หัวข้อ : บทที่แปด (2)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:37

บทที่แปด (2)

 

เนื่องจากเฉิงอวี้ใช้วิธีวิ่งมาตลอดทางขึ้นไปบนชั้นสอง ตอนไปถึงโต๊ะของเหลียนซาน จึงหอบอย่างเลี่ยงไม่ได้

ฝ่าบาทสามเหลือบตาขึ้น ก็มองเห็นตุ๊กตานักเตะลูกหนังในมือนางทันที หว่างคิ้วกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เฉิงอวี้มิได้สังเกตเห็นแววรังเกียจเดียดฉันท์บนใบหน้าของฝ่าบาทสามโดยสิ้นเชิง ชูตุ๊กตาแป้งหมี่ตัวนั้นทิ่มพรวดไปตรงหน้าเขา หมุนไปมาหนึ่งรอบอย่างดีอกดีใจยิ่ง ปลาบปลื้มยินดีจนออกนอกหน้า

“ของพวกนี้ เหลียนซานเกอเกอเป็นคนซื้อให้ข้าหมดเลยหรือ?”

ฝ่าบาทสามถอยหลังกรูดอย่างแนบเนียน คงไม่อยากจะยอมรับเลยจริงๆ ว่าตัวเขาจ่ายเงินให้กับของเล่นโง่เง่าพรรค์นี้ เขาไม่ได้ตอบคำถามของนาง เพียงเปลี่ยนเป็นถามนางว่า

“เหตุใดทุกครั้งที่ข้าได้เจอเจ้า เจ้าต่างกำลังกลุ้มใจเพราะเรื่องเงินอยู่เรื่อย?”

เฉิงอวี้ถือตุ๊กตาแป้งหมี่นั่งลงข้างๆ เขา คิดเล็กน้อย

“ไม่ใช่แค่ตอนที่ท่านได้พบข้าหรอก” นางกล่าวตอบซื่อๆ “ตอนที่ท่านไม่ได้พบข้า ข้าก็กำลังกลุ้มใจเพราะเรื่องเงินเหมือนกัน” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนหญิงชราผู้ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “ตั้งแต่ข้าอายุสิบสามปี ก็เริ่มกลุ้มใจเพราะเรื่องเงินแล้ว” แล้วพูดอย่างแก่แดดแก่ลมเหมือนเข้าใจความทุกข์ยากในชีวิตเป็นอย่างดีกระนั้น “แต่นี่แหละคือชีวิตคน จะทำอย่างไรได้เล่า?” พูดจบนางเงียบไปเล็กน้อย “ชีวิตคนช่างยากเย็นเกินไปแล้ว ท่านว่าใช่หรือไม่?”

ฝ่าบาทสามมองหน้านางอยู่ครู่หนึ่ง หยิบตั๋วเงินหนาร่วมหนึ่งชุ่นปึกหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ยื่นไปตรงหน้านาง เห็นนางตะลึงงันคาที่ไม่รับไป ก็โน้มตัวไปช่วยยัดใส่กระเป๋าแขนเสื้อให้นาง

“เรื่องชีวิตคนข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก จะยากเย็นหรือไม่ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน เจ้าเอาไปใช้พลางค่อยๆ ขบคิดไปเถอะ”

เฉิงอวี้ชูแขนเสื้อขึ้น จ้องตั๋วเงินข้างในเขม็ง กิริยาดูน่าขันนิดๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความกังขา “นี่คือ...เงินค่าขนมที่ให้ข้า?”

ฝ่าบาทสามรินน้ำชาให้ตัวเอง “ใช่แล้ว”

เฉิงอวี้จับแขนเสื้อที่ใส่ตั๋วเงิน ไม่อยากจะเชื่อ

“แต่พวกเปี่ยวซยงถังซยงแท้ๆ ของข้า ยังมีจูจิ่น พวกเขาไม่เคยให้เงินค่าขนมข้าเยอะขนาดนี้มาก่อนกันทั้งนั้นนะ!”

ฝ่าบาทสามวางกาน้ำชาลง ก้นกาแตะถูกพื้นโต๊ะดังกึก เขาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ข้าอยากรู้อย่างมากเหมือนกัน พวกเขาทนให้เจ้าต้องกลุ้มใจเพราะเรื่องเงินมาตลอดได้อย่างไรกัน”

เฉิงอวี้รู้สึกว่าจะปล่อยให้เหลียนซานเข้าใจผิดว่าพวกญาติๆ ของนางใจร้ายกับนางไม่ได้ จึงแข็งใจช่วยแก้ต่างให้พวกเขาว่า

“นั่นน่ะคงจะโทษพวกเขาไม่ได้หรอก คงเป็นเพราะว่าข้าคือตัวผลาญสมบัติกระมัง มักจะทำให้พวกเขาป้องกันไม่หวาดไม่ไหวเรื่องใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอยู่เรื่อย” นางอึกอักเล็กน้อย “แต่ว่าเหลียนซานเกอเกอ เงินนี้...มากเกินไปแล้ว ข้าไม่ควรรับไว้หรือเปล่า...”

ฝ่าบาทสามเหลือบตาหน้าขึ้นมาจากจอกชา

“บทสนทนานี้ฟังคุ้นหูนิดๆ นะ”

เฉิงอวี้นึกถึงท่าทีแข็งกร้าวตอนที่เหลียนซานยกเทพธิดาจิ๋วงาช้างสลักให้นางขึ้นมาได้ทันที

“แต่ว่า...” นางลองพูดออกมาหนึ่งคำอย่างหยั่งเชิง แล้วได้เห็นสายตาเย็นเยียบของเหลียนซานในบัดดลดังคาด

นางชักจะกลุ้มใจ “แต่ข้าเอาแต่ทำแบบนี้ มันจะไม่ค่อยดีนักหรือเปล่า?”

“เอาแต่ทำแบบไหน?”

นางอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง “ก็คือกินของท่านใช้ของท่าน มาตอนนี้ยังเอาของท่านอีก...”

ฝ่าบาทสามมองหน้านาง “เจ้ามีเงินหรือเปล่า?”

นางคำนวณดูว่าตอนถูกกักตัวเก็บเงินได้เท่าไร ตอบอย่างคลุมเครือว่า “มี-มีนิดหน่อยละมัง”

ฝ่าบาทสามเอ่ยเสียงเรียบ “มีนิดหน่อย ก็คือไม่มีสินะ” แล้วมองตุ๊กตานักเตะลูกหนังที่นางถือไว้ในมืออยู่ตลอดตัวนั้น “ชอบของที่ข้าซื้อให้เจ้าพวกนี้หรือเปล่า?”

นางพยักหน้าซื่อๆ “ช-ชอบสิ”

ฝ่าบาทสามเอ่ยเสียงเรียบ “ก็คือชอบมากสินะ” เขากล่าวต่อว่า “อยากเอาพวกมันไปคืนไหม?”

ครั้งนี้นางไม่ได้เอ่ยปาก

ฝ่าบาทสามมองหน้านาง “ไม่มีเงิน แต่กลับมีงานอดิเรกมากมาย หากอยากจะใช้ชีวิตอย่างสบาย นอกจากกินของข้าใช้ของข้า ตัวเจ้าเองคิดว่าเจ้ายังจะทำอย่างไรได้อีก?”

เฉิงอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็คิดหาวิธีไม่ออก

“เฮ้อ” นางถอนหายใจ “ดังนั้นข้าถึงได้บอกว่า ชีวิตคนช่างยากเย็นแท้”

ฝ่าบาทสามทุบค้อนลงมติ เป็นการจบประเด็นนี้

“งั้นก็เอาอย่างนี้แหละ”

เห็นได้ชัดว่าเฉิงอวี้รู้สึกว่าเอาอย่างนี้ก็ไม่ค่อยจะเหมาะสมนัก นางก้มหน้าลงนิ่งคิดอีกครู่หนึ่ง ฟุบตัวลงกับโต๊ะถามเหลียนซาน

“อย่างนั้น...เหลียนซานเกอเกอมีของอะไรที่ชอบเป็นพิเศษบ้างไหม?” นางเอียงหน้ามามองเขา ถามเขาเบาๆ “ข้าหัดทำอะไรได้เร็วเป็นพิเศษ หัดอะไรก็เร็วเป็นพิเศษทั้งนั้น ถ้าท่านมีของที่ชอบ ข้าหัดแล้วจะได้ทำมาให้ท่าน”

ฝ่าบาทสามมองหน้านางอยู่พักใหญ่ “หัดร้องเพลงได้หรือเปล่า?”

เฉิงอวี้เงียบไปนิด “มีแต่เรื่องนี้นี่แหละที่ข้าจะหัดอย่างไรก็หัดไม่เป็น เหลียนซานเกอเกอช่วยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นนะ”

ฝ่าบาทสามเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น “เต้นรำ?”

เฉิงอวี้เงียบไปนิดอีกครั้ง “มีแต่ร้องเพลงกับเต้นรำนี่แหละที่ข้าจะหัดอย่างไรก็หัดไม่เป็น เหลียนซานเกอเกอช่วยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นอีกหนนะ”

ฝ่าบาทสามเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นอีกหน “ดีดพิณ?”

เฉิงอวี้เงียบไปนิดอีกแล้ว “มีแต่ร้องเพลง เต้นรำ กับดีดพิณนี่แหละ...”

ฝ่าบาทสามตัดบทนางอย่างอ่อนใจ

“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเจ้าหัดทำอะไรได้เร็วมากทั้งนั้น?”

เฉิงอวี้เหลือบมองเขาอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลง ปลายเท้าเขี่ยเป็นวงกลมที่ใต้เก้าอี้

“นั่นน่ะจะคนที่ฉลาดมากแค่ไหนก็มีเรื่องที่ไม่ถนัดกันทั้งนั้น...”

ฝ่าบาทสามเหน็บว่า “เรื่องที่เจ้าไม่ถนัดมีเยอะดีนะ”

เฉิงอวี้ได้แต่นึกเคืองโดยไม่กล้าโวยวาย คิดอยู่พักใหญ่ เสนอความเห็นว่า “ข้ายิงธนูได้ไม่เลว ข้าล่ากระต่ายป่าให้เหลียนซานเกอเกอก็แล้วกัน”

ฝ่าบาทสามยิ้ม “ข้าก็ยิงธนูได้ไม่เลว ล่าเสือดุให้เจ้าได้”

เฉิงอวี้ใบ้รับประทาน “อย่างนั้น...อย่างนั้นข้ายังผ่านตาไม่ลืมเลือนได้ด้วย”

ฝ่าบาทสามเลิกคิ้ว “ดูไม่ออกเลยจริงๆ นะว่าเจ้ามีความสามารถผ่านตาไม่ลืมเลือน”

เฉิงอวี้นึกขึ้นได้ว่านางมักจะลืมโน่นลืมนี่ต่อหน้าเหลียนซานจริงๆ ด้วย แทบทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขาเป็นต้องบอกได้ว่าพักนี้นางลืมเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเขาอีกแล้ว นางชักรู้สึกว่ายากจะคุยต่อในประเด็นนี้ได้ แก้ตัวให้ตัวเองอย่างไร้เรี่ยวแรงยิ่งว่า

“นั่นน่ะ...ข้าต้องใส่ใจถึงจะไม่ลืม อาจเป็นเพราะบ่อยครั้ง...ข้าไม่ค่อยใส่ใจละมัง...”

“อ้อ ไม่ค่อยใส่ใจ” ฝ่าบาทสามเอ่ย

เฉิงอวี้เข้าใจทันทีว่าตัวเองพูดผิดเสียแล้ว แข็งใจแก้ว่า

“หรือไม่บางทีข้าก็กำลังเมา หรือไม่ก็กำลังคิดกังวลเรื่องอื่นที่มันสำคัญ แบบนั้นก็จะ...”

ครั้งนี้ฝ่าบาทสามค่อนข้างจะใจกว้าง ไม่ได้ถือสานางจริงจัง เพียงกล่าวว่า “แต่ต่อให้เจ้าผ่านตาไม่ลืมเลือน แล้วจะมีประโยชน์อะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ?” เรื่องนี้กลับจริงแท้แน่นอน

เฉิงอวี้รู้สึกว่าการเอาใจเหลียนซานช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงแท้ นางแทบจะเค้นสมองสุดกำลัง ในที่สุดก็นึกออกว่ายังมีไม้ตายอยู่อีกอย่าง

“อย่างนั้นข้า...ข้าปักผ้าเป็นละ!” นางแทบจะดีใจจนเนื้อเต้นกับไม้ตายนี้ “ยังไงเหลียนซานเกอเกอก็ปักผ้าไม่เป็นใช่ไหมเล่า!”

เพิ่งกล่าวจบคำ ถูกเหลียนซานยื่นมือมากระชากโดยแรง เมื่อกี้นางฟุบหมอบอยู่กับโต๊ะอย่างเกียจคร้าน ตลอดทั้งร่างไม่ได้ออกแรงอะไรเลย ตอนที่เหลียนซานคว้ามือนางกระชากนางเข้าหาตัวเขา นางเหมือนแมงเม่าที่สับสนงุนงงพุ่งโถมเข้าสู่เปลวไฟกระนั้น โถมเข้าสู่อ้อมอกของเขาอย่างไม่รู้สึกตัวใดๆ ไม่มีเหตุผลใดๆ และไร้การขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น

ครั้นได้สติ นางค่อยพบว่าในโถงเหลาดังเอะอะเซ็งแซ่ ที่แท้ตอนเสี่ยวเอ้อร์ซึ่งนำอาหารมาส่งเดินผ่านโต๊ะตัวข้างหลังเขากับนาง ได้สะดุดโต๊ะเก้าอี้ล้มลง ทำแกงจืดผักหนึ่งชามโคมในมือสาดกระเซ็นเกลื่อนพื้น เมื่อกี้นี้นางนั่งอยู่ริมทางเดิน โชคดีที่เหลียนซานกระชากตัวนางทันกาล จึงไม่ถูกน้ำแกงจืดสาดโดนเสื้อผ้า

ระหว่างที่มึนงง นางได้ยินเหลียนซานถามนางว่า

“เจ้าปักผ้าได้ด้วยหรือ?”

เมื่อตั้งสติได้ ค่อยรู้ตัวว่าอยู่ชิดเหลียนซานมาก จากนั้นนางจึงสังเกตเห็นอย่างตะลึงพรึงเพริดว่าตัวนางกลับนั่งอยู่บนตักของเหลียนซาน โค้งตัวขึ้นนิดๆ เหมือนกุ้งฝอย มือข้างหนึ่งขยุ้มแขนขวาของเหลียนซานแน่น ส่วนมือซ้ายของเหลียนซานวางทาบอยู่ข้างหลังนาง ช่วยประคองแผ่นหลังของนางไว้อย่างมั่นคง

ก่อนจะได้ตระหนักว่าควรจะรู้สึกอาย ใบหน้าของนางชิงแดงก่ำไปก่อนแล้ว เป็นอาการหน้าแดงโดยสัญชาตญาณ โดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้การหน้าแดงนี้จึงออกจะสับสนงุนงง ใบหน้าอันงดงามแดงก่ำดุจกุหลาบ นัยน์ตาดำขลับทอแววสับสนลนลาน ดูแล้วเขินอายนิดๆ แต่การเขินอายก็เป็นการเขินอายอย่างใสซื่อเช่นกัน

นางนั่งอยู่บนตักเขา มิได้ลืมที่จะตอบคำถามที่เขาถามนางเมื่อกี้นี้ “ข้าปักผ้าเป็นนะ ปักได้ดีมากด้วย” น้ำเสียงอ่อนระทวย ราวกับเพียงบิดเบาๆ น้ำก็จะหยดลงมากระนั้น

เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกเหลือเชื่อกับความเขินอายที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ของตัวเอง จึงกระแอมออกมาอย่างอึดอัดนิดๆ และไม่เข้าใจ

“เหลียนซานเกอเกอ ช่วยปล่อยข้าลงหน่อย” นางเอ่ยเบาๆ

ฝ่าบาทสามกลับมิได้ปล่อยนาง ดวงตาสีอำพันของเขาเกาะกุมนางไว้ ราวกับพยัคฆ์ร้ายคว้าจับตัวกวางดาวแสนสวย เฉิงอวี้เริ่มประหวั่นลนลานนิดๆ โดยสัญชาตญาณ ดิ้นรนเล็กน้อย คิดจะลุกขึ้น มือขวาของเหลียนซานกดเอวนางไว้โดยพลัน

นางกังขาอย่างยิ่ง ในดวงตามีแต่แววตื่นตระหนกประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่ากิริยานี้ของเขาหมายถึงอะไร แต่เอวของนางได้เหยียดตรงในระหว่างที่ขยับดิ้นรนเมื่อกี้นี้ ดังนั้นนางจึงไม่ต้องแหงนมองเขาอีก แทบจะสามารถมองเขาในระดับสายตาเดียวกันได้แล้ว ความแตกต่างของความสูงที่มีนัยนี้ ทำให้นางไม่รู้สึกว่าตัวนางเป็นเหมือนกวางดาวอีก

ในที่สุดนางก็กล้าจ้องหน้าและจ้องตาเหลียนซานตรงๆ จากนั้นนางพบว่าบนใบหน้านั้นกลับปราศจากสีหน้าใดๆ ใบหน้าที่ปราศจากสีหน้าใดๆ ระหว่างคิ้วตากลับพลันผุดแววยิ้มนิดๆ ในชั่วพริบตาที่นางมองหน้าเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเข้ามาใกล้ใบหูนาง

“ในเมื่อปักผ้าเก่งอย่างนั้น ก็ปักถุงหอมให้ข้าสักใบเถิด”

“แต่...” นางเขินจัดจนตีหน้าไม่ถูก ได้แต่ทำตัวไปตามสัญชาตญาณ น้ำเสียงยังคงอ่อนระทวย แฝงอารมณ์ตัดพ้อนิดๆ “อย่ามาแกล้งกันเพราะนึกว่าข้าไม่รู้นะ” นางผลักเขาเบาๆ แน่นอนว่าผลักไม่ขยับ นางกระซิบอธิบายให้เขาฟังอย่างจริงจัง “เพราะว่าหมวกรองเท้ามอบแก่พี่ชาย ถุงหอมมอบแก่ชายคนรัก ให้เหลียนซานเกอเกอน่ะ ต้องให้รองเท้าต่างหาก”

ในดวงตาหงส์อันน่ามองของเขายังคงแฝงแววยิ้มละไม มือขวายังคงกดเอวนางไว้ดังเดิม เขากลับกระซิบเลียนแบบนางเช่นกัน

“แต่ข้าอยากได้ถุงหอมนี่นา” เมื่อน้ำเสียงเย็นนิดๆ จงใจลดเบาลง ก็ดุจดังธารน้ำไหลที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้แสงจันทร์ อาศัยเสียงน้ำระเรื่อยไหลอันลึกลับเพียงแผ่วเบานั้น ทำให้แยกออกได้รำไรว่ามันอยู่หนใด ให้อารมณ์มืดสลัวอันยากจะพรรณนา

เสียงนั้นราวกับสามารถล่อลวงจิตใจกระนั้น นางไม่ทราบควรทำอย่างไรดี ได้แต่ผลักเขาเบาๆ อีกครั้ง

“เหลียนซานเกอเกอช่วยมีเหตุผลหน่อยสิ”

เขากุมมือของนางที่ผลักเขาไว้ นางสะดุ้งเบาๆ ขณะที่ไม่ทราบว่าควรจะตอบโต้อย่างไรดี เขากลับปล่อยตัวนางเสียแล้ว

“ธุระหลักของข้ามาแล้ว” เขายิ้ม วางนางลงบนเก้าอี้ยาวตัวข้างๆ ช่วยจัดแขนเสื้อที่ยับให้นาง “ไปเดินเที่ยวตลาดเองนะ” แล้วเก็บตุ๊กตานักเตะลูกหนังที่โดนนางลืมทิ้งไว้บนพื้นระหว่างเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมายื่นให้นาง เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องใดๆ ขึ้นทั้งสิ้น

 

เฉิงอวี้ออกไปจากเหลาเหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน ตอนกลับไปถึงร้านน้ำชาเย็น จึงค่อยได้สติขึ้นมาบ้าง หลังจากได้สติ นางเกิดความรู้สึกสงสัยตัวเอง

ตามหลักแล้วเหลียนซานเกอเกอเป็นแค่พี่ชาย เขาช่วยนางอีกแรง นางเผลอเข้าไปนั่งอยู่ในอ้อมอกเขา นี่เป็นเหตุสุดวิสัยทั้งหมด แล้วเหตุใดนางถึงหน้าแดงเล่า?

นางขมวดคิ้วสอบปากคำตัวเอง นั่งไปจนการค้าภายในร้านน้ำชาเย็นเริ่มจะคึกคัก เถ้าแก่จึงรังเกียจที่นางเกะกะ นางค่อยได้ข้อสรุปที่เหมือนจะถูกแต่ความจริงผิด

นั่นคงเป็นเพราะว่าตอนนั้นนั่งอยู่ในอ้อมแขนของเหลียนซานเหมือนกุ้งฝอย จิตใต้สำนึกของนางจึงรู้สึกว่ากิริยาท่าทางนั้นเด็กน้อยมาก และน่าขายหน้ามากกระมัง

แม้จะเป็นข้อแก้ตัวที่ประหลาดพิลึกเช่นนี้ แต่นางกลับโน้มน้าวตัวเองให้เชื่อได้ ทั้งยังรู้สึกคลายใจ และรู้สึกโล่งอกด้วย คือเด็กสาวไม่รู้ความซึ่งไร้ประสบการณ์ในเรื่องสายลมจันทราโดยแท้

 

ธุระหลักของฝ่าบาทสามคือราชครู หลังจากเฉิงอวี้ไปแล้ว ฝ่าบาทสามที่พิงหน้าต่างรอให้ราชครูขึ้นมา กลายเป็นฝ่าบาทสามผู้เย็นชาสง่างาม ดื่มน้ำชาชมบุปผาอย่างเดียวดาย มาแอบหาเวลาว่างครึ่งวันให้ชีวิตเพียงลำพังก่อนหน้านี้อีกครั้ง เพียงแต่สายตาจะปรายไปยังร้านน้ำชาเย็นที่ถนนฝั่งตรงข้ามนานๆ ครั้ง จนกระทั่งราชครูได้นั่งลงตรงหน้าเขาแล้ว จึงค่อยเก็บอาการเล็กน้อย

ราชครูซู่จี๋คือราชครูที่ได้รับแต่งตั้งโดยฮ่องเต้รัชกาลก่อน ท่านราชครูถูกอาจารย์ของท่านหลอกลงจากเขาไปช่วยงานฮ่องเต้รัชกาลก่อนเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เพลานั้นฮ่องเต้รัชกาลก่อนยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ราชครูก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มเช่นกัน บัดนี้กล้าต้นสนหน้าสุสานของฮ่องเต้รัชกาลก่อนได้เติบโตจนสูงถึงสามจ้าง ราชครูผู้ซึ่งเดิมทีควรจะแก่หงำเหงือกกลับดูแล้วยังคงเป็นชายหนุ่ม ด้วยเหตุนี้ปวงขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วทั้งราชสำนักจึงต่างเคารพยำเกรงราชครูยิ่งนัก

ได้มองเห็นใบหน้านั้นของท่าน ก็มิอาจไม่รู้สึกเคารพยำเกรง

ปีที่ราชครูถูกอาจารย์ของท่านเก็บขึ้นเขาไปฝึกวิชาเต๋า เป็นปีที่เกิดภัยแล้งใหญ่อดอยากไปทั่วพอดี เพลานั้นที่ราชครูกราบอาจารย์ เพียงเพื่อข้าวอิ่มท้องร้อนๆ กับที่นอนอุ่นๆ เท่านั้น หาได้คิดไปไกลถึงขั้นจะบรรลุเต๋าเหาะเหินขึ้นสวรรค์แต่อย่างใด กระนั้นจนใจที่ด้วยพรสวรรค์อันเลิศล้ำแต่กำเนิดของท่าน เส้นทางฝึกเต๋าจึงสุดแสนจะราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรคมาขัดขวาง จนถึงขั้นต่อมาเมื่อการเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์แล้ว ท่านอยากจะลงจากเขากลับเมืองเกิดไปเปิดร้านขายขนมสักร้าน พร่ำขอเป็นหลายครั้งอาจารย์ของท่านก็ไม่ยอมอนุญาตสักที

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งท่านขอจนอาจารย์ของท่านรำคาญ อาจารย์ของท่านจึงจับท่านโยนเข้าไปเป็นราชครูในราชสำนักของฮ่องเต้รัชกาลก่อน

ฮ่องเต้รัชกาลก่อนพระองค์นี้ เป็นฮ่องเต้ที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์อย่างยิ่ง แม้ว่าเพลานั้นในราชสำนักจะมีขุนนางบุ๋นที่ซื่อสัตย์เก่งกาจและขุนนางบู๊ที่องอาจแกล้วกล้าอยู่มากมาย แต่ฮ่องเต้รัชกาลก่อนทรงเป็นฮ่องเต้ที่สามารถกวาดขุนนางบุ๋นที่ซื่อสัตย์เก่งกาจและขุนนางบู๊ที่องอาจแกล้วกล้าเข้าไปอยู่ในวังหลังทั้งหมดได้ เจอกับฮ่องเต้เช่นนี้ คิดจะรักษาราชสำนักให้สงบมั่นคงได้ มีแต่ต้องเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ อาศัยราชครูเท่านั้นจริงแท้

ด้วยเหตุนี้ในรัชสมัยของฮ่องเต้รัชกาลก่อน งานของราชครูจึงมีมากมายมหาศาลอยู่ตลอด ความเครียดก็สูงมากอยู่ตลอดเช่นกัน ในราชสำนักเล่าลือกันว่าท่านเป็นคนขี้โมโห ซึ่งก็เป็นคนขี้โมโหจริงๆ จวบจนหลังจากฮ่องเต้รัชกาลก่อนสวรรคต ราชครูจึงค่อยเปลี่ยนเป็นใจเย็นขึ้นเล็กน้อย

หลังจากเฉิงอวิ๋นขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ได้นำบรรยากาศใหม่มาสู่ราชวงศ์ต้าซี เทียนจื่อหนุ่มน้อย เฉลียวฉลาดกระตือรือร้น ในด้านราชการบ้านเมืองได้แก้ไขปัญหาเรื้อรังเก่าก่อน มีความสามารถอยู่ไม่ใช่น้อย และเนื่องจากการชำระปรับปรุงราชสำนัก ทำให้ค่อยๆ กลายเป็นราชสำนักที่โปร่งใส ราชครูจึงได้ใช้ชีวิตวัยชราอย่างแสนสุข แต่ละวันอ่านหนังสือโบราณบ้าง ศึกษาวิจัยขนมบ้าง ไว้ช่วยดูแลรัชกาลของเฉิงอวิ๋นจนผ่านไปแล้ว หากยังไม่ถึงจังหวะชะตาจะเหาะเหินขึ้นสวรรค์ ท่านก็จะกลับเมืองเกิดไปเปิดร้านขายขนมของท่าน

เทียนจื่อองค์ปัจจุบันเป็นเทียนจื่อที่ใส่ใจ ทราบดีถึงงานอดิเรกของราชครู ถึงแม้เขาจะไม่สามารถช่วยเรื่องเปิดร้านขายขนมให้ราชครูได้ แต่บำเหน็จรางวัลเป็นหนังสือโบราณหายากสักเล็กน้อยแก่ราชครูอยู่เนืองๆ นั้นยังได้อยู่ ไม่กี่วันมานี้ลี่ชวนหวางเข้าสู่เมืองหลวงมากราบทูลถวายรายงาน ได้ถวายสมบัติล้ำค่าของหนานหร่านมากมายพร้อมด้วยตำราโบราณของหนานหร่านหลายเล่ม เทียนจื่อจึงเลือกตำราโบราณของหนานหร่านที่เพิ่งจะได้รับมาสองสามเล่มส่งไปมอบให้แก่ราชครู

ที่วันนี้ราชครูนำมาขอให้ฝ่าบาทสามช่วยชี้แนะ ก็คือหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งในจำนวนนั้นนั่นเอง

 

ราชครูกางหนังสือออกตรงหน้าฝ่าบาทสามขอให้เขาช่วยดู ข้อนิ้วเคาะใส่ตำแหน่งหนึ่ง เอ่ยว่า “ที่นี่แหละพ่ะย่ะค่ะ”

บนหนังสือคืออักษรหนานหร่าน ซู่จี๋แปลไปพลางอ่านออกเสียงไปพลาง

“...บรรพบุรุษมนุษย์อาปู้ทัวนำชาวเผ่าทั้งปวงย้ายมายังโลกนี้ แรกมาถึงเห็นเพียงฟ้าดินเวิ้งว้าง ไร้สี่ฤดูกาล ไร้ห้าธัญญา และไร้สิ่งมีชีวิต ชาวเผ่ามองสิ่งนี้แล้วต่างร่ำไห้ ‘พวกข้าคงตายอยู่ที่นี่เสียแล้ว’ ฟูมฟายคร่ำครวญ พลันมีเทพีลงมาจากแสง กายคลุมอาภรณ์แดง เท้าผูกกระพรวนทอง ความงามของนางดุจเมฆอรุณอาบแสงอุษาแดง ท่วงทีของนางดุจจันทร์ยะเยียบสาดแสง อาปู้ทัวเรียกยกย่องนางว่าปฐมเทพน่าหลานตัว พาทุกผู้ก้มกราบ...”

ข้ามไปสองสามบรรทัดกล่าวต่อว่า

“วันเซ่นสังเวย น่าหลานตัวตัดลมฝนมาเป็นตุงพิทักษ์มนตรา ตัดเมฆขาวมาเป็นสะพานเหยียบฟ้า ผืนตุงไหวสะบัด สะพานฟ้าก่อกำเนิด กลางสะพานพลันผุดปลายดาบนับหมื่นพัน ถี่ยิบดุจซี่หวี ปฐมเทพน่าหลานตัวเกล้าเกศาดำขลับ คลุมอาภรณ์แดง ย่างเท้าเปล่าเหนือปลายดาบ ที่ซึ่งย่างผ่านกระพรวนทองไหวขยับ บัวแดงผลิบาน หงเหมิง[1]บังเกิดแสง สะพานฟ้าร้อยหลี่ บัวแดงหมื่นดอก น่าหลานตัวก้าวเดินไปถึงสุดปลายสะพานฟ้าฝั่งนั้น แล้วพลันแปรเป็นแสงสาดส่องลงจากฟ้า แสงดุจหงสาสีรุ้งลู่ปีก ส่องลงสู่จักรวาล โลกอันเวิ้งว้างพลันสว่างสดใส สี่ฤดูถูกรังสรรค์ พืชพรรณล้วนกำเนิด ทวิบาทขับขานจตุบาทย่างเดิน มิแตกต่างจากแปดดินแดน ชาวเผ่าต่างคร่ำครวญ ร่ำไห้แก่การสละตนประทานมอบของปฐมเทพน่าหลานตัว บรรพบุรุษมนุษย์อาปู้ทัวโศกเศร้ายิ่ง เสาะหาร่างเซียนของปฐมเทพอยู่สามเดือน ได้เมล็ดบัวแดงหนึ่งเมล็ด”

ราชครูอ่านถึงตรงนี้ก็หยุดลง กำลังจะเอ่ยปากถามเหลียนซานถึงเรื่องที่ท่านต้องการถาม เห็นฝ่าบาทสามเป็นฝ่ายพลิกหน้ากระดาษเสียเอง หมายจะอ่านต่อไป หน้าถัดไปกลับเป็นหน้าว่าง ฝ่าบาทสามเปิดไปอีกแผ่น มีตัวหนังสือก็จริง ที่บันทึกบนนั้นกลับเป็นเรื่องราวอีกเรื่องเสียแล้ว ฝ่าบาทสามขมวดคิ้ว เหลือบสายตาขึ้นมองราชครู

“เจ้าคิดจะถามข้าว่า น่าหลานตัวที่ในนี้บันทึกไว้คือใคร ถูกไหม?”

ซู่จี๋ตอบว่า “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“น่าหลานตัวในภาษาหนานหร่าน ข้าคิดว่า” เขาหยุดเล็กน้อย “น่าจะสามารถแปลได้ว่าจู่ถี”

ย่อหน้าที่ซู่จี๋อ่านเมื่อครู่นี้ทำให้เหลียนซานตื่นตะลึงอยู่บ้างโดยแท้ บันทึกเกี่ยวกับจู่ถีที่สมบูรณ์เช่นนี้ ในแปดดินแดนหาไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้ยื่นหนังสือเล่มนี้ไปตรงหน้าตงหัว เกรงว่ามหาเทพเองยังต้องมองว่ามันพิเศษ กระนั้นซู่จี๋ที่ได้สัมผัสชื่นชมหนังสือเล่มนี้มานานพอสมควร ทั้งยังอ่านออกเสียงเนื้อหาช่วงนี้ให้ฝ่าบาทสามฟังไปหนึ่งรอบ ตอนได้ยินคำว่า “จู่ถี” สองพยางค์นี้ กลับมิได้ตื่นตะลึงอะไร หนำซ้ำยังมีท่าทีงุนงงนิดๆ อีกด้วย

ฝ่าบาทสามมองดูท่านราชครูผู้มีสีหน้างุนงง เอ่ยว่า

“ดูท่าทางเจ้าจะไม่เคยได้ยินนามของเทพจู่ถีมาก่อน” แล้วกล่าวอีกว่า “คิดว่าก่อนหน้านี้แม้แต่ ‘น่าหลานตัว’ เจ้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกันกระมัง”

ซู่จี๋พึมพำ “ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” กล่าวอย่างสงสัย “แต่ว่า ตามที่ข้อความนี้บรรยาย มนุษย์น่าจะถูกกษัตริย์ที่ชื่อว่า ‘อาปู้ทัว’ นำพาจากที่ใดสักแห่งมายังโลกใบนี้ แต่เวลานั้นที่นี่กลับแร้นแค้นอย่างมาก ต่อมาได้มีการสละตนเซ่นสังเวยของน่าหลานตัว จึงค่อยมีฟ้าดินก่อกำเนิดสี่ฤดูห้าธัญญา ทำให้มวลมนุษย์สามารถอยู่รอดต่อลมหายใจ หากเป็นตามนี้ น่าหลานตัวควรจะเป็นเทพมารดรของพวกเกล้ากระหม่อมเหล่ามนุษย์ แต่เกี่ยวกับว่าฟ้าเกิดจากที่ใด คนมาจากที่ใด ถึงแม้แต่ละเผ่าต่างก็มีตำนานของตน กระนั้นเมื่อก่อนเกล้ากระหม่อมกลับไม่เคยได้ยินตำนานเช่นนี้มาก่อนเลย ตำนานที่จงหยวน[2]ถือเป็นสายหลัก ก็คือผานกู่เบิกฟ้า ฝูซีหฺนฺวี่วาพี่ชายน้องสาวจับคู่กันให้กำเนิดมนุษย์ ผู้ที่บันดาลลมฝน ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ให้แก่พวกเกล้ากระหม่อมมวลมนุษย์ ก็ล้วนแต่เป็นเทพสององค์นี้ทั้งสิ้น”

ฝ่าบาทสามหยุดไปชั่วครู่ “เทพฝูซีเทพหฺนฺวี่วาที่ข้ารู้จักไม่เคยให้กำเนิดมนุษย์มาก่อน แต่น่าหลานตัว” ฝ่าบาทสามเปลี่ยนคำพูด “แต่เทพจู่ถีที่เผ่าหนานหร่านเอ่ยถึงผู้นี้ กลับเป็นเทพเคารพที่พวกข้าเผ่าเทพเทิดทูนมาโดยตลอด และคือเทพมารดรของพวกเจ้าเหล่ามนุษย์จริงๆ”

สีหน้าซู่จี๋ตะลึงพรึงเพริด

ฝ่าบาทสามพลิกเปิดหนังสือเล่มนี้ไปอีกสองแผ่น

“นี่ดูแล้วหาใช่เล่มดั้งเดิม หมึกเป็นหมึกใหม่กระดาษไม่ได้เก่า นี่คือเล่มคัดลอก” เคาะหน้าที่ว่างนั้นพลางเอ่ยว่า “หน้านี้คัดลอกตกไปหรือ? ขอยืมเล่มดั้งเดิมของหนังสือนี้มาดูสักหน่อยได้หรือไม่?”

ซู่จี๋เคยช่วยฮ่องเต้รัชกาลก่อนปกครองมาหนึ่งรัชกาลเต็มๆ ฮ่องเต้รัชกาลก่อนเป็นฮ่องเต้ที่ไร้วิชาความรู้ แต่กลับชอบถามว่า “ทำไมๆๆ” เป็นแสนคำถาม ซู่จี๋ถูกเขาทรมาทรกรรมมาสามสิบกว่าปี จนติดเป็นนิสัยไปเสียแล้วว่า เมื่อได้พบข้อสงสัยหนึ่งข้อ จะต้องหาคำตอบของสิบแปดบรรพบุรุษของข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยนั้นทั้งหมดจนกระจ่างแจ้งด้วย

ด้วยเหตุนี้ฝ่าบาทสามถามปุบ ราชครูจึงตอบได้ทันที

“ฝ่าบาทตรัสถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ นี่คือฉบับคัดลอก แต่ที่ใต้ฝ่าพระบาทพระราชทานมาให้ คือฉบับคัดลอกเล่มนี้ตั้งแต่แรกพ่ะย่ะค่ะ”

ที่ฝ่าบาทสามยังไม่ทันได้ถาม ท่านราชครูก็ตอบได้ทันทีอยู่ดี

“ลี่ชวนหวางที่ผ่านมาทุกรุ่นล้วนแต่ต้องการจะพิชิตแคว้นหนานหร่าน หนานหร่านมีพรมแดนติดกับลี่ชวน กล่าวได้ว่าเป็นเผ่าที่ลึกลับที่สุดในบรรดาเผ่าอี๋ทางตะวันตกเฉียงใต้ ถนัดใช้วิชากู่และวิชาพิษ ทั้งยังถนัดวิชาค่ายคูประตูกล ภายในแคว้นหนานหร่านยังมีภูเขาและทะเลสาบมากมายอีกด้วย ลี้ลับยากหยั่งคาด กล่าวกันว่าซื่อจื่อแห่งลี่ชวนรุ่นนี้สืบทราบมาได้ว่าหนานหร่านมีสุสานโบราณอยู่แห่งหนึ่ง ในสุสานโบราณเก็บรักษาตำราโบราณที่บันทึกภูมิประเทศขุนเขาแม่น้ำ สูตรยาอัศจรรย์วิชาพิสดารของหนานหร่านเอาไว้มากมาย ด้วยเหตุนี้จึงได้ส่งคนเข้าไปสำรวจภายในสุสาน คัดลอกตำราที่สำคัญที่สุดมาไม่กี่เล่ม โดยหมายว่าจะรู้เรารู้เขา ร้อยรบไร้พ่าย” นิ้วมือเรียวยาวของราชครูเคาะที่หนังสือบนโต๊ะซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรสีดำบนพื้นขาว “หนังสือเล่มนี้ก็คือหนึ่งในเล่มที่คัดลอกมาในวันนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่ได้ยินว่าเล่มดั้งเดิมลงวิชาลับไว้ พบอากาศจะสลายเป็นฝุ่นทันที ดังนั้นบัดนี้ในโลกนี้จึงไม่มีเล่มดั้งเดิม มีแต่เล่มคัดลอกเสียแล้ว”

สายตาฝ่าบาทสามหยุดอยู่ที่หน้าว่างบนตำรา

“ดังนั้น หากอยากรู้ว่าบนหน้านี้บันทึกไว้ว่าอะไร วิธีหนึ่งเดียวคือหาตัวผู้คัดลอกมาสอบถามกระมัง?”

ซู่จี๋พยักหน้า “ลี่ชวนหวางปกครองเข้มงวดยิ่ง แม้จะสืบถามเรื่องผู้ที่คัดลอกตำราเล่มนี้จากทางวังของเขาไม่ได้ความ แต่เกล้ากระหม่อมยิ่งสังเกตตัวอักษรเหล่านี้เล่นก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา กลับคล้ายเขียนขึ้นด้วยมือของท่านหญิงน้อยที่เกล้ากระหม่อมรู้จักผู้หนึ่ง ท่านหญิงน้อยผู้นั้นเฉลียวฉลาดสุดเปรียบปาน แตกฉานภาษาของหลายเผ่า มีอยู่ปีหนึ่งได้ใช้ตัวอักษรสิบสามชนิดคัดลอกคัมภีร์อธิษฐานขอพรให้ไท่หวงไท่โฮ่ว ในตัวอักษรสิบสามชนิดนี้ มีอักษรหนานหร่านอยู่ด้วย และท่านหญิงผู้นี้ ก่อนหน้านี้ก็ท่องเที่ยวอยู่ที่ลี่ชวนพอดีพ่ะย่ะค่ะ”

นิ้วมือของฝ่าบาทสามเคาะใส่บนบรรทัดที่เขียนว่า “บรรพบุรุษมนุษย์อาปู้ทัวโศกเศร้ายิ่ง เสาะหาร่างเซียนของปฐมเทพอยู่สามเดือน ได้เมล็ดบัวแดงหนึ่งเมล็ด” อย่างเรื่อยเฉื่อยไม่เป็นจังหวะ เอ่ยเสียงเรียบ

“เช่นนั้นจงลองไปถามท่านหญิงผู้นี้ดูว่า หลังจาก ‘ได้เมล็ดบัวแดงหนึ่งเมล็ด’ วันนั้นนางยังได้เห็นอะไรแต่ลืมที่จะคัดลอกอีกบ้าง”

ท่านราชครูที่ถามก็คล่องปากตอบก็คล่องปากยามนี้กลับสะดุดชะงัก กระแอมหนึ่งที “เรื่องนี้...”

ฝ่าบาทสามเลิกคิ้ว

ท่านราชครูกระแอมอีกครั้ง “เรื่องนี้...ฝ่าบาททรงอย่าบอกออกไปว่าท่านเป็นคนอยากถามเรื่องนี้จะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ หากเรื่องนี้ลือไปถึงหูของท่านหญิงน้อยผู้นั้น ต่อให้เกล้ากระหม่อมเป็นคนไปถาม ท่านหญิงน้อยก็ไม่แน่ว่าจะบอกให้เกล้ากระหม่อมทราบแล้วละ”

ฝ่าบาทสามขมวดคิ้ว “ดูท่าทางจะเป็นท่านหญิงที่นิสัยไม่ค่อยดีนะ”

ราชครูแก้ว่า “ความจริง...ท่านหญิงน้อยน่ะนิสัยดีพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่ากับฝ่าบาท คงจะ...”

ฝ่าบาทสามประหลาดใจเล็กน้อย “ขุนนางฝ่ายนอกอย่างข้า ยังจะไปมีความแค้นอะไรกับท่านหญิงที่ถูกเลี้ยงมาในห้องหอได้?”

ท่านราชครูเงียบไปชั่วครู่ “ฝ่าบาททรงเคยยกเลิกการสมรสกับนางพ่ะย่ะค่ะ”

ฝ่าบาทสามกล่าวว่า “ข้า...” จากนั้นฝ่าบาทสามก็นึกออกแล้ว

มีเรื่องเช่นนี้จริงๆ ด้วย เมื่อแรกกลับราชสำนัก ไท่หวงไท่โฮ่วได้พระราชทานสมรสแก่เขา แต่เทพสวรรค์เช่นเขาจะไปแต่งงานกับมนุษย์กระไรได้ เขาจึงปฏิเสธไป ปฏิเสธไปแล้วเขาก็ลืมไปเลย

ฝ่าบาทสามขมวดคิ้ว นิ่งเงียบไปชั่วครู่เช่นกัน จากนั้นเอ่ยว่า

“ไม่เคยยกเลิกสักหน่อย แค่ปฏิเสธไปเท่านั้น”

ซู่จี๋ถอนหายใจ วิจารณ์อย่างจริงใจยิ่งว่า

“นั่นน่ะสำหรับกูเหนี่ยงผู้หนึ่งแล้ว แทบไม่ได้ต่างอะไรกันเลยพ่ะย่ะค่ะ”

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] หงเหมิง คือคำเรียกยุคฮุ่นตุ้นที่ฟ้าดินมีแต่ความมืดมิด
[2] จงหยวน แปลว่า ที่ราบภาคกลาง คือคำเรียกแทนบริเวณศูนย์กลางของประเทศจีน หมายถึงพื้นที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหตั้งแต่ตอนกลางจนถึงตอนล่างของแม่น้ำ

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:37

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น