หัวข้อ : บทที่สิบเอ็ด (1)

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:45

บทที่สิบเอ็ด (1)

 

เนื่องจากเรือนกลางวสันต์อยู่ติดกับเรือนสนกระเรียนของไท่หวงไท่โฮ่ว จัดวางกำลังป้องกันเข้มงวดยิ่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อซู่จี๋มองเห็นจี้หมิงเฟิงที่ข้างนอกห้องของเฉิงอวี้ จึงรู้สึกประหลาดใจนิดๆ

ในเวลาเช่นนี้ ท่านชายจี้ไม่น่าจะสามารถเข้ามาทางประตูเขตเรือนที่มีการป้องกันแน่นหนาได้ อย่างนั้นคงจะกระโดดข้ามกำแพงเข้ามาเหมือนท่านเสียละมาก แม้ราชครูจะไม่ใช่คนสอดรู้เรื่องชาวบ้าน แต่ท่านเป็นผู้ที่มีจินตนาการบรรเจิดอย่างยิ่ง ท่านมองเห็นจี้หมิงเฟิงแต่ไกล ก็นึกขึ้นได้ว่าท่านหญิงหงอวี้เคยไปท่องเที่ยวที่ลี่ชวนซึ่งท่านชายจี้นั่งคุมเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า และในตอนบ่ายเมื่อฝ่าบาทสามเรียกตัวท่านมาจากข้างกายฮ่องเต้ ให้ท่านช่วยล่อหลีเสี่ยงออกไปนั้น ท่านยังได้ยินอีกด้วยว่าท่านหญิงหงอวี้ล้มป่วยจริงๆ

เห็นได้ว่าที่ท่านชายจี้มาที่นี่กลางค่ำกลางคืน หาใช่เพราะเมาสุราเดินหลงทาง แต่น่าจะมาเยี่ยมไข้

กระนั้นการบุกรุกห้องหอของจวิ้นจู่ที่ยังไม่ออกเรือนโดยพลการกลางดึก เรื่องนี้หาใช่สิ่งที่วิญญูชนผู้สำรวมกายใจพึงกระทำแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ท่านชายจี้เผชิญหน้ากับราชครู ต่างนิ่งเงียบไปชั่ววูบ ราชครูพยักหน้าให้ท่านชายจี้อย่างเฉยชาด้วยมาดยอดคนเหนือโลกีย์

“ซื่อจื่อประทับยืนอยู่ตรงนี้ เกรงว่าจะมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้นกระมัง?”

ท่านชายจี้ “......”

ราชครูชี้แนะเขาหนึ่งประโยคด้วยมาดยอดคนเหนือโลกีย์อีกครั้ง “หากซื่อจื่อทรงกังวลว่าเดินเข้าไปใกล้แล้ว จะถูกท่านแม่ทัพทราบเข้า ก็ไม่จำเป็นเลย ตอนที่ซื่อจื่อกับกระหม่อมเพิ่งจะย่างเท้าเข้าสู่เขตเรือนนี้ เขาก็ทราบแล้ว การที่ไม่มีท่าทีใดๆ หมายถึงไม่ว่ากระไรนั่นเอง เช่นนั้นซื่อจื่อจะประทับยืนอยู่ใกล้หรือไกล ความจริงแล้วไม่ได้ต่างกันเลย ดังที่กระหม่อมกล่าว ซื่อจื่อทรงอยากจะเยี่ยมท่านหญิงหงอวี้อย่างจริงจังสักครู่ เช่นนั้นมิสู้ยืนใกล้สักหน่อยจะดีกว่ากระหม่อม”

ท่านชายจี้ “......”

ท่านชายจี้มองราชครูอย่างสงสัยและระวังตัวแจ

“ข้าน่ะมาเยี่ยมหงอวี้ เช่นนั้นนักพรตอย่างท่านราชครู บุกรุกห้องของหงอวี้ยามวิกาล เพื่อกิจอันใดกระนั้นหรือ อย่าบอกข้านะว่าท่านก็อดเป็นห่วงนางไม่ได้ จึงมาเยี่ยมนางเหมือนกันน่ะ”

ใบหน้าราชครูรักษามาดยอดคนเหนือโลกีย์ที่ว่า “ข้าคือยอดคนเหนือโลกีย์ ข้าจะไม่ถือสาหาความพวกเจ้ามนุษย์สามัญ” ต่อไป ในใจได้ค้อนจนตาคว่ำ : เจ้ารู้ด้วยงั้นรึว่าข้าคือนักพรตน่ะ! แต่ราชครูเพียงพยักหน้าให้ท่านชายจี้อย่างเฉยชาอีกครั้ง กล่าวอย่างสำรวม

“ซื่อจื่อไม่จำเป็นต้องถือสา กระหม่อมเพียงแค่มารายงานผลต่อท่านแม่ทัพใหญ่เท่านั้น”

 

ประตูห้องเปิดอยู่ หน้าต่างก็เปิดอยู่

ราชครูเดินไปถึงประตู ก็ได้ยินเสียงของฝ่าบาทสาม หนึ่งประโยคแบบไม่มีต้นมีปลาย

“เป็นความผิดของข้าเอง เจ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด”

ชั่วชีวิตนี้ราชครูยังไม่เคยได้ยินฝ่าบาทสามยอมรับผิดกับใครมาก่อน อดชะงักงันไม่ได้

ฝ่าบาทสามภายในห้องเอ่ยต่อว่า

“เพิ่งตื่นได้ไม่นาน อยากกินอะไรไหม?”

อีกฝ่ายคงจะปฏิเสธ ฝ่าบาทสามไม่ได้ใส่ใจ

“อย่างนั้นข้าจะออกไปเดินเล่นกับเจ้า ในเรือนรับน้ำมีดงดอกยี่เข่งอยู่พอดี พวกเขาจัดแต่งมันไว้แล้ว เหมาะแก่การเดินเล่น”

เช่นเดียวกัน ชั่วชีวิตนี้ราชครูไม่เคยได้ยินฝ่าบาทสามโอ๋ใครมาก่อนอีกเหมือนกัน อดชะงักงันอีกรอบไม่ได้ ชะงักงันเสร็จแล้ว ราชครูก็นิ่งอึ้ง รู้สึกว่าเวลานี้ไม่ใช่จังหวะที่จะเข้าไป ย่างก้าวขยับย้าย เปลี่ยนไปที่ริมหน้าต่างแทน

จากนั้นท่านได้ยินภายในห้องมีเสียงกูเหนี่ยงเอ่ยตอบในที่สุด

“ข้ารู้สึกว่าในวังพักร้อนไม่มีอะไรน่าเดินเล่นเลย”

เสียงนั้นอ่อนนิดๆ ทั้งยังแหบนิดๆ เหมือนผ่านการร้องไห้มา ฟังดูไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก เหมือนไม่อยากที่จะพูด นี่น่าจะเป็นท่านหญิงหงอวี้นั่นเอง ราชครูคิดในใจ

วูบถัดมา กูเหนี่ยงผู้นั้นได้กล่าวเสริมอีกประโยคอย่างใจกล้า

“ข้าอยากอยู่คนเดียว อยู่ที่นี่แหละ ไม่ออกไปข้างนอก”

นี่คือการไล่แขก หนังตาราชครูกระตุกวูบ แอบนึกนับถือท่านหญิงน้อยผู้นี้อยู่ในใจ ยอดคนที่หาญกล้าเป็นฝ่ายเอ่ยปากไล่ฝ่าบาทสาม นางเป็นคนแรกจากที่ท่านได้ทราบในชีวิตนี้

ภายในห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ หลังชั่วขณะที่เงียบกริบ ฝ่าบาทสามเอ่ยช้าๆ ว่า “นี่คือไล่ข้ารึ?”

ท่านหญิงเหมือนจะลังเลเล็กน้อย “ข้า...” ในที่สุดจึงพูดเสียงอ่อย “...แค่ครู่เดียว...”

“ครู่เดียว?”

ท่านหญิงพูดเสียงอ่อยต่อไป “แค่เดี๋ยวเดียว”

ฝ่าบาทสามผ่อนท่าที “ท่าทางอย่างนี้ของเจ้า ยังหวังจะอยู่ตามลำพังอีกหรือ ต่อให้แค่เดี๋ยวเดียว เจ้าคิดว่าข้าจะยอมหรือ?”

ราชครูรู้สึกว่าตัวท่านจับความออกได้ถึงการค่อยๆ โน้มน้าวใจอยู่หลายส่วน จึงอดขยี้หูไม่ได้

ท่านหญิงกล่าวตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง “...คงไม่ยอม”

ฝ่าบาทสามเสนอว่า “ไปตลาดกันเถอะ”

ท่านหญิงตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด “อะไรนะ?”

ฝ่าบาทสามอธิบายว่า “วันนี้คือเทศกาลฉีเฉี่ยว[1] ในตัวเมืองน่าจะครึกครื้นมาก เจ้าชอบความครึกครื้นไม่ใช่หรือ?”

ฝ่าบาทสามที่มีความอดทนเช่นนี้ ทำให้ราชครูอดขยี้หูอีกครั้งอย่างสงสัยไม่ได้

ครู่ใหญ่ ท่านหญิงเอ่ยตอบเบาๆ “อย่างนั้นน่าจะมีกูเหนี่ยงมากมายเข้าร่วมในงานฉีเฉี่ยว” ราวกับถูกข้อเสนอนี้ดึงดูดใจอยู่บ้าง

ฝ่าบาทสามกล่าวอย่างแนบเนียน “ใช่ ต้องสนุกมากแน่”

ท่านหญิงกลับลังเลอีกครั้ง “แต่ฮ่องเต้ถังเกอไม่อนุญาตให้ข้าออกจากวังตามใจชอบนี่”

ฝ่าบาทสามเหมือนจะเหลือเชื่ออย่างยิ่ง

“ทำไมเจ้าต้องบอกเขาด้วยเล่า?”

ท่านหญิงทำท่าท้อใจ “แต่ถ้าข้าไม่บอกเขา ก็มีโอกาสจะโดนจับได้นี่นา ถ้าเป็นอย่างนั้น จะทำยังไงดีเล่า?”

ฝ่าบาทสามหยุดไปเล็กน้อย “หากเป็นอย่างนั้น ให้โยนมาที่ข้าซะ”

ท่านหญิงตะลึงนิดๆ “งั้นพอโยนไปที่ท่าน ฮ่องเต้ถังเกอก็จะไม่ตำหนิแล้วหรือ?”

เสียงฝ่าบาทสามราบเรียบ “จะไม่ตำหนิเจ้า แต่จะตำหนิข้า”

ท่านหญิงเป็นกังวล “อย่างนั้น...”

ฝ่าบาทสามไม่ใส่ใจนัก “ข้าจะโยนไปให้ท่านราชครู”

ราชครูผู้ยังคงขยี้หูเสียหลักเซวูบ คว้าขอบหน้าต่างพยุงตัวยืนมั่น ให้กำลังใจตัวเองว่าต้องใจเย็นๆ เข้าไว้

 

ติดตามหลังเหลียนซานกับเฉิงอวี้ออกจากวังแปรพระราชฐานมาถึงถนนเป่าโหลวที่ตลาดกลางคืนคึกคักมากที่สุด ราชครูขบคิดถึงปัญหาที่ว่าตัวท่านต้องติดตามไปอีกนานแค่ไหน

กว่าครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ ตอนที่ฝ่าบาทสามพาท่านหญิงน้อยออกไปจากเรือนกลางวสันต์ ราชครูคิดในใจว่าหลีเสี่ยงถูกท่านขังไว้ในกลุ่มภูเขาจำลองของสวนตะวันตก ไม่ถึงยามไก่ขันวันพรุ่งนี้ไม่มีทางหลุดมาได้ การจะไปรบกวนฝ่าบาทสามในยามนี้เพียงเพื่อรายงานเรื่องนี้ ดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะสมนัก อย่างไรฝ่าบาทสามคงไม่ถึงกับจะพาท่านหญิงน้อยออกไปทั้งคืนดอก เช่นนั้นจะรายงานหรือไม่ก็คงจะไม่กระไร ราชครูจึงตั้งใจจะล่าถอยแล้ว

มิคาดจี้หมิงเฟิงกลับไล่ตามไปเสียได้ ด้วยเห็นว่าสีหน้าท่านชายจี้ไม่เป็นมิตรนัก ราชครูกังวลว่าจะเกิดเรื่อง ได้แต่ไล่ตามไปด้วยเช่นกัน

 

เมืองผิงอานในคืนนี้คึกคักอย่างที่สุด

เดือนครึ่งดวงประดับบนผืนฟ้า เมืองมนุษย์สามพันร้านสุรา ทุกที่ทางประดับโคมขึงผ้าลาย เพียงมองดูก็ให้อารมณ์งานเทศกาล

บนถนนนอกจากแผงขายอาหารป่า ผลไม้ ขนมกินเล่นตามปกติแล้ว ยังมีแผงขายสิ่งของตามเทศกาลเพิ่มมาอีกมากมาย ที่เรียงรายให้เห็นล้วนแต่เป็นของเล่นน่าสนุกซึ่งจะมีอยู่แค่ไม่กี่วันนี้เท่านั้น อาทิ หมอโหวหลัว[2]ดินปั้นที่ใช้ไข่มุกทองเป็นเครื่องประดับ “ลอยบนน้ำ[3]” ที่หล่อจากเทียนขี้ผึ้ง “ปลูกชีวิต[4]” ที่มัดด้วยด้ายสีแดงและสีฟ้า “แตงลาย[5]” ที่เลือกสรรแตงสารพัดชนิดมาแกะสลัก เป็นต้น

เหลียนซานยังคงจำท่าทางลุ่มหลงที่เฉิงอวี้มีต่อสิ่งของน่าสนุกเล็กๆ น้อยๆ ริมถนนเมื่อหลายวันก่อนตอนที่เขาพบนางในตลาดโดยบังเอิญได้ คืนนี้ถึงแม้นางจะเดินๆ หยุดๆ เดี๋ยวดูทางโน้นทีเดี๋ยวดูทางนี้ทีเช่นกัน แต่ท่าทางที่นางมองดูของเล่นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ในวันนี้ เหมือนเป็นคนละคนกับวันนั้น ในดวงตาของนางไม่มีประกายชีวิตชีวาเช่นตอนนั้น

ข้างหน้ามีแผงขาย “กระดานข้าว[6]” อยู่ เฉิงอวี้เดินตามคลื่นฝูงชนไปหยุดยืนที่หน้าแผง มองสำรวจกระดานข้าวแผ่นใหญ่ที่สุดซึ่งข้างบนทำเป็นไก่จิกข้าวเปลือก ดูอยู่กึ่งอึดใจ คืนนี้นางไม่มีอารมณ์ พูดก็น้อยนับคำได้ เหลียนซานทำลายความเงียบขึ้นก่อน ถามนางว่า “อยากได้อันนี้?”

นางกลับเหมือนถูกปลุกตื่นจากความฝันกะทันหันกระนั้น ตะลึงเหม่ออยู่ชั่ววูบ ค่อยตอบไม่ตรงคำถาม “อ่า เดินดูอย่างอื่นเถอะ” กล่าวพลางได้หมุนตัวเดินผละไปจากแผงกระดานข้าว เดินตามฝูงคนไปหยุดยืนที่หน้าแผงอีกแผง

ฝ่าบาทสามมองดูเงาหลังของนาง สองคิ้วขมวดนิดๆ เอ่ยเรียกนางว่า “อาอวี้”

เฉิงอวี้ที่ยืนอยู่หน้าแผงติดกันหันกลับมาอย่างงุนงง เห็นเหลียนซานยกมือขึ้น “ส่งมือมาให้ข้า อย่าเดินหลงกันละ”

แม้บนถนนจะมีคนมาก แต่ยังห่างไกลจากการหากไม่จูงมือจะพลัดหลงกันได้มากนัก แต่เฉิงอวี้ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เดินกลับไปอย่างว่าง่าย และเป็นฝ่ายกุมมือเหลียนซานก่อน

ในพริบตาที่กุมมือเหลียนซานนั่นเอง บนถนนสายยาวพลันมีลมแรงพัดกระโชกมากะทันหัน

เฉิงอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงดวงหน้าดุจหยกขาวของเหลียนซาน และดวงตาสุกสว่างคู่นั้น

ดวงตาสีอำพันคู่นั้นลึกล้ำ แต่กลับไม่แฝงอารมณ์ใดๆ ริมฝีปากอมยิ้มนิดๆ โดยธรรมชาติ ใบหน้าของเขาราบเรียบและเฉยชา สิ่งที่เป็นตรงกันข้ามกับความราบเรียบของเขา คือสายลมคลั่งข้างหลังเขาซึ่งพัดกระโชกทั่วทั้งราตรีอันมืดมิด สายลมคลั่งนั้นแฝงพลานุภาพและความห้าวหาญอันกลืนกินได้ทุกสิ่ง น่ากลัวนิดๆ เฉิงอวี้พลันนึกถึงรูปปั้นหยกที่ตั้งบูชาอยู่ในวังของไท่หวงไท่โฮ่วเหล่านั้นขึ้นมาอย่างปุบปับ คือความงดงาม สำรวม และสงบนิ่งไม่หวั่นไหวเช่นนั้นเอง

ข้ามผ่านบ่าของเหลียนซาน นางมองเห็นตลาดราตรีทั้งตลาดราวกับได้เปลี่ยนไปเป็นทะเลลึก โคมไฟทั้งใกล้ไกลแกว่งไกวในสายลมวูบวาบใกล้จะดับ ราวกับตะเกียงประมงริบหรี่รำไรเหนือท้องทะเล ศีรษะของนางหนักอึ้งมึนงง ไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ในโลกความจริงหรืออยู่ในความฝัน ราตรีได้ขุ่นคลั่กในบัดดล นางกับราตรีนี้และทะเลลึกนี้เหมือนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางราตรีอันมืดสลัว มีอะไรบางอย่างลอบเร้นเข้ามาในห้วงความคิดของนาง ภายในร่างของนางราวกับมีคนปรากฏขึ้นสองคน นางอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้

“น่ากลัว” นางตัวสั่นนิดๆ แต่มิได้ส่งเสียงออกมา

ดวงตาสีอำพันทั้งคู่ของเหลียนซานกลับพลันงำประกาย เขายื่นมือมาโอบนางไว้ “ข้าอยู่ด้วย ไม่ต้องกลัว” เขากระซิบที่ริมหูนาง นางมองไม่เห็นสีหน้าของเขา ไม่ทราบว่าใบหน้ารูปงามคมสันนั้นเฉยชาไร้น้ำใจเหมือนเมื่อครู่ก่อนหรือไม่ แต่น้ำเสียงของเขานั้นปลอบประโลม มือของเขาโอบไหล่ของนางไว้ ให้ตัวนางฝังอยู่กับอกของเขาทั้งตัว ทำให้นางรู้สึกถึงความปลอดภัย

แต่ที่นางไม่รู้ก็คือ เขาเป็นคนทำให้นางรู้สึกปลอดภัย แต่เขาก็เป็นคนทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวด้วยเช่นกัน

เพราะในชั่วพริบตาที่นางจูงมือเขาและสายลมคลั่งนี้พัดกระโชก เขาคือผู้ที่ลอบแฝงกายเข้าสู่ห้วงความคิดของนาง ด้วยวิชาต้องห้าม “ไร้ซ่อนเร้น” เรื่องที่ทำให้นางมีท่าทีผิดปกติเหล่านั้น นางไม่ยินดีที่จะบอกเขา เขาจึงใช้วิธีการของเขาเอง

เขาไม่ใช่ผู้ที่ยอมให้นางกลบเกลื่อนเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลอกได้ เช่นดั่งเพื่อนสนิทชาวมนุษย์ที่ดีต่อนางทั้งหมดเหล่านั้น อย่างท่านหมอเสียวหลี่ คุณหนูใหญ่ฉีอะไรเทือกนั้น เป็นเช่นที่ตัวนางได้สรุปไว้ก่อนหน้านี้ เขาเรื่องมากและถือตน ไม่อนุญาตให้คนอื่นขัดขืน เขาเป็นเช่นนี้จริง เขาคือเทพวารีผู้ไร้ซึ่งกฎข้อห้าม เขาต้องการรู้สิ่งใด ก็ต้องคิดหาทางล่วงรู้ให้จงได้

 

เด็กสาวที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลเช่นดั่งเฉิงอวี้นั้น ภายในใจของนางควรจะเป็นเช่นไร ย่างผ่านปราการจิตใจของเฉิงอวี้ ฝ่าบาทสามมองดูท้องฟ้าสีครามทุ่งหญ้าสีเขียว และบรรดาสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยคล่องแคล่วว่องไวเปี่ยมชีวิตชีวาที่วิ่งไปมาบนทุ่งหญ้าซึ่งแผ่ปรากฏเบื้องหน้าเขา รู้สึกว่าไม่ได้ต่างไปจากที่เขาคิดไว้สักเท่าไร

สามารถดูออกได้ว่านี่คือฤดูใบไม้ผลิ ฝ่าบาทสามมองไปรอบๆ หนึ่งรอบ กลับมองไม่เห็นเฉิงอวี้ นางไม่ได้อยู่ที่นี่

ข้างหน้ามีภูเขาใหญ่โผล่ขึ้นมาหนึ่งลูก เลี้ยวผ่านด่านอันตราย ตะวันงดงามวสันต์อบอุ่นได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ในที่นี้ บนผืนฟ้าปรากฏดวงอาทิตย์แผดจ้า บนผืนดินปลูกไม้ใหญ่ไปทั่วทิศ มีนกร้องเสนาะโสต นี่คือฤดูร้อน

เฉิงอวี้ยังคงไม่ได้อยู่ที่นี่เช่นเดิม

เดินออกจากหุบเขา ใบเฟิง[7]แดงเต็มสายตาก็ปรากฏขึ้นรับหน้าในบัดดลอีกแล้ว ยามนี้ฝ่าบาทสามค่อยเข้าใจในที่สุด เด็กสาวผู้นี้ซับซ้อนยิ่งกว่าที่ตัวเขาได้คิดไว้ก่อนหน้านี้เล็กน้อย ในจิตใจของนางมีสี่ฤดูกาล สี่ฤดูคงอยู่พร้อมกัน

นับหมื่นปีที่ผ่านมา แท้จริงแล้วฝ่าบาทสามไม่เคยนึกสนใจห้วงความคิดภายในใจของผู้อื่นมาก่อน ดังนั้นกับไร้ซ่อนเร้น เขาก็แค่เคยลองใช้ไม่กี่ครั้งเพื่อทดสอบการใช้งานจริงเมื่อแรกเรียนวิชานี้ในตอนที่เขายังเด็กเท่านั้น

เขาเคยดูห้วงความคิดของทูตเซียนที่ทำงานในวังหยวนจี๋ เคยดูห้วงความคิดของเทพธิดาที่เวลานั้นแอบหลงรักมหาเทพตงหัว และเคยดูห้วงความคิดของปิศาจร้ายที่ถูกกักขังอยู่ในเจดีย์กักปิศาจ ณ สวรรค์ชั้นยี่สิบเจ็ด การข้ามผ่านปราการจิตใจของพวกเขาคือด่านที่ยากที่สุด แต่ทันทีที่ข้ามผ่านปราการจิตใจนั้นไปได้ ต่อให้เป็นปิศาจร้ายที่มากเล่ห์ที่สุด เขาก็มักจะสามารถค้นหาที่อยู่ของตัวตนพวกเขาภายในจิตใจของพวกเขาพบได้ในทันทีอยู่นั่นเอง เทียบกับเฉิงอวี้แล้ว ปราการจิตใจของพวกเขายากจะทะลวงผ่านมากยิ่งกว่า ดูเหมือนว่าความมุ่งมั่นทั้งหมดต่างถูกนำมาใช้ก่อสร้างกำแพงสูงใหญ่สำหรับป้องกันผู้อื่น ส่วนเฉิงอวี้ ปราการจิตใจของนางค่อนข้างจะทำลายได้ง่ายมาก กระนั้นหลังจากปราการจิตใจที่แค่มีไว้พอเป็นพิธีนั้น นางกลับพรรณนาสี่ฤดูกาลมาซ่อนเร้นตัวเองไว้

แต่เดิมนั้นปราการจิตใจมีไว้เพื่อป้องกันการล่วงล้ำของผู้อื่น เหมือนเช่นเทพเซียนและปิศาจที่เหลียนซานเคยใช้ไร้ซ่อนเร้นหยั่งดูเหล่านั้น แต่ปราการจิตใจของเฉิงอวี้ กลับเหมือนจะมีไว้เพื่อป้องกันการล่วงล้ำของตัวนางเอง

ฝ่าบาทสามย่ำผ่านทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงตรงหน้า ที่มองเห็นคือภูเขาหัวล้านแม่น้ำสายยาว เดินผ่านภูเขาหัวล้าน ก็เป็นหิมะขาวกลบทรายเหลือง ความเงียบเหงาอ้างว้างเช่นนี้ ยะเยือกวังเวงยิ่งเสียกว่าหิมะตกหนักปิดภูเขาเสียอีก ทิวทัศน์เช่นนี้ไม่เข้ากับเฉิงอวี้เอาเสียเลย แต่นี่คือทิวทัศน์ภายในใจของนางจริงๆ

ที่นี่ยังคงไม่มีเฉิงอวี้เช่นเคย

ฝ่าบาทสามยืนอยู่ข้างแม่น้ำที่ถูกผนึกแข็งอยู่ครู่ใหญ่ เอ่ยเบาๆ “อาอวี้”

เขาหาตัวนางไม่พบ ที่นี่คืออาณาเขตของนาง ได้แต่ให้นางเป็นฝ่ายมาหาเขา

ครั้นเสียงของเขาแผ่ซ่านเข้าสู่สายลม ทิวทัศน์สี่ฤดูพลันหายไปในพริบตา ตลาดราตรีที่เป็นเหมือนกับในโลกปัจจุบันคืนนี้ได้คลี่กางออกอย่างแช่มช้าต่อหน้าเขาดุจภาพวาดอันยาวเหยียด ในที่สุดเขาก็มองเห็นเฉิงอวี้

บางทีนางอาจจะไม่ได้ระวังป้องกันเขา ดังนั้นจิตใต้สำนึกของนางจึงทำให้เขาได้มองเห็นหน้าตาที่แท้จริงภายในจิตใจของนางในยามนี้

นางยืนอยู่บนถนนสายยาวเพียงลำพังอย่างเดียวดาย ถนนยังคงเป็นถนนสายนั้น โคมไฟยังคงเป็นโคมไฟเหล่านั้น แผงลอยขายของตามเทศกาลก็ยังคงเป็นแผงลอยขายของตามเทศกาลเหล่านั้น แต่ผู้คนที่เบียดเสียดกลับไม่ทราบไปที่ใดเสียแล้ว บนถนนสายยาวทั้งสายมีแค่นางคนเดียว

“วันนี้คือวันเทศกาลหรือนี่” นางถูมือด้วยความหนาวพลางเอ่ยเบาๆ

ใช่แล้ว เวลานี้มิใช่ฤดูร้อนเช่นกัน ในระหว่างที่นางถูมือ มีลมเหนือโชยพัด กลางผืนฟ้าราตรีมีเกล็ดหิมะโปรยปราย

“อ้อ เทศกาลฉีเฉี่ยวนี่เอง” นางเดินไปพลางบ่นพึมพำกับตัวเองไปพลาง “เทศกาลฉีเฉี่ยวต้องทำอะไรบ้างนะ? ใช่แล้ว ต้องทำบ้านกระดาษไว้ในบ้าน ถวายหมอโหวหลัว แตงลาย สุราอาหาร และงานเย็บปัก จากนั้นนั่งด้วยกันกับพ่อแม่ บูชาเทพขอพรให้เย็บปักเก่ง” นางพูดไปเรื่อยๆ “ขอพรให้เย็บปักเก่งหรือ จะว่าไปเหนียงปักผ้าเก่งมากเลยนี่นา เทียบกับเหนียงแล้วชิงหลิงก็ปักผ้าได้...”

นางพลันชะงักเท้า สายลมราวกับพลอยสงบนิ่งเป็นสิ่งที่มีรูปร่างตามการชะงักเท้าของนาง ท่ามกลางโคมไฟที่แกว่งไกวในละอองหิมะ พลันมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นเตือนสตินางอย่างแทบจะดุดัน “อย่าไปคิด ห้ามคิดนะ” คือจิตใต้สำนึกของนาง

เหลียนซานมองเห็นเฉิงอวี้ที่ก้มหน้าลงใช้มือที่เย็นจัดจนแดงก่ำกุมใบหน้าครึ่งหนึ่งไว้ ไม่ได้เอ่ยอะไรอยู่ครู่ใหญ่ แต่ดูเหมือนได้ทำตามคำเตือนนั้น เมื่อนางย่างเท้าออกไปอีกครั้ง ก็เริ่มบ่นพึมพำกับตัวเองในเรื่องอื่น ดวงตาแดงก่ำ จมูกก็แดงก่ำ แม้แต่เสียงที่พูดก็สั่นระริก ส่วนเรื่องที่พูดนั้นไปกันคนละทิศละทาง และฟังวี่แววโศกเศร้าเสียใจใดๆ ไม่ออก เดี๋ยวก็เป็นเรื่องภาพอักษรภายในห้องของจูจิ่น เดี๋ยวก็เป็นเรื่องฝีมือทำอาหารของหลีเสี่ยง เดี๋ยวก็เป็นเรื่องช่วงเวลาออกดอกของเหยาหวง เดี๋ยวก็เป็นเรื่องสวนสมุนไพรของหลี่มู่โจวอะไรนั่นอีกแล้ว

แต่นางไม่ได้พูดนานนัก ในตอนที่ลมเหนือพัดโคมไฟบนถนนวูบดับลง นางได้ย่อตัวลงนั่งกอดขา เขาลองเข้าไปใกล้นางมากขึ้นเล็กน้อย ก็ได้ยินเสียงแหบเครืออ่อนเบาของนาง

“ข้าไม่อยากจะนึกออก ทุกคนที่จากข้าไป เตีย เหนียง ชิงหลิง ม-ไม่อยากนึกออกทั้งนั้น อย่าให้ข้านึกออกเลย ขอร้องท่านละ อย่าให้ข้านึกออกเลย ฮืออออ” เสียงนั้นแฝงแววสิ้นหวัง โดดเดี่ยวข่มกลั้น และทุกข์ทรมาน

เหลียนซ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่านั่นจะเป็นเสียงของเฉิงอวี้ เขาจำได้แต่เพียงความใสซื่อและไร้เดียงสาของนาง มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อย กลัดกลุ้มก็ด้วยเรื่องเล็กน้อยทั้งสิ้น ทั้งที่อายุสิบหกปีแล้วแท้ๆ กลับเป็นเหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้จักโตตลอดกาล ไม่เคยเข้าใจความเจ็บป่วยทุกข์ระทมในโลกหล้า

ความทุกข์ของมนุษย์ หนีไม่พ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย รักจำพราก อาฆาตพบ พลาดสิ่งหวัง และความหลงแรงกล้าในเบญจขันธ์ ความทุกข์แปดประการนี้ ฝ่าบาทสามเกิดมาเป็นเซียน ไม่เคยเผชิญความทุกข์ของมนุษย์มาก่อน อาศัยความเฉลียวฉลาดโดยกำเนิด เขาได้ตรึกตรองจนกระจ่างแจ้งมาเนิ่นนานว่าเหตุใดมนุษย์จึงถูกกักขังอยู่ในความทุกข์แปดประการนี้ กระนั้นเขาก็ไม่สามารถมีความรู้สึกร่วมกับพวกมนุษย์ได้จริงแท้

ด้วยเหตุนี้ในคืนนี้ แม้ได้เห็นเฉิงอวี้ร้องไห้โฮท่ามกลางฝันร้าย เขาได้ทราบแล้วว่าในส่วนลึกของจิตใจนางมีความทุกข์ทรมานผนึกอยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่านั่นคือเรื่องใหญ่โตอะไร เขาคือเทพสวรรค์ผู้กระจ่างแจ้งในทุกสิ่ง เมื่อมองดูอวิชชาของมนุษย์ จึงอดรู้สึกไม่ได้ว่านั่นไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง ความทุกข์ในโลกหล้า ล้วนเป็นความว่างเปล่าทั้งสิ้น

สายตาของเขาจับนิ่งอยู่ที่ตัวเฉิงอวี้ มองดูนางนั่งกอดขาอยู่กลางค่ำคืนหิมะนี้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ทุกข์ทรมานเพราะอวิชชาภายในใจ ราวกับดอกโยวถานเล็กจิ๋วที่เปราะบางต้องลมหนาวกระหน่ำซัดเต็มกำลัง จึงต้องหุบกลีบทั้งหมดอย่างไร้ทางเลือก กลับยังคงสกัดขวางการพัดกระโชกของลมหนาวไม่ได้อยู่เช่นเดิม ในใจเขานั้นทราบดี ความทุกข์ทรมานของเฉิงอวี้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทรมานแบบใด แท้จริงแล้วไม่ได้ต่างอะไรเลยกับความทุกข์ทรมานของดอกโยวถานที่ยากจะต้านทานลมหนาวได้

แต่ยามนี้ เขากลับไม่รู้สึกว่าความทุกข์ทรมานนี้ช่างน่าขัน หรือไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง

เขามองเห็นน้ำตาของนางเม็ดโตๆ ร่วงเผาะลงบนพื้น นางร้องไห้อย่างเสียใจมากเหลือเกิน แต่น้ำตาเหล่านั้นกลับเหมือนมิได้ซึมลงสู่พื้นดิน หากแต่ได้จมลงภายในใจของเขา เขาไม่อาจขบคิดได้ว่านั่นคือความว่างเปล่าอย่างหนึ่งเช่นกันหรือไม่ น้ำตาของนางช่างเป็นจริงถึงเพียงนั้น ยามพวกมันหลอมละลายเข้าสู่หัวใจเขา เขารู้สึกถึงความอุ่นร้อน เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

เขาตะลึงงันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายยื่นมือออกไป

ในพริบตาที่เขายื่นมือออกไปนั่นเอง ราตรีหิมะตรงหน้าพลันหายวับไป ความเวิ้งว้างแห่งเหมันต์ เฟิงแดงแห่งสารท ต้นไม้เขียวแห่งคิมหันต์ และหญ้าสีมรกตแห่งวสันต์ได้วาบผ่านข้างกายเขาไปอย่างรวดเร็ว ทะลุผ่านสี่ฤดูกาลภายในใจของนาง ในที่สุดเขาก็กลับมายังคืนฤดูร้อนในโลกปัจจุบันอีกครั้ง

ในคืนฤดูร้อนของโลกปัจจุบันนี้ นางยังคงฟุบอยู่ในอ้อมอกเขาอย่างว่าง่าย และมือซ้ายของนางยังคงอยู่ในฝ่ามือเขา มือที่ขาวผ่องและอ่อนนุ่ม ยามกุมมัน ราวกับกำลังกุมดอกเจดีย์หิมะขาว[8]กลางสายฝน อวบอิ่มทว่าเปราะบาง

เขาปล่อยตัวนาง แต่นิ้วมือของนางกลับเกี่ยวร้อยเข้าหา นางเงยหน้าขึ้น มองหน้าเขาอย่างงุนงงนิดๆ นิ้วมือเขาถูกนางร้อยรัดไว้ เหมือนเถาวัลย์เกี่ยวรัดต้นสนเขียว ท่าทางที่พึ่งพาโดยสิ้นเชิง เขาย่อมจะทราบดีว่านางเพียงแค่พึ่งพาเขาเท่านั้น นางกำลังตกใจ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่อาจข่มกลั้นไม่ให้มือข้างที่ว่างยกขึ้นลูบศีรษะปกคลุมด้วยเรือนผมดุจขนกาน้ำของนางได้ เมื่อนางทำท่าจะขยับเปะปะอีกครั้ง ก็ถูกเขารั้งตัวเข้าสู่อ้อมแขน

“ไม่ต้องกลัว” เขาลูบผมนาง เอ่ยปลอบนางเสียงอ่อนโยน “ลมหยุดแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว”

ลมหยุดแล้วจริงๆ สองข้างถนนโคมไฟราวลูกกรง ผู้คนที่สัญจรเริ่มจะคลาคล่ำอีกครั้ง นางพิงไหล่เขา มือขวาทาบกับอกเขา ใจกลางกระดูกอกเยื้องซ้ายเล็กน้อย นั่นคือตำแหน่งของหัวใจ นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ พึมพำอย่างแปลกใจนิดๆ

“เหลียนซานเกอเกอ หัวใจของท่านเต้นเร็วมากเลย”

เขาแทบจะถอยพรวดไปหนึ่งก้าวทันที ฝ่ามือของนางแตะใส่ความว่างเปล่าอย่างปุบปับ นางเซเสียหลัก มองนิ้วมือตัวเองอย่างพิศวง แล้วจึงมองเขา “เหลียนซานเกอเกอเป็นอะไรไปหรือ?”

“ไม่มีอะไร” เขาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“ไม่ใช่ละมัง...” นางไม่ค่อยเชื่อนัก “เพราะว่าเต้นเร็วมากเลยนี่”

ในตรอกข้างหน้าพลันมีเสียงกึกก้องดังมา ดอกไม้ไฟเจ็ดสีพุ่งขึ้นสู่กลางอากาศ เฉิงอวี้หันไปมอง แต่เนื่องจากเป็นห่วงเหลียนซานมากกว่า จึงมองเพียงแวบเดียวก็วกสายตามาที่ตัวเขาอีกครั้ง กลับเห็นเขาเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงนาง จากมุมนี้นางมองไม่เห็นใบหน้าของเขา ได้ยินเพียงเขากล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เจ้าชอบดูดอกไม้ไฟสินะ เราเดินไปดูใกล้ๆ กันเถอะ” จบคำได้เร่งฝีเท้าไปทางปากตรอก

เฉิงอวี้ไล่ตามไปข้างหลังอย่างเป็นห่วง

“ไม่ใช่นะ เหลียนซานเกอเกออย่าเปลี่ยนเรื่องสิ หัวใจท่านเต้นเร็วขนาดนั้น ท่านคงไม่ได้ป่วยหรอกนะ?”

 
<>::<>::<>



[1] เทศกาลฉีเฉี่ยว หรือเทศกาลชีซี คือวัน ๗ ค่ำเดือน ๗ เป็นคืนที่ชายเลี้ยงโคกับหญิงทอผ้าจะได้มาพบกันเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปี
[2] หมอโหวหลัว คือตุ๊กตาเด็กปั้นจากดิน ไม้ หรือขี้ผึ้ง ใช้ขอบุตร (ดูภาพที่ x หน้า x)
[3] ลอยบนน้ำ คือตุ๊กตาเทียนทำเป็นรูปต่างๆ นำมาใช้ปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[4] ปลูกชีวิต คือการนำต้นอ่อนของถั่วหลายๆ ชนิดหรือข้าวสาลีมามัดรวมกันด้วยด้ายสีแดงและสีฟ้า ใช้ขอบุตร (ดูภาพที่ x หน้า x)
[5] แตงลาย คือการนำผลแตงชนิดต่างๆ มาแกะสลักเป็นลวดลายอันสวยงาม (ดูภาพที่ x หน้า x)
[6] แผ่นข้าว คือการปลูกเมล็ดข้าวโพดลงบนแผ่นไม้กระดานจนงอกขึ้นมาดูเหมือนต้นหญ้า จากนั้นตกแต่งให้ดูเหมือนกระท่อมกลางนา (ดูภาพที่ x หน้า x)
[7] ต้นเฟิง (枫) คือต้นเมเปิล
[8] ดอกเจดีย์หิมะขาว คือดอกโบตั๋นพันธุ์หนึ่ง ดอกมีสีขาวล้วน (ดูภาพที่ x หน้า x)

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 23:45

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น