หัวข้อ : บทที่เจ็ด (2)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:34

บทที่เจ็ด (2)

 

หลีเสี่ยงรอท่านหญิงของนางอยู่ไม่ห่างจากร้านผ้าไหมเท่าไรนัก ถึงแม้เสียงที่เฉิงอวี้สนทนากับเทียนปู้จะเบา แต่หลีเสี่ยงคือภูต อย่างไรหูก็ดีกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่บ้าง

ราชวงศ์ต้าซีเป็นราชวงศ์ที่บรรพบุรุษเคยปรากฏฮ่องเต้หญิงมาก่อน มาถึงรัชสมัยของเสด็จปู่ของเฉิงอวิ๋น เทียนจื่อรัชกาลปัจจุบัน ในราชสำนักยังมีขุนนางหญิงที่กุมอำนาจสูงหลายนางอีกด้วย แม้ว่าเมื่อมาถึงรัชสมัยของเตี่ยของเฉิงอวิ๋น บรรดาขุนนางหญิงจะต่างถูกเตี่ยของเขากวาดไปอยู่วังหลังทั้งหมด แต่จนถึงวันนี้ ฐานะของสตรีในราชวงศ์ต้าซียังคงสูงยิ่ง ในเรื่องการคบหาดูใจระหว่างชายหญิง ทุกคนต่างไม่ปิดกั้น ต่างมองอย่างเปิดใจยิ่งกันทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้ เมื่อหลีเสี่ยงฟังจนเข้าใจว่าดูเหมือนพักนี้ท่านหญิงของนางได้คบค้ากับคุณชายสูงศักดิ์คนใดสักคน นางจึงมิได้ใส่ใจอะไร ตรงกันข้ามจี้หมิงเฟิงท่านชายจี้ซึ่งยืนอยู่หน้าประตูร้านยาเหรินอานดุจต้นไม้หยกอันโดดเดี่ยวต่างหากที่ทำให้หลีเสี่ยงเลิกคิ้ว

“ท่านผู้นี้คือจี้ซื่อจื่อแห่งวังลี่ชวนหวางใช่หรือไม่?” นางเดินทอดฝีเท้าสองสามก้าวไปถึงตรงหน้าจี้หมิงเฟิง ย่อกายถวายบังคมเขาอย่างขอไปที

 

จวบจนหลีเสี่ยงจากไป ฉินซู่เหมยยังคงประหลาดใจอย่างมากอยู่เช่นเดิมที่จี้หมิงเฟิงยอมให้สาวใช้นางหนึ่งมาพูดจาสามหาวใส่หน้าเขาเช่นนี้

เมื่อแรกสถาปนาราชวงศ์ต้าซี ได้มีการแต่งตั้งเจ้าชายแดนต่างแซ่หกพระองค์ ล่วงมาถึงปัจจุบัน ได้หลงเหลือเพียงตระกูลจี้แห่งลี่ชวนสายเดียว

จี้หมิงเฟิงคือโอรสที่ประสูติแต่หวางเฟยซึ่งลี่ชวนหวางองค์ปัจจุบันพึ่งพาให้ความสำคัญมากที่สุด คือบุตรหลานรุ่นที่สิบสี่ของตระกูลจี้แห่งลี่ชวน

บิดาของฉินซู่เหมยคือเสมียนของทางวัง นางโตมาด้วยกันกับจี้หมิงเฟิงตั้งแต่ยังเด็ก นับตั้งแต่รู้ความ ก็เริ่มนับถือเทิดทูนจี้หมิงเฟิง ภายในใจของฉินซู่เหมย จี้หมิงเฟิงองอาจสง่างามดุจแสงอุษารัศมีจันทร์ เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ คืออัจฉริยะผู้โดดเด่นที่สุดแห่งยุค ถึงขั้นในบางครั้งนางรู้สึกว่า หากลี่ชวนมีปราณทิพย์อยู่สิบส่วน ปราณทิพย์ทั้งสิบส่วนนี้ก็รวมกันอยู่ที่ตัวจี้หมิงเฟิงเพียงคนเดียวทั้งหมด เพียงแต่คาดว่าตอนที่ท่านชายจี้ซึ่งเกิดขึ้นจากปราณทิพย์สิบส่วนผู้นี้ประสูติ ได้ขาดไปแต่เพียงไออุ่นแห่งดวงตะวัน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดมามีอุปนิสัยเย็นชาดุจน้ำแข็ง

อาจเป็นเพราะเตี่ยของเขาเป็นคนทุ่มเทในความรัก และเคยพลาดพลั้งเพราะความรักมาก่อน ท่านชายจี้ที่เย็นชาดุจน้ำแข็งจึงชิงชังพักตร์ชาดพาพลาดพลั้งมากที่สุดในชีวิต ความไม่สนใจต่อสตรีมิได้ต่างอะไรเลยกับหลวงจีน หญิงสาวที่สามารถสนิทสนมกับจี้ซื่อจื่อ จากที่ฉินซู่เหมยจำได้ มีเพียงแค่สามคน คนหนึ่งคือนาง คนหนึ่งคือหงอวี้จวิ้นจู่ เฉิงอวี้ ยังมีในภายหลังอีกคนคือนั่วฮู่เจิน

จากที่นางทราบ วาสนาระหว่างท่านหญิงหงอวี้กับท่านชายจี้ เริ่มต้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว เวลานั้นขณะที่ท่านหญิงหงอวี้ท่องเที่ยวลี่ชวนก็ได้พบกับโจรร้ายเข้า พลัดหลงกับคนในครอบครัว ถูกท่านชายจี้ที่ผ่านทางมายื่นมือเข้าช่วยเหลือ และช่วยพาเข้าสู่วังลี่ชวนหวาง

ในความทรงจำของฉินซู่เหมย หลังจากที่ท่านหญิงผู้นี้ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้นับถือชื่นชมท่านชายจี้อย่างยิ่งอยู่พักใหญ่มาก ไม่ว่าท่านชายจะไปที่ใด ท่านหญิงมักจะชอบติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ พร่ำพูดว่าซื่อจื่อเกอเกออย่างนั้นซื่อจื่อเกอเกออย่างนี้ ท่านชายไม่แยแสสนใจท่านหญิง ท่านหญิงก็มิได้โกรธเคืองอะไร

เมื่อถูกท่านหญิงเซ้าซี้มากเข้า ต่อมาดูเหมือนท่านชายจะเคยสนิทสนมกับท่านหญิงอยู่พักหนึ่งเช่นกัน แต่ช่วงเวลานั้นมิได้ยาวนานนัก

หลังจากนั้นไม่นานท่านชายก็ช่วยชีวิตกูเหนี่ยงต่างเผ่านั่วฮู่เจินผู้นั้นและพากลับมา ท่านชายดูแลนั่วฮู่กูเหนี่ยงอย่างดีเป็นพิเศษ ต่อมาได้ห่างเหินกับท่านหญิงมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนท่านหญิงจะเสียใจอย่างมากอยู่พักหนึ่ง

ต่อจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์สุสานโบราณหนานหร่าน ไม่ทราบว่าท่านหญิงผู้นี้ไปทำอะไรเข้า ทำให้ท่านชายที่มุ่งมั่นคิดแต่จะพิชิตหนานหร่านโกรธจัด ความโกรธของท่านชายในคืนนั้น แม้แต่ตัวนางเองยังเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต กลับขังตัวท่านหญิงที่ก่อเรื่องเอาไว้ในวัง

ต่อจากนั้นอีก ก็คือท่านหญิงได้จากไปโดยไม่ลา

หลังจากนั้นมา ฉินซู่เหมยก็ค่อยโล่งใจ ไม่ได้คิดว่าจี้หมิงเฟิงมีความคิดอื่นใดต่อเฉิงอวี้ ในบางครั้งนางยังคิดอีกด้วยว่า ไม่ว่าในตอนแรกเริ่มจะมีความรักหรือไม่ ถึงตอนที่เฉิงอวี้ไปจากลี่ชวน จะมากจะน้อยจี้หมิงเฟิงน่าจะรู้สึกชิงชังรังเกียจเฉิงอวี้อยู่บ้างแล้ว หากไม่ใช่เช่นนั้น ในคืนที่พบว่าเฉิงอวี้จากไปโดยไม่ลา เหตุใดเขาจึงปราศจากสีหน้าใดๆ ทั้งสิ้น แสดงออกอย่างสงบนิ่งเช่นนั้นเล่า? อีกทั้งหลังจากนั้นเขายังไม่เคยส่งคนไปค้นหาตัวเฉิงอวี้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นภายในวังลี่ชวนหวางกว่าครึ่งปีมานี้ เขายังไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยถึงท่านหญิงผู้ซึ่งเคยพำนักอยู่ในวังมาครึ่งปีผู้นี้เลยอีกด้วย

แต่เข้าเมืองหลวงครั้งนี้ เมื่อได้พบกับท่านหญิงหงอวี้ผู้นั้นอีกครั้ง ท่าทีของท่านชายกลับทำให้ภายในใจของฉินซู่เหมยเกิดระลอกคลื่นปั่นป่วนในบัดดล รู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่าที่ผ่านมามีบางเรื่อง ซึ่งนางอาจจะไม่เคยสังเกต หรืออาจจะเคยสังเกต นางมองเห็นไม่กระจ่างแจ้งพอ

เสียงต่อว่าต่อขานอย่างคุกคามขู่เข็ญของสาวใช้หน้าตาสะสวยเมื่อครู่นี้ ได้ดังขึ้นในห้วงสมองของนางอีกครั้ง

“ตอนท่านหญิงพลัดหลงอยู่ที่ลี่ชวน เคราะห์ดีที่ได้ซื่อจื่อช่วยเหลือด้วยคุณธรรม ทั้งยังอนุญาตให้ท่านหญิงพำนักที่วังลี่ชวนหวางถึงครึ่งปี พวกข้าหอทศมาลีรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก เดิมทีควรจะตอบแทนบุญคุณอย่างใหญ่หลวง แต่เหตุการณ์สุสานโบราณหนานหร่าน ทางวังท่านกลับไร้คุณธรรม เห็นท่านหญิงของพวกข้าตกยากอยู่ที่วังเพียงลำพัง จึงใช้ถ้อยคำรุนแรงดูหมิ่นเหยียดหยามนาง ทั้งยังใช้อำนาจบังคับกดขี่นาง ช่างรังแกกันโดยแท้ แต่บุญคุณและความแค้นล้วนใหญ่หลวง ถือว่าต่างชดเชยกันไปเถิด เรื่องเหล่านี้พวกข้าหอทศมาลีจะไม่ถือสาเอาความอีก เพียงหวังว่าต่อไปหากซื่อจื่อได้พบท่านหญิงของพวกข้าอีก จะเห็นท่านหญิงเป็นเพียงคนแปลกหน้าผ่านทางเช่นดั่งในวันนี้เท่านั้น บังเอิญว่าท่านหญิงของพวกข้าเองก็คิดเพียงต้องการให้นางกับพวกท่านคนจากลี่ชวน ต่างย้อนกลับไปเป็นคนแปลกหน้าผ่านทางต่อกันเช่นกัน...”

ท่านชายกลับมิได้โกรธเกรี้ยว เพียงแค่กล่าวขัดนางว่า

“เจ้าบอกว่า นางต้องการให้นางกับข้าย้อนกลับไปเป็นคนแปลกหน้าผ่านทางต่อกัน?”

สาวใช้ปากคอเราะรายผู้นั้นแค่นหัวเราะเย็นชา

“ท่านหญิงของพวกข้าอยู่ข้างหน้านี่เอง หากซื่อจื่อคิดว่าข้าพูดเท็จ มิสู้เข้าไปถามจากตัวนางเองโดยตรงเป็นอย่างไร?”

ท่านชายนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ที่หน้าร้านผ้าไหม เฉิงอวี้จบการสนทนากับผู้อื่นเรียบร้อยแล้ว มิได้หันกลับมา เดินมุ่งหน้าไปยังมุมถนนข้างหน้าเพียงลำพัง สาวใช้นางนั้นจึงแค่นเสียงใส่พวกเขา จากนั้นวิ่งเหยาะๆ ตามไป ตลอดเวลานี้จี้หมิงเฟิงไม่ได้เอ่ยอะไรเลยสักคำ

ทั้งสองคนยืนอยู่ตรงนั้นนานมาก จนมองเห็นเฉิงอวี้กับสาวใช้นางนั้นต่างหายลับไปกับมุมถนน ก็ยังคงยืนต่ออีกครู่หนึ่ง จี้หมิงเฟิงค่อยพานางเข้าไปในร้านหมอ

ระหว่างท่านชายจี้กับท่านหญิงหงอวี้เป็นอย่างไรกันแน่ เดิมทีฉินซู่เหมยหลงเข้าใจว่าตัวนางมองออกอย่างกระจ่างแจ้ง ยามนี้กลับรู้สึกว่าช่างน่าสับสนงุนงงเลือนรางพร่ามัวเสียแล้ว

บางทีตั้งแต่แรกแล้ว ที่น่าสับสนงุนงงหาใช่ระหว่างพวกเขาเคยเกิดเรื่องใด ฉินซู่เหมยคิดในใจ

ที่น่าสับสนงุนงง มีเพียงท่าทีของจี้หมิงเฟิงเท่านั้น

 

ตอนที่เทียนปู้กลับถึงคฤหาสน์ ได้ยินสาวใช้บอกว่า องค์หญิงเยียนหลานแวะมาที่คฤหาสน์ กำลังเล่นหมากล้อมกับฝ่าบาทสามอยู่ในห้องทำงาน เทียนปู้ตกตะลึง

เมื่อครู่ก่อนตอนอยู่ที่ร้านผ้าไหม เทียนปู้มิได้โกหกเฉิงอวี้แต่อย่างใด ไม่กี่วันมานี้ฝ่าบาทสามออกไปกลางดึกทุกคืนกลับมามืดค่ำทุกวัน ไม่ทราบกำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่ พักผ่อนในคฤหาสน์ก็แค่ก่อนหลังยามอู่[1]เพียงหนึ่งถึงสองชั่วยามเท่านั้น แม้องค์หญิงเยียนหลานจะเคยแวะมาหาฝ่าบาทสามเป็นหลายครั้ง แต่ล้วนคลาดกันไปเสียทุกครั้ง วันนี้ในช่วงเวลานี้เขากลับอยู่ที่คฤหาสน์ เทียนปู้รู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งเช่นกัน

ตอนที่เด็กสาวรับใช้ซึ่งคอยรับใช้อยู่ในห้องทำงานออกมาเปลี่ยนน้ำชา ได้แอบรายงานเทียนปู้ว่า ครั้งนี้องค์หญิงมาขอให้ช่วยเขียนข้อความ องค์หญิงนำภาพ “ผีเสื้อพิศวาสมาลี” มาหนึ่งภาพ ได้ยื่นภาพที่ดุจมีชีวิตมาร้องขอให้คุณชายช่วยเขียนข้อความให้สักหน่อย เดิมทีดูเหมือนองค์หญิงจะกระตือรือร้นอย่างมาก ยังช่วยฝนหมึกจุ่มพู่กันให้คุณชายอีกด้วย คุณชายเหมือนจะกระตือรือร้นมิใช่น้อยเช่นกัน องค์หญิงขอให้ท่านช่วยเขียนข้อความ ท่านก็เขียนให้

สาวใช้บอกว่า นางไม่รู้หนังสือ จึงไม่ทราบว่าคุณชายเขียนว่าอะไร เพียงเห็นว่าตัวอักษรเหล่านั้นดุจงูมังกรเยื้องย่าง รูปร่างไม่ธรรมดา เป็นตัวอักษรที่งดงามมาก คุณชายยังเขียนตั้งสี่แถวเต็มๆ นางคิดว่าองค์หญิงน่าจะดีใจ แต่องค์หญิงอ่านข้อความสี่แถวนั้นจบ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนักทันที ม้วนเก็บภาพเงียบๆ ดื่มน้ำชาไปหนึ่งจอก แล้วทำท่าจะพูดแต่ไม่พูดอีกชั่วน้ำชาหนึ่งจอก สุดท้ายกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงขอให้คุณชายช่วยเล่นหมากล้อมกับท่านต่อสักกระดาน จากที่นางจำได้ เรื่องที่องค์หญิงเยียนหลานร้องขอ น้อยมากที่คุณชายจะไม่ทำให้ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงเล่นหมากล้อมกันตลอดมาจนถึงตอนนี้

เด็กสาวรับใช้รายงานเหมือนผู้เล่าเรื่องกำลังเล่านิทานให้เทียนปู้ฟังจบแล้ว ก็พูดเชิงประท้วงแทนคุณชายของตน

“องค์หญิงทรงต้องการสิ่งใด คุณชายก็ตามพระทัยทุกอย่างแล้ว แต่สีพระพักตร์ขององค์หญิงกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย” นางแอบบอกเทียนปู้ “หนูปี้รู้สึกว่า พระนิสัยขององค์หญิงชักจะแปลกขึ้นทุกทีแล้วเจ้าค่ะ”

เทียนปู้ถอนหายใจ เรื่องที่สาวใช้รายงานนี้ เห็นได้ชัดว่าเยียนหลานใช้ภาพสื่อใจ ผลคือบุปผามีใจธารากลับไร้ใจ ดังนั้นบุปผาจึงได้แต่ชอกช้ำใจเท่านั้น นี่กลับทำให้นางนึกถึงเรื่องเก่าก่อนเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

คราครั้งนั้นตอนที่ฉางอีหลงรักซางจี๋ ได้อดทนจนร่างกายดุจไม้เฉา หัวใจดุจเถ้าถ่าน ก็เคยวาดภาพ “กระจ้อยวสันต์ขับขาน ณ หอห้อง” หนึ่งภาพขอให้ซางจี๋ช่วยเขียนข้อความเช่นกัน

ใช้ “กระจ้อยวสันต์ขับขาน ณ หอห้อง[2]” เปรียบเปรยถึงความรักเฉกหญิงสาวในหอห้องที่นางมีต่อซางจี๋ ออกจะสุภาพเกินไปโดยแท้ และอ้อมค้อมเกินไปหนักมาก จึงไม่อาจโทษซางจี๋ที่ดูไม่ออก และดันเขียนข้อความไว้บนนั้นว่า “กระจ้อยวสันต์ร้องยินดี ต้นหลิวเขียวขจีผลิใบใหม่ สายลมอรุณรำเพยไซร้ ฟ้าครามกว้างใหญ่สว่างพลัน”

ฉางอีซุกคำกลอนบทนี้กลับไปตีความไปตีความมา ก็ตีความออกมาได้ความหมายแค่ว่า ภาพสื่อใจภาพนี้คงจะไปกระตุ้นปณิธานอันยิ่งใหญ่อะไรของซางจี๋เข้า ทำให้เขาคิดจะกวาดล้างทั่วทั้งแปดดินแดนสร้างฟ้าดินที่กระจ่างสดใสขึ้นมาใหม่เฉกเช่นสายลมรุ่งอรุณเท่านั้น...

ฉางอีช้ำใจยิ่ง

เทียนปู้ใจลอยไปชั่ววูบ แอบคิดในใจว่าหลังจากฉางอีกลายเป็นมนุษย์ อย่างอื่นต่างลืมเลือนไปหมดสิ้น นิสัยได้เปลี่ยนไปมากเช่นกัน อย่างเดียวที่ยังคงไว้ กลับเป็นมารยาเล็กๆ ที่ชอบใช้ภาพวาดสื่อใจ ช่างชวนให้ถอนหายใจโดยแท้

 

เยียนหลานยังคงใช้เวลากับเหลียนซ่งอยู่ในห้องทำงาน

เมื่อแรกเข้าสู่โลกมนุษย์แห่งนี้ ฝ่าบาทสามก็กำชับไว้ว่าให้นางเฝ้าดูเยียนหลานมากๆ หน่อย เทียนปู้ขบคิด เช่นนั้นก็หมายความว่าทุกการกระทำของเยียนหลาน นางควรจะทราบกระจ่างทั้งหมด อย่างนั้นวันนี้เยียนหลานให้ดูภาพอะไร ฝ่าบาทสามเขียนข้อความว่าอย่างไร ดูเหมือนนางควรจะทำความเข้าใจสักหน่อยเช่นกัน

เด็กสาวรับใช้อุบอิบอยู่ข้างๆ ว่า “ตอนนั้นหลานเวิ่นเจี่ยเจียเป็นคนปรนนิบัติหมึกพู่กันอยู่ข้างๆ คุณชายเจ้าค่ะ” หลานเวิ่นคือสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติเรื่องหมึกพู่กันหน้าโต๊ะของเหลียนซาน

หลานเวิ่นมาถึงตรงหน้าเทียนปู้ สีหน้าสับสนอย่างยิ่ง จัดแจงปูพื้นให้เทียนปู้ก่อน

“ในตอนนั้น...องค์หญิงเยียนหลานทรงกางภาพออกตรัสขอให้คุณชายช่วยเขียนข้อความ เป็นภาพ ‘ผีเสื้อพิศวาสมาลี’ ผีเสื้อเริงเล่นดอกไห่ถังสารท คือผลงานชิ้นเอกของหลิวจื่อหลงท่านบัณฑิตหลิวแห่งรัชกาลก่อน คุณชายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ถามองค์หญิงว่าให้เขียนอะไร องค์หญิงตรัสอย่างอ้อมค้อมว่าเขียนคำอธิบายสำหรับภาพนี้สักหน่อยก็ได้แล้ว”

เทียนปู้พยักหน้า “‘ผีเสื้อพิศวาสมาลี’ หากใส่บทกลอนอธิบาย ย่อมควรจะใส่บทกลอนพิศวาสว่าผีเสื้อหลงรักดอกไม้สารทเช่นไรสักสองประโยค” นางนึกนับถือเยียนหลานอยู่ในใจ การบอกเป็นนัยนี้ใจกล้าเอาการ ด้วยนิสัยของเยียนหลาน คงจะรวบรวมความกล้าอยู่นานมากกว่าจะสามารถทำถึงขั้นนี้ได้ เทียนปู้อดอยากรู้ไม่ได้ว่าฝ่าบาทสามเขียนว่าอะไรกันแน่ ถึงทำให้เยียนหลานหน้าเปลี่ยนสีในทันทีได้ นางถามหลานเวิ่น “เจ้ารับใช้อยู่ด้านข้าง ได้มองเห็นหรือเปล่าว่าคุณชายเขียนว่าอะไร?”

หลานเวิ่นเท้าความอย่างหวังดี

“เมื่อกี้หนูปี้ได้บอกไปหรือเปล่าเจ้าคะว่า ที่ภาพนั้นวาดคือภาพดอกไห่ถังสารท?”

เทียนปู้ไม่เข้าใจ “เจ้าบอกแล้ว แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับดอกไห่ถังสารทหรือ?”

หลานเวิ่นจึงท่องออกมาด้วยสีหน้าเรียบสนิท

“ไห่ถังสารท เป็นไม้พุ่ม ออกดอกเดือนเจ็ด ออกผลเดือนแปด หัวใช้เป็นยาได้ โดยมากใช้รักษาอาการไอเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล อาการฟกช้ำ”

สีหน้าเทียนปู้ค่อยๆ เคร่งเครียด “เจ้าอย่าบอกนะว่าพวกมันคือ...” นางไม่ได้กล่าวจนจบ

หลานเวิ่นนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “เจ้าค่ะ” มีสีหน้าสงสาร “ก็คือคำอธิบายที่คุณชายเขียนให้ภาพวาดภาพนั้น” แล้วเสริมว่า “ดังนั้นองค์หญิงทอดพระเนตรแล้วสีพระพักตร์จึงไม่สู้ดีนัก”

“......” เทียนปู้ถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

 

ในเมื่อเทียนปู้กลับมาแล้ว ข้างกายเหลียนซานย่อมต้องเป็นนางไปคอยรับใช้ เพิ่งจะเปลี่ยนน้ำชาร้อนให้เขาสองคน การเล่นหมากล้อมบนโต๊ะก็จบลง เจ้าหญิงคิดจะกล่าวลา เทียนปู้สังเกตเห็นว่าในสีหน้าตอนกล่าวลาของเจ้าหญิง แฝงแววเศร้าสร้อยอยู่เสี้ยวหนึ่ง

เทียนปู้เห็นใจเยียนหลานอย่างมาก รู้สึกเพียงเยียนหลานยังอุตส่าห์สามารถมองดูเหลียนซานอย่างลุ่มหลงด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยได้อีก แสดงว่าหลงรักอย่างลึกล้ำ นางลองคิดดูว่าหากนางละเมิดกฎสวรรค์มีชายในดวงใจ ชายในดวงใจผู้นี้กลับเขียนบนภาพวาดชื่อดังที่นางคลี่กางออกใช้สื่อแทนใจว่า ไห่ถังสารทโดยมากใช้รักษาอาการฟกช้ำ นางรู้สึกว่าไม่ต้องให้เทียนจวินมาเป็นท่อนไม้ตียวนยาง นางก็สามารถชิงสะบั้นสัมพันธ์กับคนผู้นี้ด้วยตัวเองได้แล้ว

หลังจากเยียนหลานกลับไป เหลียนซานจัดเรียงเม็ดหมากที่ยังเล่นไม่จบบนกระดานหมากล้อมใหม่อีกครั้ง แล้วยื่นมือมาขอน้ำชาจากนาง เทียนปู้ฉวยจังหวะที่ยื่นน้ำชาก้าวเข้าไปรายงานว่า

“วันนี้ตอนหนูปี้ไปซื้อผ้าที่ร้านผ้าไหม ได้พบกับอวี้กูเหนี่ยงผู้นั้นเพคะ”

เหลียนซานก้มหน้าดื่มน้ำชา ได้ฟังก็หยุดเล็กน้อย สื่อความหมายว่าให้นางกล่าวต่อไป

เทียนปู้เอ่ยช้าๆ “อวี้กูเหนี่ยงจำหนูปี้ได้ ขอให้หนูปี้ช่วยนำถ้อยคำมาบอกต่อฝ่าบาทว่า นางถูกกักตัวอยู่สิบวัน วันนี้เพิ่งจะออกมาจากการถูกกักตัว อยากจะเชิญฝ่าบาทไปเที่ยวเหลา เนื่องจากหลายวันมานี้ฝ่าบาทไม่ค่อยได้อยู่ในคฤหาสน์ ดังนั้นหนูปี้จึงได้ตอบไปตามความจริง อวี้กูเหนี่ยงบอกว่าเช่นนั้นก็ดูความประสงค์ของฝ่าบาท เนื่องจากไม่กี่วันให้หลังนางต้องไปเยี่ยมย่าของนาง คงจะไม่อยู่ในเมืองหลวง แต่สี่ห้าวันนี้นางว่างมากตลอด บอกว่าหากฝ่าบาททรงหาเวลาได้พอจะมีเวลาว่าง ก็ส่งคนไปที่ร้านยาเหรินอานถนนเหิงปอแจ้งให้นางทราบเพคะ”

เหลียนซานวางจอกชาลงขมวดคิ้วนิดๆ ไม่ทราบกำลังคิดอะไรอยู่ ครู่ใหญ่ เทียนปู้ได้ยินเขาเอ่ยปาก น้ำเสียงเหมือนประหลาดใจนิดๆ กระนั้น

“นางสวมกระโปรงหรือ?”

นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่องที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่

เทียนปู้คิดในใจว่าอวี้กูเหนี่ยงเป็นกูเหนี่ยงไม่ใช่หรือ การที่กูเหนี่ยงผู้หนึ่งสวมกระโปรง เป็นเรื่องน่าประหลาดสักแค่ไหนกันเชียว? นางย้อนถามเหลียนซานอย่างลังเล

“อวี้กูเหนี่ยง...ไม่ควรสวมกระโปรงหรือเพคะ?”

เหลียนซานเท้าขมับมองดูกระดานหมาก มือขวาคีบหมากดำเม็ดหนึ่งทำท่าจะวางไม่วาง เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าก็แค่ไม่เคยเห็น” รอจนเม็ดหมากดำวางลงแล้ว เขาค่อยถามอีกประโยค “เป็นอย่างไรบ้าง?”

เทียนปู้ผู้นานๆ ครั้งจะมองว่าตัวนางเอาใจคนเก่งเป็นมาลีรู้ใจ มักประสบกับความรู้สึกความมั่นใจพังทลายเพราะเหลียนซานอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากฟังไม่เข้าใจว่าเขากำลังถามอะไร นางจึงสอบถามอีกรอบอย่างระมัดระวังเหมือนนกแก้วเลียนเสียงพูด

“ฝ่าบาททรงหมายถึง...อะไร...เป็นอย่างไรหรือเพคะ?”

เหลียนซานมองหน้านางแวบหนึ่ง “นางสวมกระโปรงแล้วเป็นอย่างไร”

เทียนปู้ย้อนนึกเล็กน้อย “สวยเพคะ”

เหลียนซานมองกระดานหมาก “แล้วอย่างไรอีก?”

เทียนปู้ย้อนนึกเล็กน้อยอีกครั้ง กล่าวอย่างมั่นใจ

“เป็นกระโปรงสีขาว สวยมากเลยเพคะ”

เหลียนซานเงยหน้าขึ้นมาจากการเดินหมาก หยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากบนชั้นวางหนังสือที่ข้างกายโยนไปตรงหน้าเทียนปู้ด้วยสีหน้าเรียบสนิท “เอาไปตั้งใจอ่านให้ดีๆ เสีย”

เทียนปู้ก้มหน้าลงดูหน้าปก บนปกหนังสือเขียนอักษรตัวใหญ่ๆ สี่ตัว “ซิวฉือทงอี้” (修辞通义 : ประดิดประดอยถ้อยคำ เข้าใจความหมาย)

“เช่นนั้น...การนัดหมายกับอวี้กูเหนี่ยงเล่าเพคะ?” เทียนปู้หยิบหนังสือขึ้นมาพลางเอ่ยถามเหลียนซานอย่างลังเล นี่แหละคือสิ่งที่หาได้ยากในฐานะบ่าวผู้ซื่อสัตย์ของเทียนปู้ หัวข้อสนทนาได้ถูกเหลียนซานเบี่ยงประเด็นไปไกลถึงขั้นนี้แล้ว นางกลับยังคงสามารถไม่ลืมความตั้งใจดั้งเดิมได้

เหลียนซานมิได้เอ่ยปากไปชั่วขณะ

เทียนปู้ไล่นึกถึงบรรดาสาวงามข้างกายของเหลียนซานในอดีต หมายจะย้อนนึกดูว่าตอนที่พวกนางนัดหมายฝ่าบาทสามในสมัยนั้น ปกติฝ่าบาทสามแสดงท่าทีตอบกลับอย่างไรบ้าง แต่จากที่จำได้ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยนัดหมายเหลียนซานมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเทพธิดาที่สูงศักดิ์เพียงไร เมื่อมาอยู่เคียงข้างเหลียนซาน อย่างมากก็แค่เฝ้าคอยอยู่ในวังหยวนจี๋ รอให้ฝ่าบาทสามเรียกตัวเข้าพบเมื่อมีเวลาว่างเท่านั้น มีเทพธิดาบางนางรู้จักใช้จริตมารยา อาทิแสร้งป่วยหลอกให้ฝ่าบาทสามไปเยี่ยมเยียน เรียกร้องความสงสารจากเขาและให้เขามาอยู่เคียงข้าง แต่นี่ก็ไม่นับว่าเป็นการนัดหมายอะไร ทั้งยังพูดยากอีกด้วยว่าฝ่าบาทสามชอบให้พวกกูเหนี่ยงทำตัวเช่นนี้หรือไม่ บางครั้งเขาจะแวะไปเยี่ยมจริงๆ แต่บางครั้งเขาจะรู้สึกว่าน่ารำคาญเช่นกัน สรุปคือจับทางได้ยากมากว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

กระนั้นเวลาฝ่าบาทสามอยู่กับอวี้กูเหนี่ยงผู้นี้ ดูเหมือนจะแตกต่างจากเมื่อครั้งเขาอยู่กับเทพธิดาเหล่านั้นอยู่บ้าง...เทียนปู้ตั้งใจจะช่วยอวี้กูเหนี่ยงอีกแรง ปรับอารมณ์ให้นิ่ง ช่วยพูดเข้าข้างให้อวี้กูเหนี่ยงว่า

“อวี้กูเหนี่ยงบอกว่าสี่ห้าวันนี้นางว่างตลอด เว้นไว้ให้ฝ่าบาทโดยเฉพาะ เพียงรอดูว่าฝ่าบาทจะเจียดเวลาได้เมื่อไรเท่านั้น หนูปี้ดูว่านางกล่าวอย่างจริงใจ อยากจะพบหน้าฝ่าบาทอย่างมากจริงๆ เพคะ”

เทียนปู้คิดเอาเองว่าแม้ประโยคนี้จะเรียบง่าย แต่น่าตื้นตัน ฝ่าบาทสามน่าจะยอมรับไม้นี้ น่าเสียดายที่ฝ่าบาทสามใจแข็งเป็นหิน หาได้ยอมรับไม้นี้

เหลียนซานมองหน้านางโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“นางแค่หลอกเจ้าเท่านั้น”

เทียนปู้ตกตะลึง “...หนูปี้ไม่เข้าใจ เหตุใดอวี้กูเหนี่ยงถึงต้องหลอกหนูปี้หรือเจ้าคะ?”

“หลอกข้าต่างหาก” ได้ยินเหลียนซานกล่าวเสียงราบเรียบ “สิบวันที่ถูกกักตัวนั่น ดันลืมบอกให้ฮัวเฟยอู้แจ้งให้ข้ารู้สักคำ กลัวว่าข้าจะโกรธ”

“นี่มัน...” เทียนปู้นึกขึ้นมาได้กะทันหันว่าหลังจากคืนที่เหลียนซานกลับมาจากภูเขาเหยาไถเล็ก วันถัดมา สองวันถัดมา ไปจนถึงสามวันถัดมา เขาต่างต้องไปที่ห้องหยกงามวันละหนึ่งครั้งทุกวัน ที่แท้ก็เพื่ออวี้กูเหนี่ยงนี่เอง

เทียนปู้ตะลึงพรึงเพริดอยู่ชั่ววูบ แล้วใคร่ครวญอย่างละเอียด

“แต่ตอนหนูปี้บอกว่าไม่กี่วันมานี้ฝ่าบาททรงยุ่งมาก อวี้กูเหนี่ยงดูท้อใจอย่างมากนะเพคะ” นางกล่าวอย่างครุ่นคิด “หนูปี้คิดอยู่ดีว่า ที่นางบอกว่าอยากพบฝ่าบาท หาใช่เป็นการหลอกฝ่าบาท แต่คิดเช่นนั้นจริงๆ”

“อย่างนั้นรึ?” สายตาของเหลียนซานจ้องเขม็งที่กระดานหมากล้อม มุมปากยกขึ้น

เทียนปู้ลองหยั่งเสียง “เช่นนั้นฝ่าบาท...จะไปพบนางไหมเพคะ?”

รออยู่ครู่หนึ่งค่อยได้ยินเหลียนซานเอ่ยปากว่า “ไม่ต้อง” เขายิ้มละไม เม็ดหมากดำที่ถูเบาๆ อยู่เนิ่นนานวางลงบนช่องหมากล้อม “ให้นางรอดูบ้าง” เขาเอ่ยเสียงเรียบเฉย

 
 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] ยามอู่ คือเวลา 11:00 - 12:59 น.
[2] คำว่า “วสันต์” หมายถึง ความรักฉันชู้สาว ส่วนคำว่า “หอห้อง” สื่อความหมายถึงหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน “กระจ้อยวสันต์ขับขาน ณ หอห้อง” จึงสื่อความหมายว่า หญิงสาวนางหนึ่งกำลังมีความรัก

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:34

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น