บทที่แปด (1)
หลังจากคืนนั้น ได้ผ่านไปอีกสามวัน
บ่ายวันที่สี่ จู่ถีน้อยจึงค่อยได้พบกับเทียนปู้ซึ่งกลับมาในตำหนักฝูหลาน
เทียนปู้คุยกับนางอยู่ครู่หนึ่ง จากที่เทียนปู้บอกมา จู่ถีน้อยจึงได้ทราบว่า สตรีนามว่า เจวี้ยนเอ่อร์ ในคืนนั้น คือกษัตรีย์แห่งเผ่าวิหคครามซึ่งถายเหยี่ยจวินบอกว่าปิดด่านเก็บตัวอยู่ตลอดผู้นั้น
จากที่เทียนปู้กล่าวมา ทุกอย่างต่างเป็นเช่นที่ถายเหยี่ยจวินได้บอกไว้ กษัตรีย์กำลังปิดด่านเก็บตัวจริงๆ สถานที่ปิดด่านเก็บตัว ก็คือหอกลางน้ำริมฝั่งทะเลสาบอู่เสวียนนั่น คืนที่พวกเขาไปเจอนาง ประสบกับจังหวะที่นางกำลังสะสมพลังปราณทะลวงด่านพอดี แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดจึงทะลวงด่านล้มเหลว จนทำให้กระแสปราณภายในร่างปั่นป่วน ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย
เทียนปู้ถอนหายใจ บอกว่าโชคดีที่ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนั้น เจวี้ยนเอ่อร์ได้พบกับฝ่าบาทสามเข้า ฝ่าบาทสามใช้เวลาสามวันสามคืนช่วยจัดระเบียบพลังปราณภายในร่างให้กับเจวี้ยนเอ่อร์ ดึงนางให้รอดพ้นจากห้วงคับขันเป็นตาย แต่อาการบอบช้ำภายในของเจวี้ยนเอ่อร์ยังคงหนักมาก ทว่าก็ไม่เป็นไรอยู่ดี ฝ่าบาทสามเรียกตัวผู้เฒ่าคงซานไปช่วยรักษานางให้แล้ว คาดว่าผู้เฒ่าคงซานจ่ายยาเสร็จ ทางด้านเจวี้ยนเอ่อร์ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ฝ่าบาทสามก็จะกลับมาเอง
เทียนปู้จัดการได้เหมาะสม บอกกล่าวเรื่องราวอย่างกระจ่างชัดเจน จู่ถีน้อยไม่มีอะไรจะถามเช่นกัน กลับเป็นเทียนปู้เสียอีก บอกกล่าวเรื่องนี้จบ ก็รีบถามจู่ถีน้อยอย่างเป็นห่วงเป็นใยทันที
“ไม่มีฝ่าบาทกับหนูปี้คอยอยู่เป็นเพื่อน ไม่ทราบว่าสามวันนี้จุนซั่งอยู่ที่วังลู่ถายแห่งนี้อย่างสบายดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จู่ถีน้อยรู้สึกว่าสองสามวันมานี้นางอยู่อย่าง...ดูเหมือนประโยคเดียวจะสรุปได้ลำบากอยู่
หลังจากคืนนั้น เช้าตรู่วันถัดมา นางตื่นนอนแล้วนึกเป็นห่วงเหลียนซ่งอย่างมาก จึงให้อินหลินไปถามข่าวที่หอกลางน้ำ อินหลินไปอยู่พักหนึ่ง กลับมาบอกนางว่า เจวี้ยนเอ่อร์บาดเจ็บสาหัสมาก เหลียนซ่งช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เจวี้ยนเอ่อร์อยู่ตลอด แล้วบอกว่าที่นอกหอมีทหารยามองครักษ์เพิ่มขึ้นมาใหม่เป็นจำนวนมาก พอให้เป็นผู้พิทักษ์ได้ น่าจะไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเหลียนซ่งกับเจวี้ยนเอ่อร์แล้ว บอกให้นางไม่ต้องกังวล
ได้ฟังอินหลินบอกเช่นนี้ นางก็ค่อยๆ คลายกังวล แต่นางก็นึกขึ้นมาได้ด้วยว่า ในเมื่อเหลียนซ่งต้องติดอยู่ในหอกลางน้ำเพื่อช่วยรักษาเจวี้ยนเอ่อร์ งั้นก็คือไม่สามารถไปเยี่ยมไท่จื่อที่ตำหนักฝูปอได้แล้วน่ะสิ แต่หลายวันมานี้ไท่จื่ออารมณ์ไม่ดี น่าจะต้องการการเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้สามวันถัดจากนั้นมา นางต่างต้องเจียดเวลาเล็กน้อยไปเยี่ยมไท่จื่อทุกวัน
สองวันแรกต่างปกติดีอยู่ นางยังได้คุยกับไท่จื่อแล้วด้วย แต่วันที่สาม ซึ่งก็คือเมื่อวานนี้ ตอนที่นางเดินผ่านสวนดอกไม้ขนาดเล็ก กลับได้ยินนางกำนัลสองคนถกวิจารณ์กันว่าอาการบาดเจ็บของไท่จื่อทรุดหนักลง เมื่อวานได้หมดสติไปตอนเที่ยงคืน เพิ่งจะฟื้นเอาเช้าตรู่วันนี้
นางใจหายวาบ รีบร้อนไปที่ตำหนักฝูปอ กลับเห็นไท่จื่อสบายดี เห็นกิ่งดอกอวี้หลาน[1]ที่นางถืออยู่ในมืองดงามและสดมาก ยังเอ่ยปากชมหนึ่งประโยคอีกด้วย
นางทั้งฉงนสงสัยและไม่วางใจ ท่องถ้อยคำถกวิจารณ์ของนางกำนัลให้ผู้เฒ่าคงซานฟัง ถามผู้เฒ่าคงซานว่านี่มันเรื่องอะไรกัน สีหน้าผู้เฒ่าคงซานดูแปลกๆ ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ค่อยบอกว่าความจริงแล้วไท่จื่อไม่ได้เป็นอะไร หลายวันมานี้ฟื้นตัวได้ไม่เลวเลยเช่นกัน เพียงแต่ถ้อยคำเหล่านี้ตัวนางเองรู้ไว้ก็พอ ห้ามเอาไปพูดให้คนอื่นฟังเด็ดขาด
ตอนนั้นนางก็รู้สึกแล้วว่าคำตอบนี้ของผู้เฒ่าคงซานช่างแปลกนัก ถามอินหลินดู อินหลินเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าพ่อหมอเฒ่าผู้นี้กำลังคิดจะทำบ้าอะไร สันนิษฐานว่าเป็นไปได้ว่าทางด้านเหลียนซ่งอาจจะสั่งอะไรไว้
เดิมทีนางตั้งใจจะรอจนเหลียนซ่งกลับมาแล้วค่อยถามเขาดูว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ตอนนี้เทียนปู้เป็นฝ่ายถามไถ่นางก่อน นางรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะถามเทียนปู้ก็ได้เหมือนกัน จึงเล่าเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบให้เทียนปู้ฟัง
หลังจากเทียนปู้ได้ฟัง ก็ทำเสียง “อืม” เบาๆ จริงๆ
“องค์ไท่จื่อไม่เป็นอะไรจริงๆ เจ้าค่ะ ส่วนเรื่องที่อาการบาดเจ็บของท่านทรุดหนัก...เป็นข่าวที่หนูปี้หาเวลาว่างปล่อยออกไปตอนเมื่อวานซืนตามคำบัญชาของฝ่าบาทสามเจ้าค่ะ การกระทำนี้...” เทียนปู้นิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย “การกระทำนี้ก็เพื่อที่จะหยั่งท่าทีของคนผู้หนึ่งเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องที่คนผู้นี้คือใคร หากไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทสาม หนูปี้ก็ไม่อาจบอกให้จุนซั่งทราบได้เจ้าค่ะ”
“อ้อ” จู่ถีน้อยแสดงท่าทีเข้าใจ
ถึงแม้เรื่องของไท่จื่อจะคลี่คลายแล้ว นางกลับยังคงมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถาม
“ข้าเห็นเจวี้ยนเอ่อร์เหมือนจะสนิทกับเหลียนซานเกอเกอมากเลย เขาสองคนรู้จักกันมานานหรือยัง รู้จักกันได้ยังไงเหรอ?”
เทียนปู้ตกตะลึงนิดๆ ใคร่ครวญว่าจะพูดอย่างไรดี
“เจวี้ยนเอ่อร์คือบุตรสาวของสหายเก่าของฝ่าบาทสามเจ้าค่ะ เมื่อหนึ่งหมื่นกว่าปีก่อน นางเคยมาพักที่วังหยวนจี๋ชั่วคราวอยู่เจ็ดร้อยกว่าปี เคยได้รับการดูแลและคุ้มครองจากฝ่าบาทสาม แต่ต่อมาไม่ทราบเพราะเหตุใด นางกลับเป็นฝ่ายไปจากวังหยวนจี๋ หลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยเจ้าค่ะ”
จู่ถีน้อยกระจ่างแจ้ง “อย่างนี้นี่เอง” ถามอีกว่า “อย่างนั้นที่ตอนนั้นนางจากไป เหลียนซานเกอเกอรู้หรือไม่ว่านางไปที่ใด?”
เทียนปู้ขบคิดอยู่ชั่วแล่น
“หนูปี้รู้สึกว่าฝ่าบาททรงทราบเจ้าค่ะ หลังนางจากไป ฝ่าบาทเคยเสด็จไปตามหานาง แต่นางไม่ยินดีกลับมา ฝ่าบาทก็มิได้บังคับใจนาง เพียงตรัสว่าในเมื่อนางได้เลือกที่จะจากไป เช่นนั้นนับจากนี้ไปก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับวังหยวนจี๋อีกเจ้าค่ะ”
จู่ถีน้อยทำเสียง “อ๋า” แล้วพูดว่า “ก็แปลว่า การที่เจวี้ยนเอ่อร์จากไปในตอนนั้นทำให้เหลียนซานเกอเกอโกรธมากน่สิ?” สองมือนางกอดอก พึมพำว่า “เพราะถ้าข้าบอกว่านับจากนี้ไปใครไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับกูเหยาอีก จะต้องเป็นเพราะคนคนนั้นทำให้ข้าโมโหหนักมากเลยละ” คิดเล็กน้อย พูดอีกว่า “งั้นเหลียนซานเกอเกอนิสัยดีมากเลยนะ เจวี้ยนเอ่อร์ทำให้เขาโมโหมากขนาดนั้น คืนวันนั้นนางทะลวงด่านเผชิญอันตราย เขายังอุตส่าห์ช่วยนางอย่างไม่มีการลังเลอีก”
ตอนนั้นที่เจวี้ยนเอ่อร์จากไป ฝ่าบาทจะกริ้วหรือไม่ เรื่องนี้เทียนปู้เองก็บอกไม่ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าที่ฝ่าบาททรงช่วยชีวิตเจวี้ยนเอ่อร์เป็นเพราะฝ่าบาทนิสัยดี...เทียนปู้รู้สึกว่านางจำเป็นต้องช่วยทำลายความคิดเพ้อฝันให้จู่ถีน้อยสักหน่อย
“เมื่อตอนที่เจวี้ยนเอ่อร์พักอยู่ที่วังหยวนจี๋ ฝ่าบาททรงเห็นแก่มิตรภาพกับสหายเก่า จึงทรงดีกับเจวี้ยนเอ่อร์มิใช่น้อยเจ้าค่ะ ครั้งนี้เองก็น่าจะทรงเห็นแก่หน้าของสหายเก่าเช่นกัน ถึงได้ยอมเสียแรงช่วยชีวิตเจวี้ยนเอ่อร์ เรื่องนี้สำหรับฝ่าบาทแล้ว ก็แค่ลำบากเพียงยกมือ[2]เท่านั้นเจ้าค่ะ”
ไม่ทราบเช่นกันว่าจู่ถีน้อยได้ฟังเข้าไปในใจบ้างหรือไม่ เห็นเพียงนางพยักหน้า เอามือเท้าแก้มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันถามเทียนปู้อีกคำถาม “ข้ารู้ว่าในวังหยวนจี๋มักจะมีหญิงงามไปๆ มาๆ มากมาย หญิงงามเหล่านั้นต่างก็ชอบเหลียนซานเกอเกอ อย่างนั้นเจวี้ยนเอ่อร์คนนี้ นางก็เป็นหนึ่งในบรรดาหญิงงามเหล่านั้นหรือเปล่า? นางเองก็ชอบเหลียนซานเกอเกอด้วยหรือเปล่า?”
เทียนปู้ชะงักงัน
นี่ เป็นคำถามที่ดี
ย้อนนึกถึงอดีต ในเจ็ดร้อยกว่าปีที่เจวี้ยนเอ่อร์ขออาศัยอยู่ที่วังหยวนจี๋ อย่างน้อยมีอยู่เจ็ดร้อยปี ที่เทียนปู้ต่างรู้สึกว่า เจวี้ยนเอ่อร์ไม่ได้ชอบฝ่าบาทสาม
เนื่องจากเจวี้ยนเอ่อร์รู้การควรไม่ควรอย่างมาก ถึงแม้เพลานั้นบนสวรรค์จะเคยลือกันอยู่ระยะหนึ่งว่าฝ่าบาทโปรดปรานเจวี้ยนเอ่อร์มากยิ่งกว่าที่เคยโปรดปรานฉางอีเซียนจื่อเมื่อครั้งกระนั้น หญิงงามที่ไปๆ มาๆ ในวังหยวนจี๋เองก็ต้องหลีกเลี่ยงการมีเรื่องกับเจวี้ยนเอ่อร์ แต่ตัวเจวี้ยนเอ่อร์กลับไม่เคยทำตัวอวดเบ่งที่เป็นคนโปรดเลย มักจะรักษาระยะห่างกับฝ่าบาทอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ฝ่าบาททรงทำดีกับเจวี้ยนเอ่อร์ไม่ใช่น้อยมาโดยตลอดเช่นกัน
แต่อยู่มาวันหนึ่ง เทียนปู้กลับพบเห็นโดยบังเอิญว่า เจวี้ยนเอ่อร์แอบเก็บผ้าเช็ดหน้าแพรของฝ่าบาทซ่อนไว้หนึ่งผืน นางไม่อยากจะคาดเดาเลยว่าเหตุที่เจวี้ยนเอ่อร์แอบเก็บผ้าเช็ดหน้าแพรของฝ่าบาทซ่อนไว้เป็นเพราะแอบมีจิตปฏิพัทธ์ต่อฝ่าบาท แต่นอกจากเหตุผลนี้แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีคำอธิบายอื่นอีก
เทียนปู้นิ่งเงียบไปชั่วครู่ สุดท้ายส่ายหน้า พยายามเอ่ยตอบจู่ถีน้อยอย่างเป็นกลาง
“หนูปี้ไม่ทราบเจ้าค่ะ ดูท่าทางแล้วไม่เหมือน แต่ว่า...หนูปี้ไม่ทราบเจ้าค่ะ” แล้วถามจู่ถีน้อย “เหตุใดจุนซั่งถึงได้ถามเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?”
คำตอบนี้ของเทียนปู้เป็นได้ทั้งสองความหมาย ไม่ได้ต่างอะไรเลยกับไม่ได้ตอบ แต่จู่ถีน้อยก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร ยักไหล่อย่างไม่อินังขังขอบยิ่ง
“ไม่มีอะไร ก็แค่อยากรู้นิดๆ เลยลองถามไปอย่างนั้นเอง”
แท้จริงแล้วเจวี้ยนเอ่อร์ชอบเหลียนซ่งหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ดีจริงแท้
สำหรับเทียนปู้แล้ว นี่คือปริศนาที่ยากจะไขได้
สำหรับเจวี้ยนเอ่อร์แล้ว นี่คือความลับที่นางจำเป็นต้องทุ่มเทความพยายามอย่างสูงปิดบังไว้
ยามซื่อ[3]ตรง เจวี้ยนเอ่อร์นอนอยู่บนตั่งยาวของหอกลางน้ำ นางฟื้นแล้ว ได้ยินอย่างชัดเจนว่าเหลียนซ่งกำลังปรึกษาเรื่องใบสั่งยากับผู้เฒ่าคงซานอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แต่นางไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้
ความจริงแล้ววันที่เหลียนซ่งมาถึงหุบเขาสู่ตะวัน นางยังมิได้ปิดด่านเก็บตัว
วังลู่ถายนั้นแทนที่จะบอกว่าคือพระราชวัง มิสู้บอกว่าคือสวนป่าแห่งหนึ่ง ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ที่งดงาม
ทางไปสู่ตำหนักฝูปอซึ่งองค์ไท่จื่อกำลังพักฟื้น จำเป็นต้องผ่านทิวทัศน์ป่าน้ำตกขนาดย่อมแห่งหนึ่ง วันนั้นนางซ่อนตัวอยู่ข้างหลังม่านน้ำตกแห่งนั้น ต้อนรับการพบกันอีกครั้งของนางกับเหลียนซ่งหลังแยกจากกันมาหมื่นปี
การพบกันอีกครั้งเพียงฝ่ายเดียว
ถายเหยี่ยจวินนำเหล่าขุนนางคนสนิทคอยนำทางอยู่ข้างหน้า ฝ่าบาทสามในชุดขาวพัดจีบดำ เดินอยู่ใจกลางขบวน ยังคงสูงส่งถึงเพียงนั้น ทว่าสง่างามประดุจหยกอยู่เช่นเดิม
ตอนที่เขาเดินผ่านด้านหน้าม่านน้ำตก นางน้ำตากบสองตาอยู่ด้านหลังม่านน้ำตก ทางหนึ่งปวดร้าวใจ ทางหนึ่งคิดในใจ การได้พบกับเขาในครั้งนี้ ในที่สุดนางก็มิใช่เด็กหญิงกำพร้าผู้ต่ำต้อยอีก
ความจริงแล้ว ในตอนแรกสุดของแรกสุด...ตอนที่เหลียนซ่งเพิ่งจะพานางมาจากแดนทักษิณ กลับสู่สวรรค์เก้าชั้นฟ้า เจวี้ยนเอ่อร์มิได้อ่อนไหวกับฐานะเด็กหญิงกำพร้าของตัวเองถึงปานนั้น ในตอนนั้น นางมิได้ชอบเหลียนซ่งเช่นกัน
โอรสองค์ที่สามของเทียนจวิน ชื่อเสียงเรื่องความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า นางมีหรือจะไม่ทราบ
เมื่อแรกเข้าสู่วังหยวนจี๋ นางนึกดูแคลนบรรดาเทพธิดาที่ทยอยกันไล่ตามเหลียนซ่งอย่างไม่ขาดสายเหล่านั้นเป็นอย่างมาก รู้สึกเพียงพวกนางมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง กลับยินดีทำตัวตกต่ำ หลายหมื่นปีมานี้ สตรีที่ไปๆ มาๆ ในวังหยวนจี๋มากมายดุจหมู่เมฆ แต่กลับไม่มีสตรีนางใดได้รับความรักจากคุณชายบุปผาผู้นี้เลยสักคน พวกนางก็ควรจะรู้ได้แล้วว่า เทพวารีนั้นประดุจน้ำจริงแท้ ทั้งไร้รักและไร้หัวใจ[4] ช่างน่าขันที่พวกนางกลับยังคงแห่กันมาขอเข้าสู่วังหยวนจี๋อีก ช่างงมงายและโง่เขลาโดยแท้
เมื่อนางเข้าพำนักในวังหยวนจี๋ ครั้นเห็นเหลียนซ่งปฏิบัติต่อนางแตกต่างออกไป สายตาที่บรรดาเทพธิดาเหล่านั้นมองดูนางทั้งริษยาและเคียดแค้น นางก็รู้สึกอีกว่าพวกนางช่างน่าสงสาร
นางติดตามท่านแม่ระเหเร่ร่อนในแดนทักษิณมาแต่ยังเยาว์ เผชิญความลำบากยากแค้นมามากเกินไป คนที่เวลากว่าครึ่งของชีวิตต่างต้องเผชิญกับความลำบากยากแค้นนั้น แม้จะได้รับความมั่นคงปลอดภัยชั่วคราว ก็ไม่มีแก่ใจจะไปคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหล่านั้นเช่นกัน เรื่องบุปผาสายลมหิมะจันทราที่เหล่าเทพธิดาไล่ตามไขว่คว้า สำหรับนางแล้ว ทั้งฟุ่มเฟือยและไร้สาระ
แต่ในขณะที่คิดอย่างดูแคลนว่าเทพธิดาเหล่านั้นช่างน่าสงสารและน่าขัน นานๆ ครั้งของนานๆ ครั้ง นางก็รู้สึกอิจฉาที่เทพธิดาเหล่านั้นสามารถนึกชอบและไล่ตามใครสักคนจากใจจริงอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวด้วยเช่นกัน
เพลานั้นนางเองก็อยู่ในวัยแรกรุ่นที่ใฝ่ฝันในความรัก จะไม่อิจฉาได้อย่างไร แต่แม้จะอิจฉา นางก็เข้าใจดี นั่นเป็นการไม่ฉลาด ทางสายนั้นนางจะเดินไม่ได้เด็ดขาด นางควรจะฉวยโอกาสที่ฝ่าบาทสามยังคงยินดีให้การคุ้มครอง ให้ความมั่นคงปลอดภัยแก่นาง คว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดีๆ พากเพียรเรียนวิชา เพื่อที่ภายภาคหน้าจะได้รับอวยยศไปปกครองภูเขาเซียนสักลูก ยืนหยัดด้วยตัวเองในแปดดินแดน นี่สิถึงจะเป็นเส้นทางที่นางควรเดิน
แต่สติคือเรื่องหนึ่ง หัวใจ กลับเป็นอีกเรื่อง
ต่อให้เป็นตอนนี้ นางก็ย้อนนึกทบทวนอย่างไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่า ตัวนางหลงชอบเหลียนซ่งได้อย่างไร บางทีตั้งแต่ในวัยแรกรุ่นที่ไม่ประสีประสาใดๆ ความชอบนั้นก็ได้ฝังเมล็ดลงไปแล้ว จวบจนหลังจากนางลุวัยผู้ใหญ่ เมื่อเทียนปู้จัดแจงรวบรวมสามีมาให้นางดูตัว เมล็ดนั้นก็แทงทะลุผืนดินออกมาในที่สุด เผยให้เห็นเงาจางๆ ทว่ามิอาจจะมองข้ามได้ออกมาเล็กน้อย
ที่สามารถย้อนนึกขึ้นมาได้คือ วันเวลาเหล่านั้น หลังจากได้พบหน้าดูตัวกับบรรดาเทพบุตรหนุ่มสองสามรายภายใต้การจัดการของเทียนปู้ ภายในใจของนางเหมือนถูกกดทับด้วยก้อนศิลาตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งอึดอัดและหนักอึ้ง นางเองก็ไม่ทราบว่านั่นเป็นเพราะเหตุใด ที่เทียนปู้เลือกให้นาง ล้วนแต่เป็นเทพบุตรหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถของเผ่าสวรรค์ทั้งสิ้น เห็นได้ว่าฝ่าบาทสามได้ปูเส้นทางอันสะดวกราบรื่นให้แก่นางจริงแท้ แต่ครั้นนึกถึงว่าต้องไปจากวังหยวนจี๋ ในใจนางก็ยิ่งอึดอัด ยิ่งหนักอึ้ง จนแทบจะหายใจไม่ออก
วันนั้น นางได้ปฏิเสธเทพบุตรผู้หนึ่งอีกครั้ง นั่นเป็นเทพบุตรที่นางปฏิเสธรายที่สิบสามแล้ว บนสวรรค์เริ่มมีข่าวลือแพร่ออกไปเล็กน้อย บอกว่าถึงแม้นางจะไม่ใช่เจ้าหญิงของเผ่าสวรรค์ กลับถือตัวยิ่งกว่าเจ้าหญิงเสียอีก เทียนปู้เองก็ถอนหายใจถามนางว่า ยังไม่อยากจะแต่งงานใช่หรือไม่ หากไม่ยินดีแต่งงาน อย่างนั้นตนจะไปกราบทูลฝ่าบาทว่า อย่าเพิ่งรีบเลือกสามีให้นางเร็วเกินไปนัก ไม่เช่นนั้นบนสวรรค์เกิดข่าวลือไม่ได้หยุด กลับจะไม่เป็นผลดีต่อนาง นางพยักหน้า
เพียงไม่กี่วัน ตอนที่ฝ่าบาทสามกลับมาที่วังหยวนจี๋ และเรียกตัวนางไปคุยด้วย นอกจากถามเรื่องความเป็นอยู่และการเรียนของนางตามปกติแล้ว ยังถามเรื่องนี้กับนางเป็นครั้งแรกอีกด้วย บอกว่าในวันนั้นได้รับปากท่านแม่ของนางไว้ว่า จะเลือกเฟ้นเขยที่ดีให้แก่นาง ในเมื่อเทพบุตรที่เทียนปู้เลือกให้นาง นางล้วนแต่ไม่พอใจ นางพอจะบอกมาได้ว่าต้องการแบบใด เวลาเขาอยู่ข้างนอก จะช่วยสังเกตดูให้นางสักหน่อย
ตอนที่กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ เขาเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ นางห้ามใจไม่อยู่ ถามเขาอย่างค่อนข้างประชดประชัน
“ฝ่าบาททรงอยากจะให้หม่อมฉันตบแต่งออกไปปานนี้เทียว เป็นเพราะวังหยวนจี๋ไม่อยากจะเก็บหม่อมฉันไว้แล้วหรือเพคะ?”
ฝ่าบาทสามมองหน้านาง เหมือนประหลาดใจอยู่บ้าง
“เหตุใดถึงได้คิดเช่นนี้?”
นางก้มหน้าลง นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน เนิ่นนานให้หลังนางกล่าวว่า
“หม่อมฉันก็แค่...ก็แค่ไม่อยากจะเลือกใครสักคนแบบขอไปที จากนั้นแต่งงานกับเขา” นางเงยหน้าขึ้น มองหน้าเหลียนซ่ง รวบรวมความกล้ากล่าวว่า “หม่อมฉันอยากจะหาคนที่ตัวเองชอบสักคน ถึงแม้หม่อมฉันจะยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือชอบ สมัยยังเด็ก หม่อมฉันมองดูเทพธิดาเหล่านั้นที่ขอเข้าสู่วังหยวนจี๋เพราะชอบฝ่าบาท พยายามถึงเพียงนั้นเพื่อให้ได้รับความสนใจจากฝ่าบาท รู้สึกว่าพวกนางช่างไร้สาระนัก แต่บัดนี้...หม่อมฉันโตแล้ว กลับพอจะเข้าใจความคิดของพวกนางได้รำไรแล้ว หม่อมฉันเองก็อยากจะ...อยากจะสัมผัสความรู้สึกชอบแบบนั้นเหมือนกัน หม่อมฉันอยากจะแต่งงานกับคนที่ทำให้หม่อมฉันชอบมากปานนั้นได้เพคะ”
“ความคิดของเจ้าไม่เลวเลย” ฝ่าบาทสามเคาะด้ามของพัดจีบดำ “แต่ว่า” เขาแก้คำพูดของนาง “เทพธิดาที่เจ้าพูดถึงเหล่านั้น เกือบทั้งหมดในบรรดาพวกนางไม่ได้ชอบอะไรข้าเลย ก็แค่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์อยากจะเอาชนะเท่านั้น” พูดพลางแย้มยิ้มอย่างรู้สึกนึกสนุก “เหมือนกับที่อยากจะปราบม้าที่ไม่มีทางละพยศสักตัว หรือไม่ก็สัตว์พาหนะที่ไม่มีทางยอมมีเจ้านายไปตลอดกาลสักตัว ที่พวกนางชื่นชอบคือความรู้สึกสมใจของการพิชิตชัย ไม่ใช่การชอบอะไรเลย”
เขาลดเกียรติตัวเองลงโดยเปรียบตัวเองเป็นม้าและสัตว์พาหนะ ท่าทีก็สงบนิ่งเฉยชา มิได้ไม่พอใจที่ถูกล่วงละเมิดแต่อย่างใด ทั้งยังโค้งริมฝีปากขึ้นเหมือนนึกขันอีกด้วย บุคลิกชวนลุ่มหลง
เขาเปลี่ยนมือที่กุมพัด เตือนนางจากใจจริง
“หากเจ้าจะเรียนรู้จากพวกนางว่าการชอบคือฉันใด เกรงว่าจะเดินผิดทางเอาน่ะสิ”
นางไม่เคยรู้เลยว่าเขามองบรรดาหญิงงามที่ไล่ตามเขาด้วยสายตาเช่นนี้ อดกล่าวอย่างตกตะลึงไม่ได้
“ย-อย่างนั้นการชอบคือแบบใดหรือเพคะ?”
เขายิ้มอีกครั้ง ราวกับว่าที่นางถามช่างเป็นคำถามที่น่าสนุกนัก
“เหตุใดเจ้าถึงคิดว่าข้ารู้เล่า?”
นางอดอึกอักไม่ได้ “ต-แต่ว่า...”
เขาหุบพัด “บางครั้งข้าจะเกิดอุปาทานเช่นกัน อุปาทานว่าข้าน่าจะรู้” เขาเงียบไปชั่วแล่น จากนั้นนวดขมับลุกขึ้นยืน “แต่ความจริงแล้ว ข้าไม่ได้รู้เลย”
ก่อนจากไป เขาบอกนางว่า
“หากสักวันหนึ่งเจ้าได้รู้แล้วว่าการชอบคืออะไร ไปชอบใครเข้า อยากจะแต่งงานกับเขา พอจะมาบอกข้าได้ ขอเพียงศักดิ์ฐานะของเขาไม่เกินเหตุนัก ข้าจะพยายามทำให้เจ้าสมหวัง”
จวบจนเหลียนซ่งเดินจากไป นางจึงค่อยได้สติตื่นจากภวังค์
ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทสามไม่เคยสนทนาในหัวข้อเช่นนี้กับนางมาก่อน นางพักอยู่ในวังหยวนจี๋มาได้เจ็ดร้อยปีแล้ว ยังไม่เคยเข้าใกล้ภายในหัวใจของฝ่าบาทสามมากเท่านี้มาก่อน
ความจริงแล้วนางไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าประโยคที่สองจากท้ายของเขาหมายความว่าอย่างไร ไม่เข้าใจว่าอะไรคือ “บางครั้งจะเกิดอุปาทาน อุปาทานว่าน่าจะรู้ แต่ความจริงแล้วกลับไม่รู้” แต่นางรู้สึกว่าฝ่าบาทสามที่กล่าวถ้อยคำนี้ นวดขมับราวกับกำลังย้อนนึกถึงอะไร แต่กลับไขว่คว้าความทรงจำนั้นเอาไว้ไม่ได้ ดูเหมือนเดียวดายนัก และหงอยเหงานัก
นางคิดว่าที่นางได้เห็นในคืนนี้คือฝ่าบาทสามที่ผู้อื่นไม่มีทางเคยเห็นโดยเด็ดขาด ความคิดเช่นนี้ทำให้นางดีใจจนเนื้อเต้น ขณะเดียวกัน ก็ทำให้นางหน้าแดงก่ำใจเต้นแรงด้วยเช่นกัน ถึงแม้ในตอนนั้นนางจะมิได้รู้ก็ตามว่า เพราะเหตุใดนางถึงได้หน้าแดงก่ำใจเต้นแรง
แต่ไม่นานหลังจากนั้นนางก็ได้รู้แล้ว
เป็นเพราะว่านางชอบเหลียนซ่ง
ตอนที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบฝ่าบาทสาม เจวี้ยนเอ่อร์ยังเคยรู้สึกภูมิใจที่ตัวนางมีสติ ที่ตัวนางแตกต่างจากเทพธิดาเหล่านั้น บัดนี้ นางมิได้แตกต่างอะไรกับเทพธิดาเหล่านั้นเสียแล้ว
การชอบคนผู้หนึ่ง เดิมทีควรจะเป็นความในใจที่งดงามมหัศจรรย์ดุจบทกวีของเด็กสาวแรกรุ่น แต่ที่เคียงข้างความในใจของเด็กสาวอันเป็นความลับนี้ของนาง กลับเป็นความรู้สึกต่ำต้อยและเกลียดชังตัวเองอย่างลึกล้ำ
นางรู้ดียิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ที่ฝ่าบาทสามดีต่อนางมากมายปานนี้ เป็นเพราะมีมิตรภาพเก่าก่อนกับท่านแม่ของนาง ฝ่าบาทสามช่วยดูแลเด็กหญิงกำพร้าผู้หนึ่ง เทียนจวินกับเผ่าสวรรค์ทั้งเผ่าต่างจะไม่มีทางว่าอะไร กระนั้นด้วยเหตุผลที่นางคือ เด็กหญิงกำพร้าอันต่ำต้อย นี้เช่นกัน ที่สะบั้นหนทางซึ่งนางจะรั้งอยู่ในวังหยวนจี๋ในฐานะ “สตรีที่หลงรักฝ่าบาทสาม”
ในยามที่เหล่าเทพธิดาซึ่งมีศักดิ์ฐานะสูงส่งไล่ติดตามชายเสเพลผู้เริงเล่นแปดดินแดนคนนี้ ยังสามารถคาดหวังได้ว่าหลังจากปราบพยศเขา ได้รับรักแท้จากเขาแล้ว จะได้เข้าเป็นนายในวังหยวนจี๋ กลายเป็นนายหญิงของราชวังอันใหญ่โตโอฬารนี้ แต่นางเล่า?
นี่คือความรักที่ไร้ความหวัง มองไม่เห็นอนาคตใดๆ และไร้อนาคต
ปีนั้นซึ่งนางไปจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตอนที่ฝ่าบาทสามหาตัวนางพบ ถามนางว่าเหตุใดถึงต้องกลับเผ่าวิหคคราม หรือลืมความแค้นที่ท่านแม่ของนางมีต่อท่านพ่อผู้ให้กำเนิดของนางไปแล้ว? เพลานั้นนางไม่มีถ้อยคำใดจะกล่าว นางจะบอกเขาได้อย่างไรเล่าว่า นางก็แค่อยากจะได้รับฐานันดรศักดิ์ที่สักวันหนึ่งจะสามารถเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้?
นางจับพลัดจับผลูได้ทราบเข้าโดยบังเอิญว่า บิดาผู้ให้กำเนิดของนางคือราชาเว่ยอี๋แห่งเผ่าวิหคคราม เมื่อตอนนั้นเว่ยอี๋ได้หลอกลวงท่านแม่ของนาง จากนั้นได้มีนาง นางคือผลิตผลจากคำลวง บุตรีนอกสมรสที่ผิดจารีต ดังนั้นท่านแม่ของนางจึงอาฆาตแค้นท่านพ่อของนางไปจนชั่วชีวิต
เพลานั้นนางคิดอย่างไรกันหนอ? นางคิดว่า ต่อให้จะทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวัง นางก็จะกลับไปที่เผ่าวิหคคราม ถึงแม้จะเป็นแค่ธิดานอกสมรสคนหนึ่งของกษัตริย์ นั่นก็สูงศักดิ์กว่าสถานะเด็กหญิงกำพร้าอยู่ดี และนางจะต้องขึ้นไปยืนให้สูงขึ้น สูงที่สุด สูงจนมีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่วังหยวนจี๋ และกลายเป็นนายหญิงของราชวังที่นางอาศัยอยู่มาเจ็ดร้อยปีแห่งนั้น
ที่นางเลือกคือเส้นทางซึ่งไม่อาจย้อนกลับ เจ็บปวดทรมานอย่างที่สุด ทั้งยังสุดจะทานทน
การได้รับสืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ด้วยฐานะธิดานอกสมรส เวลาหมื่นปีมานี้ นางอดทนมาทีละก้าวๆ ได้อย่างไรกันหนอ?
ความทุกข์ทรมานที่ได้รับเหล่านั้น นางปฏิเสธที่จะย้อนกลับไปมอง
นับตั้งแต่กลับมาถึงเผ่าวิหคคราม และเล็งสายตาไปที่ตำแหน่งกษัตริย์ของเผ่า นางก็เหมือนได้ก้าวเข้าสู่ฝันร้าย
ถัดจากนั้นมา คือฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับเป็นฝันร้ายที่นางเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง
บัดนี้ ในที่สุดก็ตื่นจากฝันร้ายแล้ว
การรับรู้ทั้งมวลได้หวนคืนสู่ร่าง นางสามารถลืมตาขึ้นมาได้ในที่สุด
นางเบือนหน้าไป มองเห็นชายหนุ่มในชุดขาวตลอดร่างผู้นั้นยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนัก กำลังถือใบสั่งยาแผ่นหนึ่งอ่านดูอย่างละเอียด นางเปล่งเสียงออกมาเล็กน้อย ชายหนุ่มหันหน้ามา ท่วงทีองอาจสูงสง่า รูปโฉมประดุจหยก หางตานางแดงเรื่อ อดพึมพำเบาๆ ไม่ได้
“ฝ่าบาทสาม...”
เหลียนซ่งหันกลับไปคุยกับผู้เฒ่าคงซานหนึ่งประโยค ผู้เฒ่าคงซานประสานมือล่าถอยออกไป เหลียนซ่งวางใบสั่งยาลง มาถึงริมเตียงของนาง
นางดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง เหลียนซ่งช่วยประคองนางอีกแรง ให้นางพิงหลังกับหมอนแพรนั่งอย่างมั่นคง
นางเพิ่งจะฟื้นตื่น ร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถลงจากเตียงได้ ดังนั้นจึงเพียงแค่หันกายไปก้มลงกราบอยู่บนตั่ง
“เจวี้ยนเอ่อร์ขอขอบพระคุณในบุญคุณช่วยชีวิตของฝ่าบาทสามเพคะ”
ครั้งนี้ เหลียนซ่งไม่ได้ประคองนาง นี่อยู่ในการคาดการณ์ของนาง
นางอดทนไว้ไม่ได้เงยหน้าขึ้น เนิ่นนานให้หลัง ได้ยินเหลียนซ่งเอ่ยว่า “ลุกขึ้นเถิด” นางจึงค่อยหยัดกายตรง
ลมหายใจกลับเป็นปกติแล้ว นางเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นนิดๆ หางตายังคงแดงเรื่อ
“หลายปีมานี้ หม่อมฉันนึกเสียใจอย่างมากมาโดยตลอดเพคะ” ความจริงแล้วนางไม่ได้นึกเสียใจเลย
เหลียนซ่งไม่ได้เอ่ยอะไร
นางใคร่ครวญอยู่ในใจเล็กน้อย ตามด้วยยิ้มขื่น
“คาดว่าฝ่าบาทสามทรงคาดเดาได้แล้วเช่นกัน จู๋อวี่ช่วยองค์ไท่จื่อเอาไว้โดยบังเอิญ หม่อมฉันเป็นคนสั่งให้ปิดข่าวนี้เองเพคะ แต่หม่อมฉันกลับทราบดีว่าฝ่าบาทสามจะต้องสืบพบได้อย่างแน่นอนว่าไท่จื่อทรงอยู่ที่หุบเขาสู่ตะวัน และเทียนจวินจะต้องให้ฝ่าบาทเสด็จมาที่หุบเขาสู่ตะวัน...” นางหยุดเล็กน้อย “ปีนี้เป็นปีที่หนึ่งหมื่นสองพันสี่สิบเจ็ดที่หม่อมฉันจากวังหยวนจี๋มา แม้ฟู่จวินจะยอมรับหม่อมฉันกลับเข้าสู่เผ่า แต่หลายปีมานี้...”
นางไม่ได้กล่าวจนจบ กระนั้นแววข่มกลั้นบนใบหน้ากลับเผยให้เห็นถึงความลำบากยากเข็ญของหนึ่งหมื่นปีมานี้จนหมดสิ้น นางฝืนยิ้ม
“หม่อมฉันมักจะย้อนนึกถึงเมื่อสมัยอยู่ที่วังหยวนจี๋เสมอ อยากจะพบหน้าฝ่าบาทสักครั้ง แต่หม่อมฉันทราบดีว่าฝ่าบาททรงไม่อยากจะพบหน้าหม่อมฉัน ดังนั้นถึงได้...”
เหลียนซ่งหลุบตาลงมองนาง
“อยากจะพบหน้าข้าสักครั้ง แล้วอย่างไรรึ?”
นางลูบอกด้วยมือข้างหนึ่ง สีหน้าหม่นหมอง
“วันเวลาที่อยู่ในวังหยวนจี๋ คือช่วงเวลาที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลมากที่สุดในชีวิตนี้ของหม่อมฉัน ความจริงแล้วหม่อมฉันทราบดี ปีนั้นที่หม่อมฉันยืนกรานจะกลับเผ่าวิหคคราม ฝ่าบาทกริ้วมาก ละทิ้งเส้นทางอันสะดวกราบเรียบซึ่งฝ่าบาททรงปูไว้ให้ ทรยศต่อจิตใจของฝ่าบาท หม่อมฉันติดค้างการกล่าวขอโทษต่อฝ่าบาทมาโดยตลอดเพคะ” ขนตานางสั่นระริก “คำขอโทษนี้เก็บอยู่ในใจของหม่อมฉันมาหนึ่งหมื่นปี ทำให้หม่อมฉันสุดจะทนแบกรับไหวแล้วเพคะ ดังนั้นต่อให้ทราบดีว่าฝ่าบาทไม่อยากจะเห็นหน้าหม่อมฉัน หม่อมฉันก็อยากจะพบฝ่าบาทอีกครั้ง กล่าวคำขอโทษนี้ออกมาต่อหน้าพระพักตร์อยู่ดี”
น้ำเสียงเหลียนซ่งเรียบเฉย
“บัดนี้เจ้าสูงศักดิ์เป็นถึงกษัตรีย์แห่งเผ่าวิหคครามแล้ว เส้นทางที่ข้าปูไว้ให้เจ้าสายนั้น เมื่อเทียบกับตำแหน่งกษัตริย์ ไม่ถือว่าดีอะไรจริงแท้ เห็นได้ว่าการเลือกของเจ้าในตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอโทษข้า อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้ไม่อยากจะพบหน้าเจ้าด้วย”
นางเหลือบตาขึ้น ในดวงตาคลอคลองด้วยน้ำตา ราวกับดีใจสุดขีดจนไม่อยากจะเชื่อ
“ฝ่าบาททรงมิได้ไม่อยากจะพบหน้าหม่อมฉัน...จริงหรือเพคะ?” แล้วรีบปาดน้ำตาที่ทำท่าจะเอ่อล้นออกมา “ย-อย่างนั้นขอฝ่าบาทโปรดพักอยู่ที่เผ่าวิหคครามสักหลายวันเถิดเพคะ ที่ผ่านมาฝ่าบาทมักจะเป็นฝ่ายช่วยดูแลเจวี้ยนเอ่อร์อยู่เรื่อย บัดนี้ เจวี้ยนเอ่อร์เองก็อยากจะให้การต้อนรับฝ่าบาทอย่างดีเช่นกัน เพื่อตอบแทนบุญคุณในวันวานของฝ่าบาทเพคะ”
เหลียนซ่งมิได้เอ่ยตอบ
แต่นางทราบดีว่า ถึงแม้เขาจะดูเย็นชา จิตใจข้างในกลับอ่อนนัก ที่กาลก่อนดีต่อนางถึงเพียงนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเห็นว่านางน่าสงสาร
สมัยยังเยาว์นางยังมีทิฐิอยู่มาก เกลียดการแสดงความอ่อนแอให้ผู้อื่นเห็นเป็นที่สุด แต่อยู่ในเผ่าวิหคครามหลายปีมานี้ เพื่อปีนขึ้นไปให้ถึงตำแหน่งกษัตริย์ทีละก้าวๆ มีอะไรบ้างที่นางไม่เคยทำ กับแค่การแสดงความอ่อนแอ มีอันใดทำไม่ได้กัน
นางกำลังจะยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา เพื่อให้เหลียนซ่งนึกสงสารจนรับปากคำขอของนาง เหลียนซ่งกลับเอ่ยปากกะทันหัน
“ได้สิ” เขาพูด “หุบเขาสู่ตะวันทิวทัศน์งดงาม ข้าเองก็ไม่มีธุระใดอยู่แล้ว พอจะสามารถพักอยู่ที่นี่สักระยะได้”
<>::<>::<>
[1] ดอกอฺวี้หลาน (玉兰花) คือดอกแมกโนเลีย (magnolia)
[2] ลำบากเพียงยกมือ หมายถึง เป็นเรื่องที่สามารถช่วยได้ง่ายมากสำหรับคนที่ถูกไหว้วานให้ช่วย
[3] ยามซื่อตรง คือเวลา 10:00 น.
[4] มาจากสำนวน “บุปผามีใจ ธาราไร้ใจ” หมายถึง ดอกไม้มีใจปล่อยตัวร่วงจากต้นลงมาหาสายน้ำ แต่สายน้ำกลับเมินใส่ไหลผ่านไปอย่างไม่สนใจ