บทที่เก้า (1)
อุทยานน้ำคดสร้างอยู่ตรงชานเมืองฝั่งตะวันตกของเมืองหลวง อิงภูเขาจิ่งหมิง สร้างขึ้นเป็นสองสวนสิบหกเขตเรือน สองสวนตะวันออกและตะวันตกซ้อนหินแปลกตาเป็นภูผาอัศจรรย์ รวมร้อยบุษบาเป็นสวนมาลีพิลาสล้ำ สิบหกเขตเรือนจากหน้าจรดท้ายอุทยาน มีแท่นศาลาหอห้องปลูกเรียงรายในรูปแบบปราดเปรียวทรงพลังดุจมังกรเหินหงส์รำฟ้อน และมีห้องเล็กเรือนสันโดษเน้นบรรยากาศโบราณอันเงียบสงบปลอดโปร่ง จุดที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือเขตเรือนสุดท้าย “เรือนรับน้ำ” มีสระเก็บน้ำขนาดใหญ่มากอยู่หนึ่งสระ รับน้ำที่ชักนำลงมาจากภูเขาส่งกระจายไปทั่วทั้งสิบหกเขตเรือน กอปรเป็นทัศนียภาพอันงามตระการของสายน้ำคดเคี้ยวหลายสิบสายทั้งไหลทะลุและอ้อมผ่านสวน ดุจมังกรอสรพิษเยื้องย่าง มหัศจรรย์น่าทึ่งยิ่งนัก
ทั้งใหญ่โตอลังการและประณีตงดงามเช่นนี้ กระทั่งพระราชวังในเมืองหลวงยังไม่อาจเทียบได้ เพียงดูก็ทราบว่าเป็นผลงานของฮ่องเต้รัชกาลก่อน เพราะหากไม่ใช่ตัวผลาญสมบัติที่โดดเด่นเช่นดั่งฮ่องเต้รัชกาลก่อน กล่าวได้ว่ายากยิ่งจะมีพลังความฮึกเหิมที่จะสร้างวังแปรพระราชฐานเช่นนี้ขึ้นมาได้
นับตั้งแต่เข้ามาพักที่อุทยานน้ำคด เฉิงอวี้ก็คอยอยู่รับใช้ที่ข้างกายไท่หวงไท่โฮ่วเหนียงเนี่ยงเสด็จย่าของนางมาติดต่อกันได้ครึ่งเดือนแล้ว
ไท่หวงไท่โฮ่วพระชนมายุมากแล้ว ไม่ค่อยโปรดเดินไปไหนมาไหน และไม่ค่อยโปรดความครึกครื้น ด้วยเหตุนี้ตลอดสิบห้าวันนี้ พวกนางต่างเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนสนกระเรียน หนึ่งในสิบหกเรือน ท่องอ่าน คัดเขียน และถกถามคัมภีร์พระสูตรกันไปเงียบๆ ซึ่งทำให้เฉิงอวี้พลาดรายการฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงใหญ่รับรองปวงขุนนาง ฮ่องเต้นำปวงขุนนางเสด็จประพาสสวน และฮ่องเต้กับปวงขุนนางร่วมบันเทิงชมงิ้วชมปาหี่ด้วยกันเป็นต้น...อันเป็นบรรดารายการบันเทิงที่นางโปรดปรานนักหนาไปอย่างสมบูรณ์
อีกทั้งไท่หวงไท่โฮ่วทรงนับถือพุทธศาสนาเต็มพระทัย ดังนั้นในเรือนสนกระเรียนมีแต่อาหารมังสวิรัติ ตรงจุดนี้ทำให้เฉิงอวี้รู้สึกอึดอัดทรมานเช่นกัน ยังดีที่ได้สหายหญิงของนาง ฉีอิงเอ๋อร์คุณหนูใหญ่ฉี ธิดาในภรรยาเอกของแม่ทัพฉงอู่โหว ซึ่งติดตามท่านย่าของตนตามเสด็จไท่หวงไท่โฮ่วมาที่อุทยานน้ำคดด้วย คอยดูจังหวะแวะมาช่วยส่งน่องไก่ไม่ก็คอเป็ดประทังชีวิตให้นางทุกวัน
วันที่สิบหก ในที่สุดเฉิงอวี้ก็หลุดพ้นจากเรือนสนกระเรียนจนได้ เนื่องจากฮ่องเต้เสด็จมาที่เรือนสนกระเรียนด้วยพระองค์เอง บอกกล่าวเรื่องราวต่อไท่หวงไท่โฮ่วว่า ไท่จื่อแห่งแคว้นอูหนัวซู่พาอนุชาคนเล็กและราชทูตมาเยือน ในระหว่างงานเลี้ยงสุราได้กล่าวชมฝีมือจีจวี[1]ของราชทูตหญิงหลายคนนั้นของตน และขออนุญาตเขาแข่งจีจวีหนึ่งรอบ เขาได้อนุญาต ไม่กี่วันให้หลังต้าซีกับอูหนัวซู่จะมีการแข่งขันครั้งใหญ่ ถึงแม้เสิ่นกงกงได้คัดเลือกสี่มือแข่งหญิงที่จะลงแข่งในฐานะตัวแทนของต้าซีเอาไว้แล้ว แต่เผื่อว่าระหว่างที่แข่งเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น อย่างไรก็จำเป็นต้องมีตัวสำรอง ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ขอยืมตัวท่านหญิงหงอวี้ที่ฝีมือจีจวีพอใช้ได้ออกมาใช้งานสักหน่อย
ไท่หวงไท่โฮ่วทรงอนุญาต
เฉิงอวี้ติดตามฮ่องเต้ออกมาจากเรือนสนกระเรียน ในใจลิงโลดโดยแท้ จึงพลอยพูดมากเป็นพิเศษ
อาทิฮ่องเต้ถามนางว่า “การแข่งจีจวีกับอูหนัวซู่นี้ เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดเจิ้น[2]จึงจงใจไปหาไท่หวงไท่โฮ่วเพื่อเอาตัวเจ้ามาเป็นตัวสำรองโดยเฉพาะ?”
ที่ผ่านมาปกตินางจะเซ่นคาถาแปดพยางค์ “ผู้น้องโง่เขลาผู้น้องไม่ทราบ” ออกไป ยกสิทธิ์ในการพูดให้ฮ่องเต้โดยตรง ฮ่องเต้ว่าอย่างไรก็คืออย่างนั้น เพราะเดิมทีทุกคนในวังหลวงต่างก็ใช้ชีวิตแบบเก็บกดอย่างนี้กันทั้งนั้น
แต่วันนี้นางกระตือรือร้นที่จะพูดมาก
“เสด็จพี่ทรงสงสารน้องไงเพคะ!” นางหน้าบานเป็นจานเชิง “น้องทราบดีว่าความจริงแล้วเสด็จพี่ไม่ได้รู้สึกว่าฝีมือจีจวีของน้องเก่งกาจอะไรเลย และไม่ได้ต้องการเอาน้องไปเป็นตัวสำรองจริงๆ ด้วย เสด็จพี่ทรงเห็นว่าน้องอยู่ท่องคัมภีร์ที่เรือนเสด็จย่ามาตั้งสิบห้าวันแล้ว ลำบากลำบนมามาก ดังนั้นจึงจงใจยกข้ออ้างนี้มาช่วยน้องเท่านั้นเอง! น้องตื้นตันใจจริงๆ เพคะ!”
ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “อย่างนั้นรู้ไหมว่าเหตุใดเจิ้นถึงได้จงใจไปช่วยเจ้าโดยเฉพาะ?”
นางยิ้มจนตาหยี พูดจากใจจริง “เพราะว่าน้องว่านอนสอนง่ายไงเพคะ!”
ฮ่องเต้โมโหนางจนหัวเราะ “เจ้าน่ะนะ...ว่านอนสอนง่าย? เหลวไหลสิ้นดี!”
นางยอมรับผิดเร็วกว่าใครทั้งสิ้น “อย่างนั้นน้องผิดไปแล้วเพคะ”
ฮ่องเต้มองหน้านาง โมโหไม่ค่อยออกเช่นกัน กระแอมหนึ่งที เอ่ยถึงธุระสำคัญ
“ในเมื่อเจิ้นช่วยเจ้าออกมาแล้ว เจ้าก็ต้องช่วยเจิ้นด้วยละ ประเดี๋ยวได้เจอท่านแม่ทัพใหญ่ อย่าเอะอะอาละวาดก่อเรื่องให้เจิ้น หากเจ้าทำได้ ก็ว่านอนสอนง่ายจริงๆ แล้ว เจิ้นเองก็จะปลื้มใจด้วย”
เฉิงอวี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ ฮ่องเต้จึงเอ่ยถึงแม่ทัพใหญ่ แต่เห็นท่าทางของฮ่องเต้ไม่ต้องการให้นางแสดงความคิดเห็นใดๆ นางจึงโอนอ่อนผ่อนตามไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เพียงพยักหน้าพูดว่า
“เพคะ น้องเข้าใจแล้ว”
ฮ่องเต้ถอนหายใจ “เจิ้นรู้ว่าในใจเจ้านั้นนึกน้อยใจ แต่ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นเสาหลักของบ้านเมือง ประโยค ‘ตราบเป่ยเว่ยไม่ล่มสลาย ก็ละอายที่จะมีครอบครัว’ นี้ ไม่ใช่คำสาบานที่กล่าวออกมาเพราะต้องการหาเรื่องเจ้าโดยเฉพาะเลย นี่คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ของแม่ทัพผู้หนึ่ง เจิ้นเองก็นึกตื้นตันกับเรื่องนี้อยู่เนืองๆ เช่นกัน เจ้าเองก็ควรจะนึกนับถือเสียบ้างนะ”
ตราบเป่ยเว่ยไม่ล่มสลาย ก็ละอายที่จะมีครอบครัว ประโยคนี้คุ้นหูมาก
เฉิงอวี้ไล่หาในสมองไปหนึ่งรอบอย่างสงสัย ความคิดพลันวาบขึ้น นึกเรื่องเก่าก่อนเรื่องหนึ่งออก : ตอนที่นางเพิ่งจะกลับมาถึงเมืองผิงอาน มีแม่ทัพคนหนึ่งยกเลิกการแต่งงานกับนาง
ตอนที่จิ้งอานหวางเฟยท่านแม่ของเฉิงอวี้สิ้นบุญ นักพรตเฒ่าที่ทำพิธีศพให้ท่านแม่นางผู้หนึ่งเคยทำนายดวงชะตาให้นาง บอกว่าชีวิตนี้ของนางมีด่านเคราะห์สามด่าน : ด่านโรคภัย ด่านชีวิต ด่านรัก
ผ่านด่านโรคภัย ยังมีด่านชีวิต ผ่านด่านชีวิต ยังมีด่านรักอีกด่าน หนึ่งด่านคาบเกี่ยวอีกด่าน ไม่ว่าด่านใดเกิดความผิดพลาด จะบาดเจ็บถึงชีวิตทั้งสิ้น เมื่อผ่านไปโดยพร้อมเพรียงได้ทั้งสามด่าน นางจึงจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยสมปรารถนาได้
ในบรรดาด่านเคราะห์ทั้งหลายของนาง นักพรตเฒ่าเน้นกล่าวถึงด่านรักเป็นพิเศษ บอกว่าด่านนี้น่าจะเป็นเดินทางไกลไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี ทันทีที่เดินทางไกลไปแต่งงาน ชีวิตของท่านหญิงก็จบสิ้นแล้ว
ด้วยเหตุนี้เฉิงอวี้จึงมิได้จู้จี้อะไรในเรื่องใหญ่อย่างการแต่งงาน สำหรับนางแล้ว ขอแค่ไม่ใช่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี ก็คือการแต่งงานที่ดี ดังนั้นตอนแรกที่ได้ยินว่าไท่หวงไท่โฮ่วพระราชทานสมรส มีอยู่แวบหนึ่งที่นางคิดว่าในที่สุดดวงชะตาก็เปิดทางรอดให้นางแล้ว ต่อมาก็ได้ยินอีกว่าแม่ทัพผู้นั้นปฏิเสธการสมรส หลีเสี่ยงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่นางกลับไม่มีความเห็นใด เพียงรู้สึกว่าลิขิตสวรรค์ประดุจดาบ สุดท้ายดวงชะตาก็ยังคงเป็นดวงชะตานั้นอยู่ดี
เวลานั้นนางไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับนาง จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพียงแค่สองเดือนก็ลืมเสียสนิท ยามนี้ฮ่องเต้เอ่ยถึง นางจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ว่า อันที่จริงนี่ควรจะนับว่าเป็นเรื่องใหญ่นี่นา
จากนั้น นางก็รับรู้ได้อย่างหัวไวว่าในความรู้สึกของฮ่องเต้ เวลานี้นางควรจะเป็นเด็กสาวผู้เคืองแค้นที่นึกอาฆาตอยู่ในใจเพราะถูกแม่ทัพผู้นั้นยกเลิกการแต่งงาน และเห็นได้ชัดว่าครั้งนี้แม่ทัพผู้นั้นก็จะตามเสด็จมาที่อุทยานน้ำคดด้วย ฮ่องเต้กลัวว่านางจะอาละวาดก่อเรื่องอะไรขึ้นให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่ราชวงศ์ ทำให้เขาต้องเสียหน้า ดังนั้นจึงมาตักเตือนนางไว้ล่วงหน้า
แต่จะอย่างไรฮ่องเต้ก็ยังคงรู้สึกผิดต่อนางอยู่ดี ดังนั้นการตักเตือนนาง จึงได้ตักเตือนด้วยท่าทีจริงใจเช่นนี้
นี่
นี่มันดีมากเลยนี่นา!
เฉิงอวี้เข้าสวมบทบาททันที ปาดน้ำตาอย่างทุกข์ระทมขมขื่นกราบทูลฮ่องเต้
“นั่นน่ะ...ท่านหญิงที่ถูกขอยกเลิกการสมรส ขมขื่นมาก...จริงๆ นะเพคะ วางตัวลำบากมากเลยละเพคะ...แต่เสด็จพี่บอกให้น้องสงบเสงี่ยมหน่อย...” นางสะอื้น “อย่างนั้นน้องก็ไม่อาจคิดอะไรอื่นได้แล้วละเพคะ” นางสะอื้นจนสะอึกไปหนึ่งที “ได้ยินเขาว่ากันว่าไม่กี่วันก่อนตอนที่เสด็จพี่ทรงจัดเลี้ยงรับรองปวงขุนนาง คณะงิ้วที่เรียกมาแสดงได้ดีมาก ดูแล้วคลายทุกข์คลายโศกได้ ความขมขื่นของน้อง บางทีได้ดูงิ้วสักหน่อย อาจจะช่วยผ่อนเพลาได้บ้างสักนิด...”
ฮ่องเต้นั้นเป็นฮ่องเต้ที่วิตกจริตกลัวน้องสาวเป็นกิจวัตร หวาดกลัวการที่เหล่าน้องสาวมีน้ำหูน้ำตาใส่หน้าเขามากที่สุด ได้ฟังเฉิงอวี้สะอึกสะอื้น หนังตาพลันกระตุกทันที เงื้อเท้าทำท่าจะเผ่นหนี ปากพูดอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้น ให้พวกเขาเปิดแสดงให้เจ้าอีกสักสองสามรอบก็แล้วกัน”
เฉิงอวี้เช็ดหางตา เท้ากลับชิงก้าวไปขวางอยู่ข้างหน้าฮ่องเต้ก่อนหนึ่งก้าว สกัดเขาไว้พลางสะอื้นต่อไป
“น้องยังพูดไม่จบเลยนะเพคะ” นางสะอื้นจนสะอึกอีกครั้ง “น้องคิดว่าช่วงฤดูนี้ เวลาดูงิ้วต้องกินแตงหวานที่ทางใต้ส่งขึ้นมาบรรณาการจึงจะดี เปลือกบางเนื้อหนา หวานฉ่ำน้ำก็เยอะด้วย ไม่ทราบว่าปีนี้พวกเขาได้ถวายขึ้นมาหรือเปล่าเพคะ...”
ฮ่องเต้ที่ถูกสกัดขวางไว้กลายๆ ขนหัวลุกเกรียว พูดต่ออย่างรวดเร็ว “เช้าตรู่วันนี้เพิ่งเอามาบรรณาการ ไว้เดี๋ยวจะเอาให้เจ้าสองลูก”
เฉิงอวี้ยังคงเช็ดหางตา มือข้างที่ว่างชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว “ห้าลูกเพคะ”
ฮ่องเต้ไม่อยากจะอยู่ต่ออีกโดยสิ้นเชิง “งั้นก็ห้าลูก”
เฉิงอวี้ถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนสนกระเรียน รับประทานแตงหวานที่ฮ่องเต้ยกให้นาง ชมงิ้วที่ฮ่องเต้ลงพระปรมาภิไธยอนุมัติให้แสดงวันละสามรอบให้นางดูโดยเฉพาะ ใช้ชีวิตอย่างแสนสำราญสุดเปรียบปาน ชมงิ้วจนเบื่อแล้ว นางค่อยนึกขึ้นมาได้ว่านางเป็นผู้เล่นตัวสำรอง จำเป็นต้องโผล่หน้าไปที่กลุ่มจีจวีซึ่งจะเป็นตัวแทนต้าซีลงสู้ศึกกับอูหนัวซู่สักหน่อยอยู่ดี
จีจวี คือตีคลีม้า
เฉิงอวี้เล่นเตะลูกหนังกับเล่นจีจวีมาตั้งแต่เด็ก ในสวนท้ายหอทศมาลีมีสนามจีจวีที่จูจิ่นทำไว้ให้นาง นางมักจะควบม้าห้อตะบึงไปบนสนามอยู่บ่อยๆ ตอนอายุสิบสี่ปีก็สามารถแสดงลูกเล่นสารพัดแบบบนหลังม้าซึ่งกำลังวิ่งสุดฝีเท้าตีลูกเข้าประตูได้แล้ว ในบรรดาสตรีนับได้ว่าระดับฝีมือจีจวีสูงมาก แต่เนื่องจากว่านางไม่เคยตีคลีม้าในวังหลวงมาก่อน ดังนั้นฮ่องเต้จึงมิได้ทราบถึงความสามารถของนาง
กลุ่มแข่งจีจวีที่เสิ่นกงกงทุ่มเทเรี่ยวแรงอย่างมากเลือกเฟ้นมามีทั้งสิ้นหกคน นอกจากเฉิงอวี้กับคุณหนูใหญ่ฉี ยังมีหญิงสูงศักดิ์อีกหนึ่งนางและขุนนางหญิงในวังหลวงสามนาง
เนื่องจากการแข่งขันใกล้มาถึง สองสามวันนี้จึงฝึกซ้อมกันถี่มาก เฉิงอวี้แค่ใส่ชื่อมาเฉยๆ จึงไม่มีโอกาสให้ได้ลงสนามไปฝึกซ้อมเท่าไรนัก ตัวนางก็รู้สึกด้วยเช่นกันว่านางแค่ดูอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว นางคิดไว้ว่าอย่างนี้ จากระดับฝีมือของคนที่อยู่ในสนามสี่ห้าคนนี้ หากนางบุ่มบ่ามลงสนาม นอกจากคุณหนูใหญ่ฉีที่ยังพอจะยันเอาไว้ได้แล้ว ยากมากที่นางจะไม่เล่นจนทำให้คนที่เหลืออีกสี่คนพากันหมดความมั่นใจ ซึ่งนี่คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนักสำหรับทั้งกลุ่ม...
ระดับฝีมือของคุณหนูใหญ่ฉีเหนือกว่าอีกสี่คนอยู่หลายขุมเช่นกัน ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบแบบเดียวกัน จึงน้อยมากที่จะลงไปฝึกซ้อมในสนามเช่นกัน ไม่ใช่มาสายก็เป็นกลับก่อน ซ้อมก็ไม่ตั้งใจซ้อม เวลาส่วนใหญ่จะกางหนังสือเก่าโทรมปิดหน้านอนหลับอุตุอยู่ข้างๆ เฉิงอวี้ เฉิงอวี้ไม่ยุ่ง เสิ่นกงกงก็ไม่สะดวกจะยุ่ง เสิ่นกงกงรู้สึกว่าตัวท่านช่างวางตัวลำบากแท้
ฝึกซ้อมเช่นนี้ได้ไม่กี่วัน วันถัดมาก็เป็นวันแข่งขัน
ปลายยามเว่ย[3] ฮ่องเต้ได้เสด็จนำปวงขุนนางมายังสนามจีจวีหน้าตำหนักจันทร์กระจ่างซึ่งจะเปิดใช้งานก็ต่อเมื่อมีการแข่งขันใหญ่ บนแท่นชมการแข่งขันคนเต็มทุกที่นั่ง
วันนี้ฝ่าบาทสามนั่งอยู่ข้างราชครู
ไม่กี่วันก่อนฝ่าบาทสามรับบัญชาจากฮ่องเต้ ไปฝึกทหารที่ค่ายใหญ่ชานเมืองหลวง คืนวานซืนค่อยเข้าสู่อุทยานน้ำคด ด้วยเหตุนี้บรรดาราชทูตของอูหนัวซู่ และบรรดาภริยากับธิดาขุนนางใหญ่ของต้าซีที่ถูกไท่หวงไท่โฮ่วและไท่โฮ่วเรียตัวมาคลายร้อนบนที่นั่งผู้ชม ส่วนใหญ่จึงไม่รู้จักเขา แต่คุณชายที่สง่างามเช่นนี้ รูปงามคมสันเหนือธรรมดาปานนี้ ทั้งเขายังนั่งอยู่ขวามือของท่านราชครูอันเป็นที่นั่งของผู้มีศักดิ์สูง เห็นได้ว่ามีตำแหน่งสูงยิ่งเช่นกัน ย่อมจะชวนให้ผู้คนอิจฉาชื่นชมอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา
เยียนหลานจ้องมองเหลียนซ่งแต่ไกล เห็นเหลียนซ่งหาได้เหลือบสายตาขึ้นดูในสนาม ราชครูกำลังคุยอะไรบางอย่างกับเขา เขาเบือนหน้าไปฟัง ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร พัดจีบในมือแตะเท้าแขนเก้าอี้เรื่อยเปื่อยไม่เป็นจังหวะ
ในใจเยียนหลานสะดุดวูบ ในบรรดาความฝันอันเลือนรางเกี่ยวกับสวรรค์เก้าชั้นฟ้าของนาง บางครั้งนางก็ได้เห็นเหลียนซ่งที่เป็นแบบนี้เช่นกัน บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามักจะมีงานเลี้ยงสารพัดชนิด ฝ่าบาทสามไม่ถือตัว งานเลี้ยงทางการที่สำคัญๆ เขามักจะโผล่มาเสมอ แต่ก็มักจะเป็นเหมือนอย่างนี้เช่นกัน ไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับตัวงานเลี้ยงเท่าไรนัก เวลาส่วนมากต่างมีสีหน้าเรื่อยเฉื่อยไม่ใส่ใจ
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไร หรืออยู่ที่ใด ฝ่าบาทสามมักจะคือฝ่าบาทสามผู้นั้นเสมอ นางเห็นว่าฝ่าบาทสามที่เป็นเช่นนี้ทำให้ยากจะอ่านออก แต่ก็ทำให้ยากจะไถ่ถอนเช่นกัน
มือถูกคนแตะเบาๆ เยียนหลานหันหน้าไป มองเห็นองค์หญิงสิบเจ็ดที่นั่งอยู่ข้างๆ นาง องค์หญิงสิบเจ็ดยกผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ขยับเข้ามาใกล้กล่าวกับนางว่า “ไม่ได้เจอท่านแม่ทัพใหญ่มาตั้งพักใหญ่ ท่านแม่ทัพใหญ่ยังคงดูดีเช่นเดิมเลยนะ” ไม่รอให้เยียนหลานเอ่ยตอบ ก็กล่าวอย่างมีเลศนัยอีกว่า “เมื่อกี้นี้ข้ายังบ่นกับน้องสิบแปดอยู่เลย นึกขึ้นมาได้ว่าท่านแม่ทัพใหญ่คือเปี่ยวซยงของเยียนหลานเม่ยเมย อย่างนั้นเม่ยเมยต้องรู้แน่ๆ สินะว่า เสด็จย่าเคยประสงค์จะพระราชทานสมรสให้ยาโถวหงอวี้นั่นกับท่านแม่ทัพใหญ่?”
เยียนหลานไม่ได้เอ่ยอะไร
องค์หญิงสิบแปดกระตุกแขนเสื้อองค์หญิงสิบเจ็ด องค์หญิงสิบเจ็ดไม่สนใจแม้แต่น้อย “เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ยังมีอะไรที่ถามไม่ได้กัน” รุกถามเยียนหลาน “เรื่องนี้เม่ยเมยเคยได้ยินท่านแม่ทัพเอ่ยถึงมาก่อนหรือไม่?”
เยียนหลานนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ “ข่าวของเจี่ยเจียช่างไวนัก ข้าไม่เคยได้ยินเปี่ยวเกอเอ่ยถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย”
องค์หญิงสิบเจ็ดไม่ค่อยเชื่อนัก เลิกคิ้วมองหน้าเยียนหลาน กลับเห็นเยียนหลานไม่เอ่ยอะไรเลยจนแล้วจนรอด ก็ไม่สะดวกจะรุกถามต่อ หาทางลงให้ตัวเองว่า “เช่นนั้นคงเป็นว่าท่านแม่ทัพใหญ่ปกป้องชื่อเสียงของหงอวี้กระมัง ท่านแม่ทัพใหญ่ช่างเป็นคนมีคุณธรรมทีเดียว เพียงแต่เสด็จย่าก็ออกจะลำเอียงรักใคร่หงอวี้มากเกินไป จึงได้ทำเสียเรื่องนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ท่านแม่ทัพใหญ่ย่อมจะไม่สามารถรับยายหนูน้อยที่วันทั้งวันรู้จักแต่เล่นสนุกเอะอะ ไม่รู้ความใดๆ ทั้งสิ้นมาเป็นฟูเหรินดอก ดังนั้นจึงได้...” เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักออกมา
องค์หญิงสิบแปดที่ลักษณะคิ้วตาดูเป็นคนขลาดกลัวมองดูเยียนหลาน แล้วมองดูองค์หญิงสิบเจ็ด ริมฝีปากถอดสีเอ่ยเตือนองค์หญิงสิบเจ็ดว่า “พี่หญิงสิบเจ็ดอย่าพูดเหลวไหลสิ เสด็จย่าพระราชทานสมรสท่านแม่ทัพใหญ่ ต่ำกว่าเจ้าหญิงก็มีจวิ้นจู่นี่แหละที่ฐานันดรสูงสุด เนื่องจากท่านแม่ทัพใหญ่เป็นขุนนางใหญ่ ไม่อาจคู่กับเจ้าหญิงได้ ย่อมควรจะพระราชทานแก่หงอวี้ เรื่องนี้มิใช่ว่าเสด็จย่าทรงลำเอียงรักใครหรือไม่รักใคร...”
องค์หญิงสิบเจ็ดพูดอะไรอีกบ้างเยียนหลานไม่ได้ใส่ใจ นางเบนสายตาไปจับยังสนามแข่งขัน แม้สีหน้าจะสงบราบเรียบ แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง
เรื่องไท่หวงไท่โฮ่วพระราชทานสมรสฝ่าบาทสามกับหงอวี้ ไปจนถึงเรื่องฝ่าบาทสามขัดพระราชเสาวนีย์ปฏิเสธการสมรสนั้น นางเคยได้ยินมาก่อนทั้งคู่จริงๆ
ตัวหงอวี้จวิ้นจู่นั้น เยียนหลานรู้จัก นั่นคือธิดากำพร้าของจิ้งอานหวางเยี่ย เนื่องจากความรักใคร่โปรดปรานที่ไท่หวงไท่โฮ่วมีต่อจิ้งอานหวางเยี่ย ทำให้หงอวี้พลอยได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากไท่หวงไท่โฮ่วหลายส่วนไปด้วย หงอวี้อายุยังน้อย เพียงสิบหกปี ทว่าหน้าตาไม่ธรรมดา รูปโฉมงามล่มเมือง อุปนิสัยก็ร่าเริงมาก ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงโปรดปรานหงอวี้มากเช่นกัน ขณะที่นางกับหงอวี้ไม่ค่อยได้สนทนากันนัก
ตอนแรกที่ได้ยินว่าไท่หวงไท่โฮ่วพระราชทานสมรส นางประหลาดใจเล็กน้อยจริงแท้ แต่นางก็คาดเดาถูกเช่นกันว่าฝ่าบาทสามต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน
เหล่าเทพธิดาบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าต่างมีรูปโฉมงามล้ำกันทั้งนั้น ยังไม่เห็นฝ่าบาทสามจะกระไรเลย อย่าว่าแต่หงอวี้ แต่การพระราชทานสมรสของไท่หวงไท่โฮ่ว กลับทำให้นางเริ่มขบคิดอย่างจริงจังถึงเรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานที่ฝ่าบาทสามอาจจะมีได้
นางเคยคิดมาแล้วหลายครั้ง กระนั้นทุกครั้งที่คิด หัวใจนางต่างต้องหนักอึ้ง
เป็นเช่นที่องค์หญิงสิบเจ็ดกล่าว ตามธรรมเนียมของราชวงศ์ พระชามาดาห้ามดำรงตำแหน่งขุนนางใหญ่ ด้วยเหตุนี้ไท่หวงไท่โฮ่วพระราชทานสมรสแก่เหลียนซ่ง จึงไม่มีทางพระราชทานให้แก่เจ้าหญิงโดยเด็ดขาด นางกับฝ่าบาทสามไม่มีทางมีความเป็นไปได้ใดๆ
หากจะกล่าวว่าสำหรับนางแล้ว ชีวิตนี้ยังมีเรื่องใดที่ถือเป็นโชคดี คาดว่าเพียงเรื่องเดียวที่ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีได้ ก็คือในโลกนี้จะผู้ใดก็ไม่มีทางเป็นไปได้กับฝ่าบาทสามทั้งสิ้นกระมัง
เพราะว่านี่คือโลกมนุษย์ สิ่งที่สายตาของพวกเขามองเห็นล้วนแต่เป็นมนุษย์ ในโลกนี้ไม่มีทางมีมนุษย์คนใดที่สามารถทำให้ฝ่าบาทสามหวั่นไหว ทำให้ฝ่าบาทสามต้องการตบแต่งมาเป็นภรรยาโดยยินดีแบกรับโทษทัณฑ์อันหนักหน่วงจากการฝ่าฝืนกฎข้อห้ามของสวรรค์ได้
ระยะนี้นางระลึกเรื่องราวในอดีตได้มากมาย ยิ่งระลึกได้มากมายเท่าไร นางยิ่งทราบกระจ่างว่าฝ่าบาทสามดูเหมือนเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม แท้ที่จริงไร้หัวใจมากที่สุด
แต่...เขาไร้หัวใจนั้นดีที่สุดแล้ว
จะอย่างไรก่อนความไร้หัวใจของเขา ในโลกนี้ยังคงมีฉางอีที่นับว่าพิเศษสำหรับเขาอยู่
และฉางอี นับได้ว่าคืออดีตชาติของนาง
เยียนหลานอดทอดสายตาไปจับยังเยื้องฝั่งตรงข้าม...จับยังร่างของเหลียนซ่งอีกครั้งไม่ได้ นางมองเห็นสายตาของคนหลายคนต่างจับอยู่ที่ตัวเขา แต่เขาไม่ได้ทอดสายตาไปจับที่ตัวผู้ใดเลยสักคน
แค่นี้ก็พอแล้ว
<>::<>::<>
[1] จีจฺวี คือกีฬาโบราณอย่างหนึ่งของจีน คล้ายโปโล
[2] “เจิ้น” คือคำเรียกแทนตัวเองของฮ่องเต้โดยเฉพาะ แปลว่า ข้า/เรา
[3] ปลายยามเว่ย คือเวลา 14:45-14:59 น.