บทที่หนึ่ง (2)
เขาบอกว่าเขาชื่อมู่เหยียน แน่นอนว่านี่ไม่มีทางใช่ชื่อจริงของเขา สมมุติว่าคนผู้หนึ่งสวมหน้ากากบนใบหน้า ชื่อย่อมต้องสวมหน้ากากด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสูญเสียความหมายของการปิดบังใบหน้า
ส่วนที่ข้าบอกเขาว่าข้าชื่อจวินฟู่กุ้ย เป็นเพราะกังวลเผื่อว่าคนผู้นี้จะเป็นศัตรูของเตี่ยที่ข้าไม่เคยพบหน้าคนนั้น และเกิดได้รู้ขึ้นมาว่าข้าคือลูกสาวของเตี่ยข้า จะโกรธจัดจนฆ่าข้าระบายความแค้นล้วนๆ
ในประวัติศาสตร์มีตัวอย่างมามากมาย ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหญิงหลายต่อหลายคนต่างเคยถูกเตี่ยของพวกนางทำให้พลอยเดือดร้อนถึงตาย ที่ดีหน่อยก็พลอยเดือดร้อนต้องแต่งงานกับสามีซึ่งผิดจากที่คาดหวังไว้ไกลลิบ ส่งผลให้ชีวิตสมรสทั้งชีวิตต้องอาภัพ
เช่นนี้เอง เราพักอยู่ในถ้ำกัน ๔-๕ วัน น้ำที่ดื่มคือน้ำพุนอกถ้ำ ของที่กินคือปลาสารพัดชนิดที่เกิดมาเองตามธรรมชาติในน้ำพุ ฟังว่าข้าไม่สามารถกลับไปในทันทีได้ เนื่องจากยังถอนพิษไม่หมด และมู่เหยียนบอกว่า ช่วยคนช่วยถึงที่สุด ส่งพระส่งถึงประจิม การเลิกล้มกลางคันไม่ใช่นิสัยของเขา
ทุกวันข้าต้องกินยาชนิดหนึ่ง จากนั้นกรีดมีดเป็นแผลบนข้อมือหนึ่งแผล ปล่อยเลือดออกครึ่งจอก
ในตอนที่ข้าปล่อยเลือด ปกติมู่เหยียนจะนั่งดีดพิณอยู่ข้างโต๊ะหินหน้าเตียง พิณคือพิณเจ็ดสาย สายทำจากเส้นไหม ดีดออกมาเป็นท่วงทำนองอันอิ่มเอิบ มีสรรพคุณช่วยระงับปวด
ทุกครั้งที่มู่เหยียนดีดพิณ ข้ามักจะนึกถึงจวินเหว่ย รวมถึงฝีมือดีดพิณของเขาที่ทำให้ได้ฟังปุบ ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป จากนั้นนึกเสียดายที่ไม่สามารถให้จวินเหว่ยมาลองฟังสำเนียงสวรรค์ที่คนตรงหน้าท่านนี้ดีดบรรเลงออกมาได้ จวินเหว่ยจะได้ทั้งโกรธทั้งอายจนฆ่าตัวตายไปซะ และไม่อาจทิ้งเภทภัยให้ชนชาวโลกได้อีก
ในห้าวันนี้ ข้านึกอยากจะตะกุยหน้ากากบนใบหน้าของมู่เหยียนออกอย่างมาก ดูว่าโฉมหน้าภายใต้หน้ากากนั้นเป็นอย่างไรอยู่ตลอด แต่พอนึกถึงว่าอาจจะลงเอยด้วยการถูกเขาฟันตาย ก็ไม่กล้าก่อเรื่องโดยง่ายดายจริงแท้ นี่คือความสอดรู้สอดเห็นของมนุษย์เป็นเหตุล้วนๆ บางครั้งมีบางเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านเลย กลับต้องรู้กระจ่างให้จงได้ ช่างแกว่งเท้าหาเสี้ยนแท้ๆ
บ่ายวันที่หก ข้ารู้สึกว่าบาดแผลที่ขาเกือบจะหายดีแล้ว สามารถยืนตรงเดินเหินได้แล้ว มู่เหยียนเลิกขากางเกงข้าขึ้นพินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง พูดว่า “ไม่ต้องปล่อยเลือดต่อแล้ว รุ่งเช้าพรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้ากลับไปก็แล้วกัน”
ไม่นึกเลยว่าการแยกจากจะมาถึงรวดเร็วขนาดนี้ ประเด็นสำคัญคือยังถอดหน้ากากเขาไม่สำเร็จเลย ข้าทำใจยอมรับไม่ได้ไปชั่วขณะ นิ่งตะลึงอยู่ตรงนั้น
เขาพูดว่า “ไม่อยากไป?”
ข้าส่ายหน้าพูดว่า “เปล่าๆ แต่ว่า...เกอเกอ ท่านไม่ไปกับข้าด้วยเหรอ? ถ้ำนี้ไม่ได้มีของสักกี่ชิ้น ท่านเองก็ดูไม่เหมือนว่าจะพักอยู่ที่นี่นาน”
เขาพึมพำว่า “ข้าไม่ไป ข้าต้องอยู่ที่นี่”
ข้าพูดว่า “แต่ท่านจะอยู่ที่นี่ไปทำไมกันหรือ ท่านตัวคนเดียว ไม่มีใครคุยเป็นเพื่อนท่าน และไม่มีใครฟังท่านดีดพิณด้วย”
เขาก้มหน้ากรีดสายพิณ
“รอคน ข้ากลัวว่าข้าไปแล้ว คนที่ข้าต้องรอจะหาข้าไม่พบน่ะสิ”
ข้าตกอยู่ในภาวะกระอักกระอ่วนในทันใด ถามต่อไปก็เหมือนจะเริ่มละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ไม่ถามต่อก็หาหัวข้อมาเปลี่ยนเรื่องไม่ได้ไปชั่วขณะ
ข้าพูดว่า “เรื่องนี้...”
มู่เหยียนได้ลุกขึ้นยืนที่ข้างโต๊ะหิน เอ่ยยิ้มๆ ว่า
“พูดถึงก็มาเลย วันนี้ช่างโชคดีเสียจริง”
ข้าเงยหน้าขึ้นมอง ตรงปากถ้ำสูงกว้าง ไม่ทราบมีคนชุดดำปิดหน้ากลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร ชั่วพริบตาที่ข้ามองไปทางพวกเขา คนเหล่านั้นพากันเผยอาวุธของตัวเองออกมา ท่าชักอาวุธเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับเสื้อผ้าของพวกเขา มองออกได้ว่านี่คือกองกำลังที่มีวินัย และที่หาได้ยากคือ อาวุธที่ชักออกมาก็เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมาก เคียวเปล่งประกายวาววับเล่มแล้วเล่มเล่าเรียงรายอย่างเป็นระเบียบยิ่ง
แน่นอน ในภายหลังข้าได้รู้ว่าของพวกนี้ถึงจะหน้าตาเหมือนเคียว ความจริงแล้วมีชื่อทางวิชาการอยู่ เรียกว่า “ดาบโค้ง” แค่เรียกต่างกันเท่านั้น ชื่อแรกไว้ใช้เกี่ยวหญ้า ชื่อหลังไว้ใช้เกี่ยวหัวคน
เนื่องจากตัวข้าน้อยครั้งจะลงจากเขา ไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องโลกภายนอก ถูกเคียวสิบกว่าเล่มเรียงเป็นแถวหน้ากระดานตรงหน้าข่มขวัญ จึงกระถดถอยไปข้างหลังอย่างลืมตัว มู่เหยียนก้าวขยับมาบังข้าไว้ ยืนอยู่ข้างหน้าข้าอย่างสง่างาม
ข้าถามเขาอย่างกังวล “ท่านมีเจ้านั่นหรือเปล่า?”
ไม่รอให้เขาเอ่ยตอบ เคียวสิบกว่าเล่มนั้นได้ชิงจู่โจมใส่ มู่เหยียนผลักข้าออกไป กระโดดทะยาน ชุดผาวสีครามเข้มวนสลับไปมาระหว่างชุดดำกับคมเคียวขาว ข้าดูจนตาลายพร่าพราย
เขาเคลื่อนไหวเร็วจนผิดปกติ ข้าไม่กล้าแม้แต่จะขยับขนตา ยังพอเห็นชัดเจนแค่การเคลื่อนไหวท่าสองท่าของเขานานๆ ครั้ง เช่นกุมข้อมือคนชุดดำคนไหนสักคนจากข้างหลังหมับ เบี่ยงตัวพาคนชุดดำนั้นหมุนไปครึ่งรอบ เคียวในมือก็ไปปาดคอคนชุดดำข้างหลังอีกรายที่ตั้งใจจะฟันใส่เขาขาดสะบั้นพอดี เลือดสดๆ สาดกระเด็น เขายังขยับเลี่ยงไปด้านข้าง ๒-๓ ก้าวได้ทัน หลบเลือดที่กระเซ็นใส่กะทันหันได้อีกต่างหาก
เพียงครู่สั้นๆ เท่านั้น คนชุดดำสิบกว่าคนในที่นั้นก็ถูกเขาจัดการจนเหลืออีกแค่ ๒-๓ คน คนสุดท้ายเห็นว่าพลาดโอกาสดีไปแล้ว เคียวเล่มหนึ่งจึงบินตรงมาหาข้า
ตลอดชีวิตซือฝุเกลียดการรวมสมัครพรรคพวกวิวาทต่อสู้มากที่สุด ท่านไม่เคยสอนข้าต่อสู้ประชิดตัวมาก่อน เห็นจะจะว่าเคียวนั่นพุ่งบินเร็วขึ้นทุกที ตรงดิ่งเข้ามาหาลำคอข้า ข้าตกใจสุดขีดจนไม่กล้าขยับ นี่ช่างเป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดจริงๆ พอจะลองนึกภาพดูได้ ถ้าตอนนี้ข้าตกใจจนเข่าอ่อน พยุงตัวไม่อยู่กะทันหันล้มแปะลงกับพื้น เคียวนั้นหมุนคว้างพุ่งตรงดิ่งไปข้างหน้าบินผ่านเหนือศีรษะข้าไป ข้าก็จะหลบพ้นจากด่านเคราะห์นี้ได้พอดี แต่ร่างกายดันแข็งแรงเกินไปนี่สิ ต่อให้ตกใจจนขวัญบินขนาดนี้ เข่ายังไม่อ่อนเลย เป็นเป้านิ่งมีชีวิตแท้ๆ
ขณะที่ข้านึกว่าต้องตายแน่แล้วนั่นเอง สีครามเข้มแถบใหญ่พลันปกคลุมลงมากะทันหัน เหมือนฝนซาฟ้าใสเมฆสลายตัว ท้องฟ้ากดทับลงมาจากที่สูง ในที่สุดเข่าของข้าก็อ่อนยวบเพราะถูกเขากดลงใส่
มู่เหยียนโอบข้าไว้ในวงแขน ทะยานขึ้นกลางอากาศใช้เท้าเตะเบาๆ เคียวเล่มนั้นก็หมุนคว้างวกกลับไป ทั้งยังเร็วและแรงกว่าเดิม
“ฉึก!” เสียงคมเคียวจมสู่เนื้อดังขึ้นในอากาศอันเงียบสงัด คนชุดดำที่ขว้างเคียวก้มลงมองด้ามเคียวข้างนอกท้องอย่างไม่อยากจะเชื่อ คุกเข่าลงกับพื้นช้าๆ
สุดท้ายกรรมจักสนองทั้งชั่วดี โลกหล้ามีกฎสวรรค์สังสารวัฏ
แต่เห็นได้ชัดว่าพี่ชายท่านนี้ไม่อยากจะเชื่อว่ากฎสวรรค์จะตามสนองอย่างมีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้
ท่ามกลางความเงียบสงัดดุจความตาย มู่เหยียนพูดว่า
“อยากรู้เสียจริงว่าเจ้าน้องชายไม่เอาถ่านของข้าคนนั้นวันๆ สั่งสอนพวกเจ้ายังไงกัน ถ้าข้าเป็นเจ้า ตอนเพิ่งเข้าถ้ำมาจะฆ่ากูเหนี่ยงน้อย[1]ผู้นี้ทันที ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียกระบวนก่อน ยังดีที่สุดท้ายเจ้าก็คิดได้ แต่ก็สายไปแล้ว”
คนชุดดำที่มีเคียวปักคาอยู่ตรงท้องยังตายไม่สนิท ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ พูดเสียงสั่นสะท้าน “ท่าน...”
มู่เหยียนพูดเสียงเรียบเฉย
“เขานึกว่าข้าไม่รู้อะไรเลยงั้นหรือ? แบบนั้นก็ออกจะดูถูกข้าที่เป็นพี่ชายคนนี้เกินไปแล้ว”
คนชุดดำไม่พูดอะไรอีก เพียงก้มหน้าลง ตัวสั่นสะท้าน ยื่นนิ้วมือออกมา ดูท่าทางคิดจะดึงเคียวออก มู่เหยียนพลันเอามือปิดตาของข้าไว้ เสียงแผดคำรามด้วยความเจ็บปวดอันยากจะบรรยายดังก้องภายในถ้ำอยู่ครู่หนึ่ง
ข้าถามว่า “เขากำลังทำอะไรหรือ?”
มู่เหยียนตอบว่า “แคว้นเฉินมีตำนานอยู่เรื่องหนึ่ง ผู้ที่นำอาวุธไปเกิดใหม่ด้วย ชาติหน้าจะยังต้องเป็นนักสู้อีก”
ข้าถามว่า “อย่างนั้นเขาอยากจะเป็นบัณฑิตหรือ?”
มู่เหยียนปล่อยมือ
“บางทีเขาอาจจะแค่อยากเป็นสามัญชนคนธรรมดาก็ได้”
หลายปีมากก่อนหน้านี้ ข้าเชื่อฝังใจมาโดยตลอดว่า คนเราไม่มีทางกระทำเรื่องใดอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงได้ ทุกเรื่องต่างต้องถามสักคำว่าทำไม ตัวอย่างเช่น เมื่อทางครัวทำกับข้าวที่ข้าไม่ชอบกิน ข้าก็จะวิ่งไปถามศิษย์พี่ที่คุมครัวว่าทำไม
ทำไมวันนี้ถึงไม่ทำผัดมันเส้น[2]ล่ะ ทำไมล่ะๆๆๆ ยืนกรานถามไปหนึ่งชั่วยาม โดยปกติแล้ว วันรุ่งขึ้นบนโต๊ะกินข้าวของพวกข้าก็จะมีผัดมันเส้นโผล่มา เรื่องนี้บอกเราถึงความสำคัญของการใฝ่รู้ ได้รู้จึงเป็นสุข ไม่รู้ก็ไม่เป็นสุข
ตั้งแต่อายุสิบสี่ปีจนถึงอายุสิบเจ็ดปี ระหว่างสามปีนี้ ข้าย้อนนึกอยู่หลายครั้งว่าทำไมตัวข้าถึงได้หลงรักมู่เหยียน ผลสรุปคือภายใต้สถานการณ์ที่ตัวเขาไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้าโดยสิ้นเชิง เขาได้ช่วยชีวิตข้าไว้ติดต่อกันถึงสองครั้งภายในเวลาเจ็ดวัน
จวินเหว่ยเห็นว่าความรักของข้าไม่บริสุทธิ์ ก็แค่พูดเล่นไปอย่างนั้นเอง และความรักที่แท้จริงควรจะไม่มีเหตุผลไม่ถามสาเหตุ แต่ข้าเห็นว่าเหตุผลสำหรับความรัก ก็เหมือนศิลารากฐานสำหรับหอสูง ในโลกนี้ไม่เคยมีหอสูงที่ไม่ต้องการศิลารากฐาน และไม่ควรมีความรักที่ไร้ซึ่งเหตุผล
ความรู้สึกที่ข้ามีต่อมู่เหยียนสร้างขึ้นบนชีวิตสองชีวิต นั่นก็คือ ในโลกนี้นอกจากชีวิตของข้า ก็ไม่ควรมีสิ่งใดบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่ไปกว่ามันอีก จวินเหว่ยไม่สามารถเข้าใจตรรกะของข้าได้ ที่สำคัญเป็นเพราะว่าตัวเขาเองไม่มีตรรกะ
บุญคุณหนึ่งหยดธารน้ำพุทดแทน บุญคุณเท่าธารน้ำพุไม่มีสิ่งใดจะทดแทนได้ ธรรมเนียมของแผ่นดินบูรพาคือ ยามไม่มีสิ่งใดจะแทนคุณได้ โดยปกติแล้วเราจะมอบกายเคียงคู่
หากตอนนั้นข้าได้ตระหนักว่าดอกรักของตัวเองเริ่มแย้มบาน ได้แอบหลงรักมู่เหยียนอยู่เงียบๆ ตั้งแต่ตอนที่เขายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือข้าแล้ว ข้าจะต้องยกตัวเองให้เป็นคู่ครองของเขาอย่างแน่นอน แต่ทว่าในช่วงเวลาอันเหมาะเจาะพอดีนั้น ในตอนที่มือของเขาผละจากดวงตาข้า หัวใจข้าเหมือนรัวกลอง กลับไม่รู้ถึงสาเหตุที่รัวกลอง
ข้าถามเขาว่า “เมื่อกี้นี้ทำไมท่านถึงช่วยข้าล่ะ?”
เขาตอบว่า “เจ้ายังเป็นกูเหนี่ยงน้อย ขอเพียงเป็นบุรุษ ย่อมไม่อาจเห็นเจ้ามีภัยแล้วไม่ช่วย”
ข้าถามว่า “ถ้าข้าคือกูเหนี่ยงใหญ่ล่ะ?”
เขาหมุนตัวจูงข้าเข้าไปในถ้ำ พูดยิ้มๆ ว่า “แบบนั้นยิ่งมิอาจไม่ช่วยเข้าไปใหญ่”
เดิมทีข้ามีโอกาสที่ดีเลิศอยู่ แต่ไม่ได้คว้ามันไว้ ที่เจ็บปวดคือถึงแม้จะสูญเสียโอกาสนี้ไป ข้าก็ยังคงไม่รู้ตัวเลยสักนิด เอาแต่เหม่อมองเรียวปากที่โค้งขึ้นนิดๆ ของเขาอย่างโง่เง่า อึดใจใหญ่ค่อยพูดว่า
“เกอเกอ ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทนท่านได้ ข้าให้ภาพวาดท่านหนึ่งภาพดีไหม? ข้าวาดภาพพอใช้ได้อยู่ ท่านอยากให้ข้าวาดภาพให้ท่านสักภาพไหม?”
แสงสว่างในถ้ำกำลังพอดี เขาเบือนหน้าเล็กน้อยมามองข้า “อ้อ?”
มุมที่เบือนหน้ามากับน้ำเสียงที่พูดล้วนแต่เหมาะเจาะพอดีเสียนี่กระไร
ข้าถูกสะกดให้ตะลึงหลงในบัดดล อดใจไม่อยู่นึกอยากจะแสดงฝีมือต่อหน้าเขาสักยก ไล่หาจนทั่ว น่าเจ็บใจที่ในถ้ำไม่มีพู่กันกับหมึก ถึงจะหยิบถ่านไม้ในกองไฟมาใช้เป็นพู่กัน วาดภาพดินสอถ่านบนกระดาษร่างได้ แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อความสะดวก ข้าได้ตัดกระดาษร่างทั้งหมดเป็นชิ้นกระดาษเท่าฝ่ามือไปหมดแล้ว พอจะฝืนวาดไข่ไก่หนึ่งฟองลงบนนั้นได้ จะวาดภาพคนนั้นลำบากจริงแท้
มู่เหยียนเห็นข้าไล่หาในถ้ำอยู่พักใหญ่ ถือกระดาษร่างปึกหนึ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก ก็พอจะเข้าใจ ไม่ทราบไปเอาแท่งไม้อันหนึ่งมาจากไหน ยื่นให้ข้าพลางพูดว่า
“ใช้เจ้านี่เถอะ ถ้าเจ้าอยากจะใช้ภาพวาดหนึ่งภาพตอบแทนข้าจริงๆ วาดลงบนพื้นก็เหมือนกัน”
ข้าถือแท่งไม้พิจารณาดูอยู่ครู่ใหญ่ ลงมือวาดอย่างสั่นสะท้าน แต่ก็เปรียบดังยอดฝีมือผู้เลิศภพจบแดนด้านการปักลวดลาย ต่อให้เลิศภพจบแดนแค่ไหนก็ไม่มีปัญญาใช้สากเหล็กปักลวดลายบนผ้าได้ ข้าและพวกนางได้ประสบกับความกระอักกระอ่วนแบบเดียวกัน
เจตนาเดิมของข้าคือคิดจะวาดท่วงท่าอันองอาจขณะที่มู่เหยียนเหินทะยานขึ้นกลางอากาศล้มชายชุดดำสองรายด้วยมือเปล่า หลังจากวาดเสร็จ เขาเพ่งพินิจอยู่ครู่ใหญ่ พูดว่า
“นี่วาดภาพอะไรหรือ? เหมือนลิงตัวหนึ่งกระโดดขึ้นไปเด็ดลูกท้อบนต้นท้อ กับเหมือนหมีควายตัวอ้อนแอ้นคิดจะยืนสองขาคว้ารังผึ้ง...”
ในตอนนั้นความทรงจำที่ข้าทิ้งไว้ให้แก่มู่เหยียนคือเช่นนี้เอง กูเหนี่ยงน้อยที่หลงคิดเอาเองว่าตัวเองวาดรูปเก่งมากซึ่งวาดภาพลิงเด็ดลูกท้อกับหมีควายปีนต้นไม้ได้เหมือนกันทุกประการ
ตอนนี้ข้าสามารถใช้แท่งไม้วาดภาพคนดุจมีชีวิตบนพื้นดินได้แล้ว แต่จนปัญญาจะตามหาตัวมู่เหยียนให้พบอีกครั้งจนแล้วจนรอดเพื่อแก้ไขความทรงจำของเขาที่มีต่อข้าให้ถูกต้อง
จวินเหว่ยบอกว่า “บางทีเขาอาจจะเห็นว่าการที่เจ้าวาดสิ่งหนึ่ง แล้วสามารถเหมือนสิ่งใดก็ได้นั้น ช่างมีพรสวรรค์อย่างมากก็ได้นะ”
จวินเหว่ยสามารถมีความคิดแบบนี้ได้ บ่งบอกว่าเขาได้มีแนวคิดแบบมือกระบี่แล้ว แต่จุดที่แตกต่างของการวาดภาพกับการใช้กระบี่อยู่ตรงที่ ถ้าใช้กระบี่ ท่านใช้ออกหนึ่งท่า ในสายตาทุกคนเห็นว่าเป็นกระบวนท่าใดก็ได้ นี่แหละคือหนึ่งท่ากระบี่อันเลิศภพจบแดน แต่การวาดภาพนั้น ท่านวาดของอย่างหนึ่ง ในสายตาทุกคนเห็นว่าเป็นของอะไรก็ได้ ภาพนี้ก็จะขายไม่ออก
ข้ากับมู่เหยียนถูกโชคชะตาบงการ พักอยู่ด้วยกันเกือบหกวัน ในคืนวันที่หก หลังจากข้าหลับแล้ว เขาก็ออกจากถ้ำไป ข้ารออยู่ในถ้ำเพียงลำพังอยู่สี่วัน แต่เขาก็ไม่ได้ย้อนกลับมาอีก สี่วันให้หลังข้าจำเป็นต้องจากไป เหตุผลสำคัญคือช่วงกลางหน้าร้อน คงสภาพศพไว้ได้ยาก บรรดาคนชุดดำที่นอนระเกะระกะอยู่ตรงปากถ้ำพากันเน่าเปื่อย ดึงดูดแมลงวันมาฝูงใหญ่ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมสำหรับมนุษย์อยู่อาศัยให้เลวร้ายอย่างมาก
หากว่าข้ากับเขาได้พบกันในหน้าหนาว ด้วยวัยที่ข้ายังอ่อนเดียงสาไม่รู้เรื่องทางโลกนี้ จะต้องรอต่อไปแบบนี้อย่างแน่นอน จนกว่าข้าจะคิดสาเหตุออกว่าเพราะเหตุใดข้าถึงต้องรอเขา คิดออกแล้วก็ยิ่งมีเหตุผลให้รอต่อไป จนกว่าสักวันหนึ่งเขาจะมา หรือไม่เขาไม่มาไปตลอดกาล แต่นั่นเป็นเรื่องเล่าอีกช่วงหนึ่งแล้ว
ส่วนในความเป็นจริง ข้าได้จากไปแต่เนิ่นๆ พร้อมกับความรู้สึกห่อเหี่ยวนิดๆ
ยามจากไปข้าเข้าใจไปว่า ที่ตัวข้ารอเขาอยู่สี่วัน เพียงเพื่อจะกล่าวลาเขาอย่างเป็นทางการเท่านั้น เห็นได้ชัดว่านี่เป็นความคิดที่ใสซื่อเกินไป
ข้าปลดแอกจิตวิญญาณของตัวเองแต่เนิ่นๆ มากให้หลงรักมู่เหยียน แต่ไม่สามารถปลดแอกสติปัญญาของตัวเองด้วยพร้อมกันให้รับรู้ว่าตัวข้าได้หลงรักมู่เหยียนเข้าให้แล้ว นี่แหละคือสาเหตุที่ข้าคลาดคลากับเขา
เมื่อข้าเดินออกไปจากถ้ำแห่งนี้จนห่างมากพอสมควร แล้วหันกลับไปมอง ค่อยพบว่ามันตั้งอยู่ด้านหลังของภูเขาเยี่ยนหุยนี่เอง
หลังจากนั้นสองปี ด้านหลังของเขาเยี่ยนหุยได้กลายเป็นสถานที่ที่ข้าไปเยือนบ่อยที่สุด และหลังจากที่จวินเหว่ยบังคับให้ข้าอ่านผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดซึ่งเป็นนิยายรักประโลมโลกแนวเขียนด้วยกระแสสำนึก ข้าจึงเข้าใจในที่สุดว่า เหตุใดตัวข้าจึงคิดถึงมู่เหยียนเกือบตลอดเวลา เหตุใดว่างทีไร ข้าเป็นต้องไปเตร็ดเตร่ที่หลังเขาสักหลายรอบ
ที่แท้ข้าเป็นเหมือนกับหญิงสาวในหนังสือ หัวใจรักเริ่มก่อเกิดนั่นเอง สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกับหญิงสาวในหนังสืออยู่ที่ นางรู้จักชายคนรักของนางกระจ่างแจ้งดุจนิ้วบนฝ่ามือตั้งแต่ก่อนที่จิตวสันต์ของนางจะก่อเกิด ส่วนข้าก่อเกิดหัวใจรักต่อมู่เหยียน กลับไม่ได้รู้เลยว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ มีเรือนมีม้าหรือไม่ เรือนกับม้าจ่ายเงินครั้งเดียวหรือผ่อนจ่ายเป็นงวด ในบ้านยังมีพ่อแม่อยู่หรือเปล่า พ่อแม่กับเขาแยกกันอยู่หรือว่าอยู่ด้วยกัน...
ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองหลงรักมู่เหยียน ข้าก็เฝ้าตามหาเขามาโดยตลอด แต่ว่า ราวกับบนโลกไม่เคยมีคนผู้นี้มาก่อน แม้จะใช้เส้นสายทางฝั่งพ่อแม่แท้ๆ ของข้าเข้าช่วย ก็หาเขาไม่พบ
เดิมทีข้าคิดว่าเขาอาจจะเป็นคนแคว้นเฉิน แต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนสัญชาติกันได้ง่ายยิ่งกว่าเปลี่ยนผู้หญิงเสียอีกนี้ วันนี้เขาอาจจะถือแคว้นเฉินเป็นบ้าน แต่พรุ่งนี้ได้มาเป็นพลเมืองของแคว้นเว่ยข้าก็เป็นได้ สรุปว่าความคิดที่จะเริ่มลงมือตามหาจากสัญชาติเป็นอันล่มไป
แต่นอกจากสัญชาติแล้ว ก็ไม่มีเบาะแสใดๆ อีก ตอนนี้มาย้อนนึกถึงวัยแรกรุ่นของเมื่อสมัยข้ายังมีชีวิต ช่วงวัย ๑๕-๑๖ ปีที่ดีงามที่สุด กลับผ่านพ้นไปโดยยุ่งวุ่นวายอยู่กับการตามหาอย่างไร้จุดหมายทั้งนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การตามหานี้ยังไร้ผลลัพธ์โดยสิ้นเชิงอีกด้วย ทำให้ถึงตายก็ตายตาไม่หลับ
ต้นเฟิงที่ด้านหลังเขาถูกเกล็ดน้ำค้างฤดูใบไม้ร่วงย้อมแดงฉานไปสองรอบ ข้ามีชีวิตมาจนอายุได้สิบหกปี
เล่าลือกันว่าก่อนข้าอายุสิบหกปีห้ามสัมผัสสิ่งของในราชวงศ์ ไม่อย่างนั้นจะประสบเคราะห์ร้ายถึงแก่ชีวิต ด้วยเหตุนี้เสด็จพ่อจึงทรงฝากข้าไว้กับอารามวาจาพิสุทธิ์ มุ่งหวังให้ข้ารอดพ้นจากเคราะห์กรรม
ข้าสามารถรอดชีวิตผ่านพ้นวัยสิบหกปีมาได้อย่างราบรื่น ทุกคนต่างดีใจมาก เห็นว่าไม่มีเภทภัยในภายหลังอีก วันรุ่งขึ้นจึงมีทูตมุ่งหน้ามารับตัวข้ากลับวังหลวงทันที
ตอนจะจากลา ข้ากับจวินเหว่ยหลั่งน้ำตาโบกมือลาต่อกัน ข้าฝากเสี่ยวหวงไว้ให้เขาดูแล เนื่องจากเสี่ยวหวงต้องการป่าเขา แต่วังหลวงแคว้นเว่ยคือกรงขัง
เวลานี้ จวินซือฝุผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงต้องออกจากลัทธิจวินอวี่มาเร้นกายอยู่ละแวกใกล้เคียงอารามวาจาพิสุทธิ์ได้พาจวินเหว่ยกลับสู่ตระกูลคืนสู่ลัทธิ ทั้งยังรับช่วงสืบต่อลัทธิจวินอวี่กลายเป็นเจ้าลัทธิ ซึ่งหมายความว่า ในฐานะเจ้าลัทธิน้อยของลัทธิจวินอวี่ จวินเหว่ยได้มีเงินมากพอแล้ว สามารถแบกรับค่าอาหารของเสี่ยวหวงตามลำพังได้แล้ว ข้ากับจวินเหว่ยสัญญากันว่า เขาจะพาเสี่ยวหวงมาพบข้าหนึ่งครั้งทุกเดือน ส่วนค่าเดินทางให้เขาจัดการเอาเอง
เสด็จพ่อทรงแต่งตั้งข้าเป็นเจ้าหญิงเหวินชาง ใช้สิ่งนี้บ่งบอกว่าข้าคือเจ้าหญิงที่มีการศึกษาสูงที่สุดในทั่วทั้งวังหลวงแคว้นเว่ย แต่ซือฝุมักจะบ่นอยู่เสมอว่า ข้าร่ำเรียนมาสิบสี่ปี เรียนรู้ได้แค่หนึ่งในห้าของความรู้ความสามารถทั้งหมดของท่านเท่านั้น เมื่อมองจากการนี้ ระดับการศึกษาเพียงแค่นี้ของข้ายังอุตส่าห์ถูกบอกว่ามีการศึกษาสูงมากได้ แสดงว่าทุกคนต่างไม่มีการศึกษากันเลย
เหนือข้าขึ้นไปมีพี่ชายสามคนพี่สาวสิบสี่คน ปัญหายากเย็นที่กวนใจข้าอยู่ตลอดคือ พวกเขาแต่ละคนน่าจะคู่กับฟูเหริน[3]คนไหนในวังหลังของเสด็จพ่อ
พี่ชายทั้งสามคนแต่ละคนต่างมีความคิดอ่านอย่างมาก ที่ทำให้เสด็จพ่อทรงรู้สึกปวดเศียรคือ พี่ชายใหญ่มีความคิดอ่านต่อโคลงฉันท์กาพย์กลอนอย่างมาก พี่ชายรองมีความคิดอ่านต่อผู้หญิงอย่างมาก พี่ชายสามมีความคิดอ่านต่อผู้ชายอย่างมาก สรุปคือไม่มีเลยสักคนที่มีความคิดอ่านต่อเรื่องบริหารบ้านเมืองปราบปรามทั่วหล้า
ทุกครั้งที่เสด็จพ่อทอดพระเนตรพวกเขา เป็นต้องขมวดขนงอย่างกลุ้มพระทัย มีแต่ไปยังวังหลังสัพยอกหยอกเย้ากับบรรดาฟูเหรินสักครู่ จึงค่อยบรรเทาความกลุ้มพระทัยได้ชั่วคราว
ตอนแรกที่ข้ากลับวังหลวง ความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ในยุคสมัยที่เหล่าจ้าวแคว้นแก่งแย่งอำนาจ เหล่าผู้เหี้ยมหาญลุกฮือก่อการ ทั่วหล้าต่างปั่นป่วนวุ่นวายนี้ แคว้นที่เน่าสนิทตั้งแต่ภายในยันภายนอกแบบนี้ กลับยังคงสามารถซุกหลบมุมยืดวันตายอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้ จัดว่าสวรรค์ช่างไร้เนตรโดยแท้
หากว่าข้าไม่ใช่ชาวแคว้นเว่ย จะต้องแนะนำอย่างแข็งขันให้ทางการมาบุกโจมตีแคว้นเว่ยอย่างแน่นอน มันช่างถูกตีแตกได้ง่ายดายเอามากๆ จริงๆ
เมื่อก่อนข้าไม่ได้เชื่อความฝันนั้นของเสด็จพ่อกับหลวงจีนฉางเหมินในฝันของท่าน หากว่าชะตาชีวิตจะต้องถูกสิ่งที่ว่างเปล่าบงการ อย่างน้อยสิ่งที่ว่างเปล่านี้ต้องยิ่งใหญ่จนสามารถปรากฏเป็นรูปธรรมได้ อย่างเช่นศรัทธา อย่างเช่นอำนาจ แต่ไม่ใช่ห้วงฝัน ถึงอย่างนั้นดวงชะตาลิขิตว่าข้าต้องประสบเคราะห์ร้ายถึงแก่ชีวิต ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ถึงจะหนีก็หนีไม่พ้นจริงๆ
ข้าตายตอนเหมันต์อันหนาวเหน็บของปีที่อายุได้สิบเจ็ดปี
ปีนั้น แคว้นเว่ยแล้งหนัก จากเมืองฮั่นเหอทางเหนือสุดจรดเมืองอิ่นจีทางใต้สุด ซากศพอดตายเกลื่อนกลาด ชาวบ้านอดอยากยากแค้น ผืนดินของแคว้นเหมือนแผ่นขนมเปี๊ยะเหลืองเกรียม ทอดตัวอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตวน เฝ้ารอให้ผู้มีศักยภาพมาตัดแบ่ง
และในวันนั้น ทัพใหญ่แสนนายของแคว้นเฉินได้ตั้งขบวนอยู่ที่นอกเมืองหลวง ชุดเกราะที่ดำทะมึน คมอาวุธที่เป็นประกาย พวกเขามาพิชิตแคว้นเว่ย มายุติการปกครองแคว้นเว่ยยาวนานแปดสิบหกปีของตระกูลเยี่ย
ซือฝุได้ลาโลกไปเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้ ก่อนลาโลกก็ยังคิดหาวิธีช่วยแคว้นเว่ยไม่ออก ข้าเป็นศิษย์สายตรงของท่าน นั่นหมายความว่า แนวคิดของเราเป็นแนวคิดสายเดียวกัน ท่านคิดหาวิธีไม่ออก ข้ายิ่งคิดหาวิธีไม่ออกเข้าไปใหญ่
เมื่อแรกกลับมาวังหลวง ข้าคิดว่าเป็นภาระหน้าที่ของข้า จึงทุ่มเทเวลาเขียน “ฎีกาทักท้วงเว่ยกง” หนึ่งเล่มทูลถวาย แสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่อระบบการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน
ผลตอบรับเพียงหนึ่งเดียวที่ได้มาคือ เสด็จพ่อทรงลูบศีรษะข้าบอกข้าว่า ตัวหนังสือเหล่านี้ของเจ้าเขียนได้ไม่เลวเลย หลังจากนั้นได้กักบริเวณข้า
เพียงเพราะแคว้นเว่ยเป็นแคว้นที่เขยิบไปอยู่ยังชายขอบบนแผนที่ของต้าฉาว แม้แต่สายลมวสันต์[4]แห่งการเมืองของนครหลวงซึ่งโชยพัดบนแผ่นดินที่ผ่านการบุกเบิกทอดยาวเหยียดเป็นหลายล้านหมู่มาแปดสิบหกปียังไม่อาจพัดมาถึงแคว้นเว่ยได้
ถึงแม้ในนครหลวง ผู้หญิงจะสามารถเป็นขุนนางได้แล้วก็ตาม ผู้หญิงของแคว้นเว่ยกลับห้ามแทรกแซงการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร ประกอบกับเราเป็นแคว้นที่บุรุษไถนาสตรีทอผ้า การนี้ส่งผลให้โดยปกติแล้วผู้หญิงมีคุณสมบัติเพียงสองข้อ ทอผ้ากับคลอดลูก
ในยามที่แคว้นใกล้จะสิ้นสภาพความเป็นแคว้น ในที่สุดเสด็จพ่อก็คิดจะฟังความเห็นของข้าสักนิด แต่เวลานี้ข้าได้หมดสิ้นความเห็นใดๆ คำแนะนำเดียวที่ให้ไปคือ ทุกคนจงกินอาหารอร่อยๆ กันให้มากๆ หน่อย รอถึงตอนที่แคว้นแตกก็มาพลีชีพเพื่อแคว้นด้วยกันเถิด ด้วยเหตุนี้ข้าจึงถูกเสด็จพ่อกักบริเวณอีกครั้ง
เสด็จพ่อทรงลูบเคราตรัสสุรเสียงสั่นสะท้านว่า
“ช่างโตมาในดอยเถื่อนแต่เล็กแต่น้อยจริงๆ ในฐานะเจ้าหญิงของแคว้น เจ้าไม่มีความรู้สึกผูกพันต่อแคว้นของเจ้าเองแม้แต่น้อยเลยเชียวหรือ?”
หลังจากเสด็จพ่อตรัสตำหนิไปหนึ่งยก ชื่อเสียงเรื่องความเลือดเย็นไร้น้ำตาของข้าได้แพร่กระจายไปทั่วกลุ่มพระญาติพระวงศ์อย่างรวดเร็ว บรรดาพี่ชายพี่สาวทุกคนพากันถอนหายใจ
“เจินเอ๋อร์ เจ้าร่ำเรียนหนังสือมาตั้งมากตั้งมาย กลับไม่รู้คุณธรรมในตำรา เจ้าใจจืดใจดำอย่างนี้ ช่างเสียทีที่เสด็จพ่อทรงเอ็นดูเจ้านัก”
นี่ช่างเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งจริงๆ ตอนที่เดิมทีควรจะทำตัวจริงจัง ทุกคนพากันทำตัวเหลวไหล เมื่อบทลงเอยถูกกำหนดแน่ชัด ในที่สุดก็สามารถทำตัวเหลวไหลได้อย่างชอบธรรมเสียที ทุกคนกลับพากันแสร้งทำตัวจริงจังเสียนี่
ถ้าสามารถรักษาการแสร้งทำตัวจริงจังนี้เอาไว้ได้จนถึงช่วงเวลาสุดท้าย ยังถือว่าน่าสรรเสริญชื่นชมอยู่หรอก แต่เห็นได้ชัดว่าทุกคนทำไม่ได้ ถึงอย่างนั้นในฐานะพระราชวงศ์ เดิมทีพวกเขาควรจะทำได้
ในความเข้าใจของข้า ราชวงศ์กับแคว้นคือหนึ่งเดียวกัน หากแคว้นแตก จ้าวแคว้นและพระราชวงศ์ไม่มีเหตุผลที่จะไม่พลีชีพเพื่อแคว้น
เจ็ดค่ำเดือนเหมันต์ วันนั้น ท้องฟ้ามีเงาทะมึนสีขาวซีด
กองทัพแคว้นเฉินล้อมเมืองไม่ถึงสามวัน เสด็จพ่อก็เลือกยอมจำนน
ไม่มีแคว้นไหนจะเป็นเหมือนแคว้นเว่ยอีก ล่มสลายได้เงียบสงบถึงเพียงนี้
การบันทึกเกี่ยวกับการสิ้นชาติในตำราเหล่านั้น อย่างเช่นกษัตริย์เผาตัวตาย ข้าราชบริพารแขวนคอตาย เจ้าชายเจ้าหญิงลอบหนีไป ไม่ได้พบเจอโดยสิ้นเชิง มีแค่บรรดาสนมนางในที่แตกตื่นโกลาหลกันอยู่ชั่วครู่ เพราะหลังจากแคว้นดับสูญ พวกนางจะไม่สามารถใช้ชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อแบบนี้ได้อีก แต่จะอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีออกจากวังหลวงนั้น นอกเสียจากพลัดเข้าสู่แหล่งโลกีย์ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถอยู่รอดได้เลย อย่าว่าแต่วังหลวงไม่ได้ชุลมุนวุ่นวายสักนิด ทุกอย่างต่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีปัจจัยให้หนีออกไปได้โดยสิ้นเชิง พวกนางคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจเผชิญหน้าอย่างเยือกเย็น
หลังจากขันทีมาแจ้งข่าวคราวล่าสุด ข้าสวมชุดหรูหราฟุ้งเฟ้อที่สุดในชีวิตชุดหนึ่ง เล่าขานกันว่าชุดนี้ทอจากด้ายขนนกซึ่งทำมาจากขนอ่อนนกยางเปียแปดสิบเอ็ดตัวฟั่นด้วยมือ ขาวพิสุทธิ์ไร้มลทิน ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวอยู่ที่เหมือนชุดไว้ทุกข์เกินไป ปกติยากมากจะมีโอกาสได้สวมใส่
ยามอู่สามเค่อ[5] บนหอเหนือประตูเมือง[6] ธงยอมจำนนสีขาวสะบัดพัดแรงอยู่กลางสายลม ท้องฟ้ามีฝนพรำ
แคว้นเว่ยแล้งฝนมาหลายเดือน การแล้งฝนคือบทโหมโรงแห่งการดับสูญของแคว้น ในตอนที่แคว้นดับสูญกลับมีฝนโปรยส่งศพ
ข้าย่างเท้าขึ้นสู่กำแพงเมือง ไม่ได้พบการขัดขวางแต่อย่างใด แม่ทัพนายกองสามหมื่นนายภายในเมืองถอดชุดเกราะทรยศหันอาวุธใส่ สีสันของอาวุธดูแล้วต่างหมองประกายกว่าอาวุธของทัพเฉินอยู่หลายส่วน
อาวุธคือสิ่งที่งอกขยายจากขวัญทหาร บ้านเมืองแตกพินาศ กลับไม่อาจเสี่ยงชีวิตสู้ประจัญ บรรดาแม่ทัพนายกองต่างร่อแร่ใกล้ตาย ส่วนอาวุธต่างตายไปหมดแล้ว
กำแพงเมืองนี้ก่อสร้างเสียสูงปานนี้ จ้าวแคว้นผู้สร้างกำแพงเมืองทรงคิดว่า กำแพงเมืองที่สูงตระหง่านให้ความรู้สึกแข็งแกร่งไม่อาจทำลายแก่ผู้คน ความสูงใหญ่คือพลัง กระนั้นพลังที่เป็นรูปธรรมแบบนี้ ไม่อาจสู้ประโยคเดียวได้
ไม่อาจสู้คำพูดของเว่ยกงองค์ปัจจุบันที่ว่า “พวกเรายอมจำนนเถอะ” ได้
ทอดสายตามองไป แผ่นดินใต้ปกครองของแคว้นเว่ยมองไม่เห็นสุดปลาย เหนือเส้นขอบฟ้ามีหมู่เมฆดำทะมึนจู่โจมตรงมา ละอองฝนถูกลมพัดจนพลิ้วละล่อง ตกกระทบใบหน้าดุจเส้นด้าย กองทัพแคว้นเฉินที่ดำทะมึนเป็นผืนใหญ่ตั้งขบวนอย่างเคร่งขรึมอยู่เบื้องล่างหอเหนือประตูเมือง
มองดูผืนแผ่นดินของแคว้นที่ใต้เท้านี้เป็นครั้งสุดท้าย เดิมทีมันควรจะเป็นท้องทุ่งอันอุดมสมบูรณ์ ทวยราษฎร์ของแคว้นเว่ยได้ทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุขบนผืนแผ่นดินแห่งนี้
เสียงฝีเท้าซวนเซดังมาจากด้านหลัง เสด็จพ่อตรัสสุรเสียงแหบพร่า “เจินเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไร?”
ชั่วคืนเดียว ดวงพักตร์ของท่านยิ่งดูแก่ชรา ทรงมีอายุแล้ว เดิมทีก็ชราอยู่แล้ว หากแต่บำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ก่อนหน้านี้พวกเราแสร้งทำเป็นยอมรับมาโดยตลอดว่าท่านยังทรงหนุ่มแน่นนัก แต่ยามนี้ ได้มาถึงขั้นแม้แต่เสแสร้งยังเสแสร้งต่อไปไม่ไหวอีก
ความจริงแล้วข้าไม่มีอะไรจะพูด แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พูดเสียหน่อยก็ไม่กระไร
เสด็จพ่อมีขันทีช่วยประคองอยู่ โงนเงนจวนจะล้ม ข้าเรียบเรียงถ้อยคำอยู่ในใจครู่หนึ่ง เอ่ยปากถามว่า
“เสด็จพ่อยังจำเจ้าอารามวาจาพิสุทธิ์ ท่านฮุ่ยอีซือฝุของหม่อมฉันได้หรือไม่?”
ท่านพยักหน้าช้าๆ
ลมโหมพัดจนชุดสะบัดไหว เผลอนิดเดียวได้พัดกระชากเสียงจนแตกกระจาย จำเป็นต้องตะเบ็งเสียงดังขึ้น
สามทัพล้วนเคร่งขรึม ข้ากระชับชุดกระโปรงแน่น พูดอย่างจริงจัง
“ซือฝุสอนสั่งเยี่ยเจินถึงคุณธรรมแห่งพระราชวงศ์ บอกกล่าวตักเตือนอยู่บ่อยครั้งว่าราชวงศ์คือศักดิ์ศรีของแคว้น ศักดิ์ศรีของราชวงศ์ก็คือศักดิ์ศรีของแคว้น จักเหยียบย่ำแม้เพียงนิดหาได้ไม่ กระนั้นยามที่เสด็จพ่อทรงยื่นสารยอมจำนน ทรงได้มองว่าพระองค์เองคือศักดิ์ศรีของแคว้นหรือไม่?
“หากว่าเยี่ยเจินคือประมุขของแคว้น จะไม่มีทางยอมแพ้โดยไม่สู้ ทำให้แคว้นต้องอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้โดยเด็ดขาด เสด็จพ่อย่อมจะตรัสได้ว่าที่ทรงทำเช่นนี้เพื่อให้ทวยราษฎร์แคว้นเว่ยเลี่ยงพ้นภัยสงคราม แต่วันนี้แคว้นเฉินมาตั้งทัพอยู่หน้าเมืองหลวง จากริมฝั่งแม่น้ำตวนถึงเมืองหลวง ตลอดทางล้วนแต่เหยียบย่ำโครงกระดูกของทวยราษฎร์แคว้นเว่ยเรา แม่ทัพนายกองสามหมื่นนายภายในเมืองถอดชุดเกราะโดยพร้อมเพรียง ไม่ได้รู้สึกผิดต่อทวยราษฎร์แคว้นเว่ยที่ตายเพื่อแคว้นเลยเทียวหรือ?
“ผู้อยู่ ณ ที่นี่ในวันนี้ล้วนมิใช่ชายชาติอาชาไนยของแคว้นเว่ยเรา ชายชาติอาชาไนยผู้มีเลือดรักชาติของแคว้นเว่ยต่างล่วงหน้าหนึ่งก้าวไปสู่ปรภพ ฝังร่างในยมโลกแล้ว แม้เยี่ยเจินจะเติบใหญ่ในป่าดอยแต่ยังเยาว์ ในเมื่อโลหิตที่ไหลเวียนอยู่คือขัตติยโลหิต ย่อมเป็นตัวแทนศักดิ์ศรีของแคว้น เสด็จพ่อทรงนำพระราชวงศ์ยอมจำนนต่อแคว้นเฉิน เยี่ยเจินกลับไม่อาจทำได้โดยเด็ดขาด
“หากเยี่ยเจินเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา วันนี้ยอมศิโรราบภายใต้กองทัพของแคว้นเฉิน ย่อมไม่มีวาจาใดจะกล่าว แต่เยี่ยเจินคือเจ้าหญิงของแคว้น...”
ฟ้าคำรามกึกก้อง ห่าฝนเทกระหน่ำลงมา ข้าหมุนตัวไปเห็นที่ด้านล่างหอเหนือประตูเมือง ไม่ทราบมีคุณชายสวมอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร รูปร่างราวกับมู่เหยียน พอกะพริบตา ก็เหมือนจะเลือนหายไปท่ามกลางม่านฝนอันไร้ที่สิ้นสุด
เสด็จพ่อตรัสอย่างร้อนพระทัย
“เจ้าเป็นเจ้าหญิงแล้วยังไงเล่า เจ้าลงมาก่อน...”
ฝนห่านี้ช่างสาดเทได้ถึงแก่นโดยแท้ ถ้าครึ่งปีก่อนมีห่าฝนแบบนี้ด้วย แคว้นเว่ยยังจะสิ้นชาติอย่างรวดเร็วแบบนี้อีกหรือไม่? เห็นได้ชัดว่าย่อมจะมีลิขิตสวรรค์อยู่กลายๆ
ข้าลูบน้ำฝนบนใบหน้า เงยศีรษะขึ้นมองท้องฟ้าอันสูงลิบ ชั่วขณะนั้นความรู้สึกสะท้อนใจนับหมื่นพันได้พลุ่งขึ้น สามารถใช้หนึ่งประโยคมาสรุป
“แคว้นตาย เยี่ยเจินตาย แต่เดิมนี่ควรจะเป็น...ศรัทธาของเจ้าหญิง”
ข้าร่วงตกลงมาจากหอเหนือประตูเมือง นึกถึงซือฝุที่ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่ตลอดกลัวว่าจะสอนข้าจนกลายเป็นนักปรัชญา กลัวสิ่งใดมักจะได้สิ่งนั้นจริงๆ สุดท้ายข้าก็กลายเป็นนักปรัชญาอยู่ดี เดินเข้าสู่กรงที่ตัวเองสร้างให้แก่ตัวเอง สุดท้ายใช้ความตายเป็นการปิดฉาก เรื่องที่เสียดายเพียงเรื่องเดียวในชีวิตนี้ คือไม่อาจได้พบหน้ามู่เหยียนอีกครั้ง
คืนวันนั้น แสงดาวพราวพร่าง เขาอุ้มข้าขึ้นมา ระหว่างแขนเสื้อมีกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยอยู่จางๆ
เขาพูดว่า “ยายหนูที่ร้ายกาจนัก ข้าช่วยชีวิตเจ้า เจ้ากลับเนรคุณรึ”
เขาพูดว่า “อันว่าระดู หมายถึงการที่มดลูกมีเลือดออกมาอย่างมีกฎเกณฑ์ มีช่วงเวลาประจำ...”
เขาพูดว่า “เจ้ายังเป็นกูเหนี่ยงน้อย ขอเพียงเป็นบุรุษ ย่อมไม่อาจเห็นเจ้ามีภัยแล้วไม่ช่วย”
เขาพูดว่า “นี่วาดภาพอะไรหรือ? เหมือนลิงตัวหนึ่งกระโดดขึ้นไปเด็ดลูกท้อบนต้นท้อ กับเหมือนหมีควายตัวอ้อนแอ้นคิดจะยืนสองขาคว้ารังผึ้ง...”
บางทีเขาอาจจะลืมข้าไปนานแล้ว มีเมียหลวงเมียน้อยเป็นฝูง มีลูกเต้าแล้วหลายโหล ไม่ได้รู้ว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังตามหาตัวเขาอยู่ตลอด ก่อนตายก็ยังคงคิดถึงเขา
เสียงสะอื้นไห้ของเหล่าแม่ทัพนายกองแว่วมาในสายลม ผสมเสียงซ่าซ่าของสายฝน ข้าได้ยินเสียงเพลงประจำกองทัพที่เหล่าทหารเฝ้าชายแดนมักจะร้องอยู่บ่อยครั้งเพลงหนึ่ง ท่วงทำนองอันลุ่มลึกหนักแน่น ท่ามกลางห่าฝนอันหดหู่ยิ่งฟังดูหดหู่เป็นเท่าทวี
ข้านอนอยู่บนพื้น ลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกว่าชีวิตกำลังรั่วไหลจากไป มีเสียงฝีเท้าหยุดลงที่ข้างกาย มือข้างหนึ่งลูบแก้มของข้า จมูกเหมือนได้กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมย แต่จำแนกได้ยากเย็นเสียแล้วว่าประสาทหลอนไปเองหรือเปล่า
ข้าดิ้นรนพูดออกมาว่า “เกอ...เกอ”
มือบนแก้มสั่นกระตุก
ข้าไม่อาจเติบโตเช่นเจ้าหญิง กลับได้ตายไปเช่นเจ้าหญิง
ข้าตายในวันเจ็ดค่ำเดือนเหมันต์นี้เอง เคียงคู่ด้วยเพลงไว้อาลัยของแคว้นเว่ย
“ดาวหมองเดือนสว่าง บ้านอยู่ห่างไกลแสนไกล ดอกเหมยร่วงวันใด ส่งข้ากลับไปบ้านเกิด...”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] กูเหนี่ยง คือคำเรียกหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานอย่างสุภาพ แปลได้ว่า แม่นาง
[2] คือมันฝรั่งหั่นเป็นเส้นเล็กๆ นำมาผัด (ดูภาพที่ x หน้า x)
[3] ฟูเหริน แปลว่า ภรรยา ในเรื่องนี้ใช้เรียกทั้งภรรยาของจ้าวแคว้น และภรรยาของขุนนางคหบดี
[4] “สายลมวสันต์” ใช้เปรียบถึงบรรยากาศอันปรองดอง, พระมหากรุณาธิคุณ
[5] ยามอู่สามเค่อ คือเวลา 11:45 น.
[6] หอเหนือประตูเมือง (ดูภาพที่ x หน้า x)