หัวข้อ : บทที่แปด (1)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:36

บทที่แปด (1)

 

สี่วันผ่านพ้นไปในพริบตา วันถัดมาก็คือวันที่ราชครูเขียนระบุออกมาเองว่า เป็นวันมหามงคลอันเหมาะแก่การที่ฮ่องเต้จะเสด็จประพาสทางทิศประจิม เฉิงอวี้นั่งคุมอยู่ในหอทศมาลี ชะเง้อคอรอคอยจดหมายแจ้งข่าวของเหลียนซานจากทางร้านยาเหรินอาน รอคอยมาสี่วัน ไม่ได้รับจดหมายสักที ห่อเหี่ยวใจยิ่งนัก

เคราะห์ดีที่ทางด้านเสียวหลี่เกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย เบี่ยงเบนความสนใจของนาง

เรื่องของเสียวหลี่ คือเรื่องของนางโลมบางนาง นัยว่าเมื่อวานนี้จู่ๆ ไซ่เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยง หญิงดีดผีผาของหอเซียนสุบินก็ไปออกบวชเป็นชีเสียแล้ว และที่ถนนเริงรมย์มีข่าวลืออยู่หลายกระแส ลือกันว่าท่านหมอเสียวหลี่แห่งร้านยาเหรินอานหลงรักเจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงมาได้สองปีเต็ม กำลังเก็บเงินอย่างลุ่มหลงมาโดยตลอด หมายจะช่วยไถ่ตัวให้เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยง

ฮัวเฟยอู้เป็นห่วงว่าท่านหมอเสียวหลี่จะทนทำใจเรื่องนี้ไม่ได้ จึงจงใจแล่นมาที่หอทศมาลี ให้ช่วงสองสามวันนี้เฉิงอวี้ช่วยเฝ้าดูเสียวหลี่มากๆ หน่อย เฉิงอวี้คิดเช่นกันว่าฮัวเฟยอู้กังวลได้มีเหตุผล ด้วยเหตุนี้จึงหลบจูจิ่น มุ่งตรงไปชวนเสียวหลี่ที่ร้านยาเหรินอาน โดยคิดว่าไปเดินเที่ยวเล่นเรื่อยเปื่อยในตัวเมืองเป็นเพื่อนเขาสักพักจะดีที่สุด เดินเที่ยวมากๆ ช่วยคลายความกลัดกลุ้มทุกข์ใจได้

วันนี้ร้านยาเหรินอานไม่มีคนไข้ใด บนใบหน้าคมคายขาวสะอาดของท่านหมอเสียวหลี่ทอแววหม่นหมองอยู่จริงๆ เห็นเฉิงอวี้มาชวนเขา เหมือนจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่านางจะมาหาเขากระนั้น ไม่พูดอะไรสักคำ ปิดร้านเสร็จก็ออกไปข้างนอกกับนางทันที

ทั้งสองคนเดินจากประตูหลินอานไปถึงถนนชิงเหอ จากถนนชิงเหอเลี้ยวโค้งเดินเข้าไปในตรอกฉ่ายอีต่อ หอขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่สุดตรอกฉ่ายอี ก็คือหอเซียนสุบิน

เฉิงอวี้ยืนอยู่หน้าหอเซียนสุบินเคียงข้างเสียวหลี่อยู่พักหนึ่ง จามฟืดออกมาสองครั้งกลางลมหนาว

เสียวหลี่เพ่งมองต้นจามจุรีต้นหนึ่งที่ด้านข้างของหอ

“เดินไปเดินมากลับมาถึงที่นี่เสียได้”

เฉิงอวี้คิดในใจว่านี่คือเสียวหลี่ที่กำลังช้ำใจเตรียมจะระบายความช้ำใจให้นางฟังแล้ว จึงตั้งสติเตรียมใจ เป็นฝ่ายเดินเข้าไปใกล้เสียวหลี่

เสียวหลี่มองหน้านางแวบหนึ่ง ชี้ไปยังต้นจามจุรีที่เมื่อกี้นี้เขาเพ่งมองต้นนั้นอย่างหม่นหมอง

“ยังจำได้ว่าตอนเทศกาลโคมไฟเมื่อสองปีก่อน ข้าได้พบกับเจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงเป็นครั้งแรกที่นั่นแหละ ตอนนั้นนางกำลังถูกคุณชายเสเพลกับบ่าวร้ายกาจสองสามคนเฝ้าตอแย จะให้นางดีดเพลง ‘ผีผาสิง[1]’ ที่ใต้ต้นจามจุรีนั้น”

เฉิงอวี้ชันหูทั้งสองข้างขึ้นรอฟังโดยไม่ได้พูดอะไร

เสียวหลี่เอ่ยว่า “เจ้าก็พูดบ้างสิ”

เฉิงอวี้เป็นเด็กสาวสายออกกำลังที่ชื่นชอบการเตะลูกหนัง กับเรื่องสายลมจันทรานั้นไม่ถนัดจริงแท้ และไม่ทราบด้วยว่าในช่วงเวลาที่อารมณ์หดหู่อึมครึมเช่นนี้ นางสามารถพูดอะไรได้บ้าง ใบ้เบื้ออยู่พักใหญ่ เค้นออกมาได้หนึ่งประโยค

“อ๋อ ในหนังสือเคยเขียนเรื่องแบบนี้ไว้เหมือนกัน วีรบุรุษช่วยหญิงงามต่างก็เปิดฉากมาแบบนี้กันทั้งนั้น...เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงผู้นั้นถูกบ่าวร้ายกาจตามตอแย...จากนั้นเจ้าเข้าไปช่วยนาง พวกเจ้าจึงได้รู้จักกันสินะ?”

เสียวหลี่ทอดมองสุดขอบฟ้า “เปล่าหรอก ความจริงแล้วคุณชายหวางจอมเสเพลนั่นเป็นเพื่อนคนหนึ่งของข้า อุตส่าห์ได้เจอกันทั้งที พวกเราจึงช่วยกันบังคับให้เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงดีดเพลงผีผาสิง แล้วบังคับให้นางดีดเพลง ‘มาลีโปรยแต้มมรกต’ อีกเพลง พวกเราเห็นว่านางดีดได้ดีมาก หลังจากนั้นจึงมักจะนัดกันไปหานางเพื่อฟังเพลงอยู่บ่อยๆ” เสียวหลี่กล่าวสรุปด้วยสีหน้าหวนระลึก “นี่ก็คือไม่บังคับไม่รู้จัก[2]แหละนะ ข้าเองก็นับว่าเป็นผู้รู้สำเนียงของเจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงคนหนึ่งกระมัง!”

เฉิงอวี้พูดอึ้งๆ “พวกเจ้า...พัฒนาความสัมพันธ์กันแบบนี้ ดูเหมือนจะต่างกับการพัฒนาความสัมพันธ์ของบัณฑิตกับหญิงงามในหนังสือเรื่องเล่ามากเอาการนะ...”

เสียวหลี่ถ่อมตัว “ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนะ” หยุดเล็กน้อย เปลี่ยนเรื่องมามองหน้านาง “ถ้าข้าเดาไม่ผิด ที่วันนี้เจ้ามาหาข้า คือตั้งใจมาลองถามข้าดูว่า จะปลอบใจจูจิ่นของพวกเจ้าอย่างไรดีสินะ?”

เฉิงอวี้พูดว่า “อืม...หา?”

เสียวหลี่กล่าวอย่างลึกซึ้งว่า “จูจิ่นได้ยินข้าบอกว่าเจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงดีดผีผาได้ดี เวลาข้ามาหอเซียนสุบิน เขาเป็นต้องขอตามมาด้วยทุกครั้ง อันที่จริงข้าดูออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า จูจิ่นรู้สึกกับเจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงไม่ธรรมดาอย่างมาก” เขาพยักหน้าอย่างนับถือชมเชยตัวเอง “ข้านี่ตาดีจริงๆ” แล้วเงยหน้าขึ้นมองเฉิงอวี้ “เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงออกบวชครั้งนี้ จูจิ่นคงจะช้ำใจมากจริงๆ สินะ? เฮ้อ” เขาถอนหายใจ “จูจิ่นหน้าตาดีมีสง่าราศี เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงก็เลิศล้ำทั้งรูปโฉมและวิชา หากสองคนได้ลงเอยกันก็เป็นเรื่องดีงามเรื่องหนึ่ง แต่บางครั้งน่ะนะ วาสนาในโลกิยะก็ใช่ว่าจะต้องได้ลงเอยกันเสมอไป เจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงออกบวชครั้งนี้ ข้าคิดว่านางคงจะรู้สึกได้ถึงการเรียกหาของวาสนาทางธรรม ในเมื่อเจินเอ๋อร์กูเหนี่ยงมีวาสนาทางธรรม วาสนาทางโลกก็...” กล่าวพลางเสียวหลี่ส่ายหน้าอย่างเห็นใจ “ความจริงข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจจูจิ่นยังไงเหมือนกัน สองสามวันนี้พวกเจ้าตามใจเขามากๆ หน่อยนะ รอดูแล้วกันว่าเขาจะคิดตกเองได้หรือเปล่า”

เฉิงอวี้เงียบไปเล็กน้อย เอ่ยว่า “คือว่านะ เสียวหลี่ ข้ารู้สึกว่า...”

เสียวหลี่เงยหน้าขึ้นมองสีท้องฟ้า “ร้านหมอจะปิดนานเกินไปไม่ได้ ข้าต้องกลับไปก่อนแล้ว” ย้ำกำชับเฉิงอวี้อีกครั้ง “ทำตามที่ข้าบอกนะ ตามใจจูจิ่นมากๆ หน่อย อย่าให้เขาทุกข์ใจมากไปกว่านี้ ถึงหมอจะรักษาใจไม่ได้ แต่จูจิ่นน่ะข้ารู้จักดี เจ้าปล่อยให้เขาโศกเศร้าไปสักพัก ไม่แน่ว่าเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว” เห็นสีหน้างุนงงของเฉิงอวี้ คิดเล็กน้อย แล้วเสนอความเห็นใหม่อีกข้อ “หรือไม่ ถ้าเขาชอบคนที่ดีดผีผาจริงๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน อีกไม่กี่วันพอข้าว่าง จะพาเขาไปที่สวนเขียวสุขสม แนะนำให้เขาได้รู้จักกับเทพธิดาผีผาจินซานเหนียง ช้ำรักน่ะรึ หึหึ มีอาการช้ำรักใดบ้างที่สุราบุปผาหนึ่งมื้อรักษาไม่ได้?”

เฉิงอวี้พูดว่า “ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะ...”

เสียวหลี่โบกมือ ตัดบทนางว่า “ต่อให้จูจิ่นค่อนข้างมั่นคง สุราบุปผาหนึ่งมื้อรักษาเขาไม่หาย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าสิบมื้อยังรักษาไม่หายอีก เราจะกินมันสิบมื้อ หึหึ เอาอย่างนี้แหละ!” พูดพลางตบไหล่เฉิงอวี้แปะๆ บ่นปนทอดถอนให้แก่เพื่อนสนิทผู้งมงายในรักของตนสองสามคำ แล้วย่างเท้าจากไป

 

เฉิงอวี้มองส่งเงาหลังของเสียวหลี่เดินจากไป เงียบงันไปชั่วอึดใจ เห็นว่าเสียวหลี่ที่อยู่ดีๆ ก็จะเลี้ยงจูจิ่นดื่มสุราบุปผาสิบมื้อ ไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะกำลังเก็บเงินอย่างลุ่มหลงเพื่อไถ่ตัวให้หญิงนางโลมที่ยังบริสุทธิ์นางใด ส่วนเรื่องที่เสียวหลี่กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจว่าจูจิ่นหลงรักไซ่เจินเอ๋อร์นั้น เฉิงอวี้นึกถึงวันนี้ตอนที่นางย่องหนีออกมาจากหอทศมาลี ได้ยินจูจิ่นกำลังสนทนากับเหยาหวงเรื่องความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของดวงเมืองราชวงศ์ต้าซีในอีกร้อยปีให้หลังพอดี ถ้อยคำน้ำเสียงฟังดูสะท้อนใจมิใช่น้อย นางรู้สึกว่า หากจูจิ่นรักไซ่เจินเอ๋อร์ถึงเพียงนั้นจริงๆ เขาควรจะมอบความรู้สึกสะท้อนใจทั้งหมดของเขาให้แก่ตัวเขาเองโน่น เขายังจะมาสะท้อนใจกับดวงเมืองของราชวงศ์ต้าซีหาสวรรค์วิมานอะไร

รักสามเส้าของจูจิ่น หลี่มู่โจว และไซ่เจินเอ๋อร์นี้ นางดูแล้วไม่เข้าใจเลย แต่สรุปว่าในเรื่องนี้ น่าจะไม่มีใครที่คิดไม่ตก และไม่มีทางมีใครถึงตาย ในเมื่อไม่มีทางมีใครถึงตาย อย่างนั้นก็แปลว่าไม่มีปัญหาแล้ว

คิดตกแล้ว เฉิงอวี้ก็ตั้งใจจะกลับหอทศมาลี เมื่อช้อนตาขึ้น กลับมองเห็นตรงปากตรอกมีคนมุงกันอย่างคึกคัก สองเท้าจึงก้าวตรงเข้าไปหาอย่างลืมตัว

 

ที่แท้ตรงปากตรอกมีผู้เฒ่าคนหนึ่งกำลังใช้ลิงแสดงกายกรรม ลิงน้อยสองตัวทั้งฝีมือสูงส่งและแสนรู้ ดึงดูดผู้คนมาล้อมมุงดูเป็นจำนวนมาก

เฉิงอวี้ก็มุงดูอยู่พักหนึ่งเช่นกัน หลังจากลิงน้อยแสดงการขี่ล้อไม้จบไปหนึ่งช่วง ผู้เฒ่าก็ประคองหมวกฟางใบหนึ่งมาขอเงินรางวัล เฉิงอวี้คลำแขนเสื้อดู ค่อยสะดุ้งรู้ตัวว่าตอนออกมาวันนี้ไม่ได้พกถุงใส่เงินมาด้วย ลิงน้อยแลบลิ้นหลอกใส่นาง นางยิ้มรับเก้อๆ ตั้งใจจะเดินตรงกลับไปหอทศมาลีอย่างหมดอารมณ์สนุก

บังเอิญว่าสวรรค์อยากจะหาเรื่องนาง ของน่าสนุกทุกอย่างที่ปกตินางเทียวหาจนทั่วก็หาไม่พบ ได้แห่กันมากระจุกอยู่บนถนนที่นางเดินผ่านในวันนี้ทั้งหมด : นักปั้นตุ๊กตาแป้งหมี่ผู้มีร่องรอยลี้ลับ นายเจ้าตุ๊กตาแป้งหมี่ ได้ตั้งแผงตุ๊กตาแป้งหมี่บนถนนเล็กๆ สายหนึ่งหลังเลี้ยวออกมาจากตรอกฉ่ายอี นายจางภาพน้ำตาลผู้ไปจากเมืองหลวงมาหลายเดือน ได้ตั้งแผงภาพน้ำตาลอยู่ติดกับนายเจ้าตุ๊กตาแป้งหมี่ ช่างไม้เฉินที่เปิดร้านแค่เดือนละไม่กี่ครั้ง กลับเปิดร้านวางแสดงกุญแจกลสิบสองจัตุรัส[3]ที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ในวันนี้ด้วยเช่นกัน

เฉิงอวี้อยากจะพุ่งกลับไปหยิบเงินเดี๋ยวนี้ทันที...แต่หลังจากกลับไปแล้ว ยังจะสามารถเล็ดลอดสายตาของจูจิ่นหนีออกมาได้อีกหรือไม่ ก็ออกจะพูดยากอยู่ คิดดูแล้วได้แต่ตัดใจเท่านั้น

นางเดินอืดอาดผ่านแผงตุ๊กตาแป้งหมี่ ดูตุ๊กตานักเตะลูกหนังบนแผงซ้ำแล้วซ้ำอีก เตร็ดเตร่ผ่านแผงภาพน้ำตาล ดูภาพน้ำตาลเตะลูกหนังบนแผงซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นกัน วนเวียนเข้าไปในร้านอุปกรณ์ไม้ของช่างไม้เฉิน ดูกุญแจกลสิบสองจัตุรัสชิ้นนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยเหมือนกัน ยืนที่หน้าร้านนี้ครู่หนึ่ง ยืนที่หน้าร้านนั้นครู่หนึ่ง เห็นว่ายืนจนเหนื่อยแล้ว ค่อยเดินทอดน่องเข้าไปในร้านน้ำชาเย็นละแวกนั้นร้านหนึ่งอย่างเงื่องหงอย เถ้าแก่ร้านคุ้นเคยกับนางดี จึงเลี้ยงน้ำชาเย็นนางหนึ่งจอก

เฉิงอวี้ดื่มน้ำชาอย่างท้อใจ ดื่มได้ครึ่งหนึ่ง เด็กน้อยวัยสิบสองสิบสามปีคนหนึ่งพลันโผล่พรวดมา ร้องฮึบๆ ปลดห่อผ้าสีฟ้าบนหลังลงมาวางบนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสข้างๆ นาง บอกว่ามีคนยกให้นาง

เฉิงอวี้แกะห่อผ้าอย่างแปลกใจ มองเห็นเพียงมีกล่องงามประณีตใบเล็กใบน้อยหลายใบวางซ้อนกันอยู่ข้างใน เปิดดูหนึ่งใบ นางเบิกตากว้างทันที ข้างในกลับเป็นตุ๊กตาแป้งหมี่นักเตะลูกหนังนั่น เปิดดูอีกใบ ข้างในกลับเป็นภาพน้ำตาลเตะลูกหนังนั่น นางมือสั่นสะท้านเปิดกล่องใบที่ใหญ่หน่อย กุญแจกลสิบสองจัตุรัสทำจากไม้ประดู่ปรากฏสู่นัยน์ตา นางราวกับยังคงสามารถมองเห็นรอยนิ้วมือที่นางทิ้งไว้บนกุญแจกลเมื่อครู่นี้อยู่เลย เปิดกล่องใบอื่นๆ ไปทีละใบๆ ต่อ ล้วนแต่เป็นของเล่นที่น่าสนุกในร้านอื่นๆ ซึ่งนางเคยจ้องดู หรือเคยลองแตะดูตอนที่นางเดินเตร่ชมเมื่อครู่นี้ทั้งสิ้น

เฉิงอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างตะลึงพรึงเพริด คิดจะถามเอาความจากเด็กน้อย กลับไม่เห็นเด็กน้อยแม้แต่เงา เถ้าแก่ร้านน้ำชาหัวเราะฮ่าฮ่าเหยียดแขนชี้บอกทางให้นาง

“คุณชายน้อยมองหาเด็กคนนั้นสินะ? เด็กนั่นฉวยจังหวะตอนที่คุณชายน้อยตรวจนับกล่องของขวัญพวกนี้ ไปที่เหลาบนถนนฝั่งตรงข้ามแล้วละ ตาแก่ไม่ได้เห็นเขาออกมา น่าจะยังอยู่ในเหลานั่นแหละ!”

มือซ้ายของเฉิงอวี้ยังคงถือตุ๊กตาแป้งหมี่นักเตะลูกหนังนั่น รีบกล่าวขอบคุณเถ้าแก่ แล้วฝากให้เขาช่วยเฝ้าบรรดากล่องบนโต๊ะแทนนาง ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกจากร้านตรงไปที่เหลาบนถนนฝั่งตรงข้าม

 

เพิ่งเดินออกมาจากร้านน้ำชา นางก็มองเห็นเงาร่างด้านข้างของชายหนุ่มชุดขาวซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างบนชั้นสองของเหลาบนถนนฝั่งตรงข้ามในทันที

เวลานั้นมีเมฆเคลื่อนมาพอดี บดบังดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงเกินไปไว้ ภายใต้ท้องฟ้าสีครามอันสดใส เหลาโบราณสูงรสนิยมตรงหน้าดูประดุจหญิงงามภูมิฐานยืนหลังตรงมีสง่าอยู่บนถนนเก่าแก่สายนี้ ต้นหางนกยูงต้นหนึ่งข้างหน้าเหลาได้แอบยื่นกิ่งกิ่งหนึ่งเข้าไปในหน้าต่างของชั้นสอง ชายหนุ่มกำลังเงยหน้านิดๆ มองกิ่งโดดเดี่ยวที่ค่อนข้างสะดุดตากิ่งนั้น ใบหน้าถูกกิ่งหางนกยูงบดบังไปกว่าครึ่ง แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ เฉิงอวี้ก็จำได้อยู่ดีว่านั่นคือใคร

นางโบกมือให้ชายหนุ่มอย่างดีอกดีใจ “เหลียนซานเกอเกอ!”

ชายหนุ่มเหมือนจะชะงักงัน จากนั้นจึงก้มหน้าลงมองมาที่นาง จ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง เอามือเท้าแก้มขยับปากบอกนางว่า : ขึ้นมา

คิ้วตาเฉิงอวี้ทอดโค้ง “งั้นท่านรอข้าหน่อยนะ!”

 

วันนี้ดูว่าฝ่าบาทสามว่างมาก แต่สิบกว่าวันมานี้ ฝ่าบาทสามหาเวลาว่างให้ชีวิตได้แค่ครึ่งวันนี้เท่านั้น

 เมื่อแรกที่เขาลงมายังโลกมนุษย์แห่งนี้ ก็เพื่อจะได้สะดวกต่อการดูแลฉางอีที่กลับชาติมาเกิดใหม่ จึงได้สร้างความชอบอันน่ามหัศจรรย์หลายต่อหลายครั้ง ส่งตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่นี้ กระนั้นแม่ทัพใหญ่ของรัชกาลปัจจุบัน อยู่ข้างนอกคือนำทัพต้านศัตรู หลังกลับราชสำนักคือเข้าร่วมประชุมราชการ ต่างงานยุ่งเสมอมา อีกทั้งช่วงนี้นอกจากงานราชการเหล่านั้นแล้ว ตัวฝ่าบาทสามยังมีงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกงาน ต้องออกไปตรวจตราดูละแวกชานเมืองทุกคืน จึงยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่

งานใหม่นี้ คือการเสาะหาร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ของเทพแท้จู่ถี

ความจริงแล้วเจตนาดั้งเดิมของฝ่าบาทสาม มิได้ยินดีที่จะสอดมือในเรื่องนี้เลย กระนั้นเมื่อเกี่ยวเนื่องกับเทพจู่ถี ถึงแม้เขาจะไม่อยากยุ่งไม่เข้าเรื่อง กลับมิอาจไม่ใคร่ครวญไว้สักหน่อย

เทพจู่ถีมีความสามารถในการย้อนทวนกระแสเวลา ในช่วงที่ความเป็นเทพของนางยังไม่ฟื้นตื่น อย่าว่าแต่เผ่าเทพ เผ่าอสูร เผ่ามาร ต่อให้เป็นเผ่าปิศาจ ทันทีที่หานางพบ การจะควบคุมตัวนางถือเป็นเรื่องง่ายดายอย่างมาก และไม่ว่าเผ่าใดเป็นผู้สืบทราบพร้อมกับควบคุมตัวจู่ถีในยามนี้ไว้ ล้วนแต่เป็นภัยพิบัติสำหรับแปดดินแดนทั้งสิ้น

ได้ตัวจู่ถี ก็จะได้ความสามารถในการย้อนทวนกระแสเวลามา สำหรับเผ่ามาร พวกเขาต้องอยากไปเยือนยุคมหาอุทกภัยอีกครั้งเป็นแน่ เพลานั้นส้าวหว่านจวินรวมเผ่ามารเป็นหนึ่งเดียวยึดครองแดนทักษิณ ยั้งเผ่าเทพฝั่งบูรพาหยุดเผ่าอสูรฝั่งประจิม เผ่ามารมีหน้ามีตาเพียงไร สำหรับเผ่าอสูร พวกเขาต้องอยากย้อนกลับไปเมื่อสองหมื่นปีก่อนเป็นแน่ เพลานั้นฉิงชางจวินยังไม่ถูกผนึก ปกครองจนเผ่าอสูรมีอำนาจทัดเทียมกับเผ่าเทพ เป็นช่วงที่เผ่าอสูรรุ่งโรจน์มากที่สุด สำหรับเผ่าเทพ แม้ว่ายามนี้เผ่าเทพจะมีอำนาจสูงที่สุดในสามเผ่า กระนั้นทันทีที่ได้จู่ถีมา ฉือเจิ้งตี้ที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานจะต้องมีแผนการและความคิดใหม่ๆ บางอย่างเช่นกันเป็นแน่

ทอดตามองภายในแปดดินแดน ผู้ที่สามารถปกป้องจู่ถี คุ้มครองสี่ทะเลได้โดยปราศจากความเห็นแก่ตัว น่าจะมีเพียงมหาเทพตงหัวแห่งวังมหาอรุณกับเจ๋อเหยียนซ่างเสินแห่งป่าท้อสิบหลี่ เทพยุคมหาอุทกภัยสองท่านนี้เท่านั้น และหากเอ่ยถึงความได้เรื่องได้ราวในเรื่องนี้ เห็นจะต้องตั้งความหวังไว้ที่มหาเทพตงหัว

จากรูปแบบในการจัดการเรื่องราวที่ผ่านๆ มาของฝ่าบาทสาม เขาตั้งใจจะโยนเรื่องยุ่งยากนี้ไปให้มหาเทพตงหัวจัดการแทน แต่จนใจที่ยามนี้เขาเป็นเทวดาเดินดิน ยากยิ่งจะถ่ายทอดถ้อยคำแก่มหาเทพตงหัวด้วยตัวเองไม่พอ เมื่อคำนวณดูจากเวลา มหาเทพยังอยู่ในระหว่างปิดด่านกักตัวอีกด้วย ดังนั้นเขาได้แต่แบกภาระเรื่องนี้เอาไว้เองไปก่อน

ฝ่าบาทสามตามหาอยู่สิบกว่าวัน เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ใดไม่ได้เลย แต่เช้าตรู่วันนี้ได้รับเทียบจากราชครูซู่จี๋หนึ่งใบ ข้างในกลับมีเบาะแสบางอย่างอย่างไม่คาดคิด

ราชครูบอกว่าช่วงนี้ได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม ในหนังสือกลับบันทึกถึงเทพยุคมหาบรรพกาลผู้หนึ่งซึ่งท่านไม่เคยได้ยินนามมาก่อน ท่านอยากจะหาเวลาขอคำชี้แนะจากฝ่าบาทสาม

ดังนั้นฝ่าบาทสามจึงเจียดเวลาว่างออกมาครึ่งวัน ออกจากคฤหาสน์ไปชี้แนะราชครู

ผลคือได้พบกับเฉิงอวี้เข้ากลางทาง

 

ความจริงตอนนั้นเขาอยู่ใกล้นางมาก แต่นางนั่งยองๆ อยู่หน้าแผงลอยทำตุ๊กตาแป้งหมี่แผงหนึ่ง ชมดูตุ๊กตาแป้งหมี่ตัวหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อมาก ไม่ได้สังเกตเห็นเขาโดยสิ้นเชิง

ฝ่าบาทสามหรี่ตามองดูนาง คิดในใจ : ใครกันที่บอกว่าเฝ้ารอคอยจะไปเที่ยวเหลากับเขา จะนั่งเรียบร้อยอยู่แต่ในบ้าน ตั้งอกตั้งใจเฝ้ารอเขาส่งข่าวไปหานางน่ะ? ที่เขาไม่หลงเชื่อนางคือฉลาดแล้วโดยแท้

นางคงจะชอบตุ๊กตานักเตะลูกหนังนั่นเอามากๆ ถือปิ่นไม้พะยูงกระมิดกระเมี้ยนต่อรองกับชายชราปั้นตุ๊กตาแป้งหมี่

“ข้าเอาปิ่นนี่แลกกับตุ๊กตานักเตะลูกหนังตัวนี้ของท่านผู้เฒ่าได้ไหม?”

ชายชราไม่รู้ค่าของ มองปิ่นเล่มนั้นแวบหนึ่ง ไม่ได้แยแสนาง

นางนั่งเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดหารือกับชายชรา

“งั้นใช้ปิ่นนี้แลกกับให้ข้าจับตุ๊กตานักเตะลูกหนังตัวนี้ของท่านสักหน่อยได้ไหม?”

ชายชราปรายตามองปิ่นอันนั้นของนางอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง “จับไม่ได้ เดี๋ยวเปื้อน”

ฝ่าบาทสามยืนอยู่ใต้ต้นหลิวต้นหนึ่งเยื้องหลังนางออกไปไม่กี่ก้าว เวลานั้นมองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของนาง แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ เขาก็มองความรู้สึกหม่นหมองของนางออก เขามองดูนางลุกขึ้นยืนตรงหน้าแผงลอยอย่างเสียอกเสียใจ สายตายังคงจ้องเขม็งที่ตุ๊กตานักเตะลูกหนังบนแผงตัวนั้น จ้องเขม็งอยู่พักใหญ่ ค่อยเดินจากไปอย่างอิดออด เดินไปหนึ่งก้าวยังเหลียวกลับมามองถึงสามครั้ง

วันนี้นางสวมชุดคุณชายสีเขียวอ่อน เกล้าผมขึ้น บนหน้าผากผูกผ้าคาดหน้าผากสีเดียวกันขอบขาว และบนใบหน้าของนางก็ไร้การแต่งแต้มใดๆ ทั้งสิ้นเหมือนดั่งคุณชายน้อยตัวจริงเช่นกัน แต่คิ้วนั้นกลับโค้งเรียวดุจกิ่งหลิว ดวงตานั้นกลับประดุจดวงดารา ใบหน้านั้นกลับประดุจบุปผาแรกอรุณ ริมฝีปากอิ่มนั้นกลับเหนือกว่าดอกอิงวสันต์ ดวงหน้านั้นมิได้ลดทอนความผุดผ่องเพราะไร้การแต่งแต้มเพิ่มความงามแม้แต่น้อย และยามเมื่อนางใช้ใบหน้านั้นทำสีหน้าเสียอกเสียใจหดหู่หม่นหมอง ดูแล้วชวนให้นึกสงสารอย่างยิ่งจริงๆ

ฝ่าบาทสามรู้ตัวดีว่าตัวเขาใจแข็งเป็นหิน ในพจนานุกรมของเขาไม่เคยมีคำว่า “สงสาร” มาก่อน แต่หนึ่งเค่อให้หลังเขาจ้องมองกล่องกองใหญ่ในอ้อมแขนตัวเองเขม็ง รู้สึกสับสนงุนงงอย่างมากไปชั่ววูบ ไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ดูเหมือนเมื่อครู่นี้เขาจะเดินตามหลังเฉิงอวี้ไป ช่วยนางซื้อตุ๊กตาแป้งหมี่ ซื้อภาพน้ำตาล ซื้อกุญแจกลสิบสองจัตุรัส ทั้งยังซื้อของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ทุกชิ้นที่นางเคยจ้องเคยจับดูอีกด้วย

บนถนนคนสัญจรไปมาคลาคล่ำ ฝ่าบาทสามยืนอยู่ตรงปากถนนเกิดความรู้สึกสงสัยตัวเองขึ้นมาเป็นครั้งแรก เขารู้สึกว่าของที่เฉิงอวี้ต้องตาเหล่านี้ต่างโง่เง่าอย่างมาก เทียบกับเณรน้อยบนเจดีย์ ตัวตลกหญิงฮัวต้านไม้สลัก เทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักที่เขาทำแล้วด้อยกว่ากันไกลลิบ และด้วยรสนิยมของเขา ทำไมเขาต้องซื้อของพวกนี้ให้เฉิงอวี้ด้วย นี่คือปริศนาโดยสิ้นเชิง

บังเอิญว่าเด็กน้อยคนหนึ่งเดินผ่านข้างกายเขาพอดี เขาหลับตาลง คิดในใจว่าช่างเถิด เมื่อไม่เห็นก็ไม่หงุดหงิด จึงให้เงินเด็กน้อย แล้วให้เด็กน้อยขนของสารพัดอย่างในอ้อมแขนเขานำไปส่งให้เฉิงอวี้ทั้งหมด

 
<>::<>::<>



[1] เพลงผีผาสิง คือบทกวียาวที่เนื้อความบอกเล่าเรื่องราวของหญิงนักดีดผีผาซึ่งมีฝีมือเลิศล้ำ แต่มีชะตาอาภัพ
[2] ดัดแปลงมาจากสำนวนจริง “ไม่ต่อยตีไม่รู้จัก” ซึ่งหมายถึง ได้มาเป็นเพื่อนกันเพราะมีเรื่องวิวาทชกต่อยกัน
[3] กุญแจกลสิบสองจัตุรัส คือ ของเล่นทำจากไม้ เอาไว้ใช้ลับสมอง ดูตัวอย่างได้ที่ : https://www.bilibili.com/video/BV1Fs41147Z8/

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:36

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น