๏ แคว้นแตก
ฤดูใบไม้ผลินั้นเมื่อหกสิบเจ็ดปีก่อน เจียงเป่ย[1]เกิดภัยแล้งหนัก ต่อเนื่องกันครึ่งปี ไม่เคยได้รับพระเมตตาจากสวรรค์ประทานฝนแม้สักหยด แคว้นเว่ย หนึ่งในบรรดาแคว้นประเทศราชของต้าฉาว แม้จะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตวน ก็เพียงช่วยให้ชาวเมืองมีน้ำดื่มยาไส้เท่านั้น ปวงพืชพรรณธัญญาหารบนผืนดินที่อาศัยฝนฟ้าเลี้ยงปากท้องไร้น้ำให้ดื่มกิน ต่างกระหายตายสิ้น เพียงสองฤดูกาล แคว้นเว่ยก็ถึงคราขุนเขาแม่น้ำพังทลาย ผู้คนอดตายเกลื่อนแผ่นดิน สภาพการณ์อเนจอนาถถึงที่สุด
เว่ยกงผู้มัวเมามากว่าครึ่งชีวิต ถูกภัยธรรมชาติครั้งนี้กระตุ้นให้ได้สติจากดงเครื่องประทินโฉมเป็นครั้งแรก เร่งบัญชาให้ทุกท้องที่ใต้ปกครองเปิดคลังเสบียง จุนเจือทวยราษฎร์
แม้เว่ยกงจะเปลี่ยนเป็นมหาราชผู้ทรงธรรมในชั่วข้ามคืน กระนั้นข้อเสียที่สั่งสมมานานปีไม่อาจขจัดให้สิ้นซากภายในเวลาอันสั้นได้ ราชโองการเปิดคลังแจกเสบียงอาหารส่งลงไปเป็นทอดๆ คลังเสบียงหลวงเปิดแล้ว อาหารเบิกไปแล้ว เสบียงอาหารหมื่นสือระหกระเหินไปทีละชั้นๆ ถึงตรงหน้าชาวบ้านได้เหลือเพียงข้าวต้มใสคำเดียว ชาวบ้านเบิ่งตามองข้าวต้มที่หลวงประทานให้คำนี้ ไม่นึกว่าข้าวต้มคำนี้จะมีแค่ “คำเดียว[2]” จริงๆ แค่พอให้ตอนไปเยือนปรโลกไม่ถึงกับท้องว่างเท่านั้น
ครั้นเห็นทางรอดถูกสะบั้น ชาวบ้านได้แต่หยิบฉวยของใกล้มือ ลุกฮือขึ้นก่อกบฏ จะยกทัพจำเป็นต้องมีข้ออ้าง ชาวบ้านที่ก่อกบฏไม่อาจคำนึงถึงวิถีธรรมแห่งพลเมืองดี บอกเพียงว่าที่สวรรค์ไม่ประทานฝนมาเนิ่นนาน เป็นเพราะเว่ยกงไร้คุณธรรม ทำให้สวรรค์พิโรธ จะดับเพลิงพิโรธของสวรรค์ จำเป็นต้องขับไล่เว่ยกงผู้ไร้คุณธรรมลงจากบัลลังก์
ข่าวลือแพร่ตรงสู่ส่วนลึกของเมืองหลวงด้วยความเร็วดุจเร่งม้าเร็วสื่อสาร เว่ยกงผู้ประทับอยู่ลึกในวังหลวงถูกถ้อยวิจารณ์อันทรยศเนรคุณนี้กระแทกใส่จนประหวั่นลนลาน บัญชาให้ปวงขุนนางร่วมปรึกษาแผนปราบกบฏ ณ ท้องพระโรงในทันที ปวงขุนนางต่างเชี่ยวชาญในวิถีแห่งการเป็นขุนนาง กล่าวถ้อยคำเล่นลิ้นไปมาแล้วค่อยกราบทูลว่าใต้ฝ่าพระบาททรงพระปรีชา ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตนเต็มที่แล้ว
มีเพียงซู่จี๋ซื่อ[3]ที่เพิ่งจะสืบตำแหน่งแทนบิดา ยังไม่แก่พรรษาในการเป็นขุนนางมากพอ ตอบโดยซื่อว่า
“กล่าวกันว่าท่านฮุ่ยอีแห่งอารามวาจาพิสุทธิ์บนเขาเยี่ยนหุยมีมหาปัญญา หากสามารถเชิญท่านปลีกตัวจากอารามลงเขามาได้ อาจมีแผนการดีๆ ที่ไม่ต้องหลั่งเลือดก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ”
อารามวาจาพิสุทธิ์คือศาสนาประจำแคว้นของแคว้นเว่ย สวดภาวนาเพื่อแคว้นเว่ย ปกปักรักษาดวงเมืองของแคว้นเว่ย เจ้าอารามรุ่นนี้ก็คือฮุ่ยอีนั่นเอง
คาดว่าจะกำหนดมั่นว่าปีนั้นอายุขัยของแคว้นเว่ยจักสิ้นสุด ในคืนที่เว่ยกงทรงส่งทูตไปยังอารามวาจาพิสุทธิ์เชื้อเชิญท่านฮุ่ยอี เจ้าอารามเฒ่าวัยแปดสิบสองปีได้สูดหายใจเฮือกสุดท้าย ลาโลกไป ก่อนฮุ่ยอีจะลาโลก ได้ทิ้งถุงแพรปักไว้หนึ่งใบ ในถุงแพรปักคือกระดาษขาวหนึ่งแผ่น สองประโยคสั้นๆ บอกกล่าวอย่างโจ่งแจ้งสมบูรณ์ว่า
“พันธมิตรเพิ่งสิ้นสูญ มหาเคราะห์มาแต่บูรพา”
เว่ยกงทรงประคองถุงแพรปักเก็บพระองค์อยู่ในห้องทรงงานทั้งคืน ขันทีรับใช้หน้าห้องสัปหงกยามเที่ยงคืน ระหว่างสะลึมสะลือได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังมาจากภายในห้อง
ฮุ่ยอีทำนายได้แม่นยำยิ่ง เพิ่งจะล่วงผ่านเก้าค่ำเดือนเก้า แคว้นเฉินซึ่งห่างกันเพียงแม่น้ำคั่นก็เฟ้นหาข้ออ้างยกทัพใหญ่มารุกรานแคว้นเว่ย ในข้ออ้างกล่าวว่าในการประชุมแคว้นพันธมิตรเมื่อสี่ปีก่อน ขณะที่เว่ยกงล่าสัตว์ได้น้าวคันศร จงใจยิงต้องชายฉลองพระองค์ครึ่งผืนของเฉินโหว หยามพระเกียรติของเฉินโหวอย่างโจ่งแจ้ง หยามหมิ่นแคว้นเฉินทั้งแคว้น ทัพใหญ่หนึ่งแสนของแคว้นเฉินยกมาด้วยแสนยานุภาพปานพายุฝนคลั่ง ตลอดทางแทบไม่พานพบอุปสรรคใด ไม่ถึงสองเดือน ได้มาจัดกระบวนทัพอยู่ที่นอกกำแพงเมืองหลวงของแคว้นเว่ย
ทั่วหล้ามองดูศึกครั้งนี้ดุจมองดูเรื่องขบขัน ที่ปรึกษาทัพจอมเสเพลใต้อาณัติของเฉินโหวหลายนายถึงกับแอบตั้งวงพนันลับหลัง วางเดิมพันกันว่าเว่ยกงเฒ่าผู้มัวเมายังจะยันไปได้อีกนานเท่าไร ซูอวี้ รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินเสด็จผ่านมาพอดี วางหยกขาวห้อยประดับพัดหนึ่งชิ้นลงเดิมพัน โบกพัดจีบตรัสว่า
“อย่างมากยามอู่วันพรุ่งกระมัง”
เวลาเที่ยงวันถัดมา ดวงตะวันอันเกียจคร้านขลุกอยู่หลังชั้นเมฆ เผยเพียงรัศมีสีขาวหนึ่งวง เมืองหลวงแคว้นเว่ยเป็นดุจกระปุกเลี้ยงจิ้งหรีดที่ห้อยอยู่กลางอากาศ
ยามอู่สามเค่อ[4] ธงขาวยอมจำนนค่อยๆ ชักขึ้นเหนือกำแพงเมืองจริงๆ นับตั้งแต่เทียนจื่อแห่งต้าฉาวพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นต้นมา ในที่สุดแคว้นเว่ยที่เสพวาสนาต่อเนื่องกันมาแปดสิบหกปี ก็ได้หมดอายุขัยสิ้นลมลงในปีนี้ เว่ยกงเฒ่าทรงต้อนรับซูอวี้เข้าสู่วังหลวงด้วยพระองค์เอง ภายในท้องพระโรง ปวงขุนนางและพระญาติพระวงศ์ใหญ่น้อยคุกเข่ากันสลอนเต็มห้อง ล้วนแต่เป็นขุนนางที่ร่ำเรียนคัมภีร์มหาเมธีจนแตกฉานทั้งสิ้น ตระหนักดีว่าเวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยน นกดีพึงเลือกไม้เกาะอาศัย
ตกบ่าย ดวงตะวันหลบเร้นสู่ชั้นเมฆเต็มดวง ไม่เห็นแสงแดดแม้สักเสี้ยว สวรรค์ที่แล้งฝนมาเนิ่นนานกลับประดุจเบิกเนตรโดยฉับพลัน สาดฝนหลายหยดลงมากะทันหัน
ซูอวี้ รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินทรงฉลองพระองค์ขนสัตว์ปักลายกระเรียน ในหัตถ์ถือพัดกระดาษสิบสองก้าน ประทับยืนอย่างสง่างามอยู่หน้าบัลลังก์ในท้องพระโรง ถ้อยดำรัสขอให้เจ้าหญิงเหวินชางช่วยวาดหน้าพัดให้ที่ตรัสกับเว่ยกงเฒ่าซึ่งกำลังถวายตราพระราชลัญจกร เป็นเช่นเดียวกับที่จารึกในพงศาวดารทุกถ้อยกระทงความ
แต่ทว่า ซูอวี้หาได้รับภาพน้ำหมึกอันล้ำค่าของเยี่ยเจินแต่อย่างใด ยามที่พระองค์ตรัสประโยคนั้นแก่เว่ยกงในท้องพระโรงของวังหลวงแคว้นเว่ย เยี่ยเจินได้ย่างก้าวขึ้นสู่กำแพงสูงของเมืองหลวง
การพบกันครั้งแรกของซูอวี้กับเยี่ยเจินที่มีการบันทึกไว้ คือในยามบ่ายของวันที่แคว้นเว่ยล่มสลายนั้น คั่นกลางด้วยกึ่งความเป็นตายและกำแพงสูงร้อยจ้าง
ซูอวี้ถึงกับไม่ทันทอดพระเนตรเห็นชัดเจนว่าเยี่ยเจินในคำเล่าลือรูปโฉมเป็นเช่นไร แม้ว่าพระองค์จะได้สดับฟังเรื่องราวของนางมาเนิ่นนาน ฟังว่ายามนางถือกำเนิดได้ร้อยวัน ตกค่ำเว่ยกงทรงพระสุบินเห็นหลวงจีนวิปลาสอารามฉางเหมิน หลวงจีนฉางเหมินทำนายว่าแม้เยี่ยเจินจะเป็นเจ้าหญิง กลับเป็นผู้อาภัพไร้วาสนา อายอัปมงคลในวังหลวงหนักหน่วงเกินไป หากเลี้ยงไว้ที่นี่ จักอยู่รอดได้ไม่ถึงสิบหกชันษาแน่แท้
ฟังว่าเว่ยกงทรงหลงเชื่อถ้อยคำของหลวงจีนฉางเหมิน นำเยี่ยเจินไปฝากเลี้ยงยังอารามวาจาพิสุทธิ์แต่ยังเยาว์ เพื่อคุ้มครองนางให้ปลอดภัย สาบานว่าก่อนนางอายุครบสิบหกปีจะไม่พบหน้านางเด็ดขาด ทั้งยังได้ยินว่าเมื่อสองปีก่อน ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครั้งใหญ่ของเว่ยกง นางเขียนภาพ ‘คีรีเนา’ ถวายเป็นของขวัญอวยพรแด่พระบิดา แขกเหรื่อในงานต่างทอดถอนชมเชยกันถ้วนหน้า เว่ยกงโสมนัสยิ่ง
ละอองฝนโปรยปราย ซูอวี้ยืนโบกพัดจีบอยู่ด้านล่างกำแพงเมือง พลันนึกถึงถ้อยคำของซูอี๋พระขนิษฐาก่อนจะออกทัพว่า
“เล่าขานกันว่าเจ้าหญิงเหวินชางแห่งแคว้นเว่ยสิริโฉมงดงาม ความรู้ก็ดี เป็นยอดหญิงผู้เลิศล้ำ เกอเกอ[5]ออกศึกครั้งนี้ ยามกองทัพคว้าชัย ไยไม่พลอยรับเจ้าหญิงเหวินชางผู้นั้นกลับมาบ้านด้วยกัน ให้เป็นพี่สะใภ้ของน้องเล่า?”
บนกำแพงเมือง แขนเสื้อยาวจดพื้นของเยี่ยเจินพลิ้วไสวในสายลม เงาร่างบอบบางนั้นพลันเหยียบย่างสู่ความว่างเปล่ากะทันหันโดยไร้วี่แววล่วงหน้า ร่วงตกลงมาอย่างรวดเร็วดุจปักษายักษ์สีขาว ยามตกถึงพื้น อาภรณ์สีขาว เลือดสีแดงฉาน แม่ทัพนายกองแคว้นเว่ยที่ด้านล่างกำแพงเมืองต่างร่ำไห้ไม่เป็นเสียง
ซูอวี้ทอดพระเนตรกองเลือดห่างออกไปไม่ไกลนั้น เนิ่นนาน หุบพัดจีบตรัสสุรเสียงราบเรียบ
“จงจัดพิธีฝังตามฐานะเจ้าหญิงอย่างสมพระเกียรติเถิด”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] “เจียงเป่ย” (江北) คือคำเรียกแผ่นดินจีนทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีเกียง
[2] ปกติสำนวนจีน “พออิ่ม” จะใช้คำว่า “คำเดียว” (一口) เนื้อเรื่องตรงนี้ เป็นการประชดว่าความหมาย “คำเดียว” ตามตัวอักษรจริงๆ ไม่ใช่ “พออิ่ม” ดังที่ควรจะเป็น
[3] “ซู่จี๋ซื่อ” คือตำแหน่งขุนนางซึ่งทำหน้าที่ร่างราชโองการและคอยอธิบายตำราต่างๆ แก่กษัตริย์
[4] ยามอู่สามเค่อ คือเวลา 11:45 น.
[5] เกอเกอ แปลว่า พี่ชาย และเป็นคำเรียกพี่ชาย