บทที่เก้า (2)
วันนี้เหลียนซานไม่ได้มาชมการแข่งขันจีจวี แต่มาทำธุระสำคัญ
หลายวันมานี้เพียงเรื่องเดียวและเป็นเรื่องเดียวที่มีซึ่งสามารถนับได้ว่าคือธุระสำคัญสำหรับเขา ก็คือเสาะหาจู่ถี และเบาะแสอันชัดเจนเกี่ยวกับจู่ถีที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เมล็ดบัวแดงที่ในหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นหนานหร่านเล่มนั้นกล่าวถึง
ที่อยู่ของเมล็ดบัวแดงเมล็ดนี้ หงอวี้จวิ้นจู่อาจจะทราบดี
เดิมทีเรื่องไปคุยกับท่านหญิงหงอวี้นี้ ราชครูเป็นผู้รับไปทำ ทว่านับตั้งแต่ท่านหญิงเข้ามาในอุทยานน้ำคด ก็ถูกกักตัวอยู่ในเรือนสนกระเรียน เรือนสนกระเรียนคืออาณาเขตของไท่หวงไท่โฮ่ว
พึงทราบว่าไท่หวงไท่โฮ่วนับถือพุทธ แต่ราชครูเป็นนักพรตเต๋า พุทธกับเต๋าแตกต่างกัน ไท่หวงไท่โฮ่วกับราชครูสั่งสมความแค้นต่อกันลึกล้ำยิ่ง ปกติกระทั่งประตูใหญ่ของเรือนสนกระเรียน ราชครูยังเฉียดกรายเข้าไปใกล้ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่พบหน้าเฉิงอวี้
เห็นทางด้านราชครูคืบหน้าได้ยากเย็นจริงแท้ ฝ่าบาทสามที่เริ่มจะว่างจึงรับเรื่องนี้มาทำแทน เป็นการเว้นทางรอดให้แก่ราชครูด้วย และเนื่องจากวันนี้ท่านหญิงหงอวี้ที่เล่าลือกันจะออกสู้ศึกในนามตัวแทนของต้าซี ดังนั้นฝ่าบาทสามจึงมารอนางอยู่ที่นี่
กระนั้นจนเสียงม้าล่อทองดังขึ้นเริ่มเปิดลูกอย่างเป็นทางการ หงอวี้ก็มิได้ปรากฏตัวบนสนามแข่งแต่อย่างใด สายสืบไปสืบถามอยู่พักหนึ่ง กลับมากระซิบรายงานที่ริมหูราชครูครู่สั้นๆ
ราชครูบอกต่อข่าวจากเหล่าสายสืบแก่ฝ่าบาทสาม
“วันนี้ฝ่าบาทกับเกล้ากระหม่อมนับว่ามาเสียเที่ยวเสียแล้ว” ราชครูขมวดคิ้ว “นัยว่าท่านหญิงน้อยก่อเรื่องขึ้น ถูกกักตัวทำโทษให้คุกเข่าอยู่ในห้องทรงงานของใต้ฝ่าพระบาท ขันทีสี่คนคอยเฝ้าไว้ ใต้ฝ่าพระบาทบัญชาว่าต้องคุกเข่าสามชั่วยามเต็มๆ จึงจะอนุญาตให้ปล่อยตัวนางออกมา เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรก็มาไม่ทันการแข่งขันรอบนี้เสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทสามเพ่งมองสนามแข่ง ไม่แม้แต่จะหันหน้ามา
“นางก่อเรื่องอะไรหรือ ฮ่องเต้ถึงไม่ยอมแม้แต่ให้นางออกมาลงแข่ง?”
ราชครูนิ่งไปพักใหญ่ “นัยว่าเมื่อวานนี้ตอนบ่าย นางย่างนกอยู่ในสวนเรือน แล้วถูกใต้ฝ่าพระบาทมาพบเข้าพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรคือย่างนก?” ในที่สุดฝ่าบาทสามก็หันหน้ามา
“ก็คือ ‘ย่างนก’ ความหมายตรงตามตัวอักษรพ่ะย่ะค่ะ” ราชครูทำกิริยามีชีวิตชีวาอย่างยิ่งชุดหนึ่ง “ก็คือก่อไฟขึ้นมา ถอนขนนกออก ทาน้ำมันแล้วย่าง จุ่มผงยี่หร่านิดหนึ่ง...ย่างนกแบบนี้น่ะพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทสามข้องใจนิดๆ “เรื่องนี้สำหรับจวิ้นจู่ผู้หนึ่งแล้ว ออกจะซนไปนิดก็จริง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการก่อเรื่อง เหตุใดฮ่องเต้จึงลงโทษนางเล่า?”
ราชครูนิ่งไปพักใหญ่อีกครั้ง เงียบไปเล็กน้อย
“คงเป็นเพราะว่าที่ท่านหญิงน้อยย่าง คือนกตัวโปรดที่มักจะติดตามอยู่ข้างกายใต้ฝ่าพระบาท ถูกใต้ฝ่าพระบาทเรียกว่าอ้ายเฟย[1]สองตัวนั้นกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทสามหันกลับไปดูสนามแข่ง อึดใจใหญ่ เอ่ยว่า “...อ้อ”
ราชครูบรรยายให้เห็นภาพ “ฟังว่าตอนที่ใต้ฝ่าพระบาทเสด็จไปถึง อ้ายเฟยทั้งสองตัวของพระองค์เสียบอยู่บนไม้ ถูกท่านหญิงน้อยย่างจนเกรียมหอมน้ำมันหยด ท่านหญิงน้อยกำลังกำชับคู่หูของนางอย่างอารมณ์ดีว่า ประเดี๋ยวตอนกินตัวหนึ่งใส่พริกอีกตัวไม่ใส่ ตอนใส่พริกให้ใช้ตะแกรงโรย จะโรยได้สม่ำเสมอหน่อย”
ฝ่าบาทสามพยักหน้า “พิถีพิถันมาก”
ราชครู “......” เอ่ยว่า “แต่สำหรับใต้ฝ่าพระบาทแล้ว เช่นนี้ช่างโหดร้ายเกินไปจริงแท้ ได้ยินว่าใต้ฝ่าพระบาทเกือบจะกริ้วจนขาดสติ ชี้หน้านางเอาแต่ตรัสว่าบังอาจนักๆ หลังจากลงมือฝังอ้ายเฟยทั้งคู่ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงได้ลงโทษท่านหญิงน้อย เป็นเช่นนี้แหละพ่ะย่ะค่ะ” ถามเหลียนซาน “ในเมื่อท่านหญิงมาไม่ได้ ฝ่าบาทยังจะดูต่อไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
ฝ่าบาทสามเอามือเท้าแก้มนั่งอยู่ตรงนั้น “นั่งสักพักก็แล้วกัน”
เฉิงอวี้เองก็โชคร้ายอย่างไม่พอที่เช่นกัน ไม่นึกเลยแม้แต่น้อยว่านกสองตัวที่บินเข้ามาในสวนเรือน นางจับมาย่างโดยไม่ได้คิดอะไร ดันไปย่างอ้ายเฟยทั้งคู่ของฮ่องเต้เสียได้ เคราะห์ดีที่ตั้งแต่เล็กจนโตนางคุกเข่าจนชินแล้ว คุกเข่าอยู่ในห้องทำงานของฮ่องเต้ตลอดการแข่งขันก็มิได้รู้สึกอะไร เพียงแค่เจ็บหัวเข่านิดๆ
ตอนถูกปล่อยตัวออกมา การแข่งขันจบลงพอดี เฉิงอวี้ที่ใช้ทางลัดวิ่งออกมา มองเห็นฮ่องเต้พาปวงขุนนางออกจากแท่นชมการแข่งขันแต่ไกล นางนั่งยองๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่แถวๆ รั้วกั้นม้าอยู่ครู่หนึ่งอย่างระแวดระวัง รอจนผู้ชมจากไปหลงเหลือเพียงบางตา ค่อยปีนข้ามกำแพงล้อมแอบเข้าไปในสนามแข่ง
กลุ่มคนและม้าที่ทำการแข่งขันเมื่อครู่ก่อนยังคงอยู่ในสนาม ดูแล้วกำลังทะเลาะถกเถียงอะไรกันอยู่ คุณหนูใหญ่ฉีกำลังรอนางที่ริมสนามตามที่นัดแนะกันไว้ ห่างจากกลุ่มคนค่อนข้างไกล ข้างกายมีม้าชั้นดีสีพุทราแดงยืนอยู่หนึ่งตัว
เฉิงอวี้ตาเป็นประกาย รีบมุ่งหน้าไปหาคุณหนูใหญ่ฉี ตอนสวนกับผู้ลงแข่งเจ็ดแปดคนที่ยังคงโต้เถียงกันอยู่ ในหูได้ยินคำโต้เถียงสองสามประโยคของผู้ลงแข่งขันของทั้งสองกลุ่มลอยมาเข้าหูโดยไม่ได้ตั้งใจ หลักๆ คืออูหนัวซู่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของการแข่งขันวันนี้ ประกาศว่าหากไม่ใช่เพราะเมื่อวานนี้หัวหน้ากลุ่มของพวกนางอาหารเป็นพิษท้องเสียจนลุกจากเตียงไม่ไหว วันนี้จึงไม่ได้ลงแข่ง ราชวงศ์ซีไม่มีทางชนะได้โดยเด็ดขาดอะไรทำนองนี้
ต้าซีชนะหรือนี่ เฉิงอวี้นึกดีใจแทนฮ่องเต้พลางรู้สึกว่าการแข่งขันครั้งนี้น่าจะไม่มีอะไรน่าดูสักเท่าไร
คือยามโหย่วสามเค่อ[2]พอดี ช่วงเวลาที่ดวงตะวันคล้อยประจิม บนแท่นชมการแข่งขันเหลือคนอยู่เพียงคนสองคน ส่วนในสนามแข่งถูกแบ่งยึดครองเป็นฝั่งตะวันออกกับตะวันตกโดยคนสองกลุ่ม ผู้ลงแข่งขันของอูหนัวซู่กับต้าซีคือกลุ่มหนึ่ง เฉิงอวี้ คุณหนูใหญ่ฉี และเสี่ยวเตา บ่าวผู้ซื่อสัตย์ของคุณหนูใหญ่ฉีคืออีกกลุ่มหนึ่ง
ยามสายัณห์คือช่วงเวลาที่เงียบสงบเสมอมา แต่ในสนามแข่งกลับไม่ได้เงียบสงบ ประเด็นสำคัญคือเหล่าผู้ลงแข่งขันของอูหนัวซู่กับต้าซีเอาแต่โต้เถียงกันตลอด
ตอนที่เฉิงอวี้กับคุณหนูใหญ่ฉีเคียงไหล่กันชื่นชมม้า พวกนางกำลังโต้เถียงกัน ตอนที่เฉิงอวี้กับคุณหนูใหญ่ฉีขึ้นขี่ม้าวิ่งสุดฝีเท้าเลียบครึ่งสนาม พวกนางกำลังโต้เถียงกัน ตอนที่เฉิงอวี้กับคุณหนูใหญ่ฉีวิ่งพอแล้ว เริ่มเล่นตีลูกเข้าประตูสิบลูกติดต่อกันภายในเวลาหนึ่งเค่อ พวกนางยังคงโต้เถียงกัน หลังจากเฉิงอวี้กับคุณหนูใหญ่ฉีตีลูกเข้าประตูสิบลูกติดต่อกันภายในเวลาหนึ่งเค่อทั้งคู่ เสียงโต้เถียงกันของพวกนางค่อยเบาลงเล็กน้อยในที่สุด และเมื่อเฉิงอวี้เริ่มเล่น “เหรียญทองแดงบิน” เสี่ยวเตาสังเกตเห็นอย่างประหลาดใจว่า ในสนามกลับเงียบกริบเสียแล้ว อีกทั้งกลุ่มคนที่เอะอะโต้เถียงกัน ต่างมาล้อมมุงอยู่ข้างๆ นางทั้งหมด มีอยู่สองสามคนยังไปมุงอยู่ข้างหน้านางอีกด้วย
เดิมทีเฉิงอวี้กับคุณหนูใหญ่ฉีก็ขีดเส้นแบ่งแค่ครึ่งสนามมาเล่นสนุกหาความบันเทิงกันเอง เพื่อให้เหล่าผู้ลงแข่งที่กำลังโต้เถียงกันมีพื้นที่มากพอให้สามารถโต้เถียงกันอย่างจริงจังได้อยู่แต่แรก ยามนี้มองเห็นเหล่าผู้ลงแข่งขันซึ่งเดิมทียืนอยู่ฟากตะวันออก กลับมารวมตัวกันที่ฝั่งนี้ ถึงแม้คุณหนูใหญ่ฉีจะไม่ทราบว่าพวกนางกำลังทำอะไรกันอยู่ แต่ยังคงกล่าวเตือนด้วยความหวังดีว่า
“บางครั้งเหรียญทองแดงที่ท่านหญิงตีออกไปจะบินเปะปะ ถอยไปไกลๆ หน่อย ระวังจะบาดเจ็บละ”
เฉิงอวี้ในยามนี้กลับมิได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวใหม่นี้ภายในสนาม นางกำลังจดจ่อสมาธิให้ม้าที่กำลังขี่ ไม้ตีในมือ และเหรียญทองแดงห้าเหรียญซึ่งวางเรียงซ้อนกันอยู่บนพื้นทางด้านซ้ายของม้า “อยู่ในขอบเขตเดียวกัน”
ที่เรียกว่า “เหรียญทองแดงบิน” นั้น หมายถึงวางเหรียญทองแดงเรียงซ้อนกันในสนาม จากนั้นห้อม้าวิ่งตะบึงเข้าไปเงื้อไม้ตีเหรียญ แต่ละครั้งตีออกไปเพียงหนึ่งเหรียญ
เล่าขานกันว่าไม่ทราบรัชกาลใดมีอัจฉริยะจีจวีอยู่ผู้หนึ่ง ในสนามจีจวีวางเหรียญทองแดงเรียงซ้อนกันอย่างง่อนแง่นสิบกว่าเหรียญ อัจฉริยะห้อม้าวิ่งตะบึงเข้าไป ทุกครั้งที่เงื้อไม้ จะต้องตีเหรียญออกไปหนึ่งเหรียญโดยเหรียญที่เหลือไม่ปลิวกระเด็น อีกทั้งเหรียญที่ตีออกไปนั้นต่างพุ่งบินไปยังทิศทางเดียวกัน ทั้งยังตกห่างออกไปไกลเจ็ดจ้างทั้งหมด ไม่มากไม่น้อยแม้แต่ส่วนเดียว
เฉิงอวี้ใฝ่ฝันในฝีมือประดุจเทพของอัจฉริยะผู้นี้เป็นอย่างมากมาโดยตลอด แอบฝึกเองเงียบๆ มาหลายปี แต่ฝึกไม่เคยถึงขั้นนี้สักที ครั้งก่อนที่เฉิงอวี้เล่นการละเล่นนี้กับคุณหนูใหญ่ฉี ยังเป็นตอนก่อนจะไปลี่ชวน เวลานั้นนางสามารถท้าทายได้แค่เสาเหรียญที่ทำจากเหรียญทองแดงวางซ้อนกับห้าเหรียญเท่านั้น แม้จะสามารถตีหนึ่งครั้งต่อหนึ่งเหรียญโดยเหรียญที่เหลือไม่ปลิวกระเด็นได้ แต่เป็นดังที่คุณหนูใหญ่ฉีบอก เหรียญทองแดงที่นางตีออกไปจะพุ่งบินเปะปะ อีกทั้งระยะห่างก็ไม่แน่ไม่นอน
วันนี้อุตส่าห์สบโอกาสที่สนามจีจวีอันใหญ่โตหรูหราหน้าตำหนักจันทร์กระจ่าง ซึ่งฮ่องเต้รัชกาลก่อนทุ่มเงินก้อนโตสร้างขึ้นมาเปิดผนึกทั้งที เฉิงอวี้มุ่งมั่นจะท้าทายเรื่องทำให้เหรียญทองแดงห้าเหรียญที่ตีออกไปสามารถพุ่งบินไปยังทิศทางเดียวกันได้สำเร็จที่นี่ ดังนั้นจึงเพ่งสมาธิแน่วแน่อย่างมาก
เสี่ยวเตาตาดี ถอยออกไปห่างตั้งแปดจ้างแล้ว ยังสามารถมองเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฉิงอวี้ได้ ดังนั้นจึงถอยหลังไปอีกสองสามก้าวอย่างระมัดระวัง ทั้งยังเอ่ยเตือนผู้ลงแข่งขันชาวอูหนัวซู่ข้างหน้าอย่างหวังดีอีกด้วยว่า
“เวลาท่านหญิงของพวกข้าออกแรง มีบ่อยครั้งที่เหรียญทองแดงที่ตีบินออกไปไกลเจ็ดแปดจ้างเจ้าค่ะ” แล้วเสริมอีกประโยคอย่างยังกลัวไม่หาย “กระแทกโดนตัวน่ะเจ็บมากจริงๆ นะเจ้าคะ พวกท่านถอยหลังมาจะดีกว่าเจ้าค่ะ”
ที่ยืนอยู่ข้างหน้าเสี่ยวเตาพอดีคือกองหน้าของอูหนัวซู่หนึ่งคนกับกองหลังหนึ่งคน กองหลังตัวเตี้ยถอยหลังมาสองก้าว เขยิบมาอยู่ข้างๆ เสี่ยวเตา ดูแล้วเหมือนอยากจะชวนเสี่ยวเตาคุย แต่เมื่อครู่ก่อนเพิ่งจะทะเลาะกับต้าซีอยู่พักใหญ่ จึงกระดากที่จะผ่อนปรนท่าทีมาเอ่ยปากชวนคุย ด้วยเหตุนี้สีหน้าจึงขัดแย้งนิดๆ กลายเป็นเสี่ยวเตาแบ่งสมาธิเล็กน้อยมาถามว่า “ท่านปวดท้องหรือเปล่าเจ้าคะ?”
กองหลังตัวเตี้ยส่ายหน้าหวือ “เปล่าๆ”
“อ้อ” เสี่ยวเตาพยักหน้า
กองหลังตัวเตี้ยอิดออดอยู่พักหนึ่ง กล่าวกับเสี่ยวเตาอย่างหยั่งเชิงว่า “พวกเจ้าบอกว่าการละเล่นนี้เรียกว่า ‘เหรียญทองแดงบิน’ ความหมายของ ‘เหรียญทองแดงบิน’ คือ พุ่งม้าเข้าไปใช้ไม้ตีตีเสาเหรียญบนพื้นนั่นใช่ไหม? นี่คือช่วยฝึกการเล็งให้แม่นยำ?”
เสี่ยวเตาเพ่งสังเกตสีหน้าของเฉิงอวี้อยู่ตลอด เห็นสีหน้าของท่านหญิงเคร่งเครียดยิ่งขึ้น เสี่ยวเตาผู้มีประสบการณ์โชกโชนได้ก้าวถอยหลังไปอีกสองก้าว นางฟังไม่ค่อยถนัดนักเช่นกันว่าเมื่อกี้นี้กองหลังตัวเตี้ยพูดว่าอะไร ตอบอย่างคลุมเครือไปว่า “เจ้าค่ะ ต้องเล็งให้แม่นยำถึงจะตีออกไปได้”
คาดว่าคงเห็นเสี่ยวเตาให้ความร่วมมือดีมาก ความมั่นใจของกองหลังตัวเตี้ยจึงเพิ่มขึ้นมาก
“อันนี้หัวหน้ากลุ่มของพวกข้าก็ฝึกอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน” กล่าวอย่างทั้งเคร่งขรึมและภูมิใจว่า “แต่เสาเหรียญทองแดงนี้ใหญ่เกินไปหน่อยอยู่ดี ท่านหญิงของพวกเจ้าจะฝึกเล็งให้แม่นยำ ใช้ของที่เล็กยิ่งกว่านี้มาท้าทายสักหน่อยก็ได้นี่นา อย่างเช่นหัวหน้ากลุ่มของพวกข้าจะใช้ลูกกลมที่ใหญ่เท่าผลองุ่นมาฝึก บอกแล้วว่าหัวหน้ากลุ่มของพวกข้าน่ะสายตาดี ฝีมือตีเป็นเลิศ ควบม้าเข้าไป ทุกไม้...”
ยังพูดไม่ทันจบ สนามที่ใต้เท้าพลันขยับไหว เสี่ยวเตากระชากตัวกองหลังตัวเตี้ยผู้นั้น เมื่อทั้งสองยืนได้มั่น ก็เห็นว่าเด็กสาวชุดขาวที่ควบม้าวิ่งตรงไปยังประตูมังกรได้ช่วงหนึ่ง กำลังเลี้ยวหัวม้ากลับอย่างคล่องแคล่ว
เสี่ยวเตาใช้สายตาประเมินม้าที่เลี้ยวหัวกลับและเหรียญทองแดงห้าเหรียญนั้น ว่าอยู่ในแนวเส้นเดียวกัน จากนั้นเฉิงอวี้พลันโน้มตัวลง เงื้อไม้อย่างปุบปับ ห้อม้าดั่งเหินบิน ม้าดุจลูกศรพุ่งวาบออก อานุภาพปานฉีกกระชากสายลม พริบตาเดียวได้เข้าไปจนถึงเสาเหรียญ ไม้ตีหวดลงในชั่วกะพริบตา หนึ่งเหรียญทองแดงพุ่งบินออกไป ส่วนม้าที่วิ่งตะบึงไม่มีทีท่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย มุ่งหน้าไปยังประตูมังกร วิ่งอีกครึ่งรอบ จากนั้นค่อยมุ่งหน้ามายังสี่เหรียญทองแดงที่เหลืออยู่
ประหนึ่งดาวตกที่พุ่งวาบในวิถีโคจรเดียวกันกรีดผ่านประตูมังกรไปห้ารอบ เหรียญทองแดงห้าเหรียญได้ถูกตีออกตามลำดับภายใต้การเคลื่อนไหวแบบเดิมซ้ำกันห้ารอบนี้
สนามแข่งพันก้าวย่าง อาชาย่ำสายัณห์ เนื่องจากเริ่มตั้งแต่ออกควบม้า จนสิ้นสุดลงที่ตีเหรียญทองแดงทั้งห้าเหรียญออกไป เฉิงอวี้ไม่เคยหยุดม้าที่ห้อตะบึงเลย ด้วยเหตุนี้ทุกคนในที่นั้นต่างรู้สึกเพียงว่า การแนบกับหลังม้าตวัดไม้ตีห้าครั้งของเด็กสาวผู้งามล้ำนางนั้น เกิดขึ้นในเวลาชั่วอึดใจเดียว และท่ามกลางกีบเท้าเหล็กที่ฉีกกระชากสายลม สิ่งที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนมีเพียงการตวัดไม้ตีทั้งห้าครั้งของเด็กสาวชุดขาว รวมถึงสุดท้ายแล้วเหรียญทองแดงซึ่งถูกตีออกไปได้ตกใส่ที่ใดเท่านั้น
ถือเสาเหรียญเป็นจุดเริ่มต้น เหรียญทองแดงทั้งห้าเหรียญที่ถูกตีได้บินออกไปไกลเจ็ดจ้าง ต่างตกสู่พื้นที่ตำแหน่งทิศตะวันออกตรงพอดี เรียงแถวกันเป็นตัวอักษร “一” ไม่มากไม่น้อยแม้แต่ส่วนเดียว
ทั้งสนามเงียบกริบ
เฉิงอวี้รั้งม้าหยุดลง ยืนม้าที่หน้าประตูมังกร ทอดตามองเหรียญทองแดงที่เรียงแถวกันเป็นตัวอักษร “一” ห่างออกไปไม่กี่จ้างนั้น จะดึงตัวเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อด้วยความเคยชิน พบว่าที่สวมอยู่ไม่ใช่ชุดเตะลูกหนังของบุรุษ จึงยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดลวกๆ
ดูเหมือนเฉิงอวี้จะยังคงจมดิ่งอยู่กับการตวัดไม้ตีอย่างสุดแรงเมื่อครู่ก่อน โดยมิได้ใส่ใจความเงียบสงัดที่มาเยือนสนามอย่างกะทันหันเท่าไรนัก เพียงแค่หลังจากเช็ดเหงื่อบนหน้าผากจนหมดจดแล้ว ในมือถือไม้ตีไว้หลวมๆ นั่งบนหลังม้าควบเดินอย่างแช่มช้าตรงไปหาคุณหนูใหญ่ฉี
คุณหนูใหญ่ฉีได้สติในชั่วพริบตาที่เฉิงอวี้ควบม้าเดินตรงมาทางนาง ปรบมือพูดว่า “สวยมาก”
เหล่าผู้ลงแข่งขันของต้าซีก็ได้สติเช่นกัน แต่คาดว่าคงจะถูกข่มขวัญเข้าให้ ทั้งยังถูกข่มขวัญรุนแรงเกินไปนิดอีกด้วย แต่ละคนต่างกลั้นหายใจจดจ่อสมาธิ เพ่งมองเฉิงอวี้เขม็ง
ส่วนเสี่ยวเตาที่เคยเห็นเฉิงอวี้เล่นการละเล่นนี้มาแล้วหลายครั้ง นางคิดเสมอว่าสักวันหนึ่งท่านหญิงจะต้องสามารถฝึกฝนฝีมือระดับเทพเช่นในวันนี้สำเร็จได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้เสี่ยวเตาจึงเป็นเช่นเดียวกับคุณหนูของนาง ในความตะลึงพรึงเพริดยังมีความใจเย็นอยู่หนึ่งส่วนเช่นกัน ยังคงสามารถคุยกับกองหลังตัวเตี้ยของอูหนัวซู่ต่อได้ว่า
“จริงสิ ดูเหมือนเมื่อกี้ท่านกำลังคุยกับข้าเรื่องหัวหน้ากลุ่มของพวกท่าน หัวหน้ากลุ่มของพวกท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
กองหลังตัวเตี้ยหน้าแดงสลับซีด มองหน้าเสี่ยวเตาโดยไม่พูดอะไร บังเอิญว่ากองหน้าตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหน้าก็ใบหน้าแดงๆ ซีดๆ หมุนตัวทำท่าจะผละจากไปพอดีเช่นกัน กองหลังตัวเตี้ยจึงรีบวิ่งไปสองสามก้าว จากไปด้วยกันกับกองหน้าของนาง
ในรัชกาลของเฉิงอวิ๋น แม้ว่าราชครูจะเริ่มใช้ชีวิตวัยเกษียณแล้ว แต่นานๆ ครั้งก็ยังคงถูกฮ่องเต้เรียกตัวไปหารือราชกิจอยู่บ้าง วันนี้ฮ่องเต้มีอารมณ์จะทำงาน หลังแข่งจีจวีจบได้เรียกตัวราชครูไปหารือราชกิจอีกแล้ว ตอนราชครูเข้าไปในห้องทำงาน ได้สบกับจังหวะที่ขันทีสองคนกราบทูลต่อฮ่องเต้ถึงความเคลื่อนไหวของท่านหญิงหงอวี้พอดี บอกว่าท่านหญิงเพิ่งจะคุกเข่าครบสามชั่วยาม ก็ชักเท้าเผ่นหนีไปทันที พวกเขาตามไปมองดู ท่านหญิงได้ไปที่สนามจีจวี
ฮ่องเต้เพียงพยักหน้า เหมือนจะคาดไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ว่าอะไร
เมื่อได้ทราบความเคลื่อนไหวของท่านหญิงแล้ว ราชครูคิดในใจว่าจะต้องไปดักพบนาง ด้วยเหตุนี้หลังน้ำชาหนึ่งจอก ท่านจึงหาโอกาสรีบร้อนกลับไปที่แท่นชมการแข่งขัน
เป็นเวลายามโหย่วเค่อสุดท้าย[3]ที่เมฆแดงย้อมทั่วผืนฟ้าประจิมแล้ว บนแท่นชมการแข่งขัน ราชครูต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าฝ่าบาทสามยังคงนั่งอยู่บนที่นั่งแต่เดิมนั้นของเขา
สนามจีจวียังไม่ถูกปิด และไม่มีการแข่งขันอะไร มีเพียงเด็กสาวไม่กี่คนและม้าชั้นดีไม่กี่ตัวยึดครองมุมตะวันตกเฉียงเหนือไว้ ไม่กี่คนเหล่านั้นเหมือนจะกำลังคุยอะไรกัน
ราชครูนั่งลงข้างฝ่าบาทสาม มองไปตามสายตาของฝ่าบาทสาม เด็กสาวชุดขาวที่ขี่อยู่บนม้าชั้นดีสีพุทราแดงได้เข้ามาสู่สายตาของราชครูในทันที
ราชครูประหลาดใจนิดๆ นั่นคือท่านหญิงหงอวี้จริงๆ
แม้ว่าท่านจะไม่ได้พบท่านหญิงหงอวี้มาหลายปีแล้ว แต่ใบหน้านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ยากจะลืมเลือนได้จริงๆ ไม่กี่ปีก่อนความงดงามของใบหน้านั้นยังคงเหมือนซ่อนเร้นในดอกตูม วันนี้เวลานี้กลับเริ่มผลิบาน ความงามอย่างซ่อนเร้นนั้นได้เติบโตมาอย่างยากยิ่งจะพรรณนา
ท่านหญิงหงอวี้...เป็นเด็กสาวที่โตเต็มวัยแล้ว
ราชครูขบคิดเล็กน้อย “ฝ่าบาททราบแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะว่าคนไหนคือท่านหญิงหงอวี้?”
แม้ฝ่าบาทสามจะเอ่ยตอบเขา กลับตอบไม่ตรงคำถาม
“นางควรจะสวมกระโปรงแดง” ฝ่าบาทสามกล่าว
ราชครูสงสัยว่าตัวเองได้ยินไม่ถนัด ตะลึงงง
“ฝ่าบาทตรัส...ว่าอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?”
ฝ่าบาทสามไม่ได้เอ่ยปากอีก เพียงเอามือเท้าแก้มนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองจากสีหน้าไม่ออกถึงท่าทีที่เขามีต่อสนามจีจวีและท่านหญิงหงอวี้ที่สายตามองดู ราชครูรู้สึกว่าฝ่าบาทสามที่เป็นเช่นนี้ยากยิ่งจะคาดเดา ไม่ทราบว่าเขากำลังคิดเรื่องลึกซึ้งอะไรอยู่
กระโปรงขาวก็ได้ดอก แต่นางควรจะสวมชุดเสื้อกระโปรงแบบสีแดงสดทั้งชุดจะดีกว่า นี่แหละคือสิ่งที่ฝ่าบาทสามกำลังคิดอยู่ในยามนี้ ดูออกได้ว่าไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไรเด็ดขาด
แม้จะอยู่ไกล แต่เขากลับมองเห็นเฉิงอวี้ในชุดกระโปรงสีขาวตลอดทั้งกายบนสนามจีจวีได้อย่างถนัดชัดเจนยิ่ง
ม้าชั้นดีที่นางขี่เดินไปสองก้าว นำพาผืนแพรโปร่งสีขาวปานหิมะที่ข้างเท้านางให้พลอยส่ายไหวตามไปด้วย ลายระลอกที่เกิดทบซ้อนดุจเกลียวคลื่นขาวสะอาดใต้คืนเพ็ญ ฟองคลื่นนั้นแล่นไล่ขึ้นไป ห่อหุ้มให้เห็นเรือนร่างบางระหงของนาง สูงขึ้นไปอีก ก็คือตัวนางทั้งตัว แพรโปร่งนั้นเข้ากับนางมาก ห่อหุ้มนางดุจห่อหุ้มดอกชาภูเขาสีขาวท่ามกลางหมอกอรุณ งดงาม ทว่าพร่ามัว ทำให้นางยังคงเหมือนเด็กสาวที่ไม่ประสีประสา แฝงแววไร้เดียงสา
สีขาวมักจะทำให้นางดูไร้เดียงสาจนเกินไป ฝ่าบาทสามครุ่นคิด ดังนั้นต้องใช้สีแดงสดห่อหุ้มนางไว้ เช่นนั้นก็จะดีเลิศแล้ว ยามเมื่อสีแดงสดคลุมแนบอยู่บนร่างของนาง จะทำให้นางยิ่งมีกลิ่นอายของสตรี คิดถึงตรงนี้ สายตาของฝ่าบาทสามเลื่อนไปที่ใบหน้าของนาง
ภายใต้ดวงอาทิตย์โลหิต แก้มของนางแดงระเรื่อ บนหน้าผากมีเหงื่อซึมบางๆ ระหว่างคิ้วมีแต้มเหมยสีแดงหนึ่งดอก เห็นได้ว่าเช้าตรู่วันนี้นางแต่งหน้าอย่างประณีต เวลานี้กลับหลงเหลือไม่มากแล้ว ได้แต่ดูออกว่าเขียนคิ้วดุจขุนเขาไกล นั่นออกจะน่าเสียดายนิดๆ แต่เหงื่อบางๆ บนหน้าผากนั้น กลับทำให้ผิวของนางเรื่อสีชมพูจางๆ เหนือล้ำกว่าปัดไล้แป้งฝุ่น มีเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ
เวลานี้ข้างกายนางมีคนกำลังคุยกับนาง นางเบือนหน้าไปนิดๆ เหมือนกำลังตั้งใจฟังอย่างมาก จากนั้นจึงยิ้มออกมา ยามแย้มยิ้มแพขนตาดกหนาของนางหลุบลงนิดๆ เก็บงำน้อยๆ จากนั้นกลับค่อยๆ ช้อนขึ้น เหมือนผีเสื้อที่ทะนงตนว่าสองปีกนั้นงดงาม ได้หุบปีกลงอย่างตระหนี่ จากนั้นกลับคลี่กางออกทีละน้อยๆ อีกครั้งเพื่อเย้าหยอกผู้คน ยั่วยวนผู้คนกระนั้น วิธียิ้มเช่นนั้น
แววตาของฝ่าบาทสามพลันเข้มจัด
นางย่อมจะงดงามเหนือธรรมดา แต่เนื่องจากอายุยังน้อย ผู้คนมองดูนาง บางทีอาจจะเห็นว่านางยังเด็กอยู่ เขาได้พบนางครั้งแรก ใช่ว่าจะไม่เป็นเช่นเดียวกับผู้คน เพียงมองว่านี่คือเด็กน้อยที่งดงามจนน่าประหลาด แต่ไม่ทราบว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ที่ยามเขามองดูนาง ในสายตาก็มิใช่เด็กน้อยอีกแล้ว หากแต่เป็นหญิงสาวที่มีจริตเย้ายวน
ว่ากันอย่างยุติธรรม ความจริงแล้วเวลาที่นางดูเย้ายวนมีไม่มากนัก อีกทั้งยามเมื่อนางทำกิริยาอันมีจริตเย้ายวนนั้น นางยังมักจะมิได้รู้ตัว แต่กิริยาเย้ายวนโดยไม่รู้ตัวนี้ กลับยิ่งชวนให้ตื่นตระหนก
เนื่องจากราชครูเห็นฝ่าบาทสามนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ด้วยอยากจะถามเขาเรื่องท่านหญิงสักสองสามคำจริงๆ จึงลองเอ่ยเรียกเขาอย่างหยั่งเชิง “ฝ่าบาท?”
ฝ่าบาทสามได้รั้งสายตากลับ แต่เหมือนจะยังคงตะลึงลานอยู่เล็กน้อยกระนั้น อึดใจใหญ่ พลันคลี่ยิ้ม พัดจีบแตะใส่เท้าแขนเก้าอี้เบาๆ ถามราชครู
“ของแต่งหน้าบนใบหน้าของนางเรียกว่าอะไร เจ้ารู้ไหม?”
ราชครูจับต้นชนปลายไม่ถูก เดิมทีท่านคาดการณ์เอาไว้ว่าเรื่องที่ฝ่าบาทสามจะคุยกับท่าน คือจะหลอกถามถึงตำแหน่งของเมล็ดบัวแดงจากปากของเฉิงอวี้อย่างไรดี เมื่อแรกได้ยินคำถามที่ห่างไกลจากประเด็นหนึ่งแสนแปดพันหลี่ ก็รู้สึกไปต่อไม่ถูก ครู่ใหญ่ ค่อยเอ่ยถามเหลียนซานอย่างไม่แน่ใจแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาททรงหมายถึง ของแต่งหน้า...ของท่านหญิงหงอวี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฝ่าบาทสามท่องชื่อนั้นออกมาเหมือนนึกสนุกกระนั้น
“หงอวี้” (หยกแดง)
ราชครูทอดตามองท่านหญิงจากระยะไกลลิบอยู่เนิ่นนานอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อาศัยความรู้ที่งอกเพิ่มขึ้นมาเมื่อครั้งรับใช้ฮ่องเต้รัชกาลก่อนที่มีนางในวังหลังสามพันนางลองคาดเดาดู
“แต้ม-แต้มเหมยประดับ?”
“แต้มเหมยประดับ?
พัสตราภรณ์น้ำแข็งเป็นดวงจิต แลหิมะเนรมิตเป็นวิญญาณ
ย้อมกลิ่นสุคนธ์แดนวิมาน เพียงอ่อนจางมิพบพานที่มา
หนึ่งแต้มเหมยประดับที่ร่วงลง เป็นสีชาดประทินโฉมต้องนัยนา
ขอยืมมอบแก่เหมันต์ทิวา ซึ่งวสันตกาลสิบส่วนเอย”
ฝ่าบาทสามยิ้มละไม “เหมาะกับนางดีทีเดียว”
ถึงแม้ราชครูจะเป็นนักพรต แต่ความรู้ด้านอักษรศาสตร์ยังคงมีเพียงพออยู่ รู้สึกได้รำไรว่าบทกวีพรรณนาดอกเหมยบทนี้ไม่เหมือนกำลังพรรณนาดอกเหมย แต่เหมือนกำลังพรรณนาคน หันไปมองท่านหญิงในสนามอีกครั้ง หนังตาราชครูกระตุกวูบ ใบหน้านั้นผิวผ่องยิ่งหิมะ แต้มเหมยเล็กนิดสีแดงสดแต้มอยู่กลางหน้าผาก มิใช่ว่าเหมือนเพิ่มกลิ่นอายวสันต์หลายส่วนบนใบหน้าที่ประดุจหิมะอันยากจะเขียนวาดพรรณนานั้นดอกหรือ?
ฝ่าบาทสามลุกขึ้นยืน ดูเหมือนตั้งใจจะจากไปทั้งอย่างนี้
หนังตาราชครูกระตุกวูบอีกครั้ง อดก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวทักท้วงอย่างจริงใจไม่ได้
“ฝ่าบาท ความตั้งใจแต่เดิมของท่านที่มารออยู่ที่นี่ น่าจะไม่ใช่มาตรัสชมความงามของท่านหญิงกระมังพ่ะย่ะค่ะ? ฝ่าบาททรงรออยู่ที่นี่มาเนิ่นนานปานนี้ ไม่ใช่ว่าเพื่อจะดักพบนางสนทนากับนางดอกหรือ?”
ฝ่าบาทสามไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไป “วันหน้าเถอะ”
แสงสนธยาได้ทิ้งตัวลงมา ราชครูยืนอยู่ท่ามกลางแสงสนธยาเพียงลำพังอย่างเดียวดาย ท่านรู้สึกพิศวงงุนงงนัก
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] อ้ายเฟย คือคำที่ฮ่องเต้ใช้เรียกสนมคนโปรด แปลว่า สนมที่รัก
[2] ยามโหย่วสามเค่อ คือเวลา 17:30-17:44 น.
[3] ยามโหย่วเค่อสุดท้าย คือเวลา 18:45 - 18:59 น.