ม้วนที่หนึ่ง จบชีวิตลวง
บทที่หนึ่ง (1)
ย่างเข้าเดือนสี่ บนภูเขาทิวทัศน์วสันต์แสนสดใส จวินซือฝุที่หายตัวไปสี่เดือนกว่ากลับมาจากนอกภูเขาในที่สุด ซึ่งหมายความว่า อีกไม่นานสองแขนกับลำตัวของข้าจะเลาะด้ายได้เสียที
สี่เดือนกว่ามานี้ ข้าคงสภาพพันผ้าพันแผลทั่วทั้งร่างมาโดยตลอด ตอนแรกยังนึกสนุกลอยออกไปตอนกลางคืนหลอกศิษย์ร่วมสำนักให้ตกใจเล่นอยู่หรอก แต่ไม่นานก็พบว่าพวกศิษย์ร่วมสำนักที่โดนหลอกให้ตกใจไปแล้วหนึ่งครั้งโดยทั่วไปยากจะโดนหลอกให้ตกใจซ้ำสอง และข้าก็ระบุได้ยากมากว่าศิษย์ร่วมสำนักคนไหนบ้างโดนหลอกไปแล้ว คนไหนบ้างยังไม่โดนหลอก อันส่งผลโดยตรงให้โอกาสเข้าเป้าของรายการบันเทิงนี้ลดต่ำลงทุกที จึงทำให้ข้าค่อยๆ รู้สึกหมดสนุก
สองเดือนให้หลัง ข้าเริ่มจะทนไม่ไหวเสียแล้ว
ศิษย์ร่วมสำนักหลายคนเข้าใจว่าข้าทนไม่ไหวที่ต้องพันผ้าลงไปแช่ในถังยาสี่ชั่วยามทุกวัน ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย การแช่น้ำร้อนดีต่อกายใจ เพียงแต่หลังจากแช่เสร็จยังต้องหุ้มผ้าพันแผลที่เปียกโชกรอให้มันแห้งเองตามธรรมชาตินั้น ชวนทุกข์ทรมานสุดแสน ความทุกข์ทรมานนี้แปรผกผันเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิอากาศที่ลดต่ำลง
ภายหลังข้าคิดว่า บรรดาวีรบุรุษที่หลายชั่วรุ่นจะปรากฏสักคนทุกท่านนั้น ในระหว่างหนทางสู่ความเป็นวีรบุรุษ มักจะได้รับการฝึกฝนด้วยวิธีแปลกพิสดารจากอาจารย์ของพวกท่าน จวินซือฝุจะต้องอาศัยการนี้เคี่ยวกรำความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นของข้าเป็นแน่
เมื่อคิดการนี้ตก ถึงแม้ข้างนอกจะเป็นหน้าหนาวเดือนสิบสองที่น้ำแข็งจับ ข้าก็กัดฟันอดทน ทั้งยังไม่เคยบอกยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะเป็นหวัดเพราะเหตุนี้ก็ตาม
อดทนได้เกือบครึ่งปี ผ่านการเป็นหวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสามารถต้านทานหวัดของข้าได้เพิ่มขึ้นมากจริงๆ เมื่อบอกกับจวินซือฝุ ท่านครุ่นคิดเล็กน้อย ตอบว่า
“อ๋า...ข้าลืมบอกเจ้าไปเลยว่าข้างโรงอาบน้ำมีเตาไฟไว้ผิงผ้าพันแผลบนตัวเจ้าให้แห้งได้อยู่ ฮ่าๆๆ...”
จวินซือฝุคือเจ้าลัทธิของลัทธิจวินอวี่ ลัทธิจวินอวี่ได้รับนามมาจากภูเขาจวินอวี่ ภูเขาจวินอวี่อยู่ในเขตแดนแคว้นเฉิน กล่าวกันว่าศาสดาผู้เบิกภูเขาตั้งลัทธิไม่ได้แซ่จวิน แต่แซ่หวาง เกิดมายากจน พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่าหวางเสี่ยวเอ้อร์
ต่อมาท่านบรรพบุรุษหวางเสี่ยวเอ้อร์ติดตามยอดคนฝึกวิชา หลังจากสำเร็จวิชาได้ก่อตั้งลัทธิขึ้นบนเขาจวินอวี่ แต่ทำอย่างไรก็รับศิษย์ดีๆ ไม่ได้สักที ครั้นสืบถามดูค่อยรู้ว่า พอคนอื่นได้ยินว่าเจ้าลัทธิจวินอวี่มีนามว่า “หวางเสี่ยวเอ้อร์”[1] ก็พากันนึกว่านี่คือชั้นเรียนฝึกอบรมเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม ศิษย์ที่รับมาหลังจากสำเร็จวิชาแล้ว จะจัดส่งไปยังโรงเตี๊ยมตามที่ต่างๆ ทั่วอาณาจักรเพื่อทำอาชีพบริการ
บรรพบุรุษหวางเสี่ยวเอ้อร์ถูกบีบให้จนใจ ได้แต่ขอให้ครูสอนหนังสือในละแวกใกล้เคียงผู้หนึ่งช่วยเปลี่ยนชื่อให้ท่าน ครูสอนหนังสือทอดตามองสถานการณ์ใหญ่ทั่วหล้า กล่าวว่า แซ่ใหญ่ เช่น มู่หรง ซ่างกวน หนานกง เป่ยถัง ตงฟัง ซีเหมิน เป็นต้น ล้วนแต่มีลัทธิแล้ว ตงกัวกับหนานกัวสองแซ่นี้แม้จะยังไม่ได้ก่อตั้งลัทธิ แต่มีผลให้ยี่ห้อถูกข่มให้จางลงได้โดยง่าย ผลลัพธ์ก็เหมือนขนมงาตัดห่านขาวที่ทำยังไงก็ขายดีสู้ขนมงาตัดกระต่ายขาวไม่ได้นั่นแล มิสู้หยิบฉวยของใกล้ตัว อยู่กับเขาจวินอวี่ ก็แซ่จวิน[2] และสามารถตั้งแซ่ซ้อนใหม่ได้เช่นกัน คือ แซ่จวินอวี่
แต่เมื่อคำนึงถึงว่าการสร้างแซ่ซ้อนต้องไปทำเรื่องที่ฝ่ายราชการ ขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ไม่ขอแนะนำ แซ่จวินนี่แหละดีที่สุด อีกทั้งแซ่จวินนี้แค่ฟังก็ช่างเป็นวิญญูชน ช่างมีบุคลิกอย่างยิ่งแล้ว
หวางเสี่ยวเอ้อร์ได้ฟัง ก็จิตใจเบิกบาน เปลี่ยนเป็นแซ่จวินนับแต่นั้นมา ทั้งยังทำตามที่ครูสอนหนังสือแนะนำ เอาสองอักษร “เสี่ยวเอ้อร์” มาแปลตรงตัวตามภาษาโบราณ เป็น “ส้าวซวง”[3] ชื่อเต็มว่า “จวินส้าวซวง”
หลังจากหวางเสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนชื่อเป็น “จวินส้าวซวง” ก็รับศิษย์ดีๆ ได้เป็นจำนวนมากจริงๆ แผ่ขยายลัทธิจวินอวี่จนยิ่งใหญ่นับแต่นั้นมา จวินซือฝุก็คือทายาทรุ่นที่เจ็ดของจวินส้าวซวง ปรมาจารย์ผู้เบิกภูเขานั่นเอง
ข้ารู้จักจวินซือฝุมาตั้งแต่ยังเล็ก ตอนนั้นข้ายังคงใช้ชีวิตอยู่ในศาสนาประจำแคว้นของแคว้นเว่ย...อารามวาจาพิสุทธิ์ อาจารย์คนแรกในชีวิตของข้า...ท่านฮุ่ยอี ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ดี ฟันดีเจริญอาหารดี แม้แต่ถั่วปากอ้าคั่วยังเคี้ยวไหว
จวินซือฝุได้พาลูกชายของท่านมาพำนักที่นอกอารามวาจาพิสุทธิ์ ในกระท่อมมุงหญ้าหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากยอดเขาเยี่ยนหุยไปสองหลี่ และมักจะแวะมาชวนซือฝุข้าเล่นหมากล้อมอยู่เสมอ
เวลาซือฝุพาข้าไปดูตะวันขึ้นบนยอดเขา ก็จะรบกวนขอค้างคืนที่กระท่อมมุงหญ้าของจวินซือฝุหนึ่งคืน กระท่อมของจวินซือฝุมีแค่เตียงเดียว ทุกครั้งที่ข้ากับซือฝุแวะไปรบกวน ข้ามักจะนอนเตียงอยู่คนเดียว ส่วนพวกเขาสามคนต่างปูเสื่อนอนพื้น การนี้ทำให้ข้าชอบแวะไปรบกวนที่กระท่อมของจวินซือฝุเป็นพิเศษ เพราะว่าเวลานั้น ข้าช่างแตกต่างนัก
ต่อมา ข้าได้บอกความคิดนี้ของตัวเองกับจวินเหว่ย จวินเหว่ยก็คือลูกชายของจวินซือฝุ จวินเหว่ยพูดว่า
“เห็นได้ชัดว่าธาตุแท้ในตัวเจ้าควรจะเป็นเจ้าหญิง มีแต่เจ้าหญิงที่ชอบแตกต่างจากคนอื่น”
แต่ข้าไม่อาจที่จะเห็นด้วยกับความเห็นนี้ของจวินเหว่ย เจ้าหญิงไม่ได้ชอบแตกต่างจากคนอื่น แต่ชินกับการแตกต่างจากคนอื่น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครกล้าที่จะเหมือนกับเจ้าหญิง และระหว่างชินกับชอบนั้น แตกต่างกันไกลลิบ ประการนี้ในหลายปีให้หลังตอนที่ข้าใกล้ตาย ข้าได้ตระหนักอย่างลึกซึ้ง
ความจริงแล้วจวินเหว่ยเป็นผู้รอบรู้แตกฉานตั้งแต่เรื่องในอดีตยันเรื่องในปัจจุบัน เขารอบรู้เชี่ยวชาญเรื่องเมียน้อยทุกนางของเทียนจื่อทุกยุคทุกรัชกาล ถึงขั้นรวมไปถึงรายที่มีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนเมื่อครั้งปลอมพระองค์เสด็จประพาสต้นแต่ไม่ทันได้รับกลับวัง
ความเห็นของจวินเหว่ยคือ เรื่องในครอบครัวส่งผลกระทบต่อเรื่องของบ้านเมือง เรื่องของบ้านเมืองก็คือเรื่องของแผ่นดิน และเรื่องในครอบครัวของเทียนจื่อ โดยทั่วไปแล้วต่างเป็นเรื่องที่บรรดาเมียน้อยก่อขึ้นทั้งสิ้น ความจริงขอแค่เทียนจื่อไม่มีเมียน้อยก็เป็นอันจบเรื่อง แต่สำหรับคนเป็นเทียนจื่อแล้ว แบบนี้มันโหดร้ายทารุณเกินไป เทียนจื่อเห็นว่าจะโหดร้ายทารุณกับตัวเองขนาดนี้ไม่ได้ จึงเลือกที่จะโหดร้ายทารุณกับผู้คนทั่วแผ่นดินแทน
แนวคิดของจวินเหว่ยคือ การทำให้บรรดาเมียน้อยของเทียนจื่อปรองดองกัน ก็คือการทำให้ทั่วหล้าปรองดองกัน นับแต่นั้นมา ทั้งชีวิตของจวินเหว่ยต่างทุ่มเทไปกับเรื่องจะทำยังไงให้บรรดาเมียน้อยของเทียนจื่อปรองดองกันได้
นอกจากงานใหญ่ตลอดชีวิตนี้แล้ว จวินเหว่ยยังมีงานอดิเรกอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือเขียนนิยาย แต่งานอดิเรกนี้เป็นที่ดูแคลนของจวินซือฝุอย่างมาก จวินซือฝุอยากให้จวินเหว่ยได้เป็นมือกระบี่ผู้เลื่องลือนามไปทั่วแผ่นดิน ขอแค่จวินเหว่ยเริ่มเขียนนิยาย ก็จะริบกระดาษต้นฉบับของเขาพร้อมทั้งลงโทษให้เขาคัดลอกเคล็ดวิชากระบี่ ดังนั้นจวินเหว่ยได้แต่ผสานอักษรศาสตร์กับยุทธศาสตร์เข้าด้วยกัน ทำการสร้างสรรค์นิยายในระหว่างคัดลอกเคล็ดวิชากระบี่
ท่านจะพบว่าเคล็ดวิชากระบี่ที่ผ่านการคัดลอกโดยจวินเหว่ยมักจะผิดเพี้ยนไปไกลลิบ ตัวอย่างเช่นเขาเขียนว่า
“ทุกวันยามทิวา นางใช้สองมือเปลือยเปล่าเปลื้องอาภรณ์อันซับซ้อนทีละชั้นๆ เผยเรือนร่างดุจกระเบื้องเคลือบขาวสะอาดเปิดเปลือยภายใต้แสงตะวัน นั่นคือสถานที่สุดเหน็บหนาว นางนั่งลงบนเตียงน้ำแข็งเย็นอันเรืองประกายยะเยือก หนาว หนาวมาก หนาวอย่างยิ่ง นางนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างนั้น หน้าสู่เหนือหลังสู่ใต้ ให้ลมปราณโคจรครบหนึ่งรอบ นางไม่ทราบว่า เบื้องหลังดงดอกเฉียงเวยเหมันต์หนาทึบห่างออกไปสิบจ้าง มีดวงตาดำสนิทคู่หนึ่งกำลังโลมไล้ผิวกายของนางทีละนิดๆ”
โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครนึกไปถึงว่า ความจริงนี่คือวิชาฝึกจิตของเคล็ดวิชากระบี่สี่วรรค
“สุดหนาวยามเที่ยงวัน นั่งลำพังเตียงน้ำแข็ง
เปลือยร่างหน้าสู่เหนือ เดินปราณในหนึ่งรอบใหญ่”
ต่อมา จวินเหว่ยได้กลายเป็นมือกระบี่ที่เขียนนิยายได้ดีที่สุดและเป็นนักเขียนนิยายที่มีวิชากระบี่สูงส่งที่สุด
เนื่องจากข้าเติบโตมาในอารามวาจาพิสุทธิ์เพียงลำพัง กฎในอารามคือผู้ชายห้ามไว้ผม ทั้งอารามสองพันกว่าคน นอกจากข้าแล้วคือผู้ชายทั้งหมด เป็นเหตุให้ทั้งอารามวาจาพิสุทธิ์ มีแต่ข้าคนเดียวที่ไว้ผมยาว
การนี้ทำให้ตอนที่ข้าเริ่มรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเพศ มีอยู่พักใหญ่มากที่ข้าหลงเข้าใจว่า ข้อแตกต่างใหญ่หลวงที่สุดของชายกับหญิงอยู่ที่ผู้หญิงมีผม ส่วนพวกผู้ชายต่างหัวโล้น ด้วยเหตุนี้ แน่นอนว่าข้านึกว่าจวินซือฝุกับจวินเหว่ยต่างเป็นผู้หญิง เนื่องจากความรู้สึกเห็นใจในคนเพศเดียวกัน จึงใกล้ชิดกับพวกเขาอย่างมาก
เป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่ว่า ในภายหลังข้าเข้าใจในที่สุดว่า พวกเขาสองพ่อลูกต่างเป็นผู้ชาย แต่ความคิดแบบนี้ได้ฝังรากลึกเสียแล้ว เป็นเหตุให้ชีวิตนี้ข้าไม่สามารถเผชิญหน้ากับจวินเหว่ยด้วยความคิดจิตใจเช่นชายหญิงคบหากันได้อีก และถือจวินเหว่ยเป็นเจี่ยเม่ย[4]ของข้ามาโดยตลอด เดิมทีเรื่องราวควรจะเป็นเหมยเขียวม้าไผ่[5] กลับถูกข้าบิดเบือนกลายเป็นเหมยเขียวเหมยเขียวไปเสียแล้ว
ตอนสามขวบ ข้าได้ทราบโดยบังเอิญว่าตัวข้าคือเจ้าหญิงของแคว้นเว่ย แต่ข้ามีปฏิกิริยานิ่งสนิทกับเรื่องนี้ เหตุผลสำคัญคือ ด้วยระดับสติปัญญาของข้าในตอนนั้น ไม่ได้รู้หรอกว่าเจ้าหญิงคือตัวอะไร
จวินเหว่ยแก่กว่าข้าหนึ่งปี รู้มากกว่าหน่อย เขาบอกว่า
“อันว่าเจ้าหญิงนั้น ความจริงก็คือชนชั้นอภิสิทธิ์อย่างหนึ่ง”
ข้าถามว่า “อภิสิทธิ์คืออะไร?”
จวินเหว่ยบอกว่า “ก็คือเรื่องที่เจ้าอยากทำก็สามารถทำได้ เรื่องที่ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำได้”
เมื่อได้ฟังที่จวินเหว่ยพูด เที่ยงวันนั้นข้าไม่ได้ล้างจาน ตอนค่ำก็ไม่ได้ซักผ้า ผลคือถูกซือฝุลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพบุรุษถึงเที่ยงคืน
นับแต่นั้นมา ข้าก็ลืมดับสนิทเรื่องที่ตัวข้าคือเจ้าหญิง และในปีเดียวกันนั้นเอง ซือฝุเห็นว่าปัญญาข้าเริ่มเปิด จึงเริ่มลงมือสอนพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาด ให้แก่ข้าอย่างเป็นทางการ เจตนาของซือฝุคือ ชีวิตคนในโลกหล้า มีสิ่งให้ยึดเหนี่ยวจิตใจสักอย่างย่อมจะดีอยู่
หากข้าสามารถเชี่ยวชาญทุกอย่างได้ ย่อมจะดีที่สุด นับว่าได้อบรมสั่งสอนข้าจนเป็นปรมาจารย์ หากข้ารู้กระจ่างแค่หนึ่งอย่างในนั้น นั่นก็ไม่เลว อย่างน้อยก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หากไม่รู้เลยสักอย่าง รู้แค่อย่างละนิด อย่างน้อยก็เป็นนักจับฉ่าย
ข้าถามซือฝุว่า “ถ้าเกิดว่าวันหน้าข้าไม่แค่ไม่เชี่ยวชาญ ทั้งยังสงสัยความหมายของการเรียนสิ่งเหล่านี้ล่ะ?”
ซือฝุพึมพำว่า “นักปรัชญา จะดีจะชั่วก็เป็น ‘นัก’ ละนะ...”
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ทั้งที่จวินเหว่ยไม่ได้กราบซือฝุเป็นอาจารย์แท้ๆ กลับได้ติดตามเรียนวิชาพร้อมกับข้าด้วย คำอธิบายแบบทางการของซือฝุคือ วิชาความรู้นั้นไม่มีเขตแคว้น ไม่แบ่งแยกสำนักอาจารย์ คำอธิบายที่จวินเหว่ยบอกข้าแบบส่วนตัวคือ เตี่ยเขาให้โสมแก่พันปีสิบต้นแก่ซือฝุ
จริงๆ ด้วย วิชาความรู้นั้นไม่มีเขตแคว้น เขตแคว้นนั้นซื้อกันได้
เรียนหนังสือด้วยกันกับจวินเหว่ย เขียนพู่กันวาดภาพนั้นยังพอทน แต่ตอนดีดพิณนี่สิสุดจะทรมาน
ตอนแรกที่เรียนพิณ ข้ากับจวินเหว่ยมีพิณคนละคัน แยกกันนั่งสองมุมห้องพิณดีดพิณเข้าใส่กัน ผลลัพธ์โดยตรงคือ ในวัยที่ข้ายังไม่เข้าใจว่าปลายเสียงทอดอ้อมขื่อสามวันไม่เลือนจาง[6]นั้นคือแบบไหน ข้าก็ได้เข้าใจกระจ่างเสียก่อนแล้วว่าเสียงมารทะลวงโสตกัดกระดูกกร่อนวิญญาณนั้นคือแบบไหน
ข้ากับจวินเหว่ยต่างคนต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายดีดพิณได้แย่มากไร้ที่เปรียบ ทำให้ตัวเองต้องทุกข์ทรมานสุดแสน จึงมุ่งมั่นสร้างเสียงที่ยิ่งพิสดารเหลือเชื่อกว่าเพื่อทำให้อีกฝ่ายทุกข์ทรมานเป็นเท่าทวี ใช้สิ่งนี้เป็นการแก้แค้น
ในความทรงจำของข้า พิณคืออาวุธฆ่าคน ไม่ใช่เครื่องดนตรี นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าฝึกใช้พิณฆ่าคนจนเป็นได้ แต่ฝึกใช้พิณช่วยคนไม่เป็นจนแล้วจนรอด เป็นเพราะบาดแผลฝังใจที่จวินเหว่ยทิ้งไว้ให้ข้าทั้งนั้น และหลังจากที่ข้าฝึกฆ่าคนจนเป็นแล้ว ผู้ที่ต้องการอาศัยเสียงพิณของข้าช่วยให้รอดตาย ได้ตายจากไปจนหมดสิ้น
ตอนอายุได้สิบขวบ ข้าเก็บลูกเสือที่เพิ่งจะลืมตาตัวหนึ่งได้ เสือตัวนี้ติดตามข้ามาตลอดชีวิต ได้แสดงออกอย่างมากที่สุดถึงความจงรักภักดีของสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง แม้ว่าย้อนนึกถึงปีนั้น เจตนาเดิมที่ข้ากับจวินเหว่ยเก็บมันมา ก็แค่เพื่อจะกินมันเท่านั้นก็ตาม เวลานั้นสบจังหวะที่เตี่ยของจวินเหว่ยถูกซือฝุข้าเกลี้ยกล่อมสำเร็จ ตั้งปณิธานเป็นนักคุ้มครองสัตว์พอดี ทั้งยังทุ่มเทปฏิบัติ ทำเอาจวินเหว่ยไม่ได้รู้รสเนื้อไปสามเดือน ส่วนตัวข้าอยู่ในอารามประจำแคว้นน้อยมากจะได้กินเนื้อสัตว์ จึงเป็นช่วงเวลาที่เราสองคนโหยหาเนื้อสัตว์มากที่สุดพอดี
ในภายหลังเหตุที่กินไม่สำเร็จ เป็นเพราะเราเห็นว่ายังเลี้ยงมันให้โตกว่านี้อีกหน่อยได้ แบบนั้นก็จะสามารถทั้งนึ่ง ทั้งต้ม ทั้งตุ๋น ทั้งผัดได้ ไม่แน่ว่าอาจจะยังมีเหลือด้วยซ้ำล้วนๆ มานึกดูในตอนนี้ ที่สามารถข่มกลั้นตัณหาไม่ฆ่าเสี่ยวหวงทิ้งปิ้งกินคาที่ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเสียนี่กระไร
“เสี่ยวหวง” คือชื่อของเสือตัวนั้นเอง
ต่อมาหลังผ่านการตรวจสอบ พบว่าพันธุ์เสือที่เสี่ยวหวงสังกัดโด่งดังล้ำค่าอย่างยิ่ง ข้ากับจวินเหว่ยต่างดีใจมาก เห็นว่าเอามันไปขายได้ เท่านี้เราก็จะรวยกันแล้ว แต่จนใจที่หาลู่ทางขายไม่ได้ ได้แต่ตัดใจทั้งอย่างนั้น
รอจนตอนที่เรามีลู่ทางขาย เราต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ เราพากันกลายเป็นคนมีเงินไปแล้ว ไม่ต้องเอาเสี่ยวหวงไปแลกเป็นเงินอีก การนี้ทำให้ข้ากับจวินเหว่ยสะท้อนใจอย่างมากว่า ชีวิตคนคงเป็นเช่นนี้เสียส่วนมาก หนทางร่ำรวยมักจะลำบากเสมอ
โชคชะตาบันดาลให้ทุกครั้งเวลาที่ข้าเกิดเรื่องใหญ่ มักจะอยู่ตามลำพังเสมอ ทั้งยังต้องบาดเจ็บอีกด้วย
ซือฝุบอกว่า “เจ้าเคยได้ยินไหมว่า ฟ้าจักประทานกิจใหญ่แก่คนผู้นี้ไซร้ จักเคี่ยวกรำจิตอุดมการณ์ เคี่ยวกรำเส้นเอ็นแลกระดูก...”
ข้านึกภาพออกได้ว่า ภารกิจใหญ่หลวงที่สุดที่ฟ้าประทานให้แก่ตัวข้า ไม่มีใดเกินรอจนซือฝุสิ้นแล้วสืบทอดตำแหน่งของท่าน เป็นเจ้าอารามรุ่นถัดไป แต่ต่อมาจวินเหว่ยได้ขโมยกฎอารามออกมาให้ข้าดู ในกฎอารามเขียนบัญญัติไว้ชัดเจนว่าสตรีและบัณเฑาะก์ห้ามรับตำแหน่งสำคัญภายในอารามประจำแคว้น จึงได้ดับหนึ่งความฝันของข้าไป
ผู้คนมากมายหลังจากที่ความฝันดับสลาย ก็หลงเดินทางผิดอย่างรวดเร็ว ที่เชิงเขาเองก็มีมือสังหารอยู่รายหนึ่ง เนื่องจากผลงานไม่ดีจึงถอนตัวจากยุทธจักร เปลี่ยนอาชีพไปฆ่าหมู ยังมีนักศึกษาอีกรายหนึ่ง หลังจากสอบเป็นขุนนางตก ก็เปลี่ยนไปเขียนนิยายลามกควบอาชีพวาดภาพวังวสันต์[7]
แต่ข้าคิดมาโดยตลอดว่าการฝันกับการแต่งภรรยานั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ของเก่าไม่ไปของใหม่ไม่มา อีกทั้งของใหม่ยังมักจะดีกว่าของเก่า ที่ความฝันเก่าดับสลายเป็นเพราะว่าความฝันใหม่ใกล้จะมาเยือน และนี่เป็นเรื่องที่คู่ควรแก่การฉลอง ไม่มีเหตุผลให้ต้องห่อเหี่ยวใจโดยสิ้นเชิง
ข้าบอกความคิดนี้กับจวินเหว่ย เขาใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง เห็นว่ามีเหตุผล ตกบ่ายจึงลงไปที่เชิงเขาพูดปลอบใจช่างไม้แซ่หวางซึ่งภรรยาเพิ่งจะตายจากไปว่า
“ที่เมียเจ้าตายไปนั้นเป็นเพราะว่ากำลังจะมีเมียใหม่มาแต่งงานกับเจ้า เมียคนใหม่ต้องดีกว่าเมียคนเก่าของเจ้าแน่ๆ นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากเลยนะ เจ้าทำหน้าดีใจหน่อยเถอะ อย่าเศร้าเสียใจปานนี้เลย” และถูกช่างไม้หวางแกว่งไม้กวาดไล่ตะเพิดไปครึ่งถนน
จวินเหว่ยไม่อาจเข้าใจได้ ทั้งยังเจ็บปวดอยู่บ้าง ข้าปลอบใจเขาว่า “ผู้คนในโลกหล้าต่างเคยชินกับการแสดงด้านที่ดุร้ายเมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เพื่อปิดบังความเขินอายภายในใจกันทั้งนั้นแหละ”
ในคืนที่ความฝันจะเป็นเจ้าอารามดับลง สิ่งที่ข้าทำคือ แวบหลบออกจากประตูอารามในยามโพล้เพล้ มุ่งหน้าเข้าป่านั่งสมาธิยิงนกพิราบ ปรับเปลี่ยนอารมณ์ เสาะหาแรงบันดาลใจ สร้างความฝันใหม่ สร้างความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง จากการนี้สามารถดูออกได้เช่นกันว่า ข้าถือเป็นคนที่กระตือรือร้นใฝ่ก้าวหน้าอย่างแท้จริง
นอกจากนี้แล้ว ความกระตือรือร้นแบบนี้ยังแสดงออกในชีวิตส่วนตัวบางเรื่องอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ข้าไม่เคยนึกสงสัยแม้แต่น้อยเสมอมาว่า ถ้าในวันหน้าตัวข้ามีสามี และเขาโชคร้ายตายไปก่อนข้า ในคืนที่เขาสิ้นใจ ข้าจะต้องเก็บข้าวของออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่โลกกว้างไปเสาะหาสามีคนใหม่ในทันทีอย่างแน่นอน
และจวบจนค่ำคืนนั้นที่ความคิดนี้สะดุดหยุดลง ตัวข้าถูกจวินซือฝุแพร่เชื้อความคิดใส่ หลงคิดไปเองด้วยความเคยชินว่าสามีในอนาคตของข้าจะต้องเป็นจวินเหว่ยอย่างแน่นอน จึงมักจะมองดูจวินเหว่ยที่ร่าเริงแจ่มใสอย่างกลัดกลุ้มกังวลสุดแสน คิดในใจว่า โธ่เอ๋ย ทำไมข้าถึงได้ออกจากบ้านไปหาวสันต์ที่สอง[8]ในทันทีที่คนตรงหน้าผู้นี้เพิ่งจะสิ้นลมได้ลงคอกันหนอ?
โชคดีที่ความคิดนี้ดำเนินไปถึงแค่ตอนที่ข้าอายุได้สิบสี่ปี ในคืนเดือนกลางคิมหันต์[9]ที่ข้าตั้งใจจะสร้างความฝันขึ้นมาใหม่นั้นเอง
สำหรับคืนเดือนกลางคิมหันต์ มีคำพูดอันงดงามทั้งปวงสามารถนำมาใช้พรรณนา แต่คำพูดที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดนั้นมักจะโหดร้าย กล่าวกันว่าในคืนเดือนกลางคิมหันต์งูพิษจะดุร้าย ในอารามมีศิษย์สามคนแล้วที่ตายเพราะงูกัดเนื่องจากออกไปข้างนอกในช่วงเวลานี้ จึงหวังให้ศิษย์ทุกคนถือเป็นอุทาหรณ์ ต่างระวังตัวเองให้ดีๆ
ตอนข้าอายุยังน้อย มักจะเชื่อเสมอว่าตัวเองนั้นพิเศษมาก ไม่มีทางซ้ำรอยตาคนดวงซวยสามคนนั้นเด็ดขาด ออกไปข้างนอกหนนี้จึงไม่ได้พกกำมะถันไปด้วย มานึกดูในตอนนี้ ศิษย์พี่ทั้งสามคนที่ตายเพราะถูกงูกัดในปีนั้นต้องคิดว่าตัวเองพิเศษมากเหมือนกันเป็นแน่
ทุกคนต่างคิดเอาเองว่าตัวเองนั้นพิเศษ แต่ในสายตาของคนอื่นแล้วไม่ได้พิเศษอะไรเลย ในสายตาของงูด้วยแล้ว ยิ่งไม่ได้พิเศษเข้าไปใหญ่
คาดว่าสำหรับบรรดางูพิษแล้ว มีแต่คนที่พกกำมะถันเท่านั้นที่พิเศษ
ยามยังเยาว์เรามักจะไขว่คว้าหาส่วนที่แตกต่างจากคนอื่น พอโตขึ้นมากลับมักจะไขว่คว้าหาส่วนที่เหมือนกับคนอื่น ถ้าสามารถสลับกันได้ ไยมิใช่พอดี? อย่างน้อยไม่แน่ว่าสามชีวิตของศิษย์พี่ทั้งสามอาจจะสามารถรักษาเอาไว้ได้ แม้ต้องกลายเป็นมนุษย์ผักก็ตามที
และในฐานะที่เป็นคนไม่พกกำมะถันเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าเจ้างูพิษปฏิบัติต่อข้าอย่างเท่าเทียมมาก
งูเขียวหางไหม้ท้องเหลืองตัวเล็กจ้อยตัวหนึ่งกัดใส่ข้อเท้าของข้าโดยแรง น้ำพิษไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างผ่านทางกระแสเลือด ข้าโงนเงนอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยๆ เอนล้มลง
ในระหว่างที่สติรับรู้พร่าเลือน ในที่สุดก็รู้แจ้งถึงเหตุผลที่หลายย่อหน้าก่อนสาธยายไว้ ถัดมายังย้อนนึกว่า ภาพวัดโบราณกลางภูที่วาดอยู่สองวันภาพนั้นเข้ากรอบเรียบร้อยแล้วหรือยัง หลังจากย้อนนึกเสร็จเห็นว่าชีวิตไม่มีใดให้อาลัย พักผ่อนอย่างสงบได้แล้ว จึงหลับตาลงรอคอยความตายอย่างสงบ และลืมตาไม่ขึ้นอีก
ในจังหวะนี้เอง แว่วเสียงรองเท้าย่ำผ่านใบไม้ร่วงกิ่งไม้แห้งอย่างแผ่วเบาดังจากไกลเข้ามาใกล้ หยุดลงตรงข้างกายข้า แขนคู่หนึ่งช้อนร่างข้าอุ้มลอยขึ้น กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยลอยมากระทบจมูก พอจะนึกภาพได้ถึงแสงดาวพราวพร่าง ค่ำคืนเงียบสงัด ที่ปกคลุมทั่วทั้งภูดอยและหุบเขานั้น คือดอกเหมยอันผลิบานบนดอยสูงในเดือนยี่
ยามตื่นขึ้นมา ข้ารู้สึกว่าเลือดภายในร่างไหลพลุ่งพล่าน ลงไปรวมตัวที่ท้องน้อยพร้อมกัน มือลูบไปบนเอี๊ยม ปวดอุ่นๆ เป็นพักๆ ตรงข้อเท้าตำแหน่งที่ถูกงูกัดชาเห่อไร้ความรู้สึก แต่กลับมีวัตถุอุ่นนุ่มแนบอยู่ ส่วนหัวเข่ากำลังงอ น่องถูกของบางอย่างพยุงขึ้นกลางอากาศ เหมือนจะเป็นเชือกหนังที่ขึงตึงเส้นหนึ่ง
ความรู้สึกโดยรวมตลอดทั้งร่างแปลกพิลึกขนาดนี้ ข้าอดนึกอยากที่จะลืมตาขึ้นดูไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผลคือลืมตาหันหน้าไป กลับได้เห็นภาพที่ทำเอาตกใจแทบตาย
สภาพแวดล้อมคือถ้ำแห่งหนึ่ง เตียงหินเตียงหนึ่ง ข้านอนอยู่บนเตียงหินนี้ และภายใต้แสงจันทร์สีขาว น่องข้างขวากำลังถูกชายผู้หนึ่งกุมไว้ในมือแน่น
นิ้วมือเขาเรียวยาวขาวผ่อง จำแนกจากท่วงท่าและสัมผัส ที่แนบสนิทอยู่ตรงปากแผลบนข้อเท้าคือปากของเขานั่นเอง มุมมองของข้ามองเห็นแค่เพียงใบหน้าด้านข้างของเขา อีกทั้งใบหน้าด้านข้างนี้ยังถูกผมบังไว้เสียส่วนใหญ่ ทำให้นึกอยากจะเกี่ยวผมของเขาออกขึ้นมาในทันใด
เขาไม่ได้รู้ตัวว่าข้าตื่นแล้ว สวมชุดสีครามเข้มตลอดทั้งร่าง เพียงนั่งเงียบๆ อยู่ริมเตียงหิน ริมฝีปากแนบอยู่กับข้อเท้าของข้า ชายแขนเสื้อกว้างและยาวเกาะไถลลงมาตามน่องของข้าที่เขายกขึ้น เมื่อก้มหน้าสามารถเหลือบเห็นบนแขนเสื้อมีลายปักอันซับซ้อนสีเดียวกับเนื้อผ้า
ทุกอย่างรอบด้านต่างสิ้นสีสัน มืดสลัวไม่อาจเพ่งมองได้ชัด เส้นผมดำสนิทของเขาปัดผ่านหลังเท้าข้า พอจะนึกออกได้ว่าถ้าไม่ใช่สถานการณ์แบบนี้ การพบพานของทรามวัยผู้เลอโฉมกับคุณชายผู้สง่างาม ควรจะต่อเนื่องลื่นไหลดุจอักษรหวัดของปรมาจารย์ภาพอักษร และเป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่ข้าจะหลงเข้าใจไปว่าถูกคนลวนลาม จึงถีบใส่เขาไปหนึ่งเท้าทันที หนึ่งเท้านี้ออกแรงมากเกินไป ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่หนึ่งบนร่างกายซึ่งยากจะเอ่ยอธิบายเลือดพลันพุ่งทะลักในบัดดล
ข้ากับเขาพบพานกันครั้งแรก ถีบใส่เขาไปหนึ่งที ผลคือถีบจนระดูแรกของข้ามา
เขาย่อมจะไม่ถูกถีบใส่ ก่อนที่เท้าขวาของข้าจะพลันออกแรงกะทันหันก็ได้ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน เห็นได้ว่าท่าร่างของเขานั้นเลิศล้ำ และข้าไม่ได้สังเกตเห็นโดยสิ้นเชิงว่าเขาเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่ายืนอย่างปุบปับได้อย่างไร เห็นได้ว่าท่าร่างของเขานั้นเลิศล้ำจริงๆ
ข้าหรี่ตามองดูเขา ท่ามกลางแสงจันทร์สีขาวที่สาดส่องเข้ามาทางปากถ้ำ รูปร่างของเขาสูงใหญ่ผ่าเผย หน้ากากสีเงินบดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งตั้งแต่เหนือสันจมูกไปจนจดหน้าผาก ด้านล่างของหน้ากากคือริมฝีปากบางเฉียบ และเส้นแนวคางงดงามได้ส่วน
เงียบกริบไปชั่วครู่
เขาเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนปากทิ้ง เรียวปากโค้งขึ้นนิดๆ
“ยายหนูที่ร้ายกาจนัก ข้าช่วยชีวิตเจ้า เจ้ากลับเนรคุณรึ”
แต่ข้ากำลังเสียขวัญเพราะการตกเลือดอย่างหนักของร่างกาย ไม่สามารถกล่าวคำอธิบายใดๆ ออกมาได้ อ้าปากปุบก็ร้องไห้โฮลั่น แถมในระหว่างที่ร้องไห้โฮ ได้ออกแรงตรงท้องน้อยมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายช่วงล่างค่อยๆ มีรอยเลือดซึมเลอะกระโปรง เอ่อออกมาชั้นแล้วชั้นเล่า ยิ่งย้อมยิ่งร้ายแรง และที่ทำให้สุดจะทนไหวมากที่สุดคือ วันนั้นข้าสวมกระโปรงสีขาว
สายตาของเขาค่อยๆ มาจับอยู่ตรงกระโปรงของข้า นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ พูดว่า “น้ำระดู?”
ข้าพูดปนสะอื้นว่า “ขอบคุณ ข้าไม่หิวน้ำ แต่ข้าคงจะป่วยเป็นโรคตกเลือด กำลังจะตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว”
เขาสังเกตดูกระโปรงของข้าต่ออีกครู่หนึ่ง กระแอมหนึ่งที “เจ้าไม่ตายหรอก เจ้าแค่ระดูมาเท่านั้น”
ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด “ระดูมาคืออะไรหรือ?”
เขาลังเลเล็กน้อย “เรื่องนี้เดิมทีควรให้แม่ของเจ้าเป็นคนบอกเจ้า”
ข้าพูดว่า “เกอเกอ ข้าไม่มีแม่ ท่านบอกข้าเถอะ”
ช่างนึกภาพได้ยากยิ่งว่า ข้าจะได้รับความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับระดูจากชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันโดยสิ้นเชิง แต่จะนึกภาพได้ยากยิ่งกว่าหากให้ซือฝุท่านผู้เฒ่าเป็นคนบอกข้าด้วยตัวเอง ว่าตอนที่ท่านพูดว่า “อันว่าระดู หมายถึงการที่มดลูกมีเลือดออกมาอย่างมีกฎเกณฑ์ มีช่วงเวลาประจำ...” นั้น จะทำหน้ายังไง แม้แต่สวรรค์ยังเห็นว่าการนี้ออกจะลำบากผู้เฒ่าวัยเจ็ดสิบเก้าปีเกินไปแล้ว มิอาจไม่ยืมปากของคนอื่นช่วยพูดแทน
<>::<>::<>
[1] เสี่ยวเอ้อร์ (小二) คือคำเรียกพนักงานบริการทั่วไปภายในร้านอาหารและโรงเตี๊ยม; หวาง (王) แปลว่า ราชา เมื่อรวมกันเป็น “หวางเสี่ยวเอ้อร์” (王小二) ทำให้ฟังแล้วเหมือนแปลว่า เป็นเจ้าแห่งเสี่ยวเอ้อร์
[2] แซ่จฺวิน (君) ใช้ตัวอักษรเดียวกับคำ “วิญญูชน” (君子) จึงฟังดูดีมีชาติตระกูล
[3] ส้าวซวง (少双) : ส้าว (少) แปลว่า เล็ก, น้อย; ซวง (双) แปลว่า คู่
เสี่ยวเอ้อร์ (小二) : เสี่ยว (小) แปลว่า เล็ก, น้อย; เอ้อร์ (二) แปลว่า สอง
[4] เจี่ยเม่ย แปลว่า พี่สาวกับน้องสาว ในที่นี้หมายถึงสนิทกันเหมือนเป็นพี่น้องผู้หญิง
[5] เหมยเขียวม้าไผ่ หมายถึง ชายหญิงที่โตมาด้วยกัน โดย “เหมยเขียว” แทนเด็กหญิง “ม้าไผ่” แทนเด็กชาย; ในที่นี้หมายถึง เยี่ยเจินเห็นจวินเหว่ยเป็นเพื่อนผู้หญิงที่โตมาด้วยกัน
[6] คือคำบรรยายเสียงดนตรีว่าไพเราะจับใจอย่างมากจนติดตรึงอยู่ในหูเนิ่นนานไม่จางหาย
[7] ภาพวังวสันต์ คือภาพหญิงชายร่วมรักกัน
[8] วสันต์ที่สอง หมายถึง การมีความรักครั้งใหม่จนทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง
[9] คืนเดือนกลางคิมหันต์ หมายถึง คืนเดือนห้า