บทที่สิบ (2)
จากนั้นนางมะงุมมะงาหรากลับมาถึงเรือนสนกระเรียน กินยาเม็ดสงบใจลงไปสองเม็ด นั่งเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง นึกถึงนัดหมายกับคุณหนูใหญ่ฉีขึ้นมาได้ นางจึงพานางกำนัลหนึ่งคนออกจากเรือน แม้แต่เสื้อผ้าก็ลืมเปลี่ยน กระโปรงขาวที่ชื้นเหงื่อห่อแนบอยู่บนตัว พบกับลมราตรีที่เย็นเฉียบพัดใส่ ไปได้ครึ่งทาง นางก็เริ่มจะจาม นางกำนัลย้อนกลับไปหยิบผ้าคลุมให้นาง นางยืนรออยู่ตรงจุดที่อับลม
ขณะที่นึกเบื่อๆ ไม่มีอะไรจะทำ เหลือบสายตาขึ้น ก็มองเห็นไม่ห่างออกไปนักมีแสงโคมไฟมากมายลอยมา นางจำได้ว่าตรงนั้นคือทะเลสาบ คิดว่าคงจะมีใครกำลังลอยโคมไฟแม่น้ำ ถึงอย่างไรก็อยู่ว่างๆ นางจึงเดินเตร่เข้าไป
ริมทะเลสาบมีโคมไฟหินอยู่มากมายหลายต้น ตอนเดินผ่านโคมไฟหินต้นที่เจ็ด นางมองเห็นเหล่าเด็กสาวที่ลอยโคมไฟแม่น้ำได้รำไร แทบจะเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่ได้รับเชิญมาคลายร้อนยังวังแปรพระราชฐานทั้งสิ้น
ลมทะเลสาบพัดผ่าน ในกลุ่มหญิงสูงศักดิ์นั้นพลันมีเสียงโต้เถียงกันดังมา เสียงค่อนข้างจะพร่าเลือน แต่ทั้งเร่งร้อนและเกรี้ยวกราด นางไม่สนใจอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ หมุนตัวทำท่าจะย้อนกลับไปตามทางเดิม ทว่าได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างปุบปับ
“ช่วยด้วย คุณหนูของพวกข้าตกน้ำไปแล้ว!”
นางหันขวับไปโดยสัญชาตญาณ ชั่วพริบตาที่เหลียวกลับไป ได้มองเห็นเงาคนที่ดิ้นรนอยู่บนผิวทะเลสาบ และฝอยน้ำเล็กละเอียดที่มือซึ่งฟาดเปะปะอย่างลนลานของหญิงผู้นั้นตีขึ้นมา ฝอยน้ำนั้นมีสีขาว ภาพฉากที่มิได้ชัดเจนนัก กลับเป็นเหมือนค้อนอันหนักอึ้งทุบลงใส่ศีรษะของนางโดยแรง ภาพตรงหน้านางมืดวูบ มือสีขาวที่ปัดป่ายเปะปะบนผิวทะเลสาบเนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็นนั้น ราวกับจู่ๆ ก็มาถึงตรงหน้านาง ฉีกกระชากโดยแรง
ผนึกคลายออก
ท่ามกลางความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว นางมองเห็นสุสานโบราณหนานหร่านอีกครั้ง ราวกับว่าได้ย้อนกลับไปยังทางน้อยในสุสานที่ปลูกหญ้าพิษไว้ทั่วอีกหน
ชิงหลิงจับมือนางวิ่งตะบึงอยู่บนทางน้อยสายนั้น เสียงตีกลองแผ่วๆ ดังมาจากส่วนลึกของสุสาน ตึง ตึง ตึงๆ เสียงกลองได้ร้องเรียกแมลงพิษนับจำนวนไม่ถ้วนให้ไล่ตามหลังพวกนางมาอย่างกระชั้นชิด ข้างหน้าก็คือสระละลายกระดูก เหนือสระละลายกระดูกมีสะพานเชือกทำจากไม้อยู่หนึ่งสะพาน ขอเพียงข้ามสะพานไปได้ แล้วฟันเชือกของสะพานทิ้ง สะบั้นขวางแมลงพิษเหล่านั้น พวกนางก็รอดตายแล้ว
นางกดที่หน้าอก แค่ความทรงจำช่วงสั้นๆ เท่านั้น ก็บีบรัดจนนางหายใจไม่ออกเสียแล้ว นางยื่นมือเปะปะไปคว้าต้นกุ้ยที่ข้างกาย ห้ามนึกออกเด็ดขาด นางเตือนสติตัวเองตัวสั่นสะท้าน แต่ความทรงจำที่ถูกฉีกเปิดกลับเป็นประดุจพยัคฆ์ร้ายที่หิวโหยมาเนิ่นนาน ทันทีที่ยืนยันเป้าหมายเตรียมการโจมตีเสร็จสิ้น ก็กระโจนเข้าหาอย่างคลุ้มคลั่งดุร้ายปานจะกลืนกินนางให้สิ้นซาก
นางเซล้มลงที่ข้างต้นกุ้ย
ท่ามกลางความเงียบสงัดอันไร้ขอบเขต นางได้ยินเสียงของชิงหลิงดังขึ้นข้างหลังนางว่า “ท่านหญิง รีบหนีไป!”
นางหันกลับไปทันควัน มองเห็นตัวเองซึ่งอายุไม่ถึงสิบหกปีที่ล้มลงข้างสะพานเชือกซึ่งขาดสะบั้น และฝอยน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาสูงหนึ่งจ้างของสระละลายกระดูกตรงหน้า ฝอยน้ำนั้นมีสีขาว นางได้ยินตัวเองกรีดร้องเสียงหลง
“ชิงหลิง!”
นางลุกไม่ขึ้น ความสิ้นหวังแผ่ลามไปตามแนวสันหลัง ทะลุผ่านลำคอ ดุจใยตาข่ายตาถี่ยิบที่คิดจะบีบรัดสมองของนางให้แหลกสลาย นางร้องไห้ตะโกนชื่อของชิงหลิงพลางคลานไปที่สระละลายกระดูก ในช่วงเวลาอันหนาวเหน็บและสะเทือนขวัญนั้น มีมือข้างหนึ่งยื่นมาทับซ้อนหลังมือของนางไว้ มือข้างนั้นอบอุ่นอย่างมาก
นางได้ลืมตาขึ้น
มีแสงจางๆ เข้ามาสู่สายตา แสงสว่างสลัวๆ ราวกับตะเกียงเงือก[1]ที่สว่างตลอดกาลในสุสานโบราณหนานหร่าน แต่ที่นี่ไม่ใช่สุสานโบราณหนานหร่าน เพราะนางมองเห็นม่านเตียงที่เหนือศีรษะ บนยอดกระโจมม่านปักเป็นลวดลายหมู่ดาว
เฉิงอวี้รับรู้อย่างพร่าเลือนว่าเวลานี้ตัวนางอยู่ในห้องของนางเองในเรือนกลางวสันต์ นอนอยู่บนเตียงของนางเอง เมื่อกี้นี้คือนางกำลังฝัน
นางเบิกตากว้างย้อนนึกถึงความฝันเมื่อครู่นี้ ทุกอย่างในความฝันล้วนเป็นความจริง นางได้พบจี้หมิงเฟิงจริงๆ เป็นหวัดจริงๆ และได้เห็นเด็กสาวที่ลอยโคมไฟแม่น้ำผู้หนึ่งตกน้ำที่ริมทะเลสาบจริงๆ หลังจากนั้นนาง...ใช่แล้ว นางทนรับความหวาดกลัวในชั่วขณะนั้นไม่ไหว เป็นลมล้มไปที่ข้างต้นกุ้ย
ทันทีที่ความทรงจำเปิดผนึก ก็ยากยิ่งจะผนึกพวกมันใหม่อีกครั้งได้ ความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวในชั่วพริบตาที่เป็นลมได้โจมตีใส่สมองของนางอีกครั้ง ความทรงจำเหล่านั้นก็เป็นความจริงทั้งหมดเช่นกัน ยกเว้นจุดหนึ่ง
ในสุสานโบราณอันยะเยือกวังเวง ยามเมื่อนางคลานไปยังสระละลายกระดูกราวกับเสียสติ ในช่วงเวลาอันสิ้นหวังนั้น หาได้มีผู้ใดยื่นมือมาให้นาง
มีแต่เรื่องนั้นที่เป็นเรื่องเท็จ
นางลุกขึ้นนั่งอย่างแช่มช้า มองไปที่ข้างเตียงอย่างเลื่อนลอย
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น บนฉากบังลมหกบานพลันมีเงาร่างของบุรุษทอทาบ เนื่องจากบุรุษที่จะมาโผล่ในห้องของนางกลางดึกเช่นนี้ นอกจากจูจิ่นแล้วไม่มีทางมีใครอื่นอีก ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น
จูจิ่นน่าจะถือตะเกียงอยู่ ภายในห้องสว่างไสวกว่าเมื่อครู่นี้เล็กน้อย นางก้มหน้าลงขยี้ตา ในระหว่างที่นางขยี้ตานี่เอง เขาได้อ้อมฉากบังลมมาถึงข้างเตียงนาง ตะเกียงถูกวางลงบนโต๊ะเล็กวางแจกันริมเตียง
นางนั่งกอดเข่าอยู่ตรงนั้นอย่างอ่อนเพลีย ไม่เงยหน้าและไม่เอ่ยปาก เป็นท่าทีปฏิเสธทุกอย่าง แต่จูจิ่นไม่ได้ล่าถอยไปอย่างรู้กาลเทศะ หนำซ้ำยังมานั่งลงที่ริมเตียงข้างๆ นาง วูบถัดมาผ้าเช็ดหน้าสีขาวเปียกชื้นผืนหนึ่งได้แตะสัมผัสใบหน้านาง
นางก้มหน้าลงหลบเลี่ยง “ข้าไม่ได้ตั้งใจไปนึกหรอกนะ แต่เพราะมองเห็น...” นางหยุดเล็กน้อย “ผนึก...ถูกแตะต้อง คลายออกมาเอง”
มือที่ถือผ้าเช็ดหน้าข้างนั้นรั้งกลับไประหว่างที่นางพูด หยุดเล็กน้อย จากนั้นผ้าเช็ดหน้าถูกพับซ้อนกันสองทบ
จูจิ่นไม่ได้มีอุปนิสัยที่เรียบร้อยมีมารยาทเช่นนี้ แต่เวลานี้นางกลับไม่ได้คิดไปถึงประเด็นนั้น นางฝืนระบายลมหายใจอย่างมั่นคง เอ่ยต่อว่า
“เจ้าผนึกเรื่องพวกนั้นไว้แล้ว หนึ่งปีมานี้ ข้าไม่เป็นฝ่ายไปนึกถึงมันเองอีก ดังนั้นจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างไร้ทุกข์ไร้กังวลมาได้นานปานนี้ แต่บางทีข้าอาจไม่คู่ควรกับชีวิตไร้ทุกข์ไร้กังวลแบบนี้...”
นางสะอื้น ยกมือขวาขึ้นบังดวงตา
“ข้า...คิดถึงชิงหลิงมาก แค่คืนเดียว” นางหยุดไปชั่วครู่ “ข้าไม่อยากถูกผนึก และไม่ต้องการให้ใครมาอยู่ข้างๆ ข้า แค่คืนเดียว”
ผ้าเช็ดหน้าที่พับเรียบร้อยถูกวางไว้บนโต๊ะวางแจกันที่วางตะเกียง เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ พอดี ในจานน้ำมันของตะเกียงพลันระเบิดสะเก็ดไฟออกมาหนึ่งดอกดังเปรี๊ยะ จูจิ่นไม่ได้เอ่ยตอบนาง มือข้างนั้นดึงลิ้นชักเล็กใส่ของจุกจิกตรงหัวเตียงออกมาเบาๆ หยิบกรรไกรเงินเล่มหนึ่งออกมาจากข้างในนั้น ตะเกียงน้ำมันถูกบังไว้ ไส้ตะเกียงถูกตัดเล็ม เปลวไฟสว่างวาบในพริบตา จังหวะนี้เฉิงอวี้ค่อยได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปาก
“จูจิ่น...ผนึกอะไรไว้?” คือเสียงเย็นนิดๆ ที่ไม่ควรมาปรากฏขึ้นที่นี่ในเวลานี้โดยเด็ดขาด
เฉิงอวี้เงยหน้าขวับทันควัน ชายหนุ่มที่นั่งหันด้านข้างอยู่ริมเตียงนางกำลังวางกรรไกรลง ก้มหน้าลงเช็ดมือด้วยผ้าเช็ดหน้าที่เมื่อครู่นี้เตรียมไว้ให้นางเช็ดน้ำตา เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง เขาจึงเงยหน้าขึ้น สายตากวาดผ่านนาง
วูบถัดมามือของเขาได้ยื่นมาหา นิ้วหัวแม่มือแตะสัมผัสดวงตานาง เหมือนจะคาดเดาได้ว่านางจะเบี่ยงหลบกระนั้น มืออีกข้างที่ว่างอยู่ของเขาได้กุมไหล่ของนางไว้ ออกแรงดึงเบาๆ อย่างนุ่มนวล นางกลับเอนตัวเข้าไปหาอย่างควบคุมไม่อยู่ เพียงแค่ทันได้ยกมือขึ้นยันแผงอกของเขาไว้
นางช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างงุนงง เขาเหมือนไม่รู้สึกถึงฝ่ามือที่แนบสนิทกับแผงอกเขาเป็นเชิงปฏิเสธข้างนั้นแต่สักนิด มือขวาที่ไล้สัมผัสดวงตานางได้มาถึงใต้ดวงตาของนางอย่างอ่อนโยน จากนั้นนิ้วหัวแม่มือขยับไล่จากหางตามาทีละนิดๆ เช็ดคราบน้ำตาที่ใต้ดวงตาของนางออก
เมื่อตระหนักว่าชายหนุ่มกำลังช่วยเช็ดน้ำตาให้นาง เฉิงอวี้คิดจะลงมือเช็ดเองทันที มือที่ยกขึ้นกลับถูกชายหนุ่มขวางไว้
“ให้ข้าทำเอง” เขาเอ่ย
นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้ที่ใต้ดวงตาของนางอยู่ไปมา ริมฝีปากเม้มนิดๆ นั่นทำให้สีหน้าของเขาดูแล้วเอาจริงเอาจังเกินเหตุ
ใบหน้าของเฉิงอวี้กลับค่อยๆ ซีดลงทีละนิดๆ เพราะในชั่วขณะอันเงียบงันนี้ นางนึกขึ้นมาได้แล้วว่า เมื่อครู่นี้นางร้องไห้พูดว่าอะไรต่อหน้าชายหนุ่ม นางได้พูดถึงผนึกของจูจิ่น นั่นคือความลับ นางสั่นระริกไปทั้งตัวด้วยความประหม่าตึงเครียด
“เหลียนซานเกอเกอ...ข้าไม่ได้...”
นิ้วมือของเขายังคงหยุดอยู่ที่หางตาของนาง เช็ดคราบน้ำตาเสี้ยวสุดท้ายออกไป เขาเอ่ยเบาๆ
“ไม่อยากบอกข้าว่าจูจิ่นผนึกอะไรไว้ในจิตใต้สำนึกของเจ้า ใช่ไหม?”
นางตัวแข็งทื่อ เถียงกลับทันทีว่า “ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดนะ ผนึกที่ข้าพูดเมื่อกี้นี้ ความจริงแล้วมัน...ความจริงน่ะมัน...”
“คืออาคมชนิดหนึ่ง” เขาเอ่ยต่อคำของนาง มองดูดวงตาที่เปียกชื้นของนาง “ในหมู่ราชวงศ์ต่างทราบกันดีว่าหงอวี้จวิ้นจู่มีด่านโรคภัย มีชีวิตอยู่โดยอาศัยร้อยบุปผาในหอทศมาลีร่วมกันเลี้ยงดู และทราบดีว่าผู้รับใช้ที่ดูแลรับใช้ท่านหญิงหงอวี้มาจนโต คือบุคคลที่ไม่ธรรมดาซึ่งจิ้งอานหวางทรงเสาะหามา” เขาเอ่ยเสียงราบเรียบ “คนที่ไม่ธรรมดา จะเป็นอาคมสักสองสามอย่าง หาใช่เรื่องน่าประหลาดแต่อย่างใด”
เฉิงอวี้ตัวแข็งทื่ออีกครั้ง นางก้มหน้าลง ในที่สุดใบหน้าของนางก็ผละจากนิ้วมือของเหลียนซาน เขามิได้รั้งไว้ ปล่อยมือจากนางไปตามนั้น เนิ่นนาน นางค่อยเงยหน้าขึ้นมาใหม่ ถามเบาๆ ว่า
“เหลียนซานเกอเกอ...รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือว่าข้าคือหงอวี้?”
“เมื่อวานนี้”
นางเงียบไปนิดหนึ่ง กอดสองเข่าอ้อมแอ้มอธิบายว่า
“ข้าไม่ได้โกหกท่านนะ ข้าแค่ไม่ได้บอกท่านเท่านั้น แต่ท่านก็ไม่ได้ถาม...” นางนึกออกกะทันหันว่าเหลียนซานเหมือนจะเคยถามแล้วว่า นางคืออาอวี้ของบ้านใด จึงพูดแก้ทันที “ท่านก็ไม่ได้พยายามรุกถามเหมือนกัน”
เขายิ้ม “ข้าก็ไม่ได้บอกเจ้าเหมือนกันว่าข้าคือใคร เราเสมอกันแล้ว”
นางส่ายหน้า “ความจริงข้ารู้ว่าท่านคือแม่ทัพ”
นางรู้ว่าเหลียนซานคือแม่ทัพจริงๆ แต่นางไม่เคยทุ่มเทใจไปขบคิดมาก่อนว่าเขาคือแม่ทัพอะไร ดูเหมือนว่านั่นจะไม่มีความจำเป็น มาลองคิดดูอย่างละเอียดในยามนี้ ราชวงศ์ต้าซีก่อตั้งสิบเจ็ดองครักษ์บังคับบัญชาทแกล้วทหารหนึ่งล้านนายทั่วหล้า ในจำนวนนั้นมีสี่องครักษ์คอยเฝ้าประจำการณ์ที่เมืองผิงอานตลอดทั้งปี นอกจากนี้แล้ว ฮ่องเต้ยังมีหน่วยราชองครักษ์สามทัพ ประกอบด้วยเทียนอู่ หยวนอู่ เวยอู่[2]ก็ประจำการอยู่ที่เมืองหลวงตลอดทั้งปีเช่นกัน ในเมื่อนางได้พบกับเหลียนซานในตัวเมืองเป็นประจำ แสดงว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเหลียนซานจะเป็นแม่ทัพชั้นใน ทำงานภายใต้สามทัพสี่องครักษ์นี้
มิคาดเหลียนซานกลับถอนหายใจ “เจ้าไม่รู้ว่าข้าคือใคร”
“แต่ท่านจะเป็นใครก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ ข้ารู้ว่าท่านคือแม่ทัพก็พอแล้ว” นางกล่าวอย่างหนักแน่น
เขาเหมือนจะตกตะลึง หยุดไปเล็กน้อยค่อยถามว่า
“ดังนั้น เป็นแม่ทัพใหญ่ก็ไม่เป็นไรหรือ?”
สามทัพสี่องครักษ์ในเมืองผิงอานกว่าครึ่งจะคัดเลือกมาจากบรรดาลูกหลานขุนนาง และตระกูลเหลียนก็เป็นหนึ่งในห้าตระกูลอันโด่งดังของต้าซี ในแต่ละทัพแต่ละองครักษ์ของราชวงศ์ต้าซีต่างก็มีตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และตำแหน่งแม่ทัพ ในเจ็ดแม่ทัพใหญ่จะมีสักคนที่มาจากตระกูลเหลียน ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
นางประหลาดใจไปชั่ววูบ “เป็นแม่ทัพใหญ่หรือ?”
เจ็ดแม่ทัพใหญ่แห่งสามทัพสี่องครักษ์ ต่างอยู่ขั้นสามผิ่นเจิ้งกันทั้งนั้น เหลียนซานยังหนุ่มแน่นปานนี้ กลับเป็นแม่ทัพขั้นสามผิ่นเจิ้งแล้ว ความประหลาดใจของเฉิงอวี้ในยามนี้ ล้วนมาจากความรู้สึกทึ่งทั้งสิ้น แต่ขณะเดียวกันนางก็นึกข้องใจนิดๆ เช่นกัน
“เป็นแม่ทัพใหญ่แล้วเกี่ยวอะไรด้วยหรือ?”
เหลียนซ่งมองหน้านางอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้านึกว่าข้าคือแม่ทัพใหญ่ในสามทัพสี่องครักษ์?”
เฉิงอวี้สงสัยนิดๆ
“อย่างนั้น...นอกจากสามทัพสี่องครักษ์...อย่าบอกนะว่าท่านคือแม่ทัพของอีกสิบสามองครักษ์ที่เหลือ?” นางคิดเล็กน้อย แล้วส่ายหน้า “อย่ามาโกหกข้าน่า โอกาสที่แม่ทัพของอีกสิบสามองครักษ์จะตามเสด็จฮ่องเต้ถังเกอมาที่วังแปรพระราชฐานในเวลานี้น่ะ ข้าคิดว่ามีไม่มากนักหรอก”
“เหนือสิบเจ็ดองครักษ์ ไม่ใช่ว่ายังมีแม่ทัพใหญ่อื่นอยู่อีกหรอกหรือ?” เหลียนซ่งถามนาง
เหนือแม่ทัพใหญ่สามผิ่นเจิ้งของสิบเจ็ดองครักษ์ ยังมีแม่ทัพใหญ่อื่นอยู่อีกจริงๆ ทั้งยังไม่ใช่แค่คนเดียว เฉิงอวี้คือจวิ้นจู่ที่ช่วยเขียนการบ้านให้ลูกหลานขุนนางทั้งในและนอกเมืองหลวงเพื่อหาเงินค่าขนมเป็นประจำ นางย่อมจะเข้าใจระบบทหารของต้าซีดีกว่าจวิ้นจู่คนอื่นๆ อยู่บ้าง
เหนือสารพัดแม่ทัพใหญ่สามผิ่นเจิ้งขึ้นไป ยังมีแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินสองผิ่นฉงหนึ่งคน แม่ทัพใหญ่ประคองแผ่นดินสองผิ่นเจิ้งหนึ่งคน และ “แม่ทัพใหญ่” หนึ่งผิ่นเจิ้งผู้ถือครองประกาศิตมัจฉา บัญชาการทแกล้วทหารหนึ่งล้านนาย
ถูกต้อง ตำแหน่งขุนนางสูงสุดของแม่ทัพทหารแห่งราชวงศ์ต้าซี แท้จริงแล้วไม่ได้ฟังหรูหราอลังการอย่างตำแหน่งขุนนางที่ต่ำลงไปจากมันเหล่านั้นเลย ข้างหลังไม่มีคำขยายใดๆ มีแค่สามพยางค์ “แม่ทัพใหญ่”
แม่ทัพใหญ่ เฉิงอวี้อุทานดัง “อ๊ะ” นึกขึ้นมาได้กะทันหันว่าปราการวิเศษแห่งอาณาจักรผู้ติดตามกองทัพออกรบแต่ยังเด็ก เป็นแม่ทัพแต่ยังหนุ่ม สู้ศึกเป่ยเว่ยเจ็ดครั้งออกทัพครั้งใดต้องได้ชัยทุกครั้งคนนั้น ก็แซ่เหลียนนี่แหละ
เฉิงอวี้มองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมเตียงอย่างตกตะลึงตาค้าง
“ท่านคือ...‘แม่ทัพใหญ่’ คนนั้น”
ฝ่าบาทสามพยักหน้า “ถูกต้อง”
“แม่ทัพใหญ่” คนนั้น คือแม่ทัพใหญ่เหลียนเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรคนนั้น คือแม่ทัพใหญ่เหลียนที่ยกเลิกการแต่งงานกับนางคนนั้น
เห็นเฉิงอวี้นิ่งค้างคาที่อย่างตะลึงพรึงเพริด ฝ่าบาทสามนิ่งเงียบไปชั่ววูบ “เจ้าไม่มีอะไรอยากจะพูดกับข้าหรือ?”
“มี-มีสิ” นางกลืนน้ำลาย ลองถามเขาอย่างหยั่งเชิงว่า “หลายวันนี้ราชทูตจากอูหนัวซู่มาเยือน ท่านว่าพวกเขาเห็นท่านหน้าตาอย่างนี้ จะนึกเป็นห่วงอนาคตของพวกเราราชวงศ์ต้าซีบ้างหรือเปล่า?”
ฝ่าบาทสามยิ้ม “เห็นข้าแข็งแรงดีอย่างนี้ พวกเขาน่าจะนึกเป็นห่วงอนาคตของอูหนัวซู่มากกว่าอยู่บ้างกระมัง”
“อ้อ” เฉิงอวี้เออออตาม “อย่างนั้นข้าก็วางใจละ”
ฝ่าบาทสามมองดูนางอย่างใจเย็น “นอกจากนี้แล้ว ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะยังมีคำพูดอื่นอยากจะพูดกับข้ากระมัง”
“ข้าไม่มีนี่” นางตอบ
“เจ้ามี”
“ข้าไม่...ก็ได้ ข้ามี” แววตานางหลุกหลิก “ข้ารู้ว่าเหลียนซานเกอเกออยากให้ข้าพูดอะไร” นางหยุดเล็กน้อย “ท่านอยากรู้ว่าตอนนั้นที่ท่านยกเลิกการแต่งงานกับข้า ข้านึกแค้นท่านหรือไม่ ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าท่านคือคนที่ยกเลิกการแต่งงานกับข้า ได้นึกแค้นท่านขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่า ถูกไหม?”
เหมือนจะรู้ว่าเขาไม่มีทางตอบกระนั้น นางกอดสองเข่า เบือนหน้าไปมองเขา
“เรื่องนี้ข้าไม่เคยใส่ใจเลย ต่อให้ในตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนยกเลิกการแต่งงานกับข้า ข้าก็ไม่เคยโกรธท่านเลยอยู่ดี ตอนนี้ยิ่งไม่มีทางโกรธเข้าไปใหญ่” ราวกับรู้สึกน่าขบขันกระนั้น นางอมยิ้ม “แต่พอมานึกดูในตอนนี้ ว่าคนที่เกือบจะโดนเสด็จย่าบังคับให้ต้องแต่งงานกับข้าคือเหลียนซานเกอเกอนี่เอง ก็น่าขันนิดๆ นะ” นางเอียงศีรษะซบกับหัวเข่า อดหัวเราะคิกไม่ได้ “ถ้าข้าแต่งงานกับเหลียนซานเกอเกอเสียแล้ว จะเป็นยังไงกันนะ? ต้องแปลกมากแน่ๆ เลย เพราะเหลียนซานเกอเกอเป็นพี่ชายนี่นา”
นางยังคงรู้สึกสนุกดี กลับได้ยินเขาเอ่ยปากกะทันหัน น้ำเสียงค่อนข้างเย็นชา
“ข้าไม่ใช่พี่ชายเจ้า”
เขานั่งอยู่ข้างเตียงนางโดยหันหลังให้แสงตะเกียง ใบหน้าเรียบสนิทปราศจากอารมณ์โดยสิ้นเชิง
นางตะลึงไปชั่ววูบ “แต่ว่า...”
เขาไม่ปล่อยให้คำโต้แย้งของนางหลุดจากปาก
“เจ้าจงฟังให้ชัดเจน” เขามองหน้านาง ตลอดทั้งร่างดูห่างเหินเย็นชาอยู่นิดๆ “ข้าไม่ใช่พี่ชายเจ้า”
นางกะพริบตา รู้สึกได้ว่าเขาโมโหแล้ว แต่นางไม่รู้เลยว่าไปทำให้เขาโกรธตรงไหน “แต่ท่านบอกเองนี่ว่า ท่านคือพี่ชายข้า”
เขาพลันคลี่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นก็เย็นยะเยียบเช่นกัน
“ข้าบอกอย่างไรก็คืออย่างนั้นรึ?”
นางทำอะไรไม่ถูก นิ่งอั้นอยู่ชั่วครู่ “ใช่กระมัง?”
เขาเหลือบตาขึ้น “อย่างนั้นข้าบอกว่าข้าคือชายคนรักของเจ้า เจ้าก็จะยอมรับว่าข้าคือชายคนรักของเจ้าหรือ?”
นางตกตะลึง “...ไม่ได้ละมัง...”
เขาก้มลงมองข่มนาง “อย่างนั้นเหตุใดข้าบอกว่าจะเป็นพี่ชายเจ้า เจ้าก็ให้ข้าเป็นทันที พอจะเป็นชายคนรัก เจ้ากลับไม่ให้ข้าเป็นเสียแล้ว?”
นางกล่าวอย่างงงงัน “ข้าไม่ได้โง่สักหน่อยนี่ พี่ชายกับชายคนรัก จะไปเหมือนกันได้ยังไง?”
“ไม่เหมือนกันตรงไหน?”
อยู่ๆ สมองของนางก็หมุนแล่นอย่างฉับไว
“อย่างนั้นสมมุติว่าเหมือนกัน เหตุใดเหลียนซานเกอเกอต้องถือสาว่าคือพี่ชายหรือชายคนรักด้วยเล่า?”
“อืม เจ้าไม่ได้โง่” เขาเหมือนจะโมโหจนยิ้มออกมากระนั้น
เขาไม่ได้ตอบคำถามของนางตรงๆ แต่นางก็ไม่ได้ต้องการให้เขาตอบจริงๆ เช่นกัน นางขบคิดเล็กน้อย
“ดังนั้นข้าคิดว่า ที่เหลียนซานเกอเกอปฏิเสธการแต่งงานในตอนนั้น เป็นเพราะท่านถูกกำหนดมั่นว่าจะต้องกลายมาเป็นพี่ชายของข้าอย่างไรเล่า วาสนาระหว่างเราสองคน คือวาสนาระหว่างพี่น้อง นี่คือสิ่งที่สวรรค์เบื้องบนได้กำหนดเอาไว้แต่แรกแล้ว”
กล่าวจบนางคิดทบทวนไปหนึ่งรอบ รู้สึกเอาเองว่าไม่มีปัญหาอะไร เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเหลียนซาน กลับสัมผัสได้เพียงสายตาเย็นยะเยียบของเขา แค่มองหน้านางแวบเดียว เขาก็เมินหน้าหนีราวกับสุดจะทนแล้วกระนั้น แค่นยิ้มเย็นชากล่าวว่า
“สวรรค์กำหนด เจ้าน่ะหรือจะมารู้ว่าอะไรคือสวรรค์กำหนด?”
ในใจนางสะดุดกึก รู้สึกว่าเขาโกรธจัดเสียแล้ว
นางเขยิบไปยังริมเตียงทีละนิดๆ เขยิบไปจนเข้าใกล้เขามากขึ้นหน่อย ลองยื่นมือออกไปคว้าแขนเขาอย่างหยั่งท่าที เขาหลุบตาลง สายตาจับอยู่ที่มือลับๆ ล่อๆ ของนาง แต่ก็ไม่ได้ปัดมือนางออก นางจึงค่อยมั่นใจเล็กน้อย ให้กำลังใจตัวเอง เขยิบเข้าไปใกล้เขามากขึ้น และลองแนบแก้มเข้าหาอย่างหยั่งเชิง นางถูไถแก้มกับแขนเขาเบาๆ แหงนหน้าขึ้นช้อนสายตามองเขา น้ำเสียงออดอ้อน
“เหลียนซานเกอเกอ อย่าโกรธเลยนะ ข้าผิดไปแล้ว”
ความจริงแล้วนางไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองทำผิดตรงไหน แต่นางรู้ดีว่าขอแค่นางยอมรับผิด เขาต้องหายโกรธอย่างแน่นอน เวลาปรนนิบัติรับใช้ไท่หวงไท่โฮ่ว หากนางทำความผิด ขอแค่อ้อนอย่างนี้ ท่านก็จะยกโทษให้นางอย่างแน่นอน
นางรู้สึกได้ว่าแขนของเหลียนซานแข็งทื่อไปชั่ววูบ นางไม่เข้าใจเช่นกันว่าการแข็งทื่อนี้เป็นเพราะเหตุใด แต่เขาทั้งไม่พูด ร่างกายก็ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะยกโทษให้นางเสียด้วย นางอดไม่ได้ต้องลงมือหนักขึ้นถูไถแขนของเขาอีกครั้ง ทั้งยังไถลลงไปตามแขน เลื่อนใบหน้าไปยังฝ่ามือของเขา
ไม่ต้องให้นางแอบเคลื่อนไหวตุกติกใดๆ เพิ่มเติมอีก ฝ่ามือเขาได้แบออก ด้วยเหตุนี้แก้มซ้ายของนางจึงสัมผัสกับฝ่ามืออุ่นร้อนนั้นอย่างง่ายดาย นางถูไถกับฝ่ามือนั้นอีกครั้ง เอียงหน้าเอ่ยถามเขาเบาๆ
“เหลียนซานเกอเกอ เราไม่ได้ดีกัน ไม่ได้สนิทกันแล้วหรือ?”
เขายังคงไม่ตอบสนองนางอยู่เหมือนเดิม แต่สายตาของเขากลับมิได้คลาดคลาไปจากนาง สีนัยน์ตาของเขาค่อนข้างลึกล้ำ
อันที่จริงนางไม่ได้อ้อนใครอย่างนี้มานานมากแล้ว แต่ท่าไม้ตายนี้ใช้แล้วได้ผลทุกครั้งไป นางมั่นใจอย่างยิ่ง จึงไม่ได้กังวลจริงจังว่าจะกล่อมเหลียนซานไม่อยู่
ภายใต้สายตาเพ่งมองของเหลียนซาน นางได้หลับตาลง เรียวปากอมยิ้มนิดๆ
“ข้ารู้ว่าเหลียนซานเกอเกอไม่ได้โกรธข้าจริงๆ หรอก พวกเรายังคง...” ยังพูดไม่ทันจบ นางรู้สึกได้ว่าฝ่ามือที่แนบอยู่กับแก้มของนางขยับไหว
นางลืมตาขึ้นทันที นิ้วมือของเขาได้กุมคางของนางไว้ เขาใช้แรงสมดุล บังคับให้ร่างท่อนบนของนางเหยียดตรงทั้งร่าง ใบหน้าของนางจึงเข้าใกล้เขา
“เจ้าทำผิดที่ใด?” เขาถามนาง เสียงแผ่วต่ำจนราวกับเสียงกระซิบริมโสต และด้วยระยะห่างที่ใกล้มากเช่นนี้ นางมิอาจไม่ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไว้บนใบหน้าของเขาได้ นางคิดอย่างวิงเวียนว่า ทำผิดที่ใด ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าข้าทำผิดที่ใด
“ในเมื่อไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด แล้วขอโทษอะไร?” เขารุกถามนางต่อไป น้ำเสียงกลับไม่ได้เย็นชาเช่นเมื่อครู่ก่อนอีก นางคิดในใจ การอ้อนของข้าเห็นผลแล้ว ดังนั้นต้องขอโทษอยู่ดี ต้องอ้อนอยู่ดี จากนั้นนางรู้สึกว่ามือของเขาผละจากคางของนาง กลับขยับไปตามแนวโค้งของปลายคาง เลื่อนไปถึงติ่งหูของนาง
เขาเหมือนกำลังสัมผัสงานฝีมือชิ้นหนึ่ง นิ้วมือไล้ผ่านผิวของนางราวกับไล้ผ่านพื้นผิวโค้งอันกลมกลึงของไม้กฤษณา ให้ความรู้สึกชื่นชมและประเมินค่า นางยากจะแยกแยะได้ว่าปลายนิ้วที่กำลังไล้สัมผัสนางนั้นได้แฝงอารมณ์ใดไว้หรือไม่ นางเพียงรู้สึกจักจี้ติ่งหูนิดๆ แต่ร่างกายเหมือนถูกตรึงไว้กระนั้น ไม่สามารถยกมือขึ้นลูบยืนยันได้
ภายใต้แววตาอันลึกล้ำของเขา นางมีความรู้สึกไม่รู้เดือนรู้ตะวันอันน่าเหลวไหลเป็นอย่างมาก อดพึมพำไม่ได้ว่า “เหลียนซานเกอเกอ...”
เขายิ้มนิดๆ เข้าใกล้นางมากขึ้น แก้มของเขากับนางแทบจะแนบชิดกัน เขากระซิบที่ริมหูนางว่า
“ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด แค่คิดจะอาศัยการอ้อนผ่านด่าน ใช่ไหม?”
นางรู้สึกได้รางๆ ว่าเขากับนางอยู่ชิดกันเกินไปแล้ว กลิ่นตระคัรขาวบนตัวเขาทำให้นางเวียนศีรษะตาลายนิดๆ ครั้นเขาหันหน้ามามองนางตรงๆ ในดวงตาของนางมองเห็นแต่เพียงสองตาของเขา
ดวงตาของเขางดงามมาก นางมีการเปรียบเปรยนับไม่ถ้วนสามารถนำมาใช้พรรณนานัยน์ตาหงส์คู่นั้นของเขา หรือแววตาของเขาในยามนี้ได้ แววตานั้นดูข่มกลั้น แต่ก็ยั่วยวนด้วยเช่นกัน ราวกับยางไม้อันอ่อนนุ่มแฝงเร้นเจตนาจะกักเก็บผีเสื้อตัวหนึ่ง เพียงรอให้นางพลั้งเผลอตกลงไปในมัน ก็จะผนึกนางไว้ชั่วนิรันดร์ทันที อำพันเหล่านั้น ได้ก่อตัวเป็นรูปร่างเช่นนี้เอง
นางรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนิดๆ จึงหลับตาลง แต่กลับมิได้ลืมที่จะตอบการคาดคั้นถามของเขา
“ก็ข้าไม่ได้พูดผิดจริงๆ นี่ มันถูกกำหนดไว้แล้วทั้งนั้น” นางคิดเล็กน้อย เอ่ยเบาๆ อีกว่า “อย่าบอกนะว่าถ้าเสด็จย่าพระราชทานสมรสอีกครั้งในวันนี้ เหลียนซานเกอเกอจะเปลี่ยนความคิดมาแต่งงานกับข้าน่ะ?”
ตอนถ้อยคำหลุดจากปาก นางรู้สึกได้ว่าเขากลั้นหายใจ นี่มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว ทุกครั้งมีแต่เขาทำให้นางตกใจจนต้องกลั้นหายใจทั้งนั้น เขาก็ถูกการสมมุติที่นางเสนอขึ้นมานี้ทำเอาตกใจมากเหมือนกันหรือ?
นางลืมแรงกดดันที่เขาทำให้นางรู้สึกเหล่านั้นในบัดดล นึกอยากหัวเราะอยู่นิดๆ นางแอบลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ตามด้วยอีกข้างหนึ่ง
จากนั้นนางจึงมองเห็นสีหน้าของเขา เขาดูตกตะลึงจังงังนิดๆ
“ท่านไม่มีทางอยากแต่งงานกับข้าหรอก” นางยิ้มแล้ว เหมือนภูมิใจนิดๆ กระนั้น “ท่านจะรู้สึกแปลกๆ ด้วยเหมือนกันไง เพราะตอนที่ท่านรู้จักข้า ข้าก็เป็นน้องสาวของท่านแล้ว”
ในที่สุดแววตาตกตะลึงจังงังของเหลียนซานก็เริ่มรวมศูนย์ ย้อนกลับมาจับที่ใบหน้าของนาง เขาปล่อยตัวนางทีละนิดๆ
เขามองดูนางอยู่ครู่ใหญ่ แต่ทั้งไม่ได้เอ่ยยอมรับ และไม่ได้เอ่ยปฏิเสธต่อข้อสรุปของนาง
ปลายไส้ตะเกียงระเบิดดังเปรี๊ยะอีกครั้ง เขาเงียบไปชั่วครู่ หันกายไปหยิบกรรไกรเงินเล่มนั้นอีกหน เขาตัดปลายไส้ตะเกียง แต่ไม่ได้กลับไปที่ริมเตียงของนางอีก เพียงแค่ยืนอยู่ข้างตะเกียงรูปกระเรียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพูดว่า
“อย่างนั้น เรากลับไปยังคำถามที่ข้าถามเจ้าในตอนแรกสุดกันใหม่เถิด”
แค่เขาไม่โกรธอีก เฉิงอวี้ก็ดีใจมากแล้ว จึงถามยืนยันจากเขาซ้ำว่า “ดังนั้นเหลียนซานเกอเกอหายโกรธแล้วใช่ไหม?”
เขาเหลือกตาใส่นาง “ข้าไม่ได้โกรธมาแต่แรกแล้ว”
เฉิงอวี้ถูชายกระโปรงเออออว่า “ก็ได้ ท่านไม่ได้โกรธ” คิดเล็กน้อย “ดังนั้นคำถามตอนแรกสุดคือ...” จากนั้นนางค่อยๆ หน้าเปลี่ยนสีทีละนิด นางนึกคำถามตอนแรกสุดนั่นออกแล้ว เขาถามนางว่า จูจิ่นผนึกอะไรไว้
เนิ่นนาน นางกล่าวเบาๆ “ข้าไม่อยากพูด” มือขวากลับขยุ้มอกเสื้อเหมือนวิตกจริตนิดๆ ประกายน้ำได้มารวมตัวกันในดวงตาอีกครั้ง ราวกับมีอะไรบางอย่างนำความเจ็บปวดทรมานอย่างมหาศาลมาสู่นาง และความมีชีวิตชีวากับสีสันทั้งมวลของนาง ได้ถูกอะไรบางอย่างดูดกลืนไปจนหมดสิ้นในพริบตาเช่นกัน ตัวนางเองทราบดี มันคือการที่ผนึกเคลื่อนออก และอดีตอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้นางรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลาเหล่านั้น
สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดเผือดอีกครั้ง นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า อ้อนวอนเบาๆ
“อย่าบังคับข้าเลย เหลียนซานเกอเกอ”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ตะเกียงเงือก คือตะเกียงที่เล่าขานกันว่ามีอยู่ในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ เชื่อกันว่าเป็นตะเกียงที่ไม่มีวันดับแม้ผ่านไปนานนับพันปี
[2] เทียนอู่ (天武) แปลว่า ฟ้าประยุทธ์; หยวนอู่ (元武) แปลว่า เอกประยุทธ์; เวยอู่ (威武) แปลว่า เกรียงไกร