช่วยนำคำพูดไปบอกต่อเหลียนซานเกอเกอให้หน่อยก็แล้วกัน บอกไปว่าข้า...” นางงอนิ้วชี้เขี่ยแก้มเบาๆ เหมือนรู้สึกกระดากนิดๆ “บอกไปว่าข้าถูกกักตัวอยู่สิบวัน วันนี้เพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกมา” นางช้อนสายตาขึ้นมองเทียนปู้ ตอนที่เอ่ยได้หลุบแพขนตาลงอีกครั้ง เหมือนไม่ค่อยแน่ใจนัก “อยากจะชวนเขาไปเที่ยวเหลาในวันพรุ่งนี้ ไม่ทราบว่าเขามีเวลาว่างหรือไม่”

สายตาของเทียนปู้ถูกกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของเฉิงอวี้ดึงดูดไปทั้งหมด เฉิงอวี้แต่งกายแบบเด็กสาวเช่นนี้ ปลายคิ้วหางตาล้วนแต่เป็นสีหน้าที่สดใสเปี่ยมชีวิตชีวา ทำให้เทียนปู้เผลอมองเพลินอย่างลืมตัว ในใจอดคิดไม่ได้ว่ากูเหนี่ยงผู้นี้หน้าตาน่ามองปานนี้ ต่อให้ฝ่าบาทสามจะปฏิบัติต่อนางต่างออกไปจริงๆ นางก็คู่ควรต่อความต่างนี้อย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ชาติกำเนิดของนางไม่ค่อยคู่ควรกับฝ่าบาทสามนักก็จริง แต่เทพธิดาเหล่านั้น ทั้งที่เป็นเทพเซียน แต่หน้าตากลับงดงามสู้มนุษย์ผู้หนึ่งยังไม่ได้ จะคู่ควรกับฝ่าบาทสามได้จริงๆ หรือไร? ก็ไม่แน่นักเช่นกัน

ภายในใจของเทียนปู้กำลังแสดงฉากโต้วาที แต่หูยังอุตส่าห์ได้ยินชัดเจนว่าเฉิงอวี้กำลังพูดว่าอะไร ยังคงสามารถกล่าวตอบเฉิงอวี้ได้อย่างตรงประเด็นว่า

“ไม่กี่วันมานี้คุณชายต่างยุ่งมาก ยากยิ่งจะได้พบตัวท่าน พรุ่งนี้จะมีเวลาว่างหรือไม่นั้นเห็นจะบอกได้ยากอยู่ ต้องถามคุณชายดูจึงจะทราบ หนูปี้จะหาโอกาสไปลองถามคุณชายดูก็แล้วกันเจ้าค่ะ ไว้ได้รับจดหมายอนุญาตแล้วค่อยมาแจ้งต่ออวี้กูเหนี่ยง?”

เฉิงอวี้ตะลึงลาน กล่าวเสียงหงอยนิดๆ “งั้นก็แปลว่าเขาไม่ว่างน่ะสิ” ขมวดคิ้วขบคิด นางประนีประนอมว่า “อย่างนั้น...อย่างนั้นไม่กำหนดวันเป็นพรุ่งนี้ก็แล้วกัน กระชั้นชิดเกินไป ทั้งเจี่ยเจียยังต้องเหนื่อยไปกลับแจ้งคำตอบอีก อีกไม่กี่วันข้าต้องไปเยี่ยม...ย่าของข้า ความจริงสี่ห้าวันนี้ข้าว่างตลอด หากเหลียนซานเกอเกอมีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็ส่งคนมา...” นางนิ่งคิดอีกครั้ง เหลียวกลับไปมองป้ายร้านยาเหรินอานแวบหนึ่ง ชี้ไปที่ประตูร้านหมอใต้แสงอรุณพลางกล่าวว่า “ก็มาแจ้งข้าที่ร้านยาเหรินอานสักคำก็แล้วกัน”

คิดทบทวนไปหนึ่งรอบ เหมือนรู้สึกว่าวิธีนี้เหมาะสมดีมากกระนั้น จึงอมยิ้มให้เทียนปู้

“เจี่ยเจียบอกเหลียนซานเกอเกอไปอย่างนี้ก็แล้วกันนะ”

 
<>::<>::<>



[1] “ซ่างซู” คือ 1 ใน 5 คัมภีร์ของลัทธิขงจื๊อ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน “กู่เหวินซ่างซู” หมายถึง คัมภีร์ซ่างซูที่เขียนด้วยอักษรจีนโบราณ
[2] ข่ายซู คือ รูปแบบตัวอักษรจีนที่ได้ชื่อว่าสวยสมดุลที่สุด

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:34

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น