บทที่สิบ (1)
คืนนี้มีงานเลี้ยง เฉิงอวี้ไม่ได้โผล่มา ฮ่องเต้เสด็จมาที่อุทยานน้ำคดเพื่อคลายร้อน เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบันเทิง ดังนั้นจึงจัดงานเลี้ยงรับรองขุนนางใหญ่ค่อนข้างถี่ ในงานเลี้ยงยังมักจะมีการแสดงหลากหลายและการขับร้องฟ้อนรำเสริมความบันเทิงเสมอ ฮ่องเต้ทราบดีว่าเฉิงอวี้ชอบสิ่งนี้ แต่กลับไม่ได้เห็นเงาของนางในงานเลี้ยง ฮ่องเต้โมโหจนหัวเราะแล้ว กล่าวกับเสิ่นกงกง
“นางยังอุตส่าห์รู้จักหลบหน้าเจิ้นเสียด้วย”
เสิ่นกงกงกล่าวถ่อมตัวแทนเฉิงอวี้
“ท่านหญิงน้อยก็เป็นผู้ที่มีจิตใจรู้ละอายเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
วันถัดมา ไท่หวงไท่โฮ่วมีรับสั่งเรียกบรรดาเจ้าหญิงและภริยาขุนนางใหญ่มาชมงิ้ว ฮ่องเต้กับปวงขุนนางหารือราชกิจกันเสร็จสิ้น ไท่หวงไท่โฮ่วส่งคนมาเชิญ ฮ่องเต้จึงพาขุนนางใกล้ชิดไม่กี่ท่านร่วมทางไปด้วย ได้พบกับซื่อจื่อของลี่ชวนหวางกลางทาง ฮ่องเต้จึงพลอยเชิญซื่อจื่ออีกราย
ไปถึงหองิ้ว มองไปบนแท่นชมคร่าวๆ กลับยังคงไม่เห็นตัวเฉิงอวี้อยู่ดี ฮ่องเต้ชักจะแปลกใจ กล่าวกับเสิ่นกงกงว่า
“แบบนี้ดูไม่ค่อยเหมือนว่าหลบหน้าเจิ้นแล้วนะ แม้แต่งิ้วก็ไม่มาดู นี่ยายม้าดีดกะโหลกเปลี่ยนนิสัยแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เสิ่นกงกงเป็นผู้ที่ละเอียดถี่ถ้วน ไม่เคยเพ็ดทูลเปะปะในเรื่องที่ตนไม่มีความมั่นใจ ดังนั้นจึงกล่าวตอบฮ่องเต้อย่างระมัดระวังยิ่งว่า “บ่าวเฒ่าไปลองสืบถามดูดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
ผู้ที่ถูกฮ่องเต้พามาดูงิ้วด้วยกัน นอกจากซื่อจื่อของลี่ชวนหวางแล้ว ยังมีขุนนางคนสำคัญอีกหลายท่านที่ร่วมประชุมในห้องประชุมเมื่อครู่ก่อน รวมถึงแม่ทัพใหญ่ มหาเสนาบดีซ้ายขวาแห่งกระทรวงตะวันออกและตะวันตก[1] เจ้ากรมขุนนาง เจ้ากรมพิธีการ เจ้ากรมช่าง ยังมีราชครู
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือฮ่องเต้ที่หลังบ้านเงียบสงบมาก เรื่องในครอบครัวก็เป็นเรื่องในครอบครัวที่เงียบสงบมาก มีแต่แต่งเจ้าหญิงออกเรือนกับแต่งเจ้าหญิงออกเรือน ดังนั้นเวลาฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเอ่ยถึงเรื่องในครอบครัว จึงไม่เคยเลี่ยงการเอ่ยถึงต่อหน้าขุนนางฝ่ายหน้า กระนั้นเหล่าขุนนางฝ่ายหน้าก็ไม่ค่อยจะให้ความเห็นต่อเรื่องในครอบครัวของฮ่องเต้สักเท่าไรนักเช่นกัน เวลาเฉิงอวิ๋นหารือเรื่องในครอบครัว ที่ผ่านมาก็มีแค่เสิ่นกงกงเท่านั้นที่สามารถเอ่ยตอบเขาได้เล็กน้อย
แต่วันนี้แม่ทัพใหญ่กลับเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “นางล้มป่วยหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
ทั่วทั้งราชสำนักต่างทราบดีว่าแม่ทัพใหญ่คือเปี่ยวซยงขององค์หญิงสิบเก้าเยียนหลาน ได้ยินแม่ทัพใหญ่ที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเสมอมากลับเอ่ยถามขึ้นเช่นนี้ในยามนี้ ก็หลงนึกว่าที่ฮ่องเต้เอ่ยถึงเมื่อครู่นี้คือเจ้าหญิงเยียนหลาน
เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ก็คิดดังนี้เช่นกัน เพราะหันไปกล่าวกับเหลียนซานว่า “อ้ายชิง[2]ไม่จำเป็นต้องกังวล เยียนหลานไม่ได้เป็นอะไรดอก”
แม่ทัพใหญ่เหลือบตาขึ้น เหมือนจะกังขา
“ที่ใต้ฝ่าพระบาทตรัสเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่หงอวี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ซื่อจื่อในลี่ชวนหวางที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดมีสีหน้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด จ้องตรงดิ่งมาที่เหลียนซาน
ฮ่องเต้ที่ถูกเหลียนซานย้อนถามตรงๆ กล่าวอย่างตะลึงว่า “ที่เจิ้นถามเมื่อกี้นี้คือหงอวี้จริงๆ” เอ่ยอย่างแปลกใจ “แต่อ้ายชิงรู้ได้อย่างไรหรือ?”
แม่ทัพใหญ่เอ่ยเสียงราบเรียบ “เฉิน[3]แค่ทายดูเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” พึมพำอย่างไม่แน่ใจ “ท่านหญิงโปรดงานเลี้ยง ทั้งยังโปรดชมงิ้ว ในงานเลี้ยงใหญ่เมื่อคืนนี้มาจนถึงในหองิ้ววันนี้ กลับล้วนไม่ได้เห็นเงาของนางเลย” แม่ทัพใหญ่หลุบตาลงนิดๆ “เฉินยังคงรู้สึกว่า นางล้มป่วยพ่ะย่ะค่ะ”
ซื่อจื่อในลี่ชวนหวางมองดูเหลียนซาน ขมวดคิ้วบางๆ ฮ่องเต้ก็ขมวดคิ้วบางๆ เช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่าทั้งสองไม่ได้ขมวดคิ้วในเรื่องเดียวกัน
ฮ่องเต้กล่าวว่า “เมื่อวานนี้ตอนบ่าย นางยังขี่ม้าห้อตะบึงในสนามจีจวีอยู่เลย ไม่เห็นวี่แววอาการป่วยอะไรสักนิด ตามหลักแล้ว...”
แม่ทัพใหญ่กลับลุกจากเก้าอี้ไม้ประดู่ขึ้นยืนแล้ว
“เฉินจะไปเยี่ยมท่านหญิงแทนใต้ฝ่าพระบาทเองพ่ะย่ะค่ะ”
ซื่อจื่อในลี่ชวนหวางเหมือนคิดจะลุกขึ้นด้วยเช่นกัน มือได้กดลงยังเท้าแขนเก้าอี้ แต่แล้วกลับหยุดลง
จะอย่างไรซื่อจื่อก็ยังคงเป็นซื่อจื่อที่คำนึงถึงสถานการณ์ใหญ่โดยรวม ทราบดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ
เหล่าขุนนางใหญ่ในที่นั้นกลับมิได้สังเกตเห็นกิริยาเล็กๆ น้อยๆ นี้ของหวางซื่อจื่อ เหล่าขุนนางใหญ่จ้องมองฮ่องเต้ซึ่งครุ่นคิดพลางพึมพำเบาๆ อยู่บนเก้าอี้ กับเงาหลังของแม่ทัพใหญ่ที่ค่อยๆ ห่างไปไกลปากอ้าตาค้าง รู้สึกเพียงว่าบทสนทนาระหว่างฮ่องเต้กับแม่ทัพใหญ่เมื่อครู่นี้ช่างแปลกประหลาดพิสดารยิ่งนัก จากที่พวกเขาจำได้ แม่ทัพใหญ่เป็นคนเงียบขรึม เวลาหารือราชการแทบไม่มีอะไรจะคุยกับฮ่องเต้เลย แน่นอนว่าไม่มีอะไรจะคุยกับพวกเขาด้วยเช่นกัน จึงนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าจะมีวันที่ได้ยินแม่ทัพใหญ่คุยกับฮ่องเต้เรื่องผู้หญิงต่อหน้าพวกเขา ทั้งยังคุยกันเรื่องท่านหญิงหงอวี้ผู้นั้นอีกด้วย
ท่านหญิงหงอวี้กับแม่ทัพใหญ่มีความสัมพันธ์กันอย่างไร แม้ไท่หวงไท่โฮ่วจะออกคำสั่งอย่างเข้มงวดห้ามภายในวังหลวงเอ่ยถึงอีกโดยเด็ดขาด แต่ว่า...ในตอนนั้นเพื่อให้สามารถปฏิเสธการแต่งงานครั้งนั้นได้ แม่ทัพใหญ่ถึงกับยก “ตราบเป่ยเว่ยไม่ล่มสลาย ก็ละอายที่จะมีครอบครัว” ขึ้นมาเป็นข้ออ้างเลยทีเดียว...เหล่าขุนนางใหญ่คนสำคัญต่างข่มกลั้นอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ในใจมองหน้ากันเอง
เหล่าขุนนางใหญ่ทั้งอยากรู้และสงสัย ความจริงฮ่องเต้ก็สงสัยนิดๆ เช่นกัน แต่เป็นฮ่องเต้นี่นะ จะแสดงความสงสัยของตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็นโดยง่ายดายได้อย่างไร ดังนั้นรอจนเหล่าขุนนางต่างสลายตัวกันไปแล้ว ค่อยถามเสิ่นกงกงว่า “เหลียนซานกับหงอวี้มันเรื่องอะไรกัน?”
เสิ่นกงกงเป็นผู้ที่กล่าววาจาได้น่าสนุกยิ่ง เสิ่นกงกงตอบยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นใต้ฝ่าพระบาททรงประสงค์จะให้ท่านแม่ทัพใหญ่กับท่านหญิงมีเรื่องอะไรกัน หรือไม่มีเรื่องอะไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ดื่มน้ำชาไปหนึ่งคำ “หากเหลียนซานไม่แต่งงาน ก็ดีเหมือนกัน หากคิดจะแต่ง เพื่อแผ่นดินของตระกูลเฉิง ให้เขาแต่งกับสตรีในราชวงศ์ของตระกูลเฉิงข้าจะดีที่สุด”
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เฉิงอวิ๋นรู้สึกว่าหัวข้อสนทนาเรื่องแต่งน้องสาวออกเรือนไม่ได้หนักอึ้งถึงเพียงนั้น แต่พอนึกถึงว่าความจริงแล้วถังเม่ย[4]ผู้นี้มีอุปนิสัยอย่างไร ก็อดที่จะท้อใจไม่ได้
“หงอวี้ก็สิบหกปีแล้ว เห็นอยู่ว่าวันๆ รู้จักแต่เล่นซนเอะอะ ขี่ม้าปีนต้นไม้ นางยังย่างนกด้วย” พูดถึงเรื่องนี้ หัวใจเฉิงอวิ๋นก็เจ็บแปลบอีกครั้ง ต้องทำใจให้สงบอยู่ชั่วอึดใจ “มีแต่ใบหน้านั้นแหละที่ยังพอจะดูได้ เวลาแบบนี้เจิ้นน่ะหวังว่าเหลียนซานจะพยายามตื้นเขินสักหน่อย ยอมทำเพื่อใบหน้านั้นของหงอวี้ ละเมิดคำสาบานแต่งงานกับนางเสีย”
เสิ่นกงกงกังวลใจเล็กน้อย “แต่จากที่บ่าวเฒ่าทราบ ท่านแม่ทัพใหญ่หาใช่คนตื้นเขินนะพ่ะย่ะค่ะ”
อาการปวดหัวใจราวถูกบิดของเฉิงอวิ๋นทำท่าจะกำเริบอีกแล้ว
เสิ่นกงกงชะโงกเข้าไปกระซิบใกล้ๆ
“บ่าวเฒ่าได้ยินมาว่า เมื่อวานนี้ตอนที่ท่านหญิงน้อยเล่นในสนามจีจวี ได้แสดงท่าสุดยอด ‘ห้าไม้หวดห้าเหรียญทองแดงบิน’ ออกมา ทำให้ผู้ลงแข่งขันของอูหนัวซู่ต่างยอมศิโรราบพ่ะย่ะค่ะ ในยามนั้นท่านหญิงน้อย ‘ยามชม้ายชายตาล้วนน่ามอง เพ็ญพักตร์ผุดผ่องเปี่ยมราศี’ โดยแท้ เวลานั้นท่านแม่ทัพใหญ่ที่อยู่บนแท่นชมได้มองเห็นเข้า ดูเหมือนจะชื่นชมอย่างมากเช่นกัน บ่าวเฒ่าคาดเดาว่าเพราะอย่างนี้แหละพ่ะย่ะค่ะ ในวันนี้ท่านแม่ทัพใหญ่จึงได้ให้ความสนใจต่อท่านหญิงน้อย...”
เนื่องจากเฉิงอวิ๋นไม่ถนัดจีจวี จึงมิได้เข้าใจว่า “ห้าไม้หวดห้าเหรียญทองแดงบิน” นั้นเก่งมากน้อยแค่ไหน ด้วยเหตุนี้จึงมิได้เข้าใจว่าเมื่อวานนี้ เฉิงอวี้ได้สร้างชื่อระบือลือลั่นมากเพียงไร เมื่อได้ฟังเสิ่นกงกงกล่าวว่า “ยามชม้ายชายตาล้วนน่ามอง” ก็กล่าวอย่างสิ้นหวังมากขึ้นว่า
“ยามชม้ายชายตาล้วนน่ามอง เพ็ญพักตร์ผุดผ่องเปี่ยมราศี พูดตามตรงมันก็เพราะใบหน้านั้นอยู่ดี” แล้วถามเสิ่นกงกง “หากเหลียนซานได้เห็นหงอวี้ปีนกำแพง ปีนต้นไม้ ย่างนกกิน เขาจะยังลุ่มหลงหงอวี้ได้อีกไหม?”
ถึงแม้เสิ่นกงกงจะเป็นกงกง ก็ไม่อาจนึกภาพได้เช่นกันว่าบุรุษแบบใดที่สามารถหลงใหลกูเหนี่ยงแบบนี้ ด้วยเหตุนี้เสิ่นกงกงจึงเลือกที่จะเงียบ
เฉิงอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่งเช่นกัน แล้วถามอีกว่า
“ปกติบรรดาพักตร์ชาดผู้รู้ใจของเหลียนซานเป็นหญิงแบบใดบ้างหรือ?”
ในเรื่องนี้ เสิ่นกงกงมีบุคลิกสัพพัญญูเหมือนท่านราชครูเมื่อครั้งคอยรับใช้ฮ่องเต้รัชกาลก่อนอยู่มากพอดู กล่าวตอบอย่างคล่องแคล่วลื่นไหลทันที
“ดูเหมือนท่านแม่ทัพใหญ่จะเอนเอียงไปทางนิยมกูเหนี่ยงที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย การพูดการจานุ่มนวลอ่อนหวาน ยามเยื้องย่างดุจกิ่งหลิวต้องลม และต้องมีความสามารถสูง มือสามารถวาดภาพสี ยังต้องดีดพิณได้อีกด้วย ผู้รู้ใจของท่านแม่ทัพหลายนางนั้นต่างเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ได้ยินคำว่า “หลายนาง” ก็ถอนหายใจกล่าวว่า
“หากหงอวี้แต่งกับเหลียนซานได้ เจิ้นไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดีสำหรับนาง”
เสิ่นกงกงกล่าวว่า “ใต้ฝ่าพระบาททรงมีเมตตานักพ่ะย่ะค่ะ”
แต่ฮ่องเต้มีเมตตาอยู่แค่ชั่วครึ่งจอกชา ยังดื่มน้ำชาไม่ทันหมดจอก ก็ตัดสินใจขายเฉิงอวี้เป็นที่เรียบร้อย เงยหน้าขึ้นกล่าวกับเสิ่นกงกงว่า “ในเมื่อเหลียนซานชอบพิณชอบภาพวาด เลือกจิตรกรกับนักดนตรีในวังสักสองคนไปสอนเสริมให้หงอวี้เสียด้วยล่ะ ยังดีที่นางหัวไว เรียนอะไรก็เร็วไปหมด”
เสิ่นกงกงเข้าใจความนัย เอ่ยยิ้มๆ ว่า
“จะเอื้อนเอ่ยเยื้องย่างอย่างไร บ่าวเฒ่าก็จะหานางกำนัลในวังไปช่วยท่านหญิงแก้ไขให้เหมาะสมด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงอวี้ล้มป่วยจริงๆ อาการทางจิต เป็นโรคเก่า อาการกำเริบเมื่อคืนนี้
ต้นโยวถานม่วงของหอทศมาลีกำลังจะฟื้นตื่นจากการหลับลึกในอีกไม่กี่วันนี้ ต้องให้จูจิ่นอยู่คุม และการฟื้นตื่นของประมุขเผ่าดอกโยวถานเป็นเรื่องใหญ่ เฉิงอวี้จึงให้หลีเสี่ยงรั้งอยู่อีกคน
เฉิงอวี้เข้าวังมาเพียงลำพัง ไท่โฮ่วจึงแบ่งนางกำนัลสองสามนางให้นางไว้ใช้สอยชั่วคราว เนื่องจากเฉิงอวี้ไม่ชอบให้มีใครคอยติดตามนางมาแต่ไหนแต่ไร และนางกำนัลที่คอยรับใช้ไท่โฮ่วมีหรือจะฝีมือสูงส่งอย่างหลีเสี่ยง ด้วยเหตุนี้เมื่อคืนนี้จึงได้คลาดจากการติดตามเฉิงอวี้ในระหว่างทางไปยังงานเลี้ยงราตรี สุดท้ายคุณหนูใหญ่ฉีเป็นผู้อุ้มเฉิงอวี้ที่เป็นลมหมดสติกลับมาส่งให้ เคราะห์ดีที่หลีเสี่ยงจัดการธุระในหอทศมาลีเสร็จสิ้นรีบกลับมาได้ทันกาล เรื่องนี้จึงค่อยไม่ได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของไท่หวงไท่โฮ่ว ไท่โฮ่ว และฮ่องเต้
หลีเสี่ยงย่ำแสงจันทร์รีบร้อนกลับเมืองหลวงไปที่ร้านยาเหรินอาน หิ้วตัวหลี่มู่โจวที่เพิ่งจะถอดเสื้อตัวนอกทิ้งตัวลงนอนมา ท่านหมอหลี่หลับตาก็ยังสามารถตรวจชีพจรรักษาให้เฉิงอวี้ได้ ถูกหลีเสี่ยงหิ้วตัวมาฝังเข็มให้เฉิงอวี้ไปหลายเข็ม แล้วอ้าปากหาวพลางปั้นธูปกลมหลายก้อนจุดไว้ในกระถางกำยานให้นาง เขาก็เสร็จงานล่าถอยได้ ถูกหลีเสี่ยงหิ้วตัวกลับไปส่งอีกครั้ง
เฉิงอวี้ที่กำลังหมดสติไม่ได้ทราบว่าตัวเองป่วย และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหมดสติ เมื่อนางจมดิ่งสู่ห้วงฝันในระหว่างที่หมดสติ นางไม่ทราบด้วยเช่นกันว่าตัวนางกำลังฝันอยู่ เพราะทั้งหมดต่างเหมือนจริงมาก
ในฝันนางเพิ่งจะแยกทางกับคุณหนูใหญ่ฉีที่สนามจีจวี วันนี้นางท้าทาย “ห้าไม้หวดห้าเหรียญทองแดงบิน” สำเร็จแล้ว นางทำของนางเองไปหนึ่งรอบ คุณหนูสี่หลิ่ว หลานอาของไท่โฮ่วซึ่งรับตำแหน่งกองหลังในกลุ่มผู้ลงแข่งของต้าซีได้ขอให้นางทำอีกหนึ่งรอบ นางต่างแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งสองรอบ แต่การทำสิ่งนี้กินแรงและเปลืองสมาธิมาก ดังนั้นพอฟ้ามืดปุบ นางก็ง่วงนอนทันที
แต่คุณหนูใหญ่ฉีบอกว่าในคณะปาหี่ที่ทางวังแปรพระราชฐานเลี้ยงไว้ มีลิงสองตัวที่กราบอวยพรวันเกิดได้ จะมาร่วมแสดงในงานเลี้ยงคืนนี้ด้วย เรื่องแปลกใหม่อย่างนี้นางจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นจึงฝืนข่มความง่วงนัดหมายกับคุณหนูใหญ่ฉีว่า ครึ่งชั่วยามให้หลังมาเจอกันที่ข้างเขามอของเรือนรับน้ำ แล้วไปร่วมงานเลี้ยงดูลิงด้วยกัน
นางสัปหงกกลับเรือนสนกระเรียนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ไม่นึกเลยว่าเพิ่งจะอ้อมผ่านระเบียงทางเดินด้านหลังตำหนักจันทร์กระจ่าง ก็มองเห็นจี้หมิงเฟิงที่ยืนอยู่ใต้ต้นหวยต้นหนึ่ง
เวลานั้นสีราตรีได้กลืนกินแสงสนธยาลำสุดท้าย ณ ปลายฟ้า โคมวังหลวงจุดสว่าง ส่องให้เห็นระเบียงทางเดินอันยาวเหยียด
นางยืนมองตรงไปจากหัวเลี้ยว ร่างครึ่งหนึ่งของจี้ซื่อจื่อในชุดดำล้วนซ่อนอยู่ในเงามืดของราตรี ร่างอีกครึ่งเผยให้เห็นภายใต้แสงสว่างของโคมวังหลวง กลิ่นหอมของดอกหวยโชยมาตามสายลม
นางรู้ว่าดอกหวยหน้าตาเป็นอย่างไร เคยมีคนวาดให้นางดูมาแล้ว พวกมันดูเหมือนกระพรวนเล็กจิ๋วที่ร้อยเข้าด้วยกันเป็นพวง เด็กๆ ของลี่ชวนต่างก็ชอบผูกกระพรวนเล็กจิ๋วแบบนั้นไว้ที่ข้อมือข้อเท้า กรุ๋งกริ๋งๆ เวลาเสียงกระพรวนดังขึ้น มักจะเคล้าด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานของพวกเด็กๆ เสมอ ชิงหลิงเคยมอบให้นางหนึ่งชุด เป็นกระพรวนเล็กจิ๋วทำจากเงิน ผูกไว้บนข้อมือนาง เวลาขยับก็จะส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งๆ เบาๆ คิ้วตาชิงหลิงจะทอดโค้ง “ท่านหญิงชอบเจ้านี่มากจริงๆ ด้วย”
ลมราตรีพลิ้วปัดผ่าน นางกะพริบตา ระหว่างที่กะพริบตา เหมือนได้ยินเสียงกระพรวนดังขึ้นอีกครั้ง นางกุมข้อมือตัวเอง ตรงข้อมือกลับไม่มีอะไรอยู่เลย
สุสานโบราณหนานหร่าน
กระพรวนไม่อยู่แล้ว ชิงหลิงก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน
ความง่วงหายวับในบัดดล นางหน้าซีดเผือด ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ จนกระทั่งนางกำนัลถือโคมไฟกลุ่มหนึ่งหยุดถวายบังคมจี้หมิงเฟิงตอนที่เดินเยื้องย่างเนิบช้าผ่านเขา จึงค่อยทำลายภาพฉากอันเงียบสงัดนี้ ขับไล่เสียงกระพรวนอันไม่มีจบมีสิ้นเหล่านั้น ดึงตัวนางกลับคืนสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน
ตอนได้สติกลับคืนมา นางรู้สึกว่าจี้หมิงเฟิงไม่แน่ว่าจะมองเห็นนาง ดังนั้นจึงถอยหลังไปสองก้าวจนถึงข้างต้นกุ้ยตรงหัวเลี้ยว ตั้งใจจะอ้อมทางเลี่ยงเขาไปเสีย กลับได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นกะทันหัน
“เจ้ากำลังหลบหน้าข้าอยู่หรือ?”
นางชะงักกึก จี้หมิงเฟิงทอดฝีเท้าเดินมาถึงตรงหน้านาง นางกำนัลชุดขาวถือโคมไฟกลุ่มนั้นก็เดินมาถึงข้างกายนางพอดีเช่นกัน เหล่านางกำนัลต่างหยุดลงย่อกายถวายบังคมนาง แล้วจึงเดินเรียงเดี่ยวจากไป แสงโคมที่แกว่งไกวจากไปไกลดุจดาวประกายพรึกแตกสลายไปในทะเล นางตัวแข็งทื่อไปชั่ววูบ
“ไม่ได้หลบหน้าท่านสักหน่อย”
จี้หมิงเฟิงมองหน้านางอยู่อย่างนั้น
จะอย่างไรนางก็โกหกไม่เก่ง จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบภายใต้สายตาของจี้หมิงเฟิง
นางย่อมจะกำลังหลบหน้าเขาแน่ละ ตอนนั้นที่จูจิ่นพานางไปจากวังลี่ชวนหวาง นางเคยนึกถึงจี้หมิงเฟิงอยู่วูบหนึ่ง ในชั่ววูบสั้นๆ นั้น นางกลับนึกออกเพียงคำพูดที่จี้หมิงเฟิงทิ้งไว้ให้นางในตอนสุดท้ายเหล่านั้น
“เจ้านี่ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าทำอะไรบ้าๆ ตามอำเภอใจ ผิดพลาดร้อยครั้งก็ไม่รู้จักสำนึกเกินไปแล้วจริงๆ วันนี้ชิงหลิงต้องมาตายเพราะเจ้า ในวันหน้ายังจะมีลูกผู้ชายลี่ชวนมากมายยิ่งกว่านี้ต้องมาจบชีวิตลงเพราะความเอาแต่ใจครั้งนี้ของเจ้า ชีวิตคนมากมายปานนี้ เจ้าแบกรับไหวหรือไม่?”
ยังกลัวว่าคำพูดเหล่านี้จะทิ่มแทงนางไม่เจ็บปวดมากพอกระนั้น
“อาจจะเพราะเจ้าเป็นถึงจวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ จึงนึกว่าชีวิตของพวกเขาด้อยค่ามาแต่เกิด แท้จริงแล้วเจ้าจึงมิได้แยแสต่อชีวิตมากมายปานนี้เลย?”
ด้วยเหตุนี้ นางจึงรู้สึกว่าจี้หมิงเฟิงไม่มีทางอยากพบหน้านางเด็ดขาด ต่อให้นางหัวทื่อสักเท่าไร เรื่องแค่นี้ยังพอจะรู้อยู่หรอก นางคิดว่าเพื่อเป็นการดีต่อทั้งสองฝ่าย นางกับเขาย้อนกลับไปเป็นคนแปลกหน้าต่อกันจึงจะดีที่สุด แต่วันนี้เขากลับทำให้นางข้องใจอยู่บ้าง จี้หมิงเฟิงเหมือนจะจงใจมาดักรอนางอยู่ที่นี่?
พบหน้ากันอีกครั้งมีอะไรน่าคุยอย่างนั้นหรือ มาเตือนสตินางซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตัวนางยังคงแบกรับชีวิตคนผู้หนึ่งอยู่หรืออย่างไร?
นางพิงลูกกรงไม้ มองจี้หมิงเฟิงอย่างงุนงง คิดในใจ ใช่แล้วละ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะคิดอย่างนี้ก็ได้
นางไม่เอ่ยคำอยู่เป็นนาน จี้หมิงเฟิงก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเช่นกัน
สุดท้ายจี้หมิงเฟิงเป็นผู้ทำลายความเงียบ เอ่ยถามนางเบาๆ “เมื่อครู่นี้ข้าเห็นเจ้ากับเพื่อนๆ เล่นจีจวีกันในสนาม เจ้าตีได้...ดีมาก แต่ตอนอยู่ที่ลี่ชวน ไม่เห็นเจ้าชอบการละเล่นนี้สักเท่าไรเลย จี้หมิงชุนชวนเจ้า เจ้าก็ไม่เคยแยแสเขา” จี้หมิงชุนคือพี่ชายของจี้หมิงเฟิง เป็นคุณชายเสเพลที่พระชายารองให้กำเนิด วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่เฮฮา ชนไก่แข่งสุนัขต่างเชี่ยวชาญทั้งสิ้น
เขาเอ่ยช้าๆ “ตอนนั้นเจ้าชอบอ่านแต่หนังสือ ยังไม่ถึงสองเดือน หนังสือในห้องทำงานของข้าก็ถูกเจ้าอ่านกลับไปกลับมาเสียสองรอบแล้ว” ในน้ำเสียงกลับแฝงอารมณ์เศร้าสร้อยและคิดถึงอยู่เสี้ยวหนึ่ง “ตัวเจ้าตอนนี้ ร่าเริงยิ่งกว่าตอนนั้นมาก”
เฉิงอวี้ไม่ได้เอ่ยปาก นางก้มหน้าลงมองดูเงาต้นไม้บนระเบียงยาว
จี้หมิงเฟิงมองไปยังเงาต้นไม้ที่เอนไหวเบาๆ เหล่านั้นตามสายตาของนางเช่นกัน อึดใจใหญ่ ถอนหายใจออกมา
“ไม่ได้พบกันนาน อาอวี้ เจ้าไม่มีอะไรอยากจะพูดกับข้าเลยหรือ?”
นางยังคงไม่เอ่ยปากเช่นเดิม
จี้หมิงเฟิงหยุดไปชั่วแล่น ขมวดคิ้วนิดๆ
“ตอนนั้นถึงเจ้าจะสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ว่า...”
ในที่สุดนางก็เอ่ยปาก นางตัดบทเขา กล่าวซ้ำคำพูดของเขา
“ตอนนั้น” นางเอ่ยเบาๆ “ซื่อจื่อมักจะอยากให้ข้านึกถึงตอนนั้นอยู่เรื่อย เป็นเพราะซื่อจื่อเห็นว่า ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกระมัง”
จี้หมิงเฟิงตะลึงลานอยู่ตรงนั้น
มีสายลมสดชื่นพัดผ่าน นางรู้สึกว่าตัวเองได้ยินเสียงกระพรวนดังเบาๆ อีกแล้ว นางลองดูอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็กล่าวชื่อนั้นออกมา
“ข้าไม่ได้ลืมชิงหลิง” นางเอ่ย
นางไม่ได้มองหน้าจี้หมิงเฟิง ทอดสายตาไปไกลลิบมองส่วนลึกของระเบียงอันคดเคี้ยว
“ตอนนั้น ซื่อจื่อบอกว่า ความเอาแต่ใจของข้าจะทำให้คนมากมายต้องตาย” นางหยุดเล็กน้อย “แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้กลายเป็นความจริง แต่ข้าไม่เคยที่จะลืมเลยว่า ข้าทำให้ชิงหลิงต้องตายจริงๆ” ดวงตาของนางเบิกกว้างมาก หัวคิ้วที่ย่นนิดๆ ทำให้นางดูราวกับใกล้จะร้องไห้เต็มที แต่เสียงของนางนิ่งมาก “ซื่อจื่อบอกว่าข้าเป็นถึงจวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ จึงไม่แยแสชีวิตคน ซื่อจื่ออาจจะไม่เชื่อ ความจริงแล้วข้า...” นางกะพริบตา หางตาเรื่อสีแดงนิดๆ “ความจริงแล้วข้าน่ะ อย่าว่าแต่ชีวิตมากมายขนาดนั้นเลย แม้แต่ชีวิตเพียงชีวิตเดียว ข้าก็แบกรับไม่ไหว” นางกัดริมฝีปากแน่น สุดท้ายก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมา
ลมพลันพัดแรง นี่จะเป็นคืนที่หนาวเย็น ใบกุ้ยใบเล็กๆ ถูกพัดจนส่งเสียงดังซ่าซ่า แววตาจี้หมิงเฟิงลึกล้ำยิ่ง เขาสืบเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว “ถ้อยคำที่ข้าพูดเหล่านั้น...”
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว กล่าวว่า
“ความจริงแล้วข้าอยากกลับไปเป็นคนแปลกหน้าสำหรับซื่อจื่ออย่างมาก แต่ข้าก็ทราบดีเช่นกันว่าซื่อจื่อเห็นว่าข้าไม่คู่ควรที่จะมีความมุ่งหวังเช่นนี้ ซื่อจื่อถามข้าว่าไม่มีอะไรที่อยากจะพูดกับท่านเลยหรือ” บนใบหน้าของนางปรากฏแววกังขานิดๆ “ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้พบกับซื่อจื่ออีก ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าควรจะพูดอะไรดี ข้า...” นางหยุดเล็กน้อย ราวกับสับสนงุนงงนิดๆ “ซื่อจื่อพบหน้าข้าครั้งใด ก็จะเคี่ยวกรำข้าทุกครั้ง ซื่อจื่ออาจจะเห็นว่าข้าสมควรที่จะถูกเคี่ยวกรำเช่นนี้แล้ว แต่ว่า...”
นางเบนสายตามาที่จี้หมิงเฟิง แต่นางมองไม่เห็นอะไรเลย รู้สึกเพียงเสียงกระพรวนในศีรษะยิ่งดังก้อง ส่วนที่ลึกที่สุดได้ปวดแปลบดุจเข็มทิ่มแทง นางเอ่ยเบาๆ
“ขอซื่อจื่อโปรดเวทนาข้าเถิด”
ใบหน้าของจี้หมิงเฟิงเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา นางกลับมองไม่เห็น เพราะสายตาของนางได้พร่ามัวไปหมด ในสายตาของนาง จี้หมิงเฟิงเป็นเพียงเงาดำๆ เงาหนึ่งเท่านั้น ดวงตาเองก็เริ่มจะปวดแปลบ นางยกมือขึ้นขยี้เปะปะ ในชั่วขณะนั้น นางสังเกตเห็นว่าจี้หมิงเฟิงเหมือนคิดจะเข้ามาหา นางไม่แน่ใจว่าเขาคิดจะทำอะไร จึงหลบโดยสัญชาตญาณ กลับหลบพ้นได้
นางรีบร้อนกล่าวขอตัว ตอนที่กล่าวขอตัว ไม่ได้มองเห็นสีหน้าของจี้หมิงเฟิงแต่อย่างใด จี้หมิงเฟิงไม่ได้ลองที่จะขวางนางไว้ ตอนนางเร่งฝีเท้าเดินจากไป เขาก็ไม่ได้ไล่ตามมาเช่นกัน
<>::<>::<>
[1] กระทรวงตะวันออก คือ “กระทรวงเหมินเซี่ย” กระทรวงตะวันตก คือ “กระทรวงจงซู” (อ่านเพิ่มเติมที่ “ป่าท้อสิบหลี่” เล่ม 2 เชิงอรรถท้ายเล่ม บทที่ 21)
[2] อ้ายชิง แปลว่า ขุนนางที่รัก คือคำที่กษัตริย์ใช้เรียกขุนนางใหญ่
[3] เฉิน แปลว่า ขุนนาง คือคำเรียกตัวเองของขุนนางเวลาสนทนากับกษัตริย์ของตน
[4] ถังเม่ย น้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องแซ่เดียวกัน (อ่านเพิ่มที่หน้า X)