หัวข้อ : บทที่สอง

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:33

บทที่สอง

 
หลังจากข้าตาย กล่าวกันว่า ซูอวี้ รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินมีบัญชาให้จัดพิธีศพของข้าอย่างยิ่งใหญ่ พิธีนำศพลงโลงและเคลื่อนศพสู่สุสานล้วนยึดตามธรรมเนียมสำหรับเจ้าหญิง

แต่เดิมวันรุ่งขึ้นเสด็จพ่อเสด็จแม่ต้องถูกคุมตัวไปยังเมืองเฮ่า...เมืองหลวงของแคว้นเฉิน เนื่องจากเสียเวลากับพิธีศพของข้า จึงเลื่อนออกไปหนึ่งวัน

ตอนเคลื่อนศพสู่สุสาน บรรดาพระญาติพระวงศ์ต่างถูกร้องขอให้มาชมพิธี หลังจากนั้นต้องเขียนความรู้สึกที่มีต่อพิธีนี้หนึ่งบท ไม่ว่าใครต่างไม่กล้าไม่มา ส่วนบรรดาชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ในเมืองหลวงก็แห่กันไปมุงดูด้วย จนทำให้ในวันนั้นถนนช่วงจากวังหลวงไปจนถึงสุสานหลวงเกิดการจราจรติดขัดอย่างที่ร้อยปียากจะพบเห็น คนที่อาศัยอยู่สองฟากถนนอยากจะข้ามถนนใหญ่ไปกินบะหมี่ที่ฝั่งตรงข้ามยังทำไม่ได้ ทุกคนต่างรู้สึกจนใจกันถ้วนหน้า

แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ข้าไม่รู้โดยสิ้นเชิง จวินซือฝุเป็นผู้บอกข้าในภายหลังทั้งนั้น ท่านได้ทราบข่าวตอนที่แคว้นเว่ยถูกล้อมเมือง จึงพาจวินเหว่ยเร่งรุดมาพาข้าจากไป แต่คาดไม่ถึงว่าข้าจะพลีชีพเพื่อแคว้น รอนแรมเดินทางไกลพันหลี่จากแคว้นเฉินมาถึงเมืองหลวงแคว้นเว่ย ก็พบกับศพข้ากำลังถูกเคลื่อนสู่สุสานพอดี

เวลานั้นข้านอนอยู่ในโลงไม้มะเกลือ เป็นคนที่ตายไปแล้ว ด้านหลังโลงศพเสียงโศกสลดของสั่วน่าดังไม่ขาดสาย ใต้ท้องฟ้าอันมืดครึ้ม กระดาษเงินขาวโพลนกำใหญ่ถูกโปรยปราย

จวินซือฝุบอกว่า “แคว้นเว่ยรับพระราชทานศักดินามาแปดสิบหกปี เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นพิธีฝังศพของเจ้าหญิงจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการอย่างนี้”

แต่ข้าคิดว่า นั่นไม่ใช่ขบวนพิธีของข้า นั่นคือขบวนพิธีของงานศพแคว้น และการตายของแคว้นหนึ่งนั้น พิธีจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหนก็คู่ควรทั้งนั้น

จวินซือฝุคือยอดคนเหนือโลกีย์ แค่จากที่ท่านเร้นกายอยู่ยังเขาเยี่ยนหุยมาหลายปีปานนี้โดยไม่ถูกสัตว์ป่าตัวใดเขมือบเอา เราก็ดูเรื่องนี้ออกได้แล้ว เขาเยี่ยนหุยคือเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแบบธรรมชาติอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันทั้งต้าฉาว มักจะมีสัตว์แปลกประหลาดเหลือเชื่อโผล่มาทำร้ายคนถึงชีวิตอยู่เนืองๆ

ตั้งแต่ข้าได้รู้จักจวินซือฝุเป็นต้นมา ก็ถือท่านเป็นแค่ยอดคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านจะยอดเสียจนสามารถทำให้คนที่สิ้นลมไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพได้

นี่คือไสยศาสตร์อวิชชา ฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ ลองคิดดูเถอะว่า ท่านอุตส่าห์ฆ่าศัตรูคนหนึ่งตายไปจนได้ ผลคือฝ่ายนั้นดันยังสามารถฟื้นคืนชีพมาให้ท่านฆ่าอีกหนได้ จะให้ท่านทำใจได้ยังไง

แต่สุดท้ายแล้ว เรื่องอันมหัศจรรย์นี้ได้เกิดขึ้นกับตัวข้าเอง ได้แต่ถือว่าเป็นอีกเรื่อง เพราะการปฏิเสธมันคือการปฏิเสธตัวข้าเอง

 

ในวันนี้ที่ข้าฟื้นคืนชีพจากความตาย รู้สึกว่าตัวเองหลับสนิทไปนานมาก และลืมตาตื่นขึ้นในคืนอันสลัวมัวของฤดูหนาว

มองออกไปทางหน้าต่าง ดวงจันทร์ลอยประดับเหนือยอดไม้ เป็นเพียงดวงรัศมีสีเหลืองอ่อน รอบด้านเงียบสงัด ได้ยินเสียงนกร้องเสียงสองเสียงนานๆ ครั้ง

ข้านึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวข้าตกลงมาจากบนกำแพงเมือง สูงตั้งขนาดนั้น คิดถึงว่าอย่างนี้แล้วยังสามารถช่วยให้รอดตายได้อีก วิชาแพทย์ในปัจจุบันช่างเจริญก้าวหน้าจริงแท้

จวินซือฝุนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลิกเปิดตำราโบราณเล่มหนึ่ง จวินเหว่ยฟุบสัปหงกอยู่กับโต๊ะ ไฟตะเกียงดุจเม็ดถั่ว พวกเขาต่างไม่ได้สังเกตเห็นข้า

เหลือบสายตาขึ้นก็มองเห็นดอกบัวขาวบนม่านเตียง ข้าพูดว่า “ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือ?”

เงียบกริบไปชั่ววูบ จวินซือฝุวางตำราลงทันที ตกลงบนโต๊ะ เสียงดังตุบ ถามว่า “อาเจิน นั่นเจ้าพูดอยู่หรือ?”

จวินเหว่ยตกใจตื่นเพราะเสียง ยกมือขึ้นขยี้ตา

ข้าอ้าปาก เปล่งเสียงพยางค์เดียวออกมา “อืม”

จวินเหว่ยคงท่ายกมือไว้ มองข้าอย่างตกตะลึง “อาเจิน?”

ข้าไม่ว่างไปสนใจจวินเหว่ย เพราะจวินซือฝุได้ก้าวสองก้าวมาถึงตรงหน้า ยื่นนิ้วมือมาหยั่งดูลมหายใจข้า แล้วจับเส้นชีพจรของข้าตรวจดูอย่างละเอียด

เนิ่นนาน ท่านพูดระคนทอดถอน

“ไข่มุกเงือกนั่นคือวัตถุเทพอันล้ำค่าไร้ที่เปรียบจริงๆ อาเจิน เจ้าเจ็บหรือเปล่า?”

ข้าส่ายหน้า “ไม่เจ็บ”

จวินซือฝุหัวเราะเจื่อนๆ “บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ยังไม่เจ็บ ข้าเป็นคนทำให้เจ้ากลับมาเอง แต่เจ้าได้ตายไปแล้ว เจ้าจะไม่เจ็บอีกต่อไป ข้าตัดสินใจเอาเองโดยพลการ เจ้าอยากจะฟื้นขึ้นมาไหม?”

ข้ามองจวินซือฝุ ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา พยักหน้าพูดว่า

“อยากสิ”

 

นี่ไม่ใช่การฟื้นคืนชีพ เยี่ยเจินได้ตายไปแล้ว

ทุกเรื่องราวล้วนมีกรรมกำหนด และนี่คือกรรมของข้า

หลังจากมนุษย์ตายแล้ว สายใยแห่งจิตจะค่อยๆ กระจายสลายไป สุดท้ายจะดับสูญ นี่คือตำนานของจิ่วโจว เมื่อก่อนข้าคิดว่ามันก็เป็นแค่ตำนาน จนกระทั่งตัวเองได้ตายเองมาหนึ่งครั้ง จึงค่อยรู้ว่าตำนานก็มีที่น่าเชื่อถืออยู่เหมือนกัน

สามวันหลังจากฝังศพ จวินซือฝุฉวยโอกาสกลางดึกแอบแฝงตัวเข้าไปในสุสานหลวง งัดข้าออกมาจากในโลงบรรทุกกลับเขาจวินอวี่ เวลานั้น เศษเสี้ยวที่เหลือของสายใยแห่งจิตยังคงยึดครองอยู่ภายในร่างไม่อาจจากไปได้ จวินซือฝุนำวัตถุศักดิ์สิทธิ์ประจำลัทธิเย็บใส่เข้าไปในร่างที่พังยับเยินของข้า นั่นคือไข่มุกเงือกอันสุกสว่างลูกหนึ่ง ใช้เพื่อดูดซับเศษเสี้ยวดวงจิต เพื่อให้มันไม่อาจไปจากเจ้าของร่างได้ตลอดกาล

โดยพื้นฐานแล้วนี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงสภาพการตายประเภทหนึ่งเท่านั้น นอกจากเคลื่อนไหวได้นึกคิดได้ ข้ากับคนตายก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันแล้ว

ร่างกายนี้ไม่อาจเติบโตได้อีก ข้าไม่มีลมหายใจ ไม่มีประสาทรับกลิ่นและประสาทรับรส ไม่ต้องพึ่งการกินอาหารเพื่อให้มีชีวิตรอด และไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ

ตรงตำแหน่งอกซ้ายนี้ ที่เต้นอยู่ไม่ใช่หัวใจอุ่นๆ แต่เป็นแค่ไข่มุกลูกหนึ่ง นอนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น มีประกายสุกสว่าง แต่เย็นเฉียบดุจก้อนน้ำแข็ง ทำให้ข้าหนาวง่ายเป็นพิเศษ

แต่สามารถลืมตาขึ้นมามองดูโลกนี้อีกครั้งได้ ย่อมจะดีอยู่แล้ว

ข้าไม่ใช่เจ้าหญิงอะไรนั่นอีกต่อไป บนบ่าไม่มีความรับผิดชอบใดๆ อีก จวินซือฝุตั้งชื่อให้ข้าใหม่ ชื่อว่าจวินฝู หมายถึงว่าชีวิตนี้ของข้า เบาหวิวเหมือนเศษฝุ่น แค่ปัดก็จากไป ข้าคิดในใจ นี่ช่างเป็นชื่อที่น่าอนาถและแฝงนัยลึกซึ้งเสียนี่กระไร

พลีชีพเพื่อแคว้นครั้งนี้ ข้าจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล พลอยสูญชีวิตไปด้วยนั้นช่างเถอะ ประเด็นสำคัญคือกะโหลกถูกกระแทกแตก อวัยวะภายในเองที่ย้ายที่ก็ย้ายที่ ที่แตกพังก็แตกพัง ที่ตกเลือดก็ตกเลือด นี่หมายความว่าหลังจากนี้ไปร่างกายนี้ต้องอ่อนแอไม่อาจต้านแรงลมอย่างแน่นอน แม้จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ อีก แต่การกระอักเลือดบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดี ขี้เกียจจะซักผ้าเช็ดหน้า

จวินซือฝุใช้เส้นไหมเงือกซ่อมแซมรูปโฉมของข้า ถูกท่านซ่อมแซมแบบนี้ อิงตามพื้นฐานเดิมที่ดูไม่ได้แล้วดูดีขึ้นมาก เพียงแต่รอยแตกบนกะโหลกรอยนั้นตกกระแทกรุนแรงเกินไปจริงๆ เส้นไหมเงือกเองก็จนหนทางจะซ่อมแซมให้สมบูรณ์ได้ จากหว่างคิ้วอ้อมผ่านหน้าผากไปจนถึงหูซ้าย ได้ทิ้งรอยแผลเป็นยาวเหยียดไว้

จวินเหว่ยเห็นหน้าของข้าครั้งแรก พูดไม่ออกไปเป็นนาน พักใหญ่ค่อยพูดว่า “หลอนเกินไปแล้ว หน้าตาแบบนี้หลอนเกินไปแล้ว หน้าตาเรียบๆ อย่างเมื่อก่อนไม่ดีหรือไง?”

ข้าพูดว่า “ข้าศึกษาอย่างละเอียดมาแล้ว เครื่องหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่นักหรอก แค่ดูลึกลับชั่วร้ายมุทะลุเลือดร้อนกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อยเท่านั้น ไม่เป็นไรน่า ถือซะว่าผ่าตัดแปลงโฉมล้มเหลวก็แล้วกัน”

แต่จะยังไงรอยแผลเป็นนั้นก็ขัดนัยน์ตา จวินซือฝุจึงใช้เงินเปลวตีเป็นหน้ากาก ปกปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งของข้าไว้

เดิมทีข้าเสนอให้ใช้หน้ากากหนังมนุษย์ แบบนี้จะดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งกว่า แต่เมื่อคำนึงถึงว่าหน้ากากหนังมนุษย์ระบายอากาศได้แย่มาก สุดท้ายจึงเลิกล้มไป

ข้าหลงนึกว่านับแต่นี้ไปจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสง่าผ่าเผยเสียอีก อันที่จริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพียงแต่ตอนนั้นไม่ได้ใคร่ครวญกระจ่างแจ้ง หลงเข้าใจว่าเมื่อคนตายไปแล้วจะหมดสิ้นความทุกข์กังวล แต่ความทุกข์กังวลนั้นมาจากจิต จิตยังคงอยู่ จะไร้ทุกข์ได้ยังไง

จวินซือฝุทุ่มเทเลือดเนื้อและจิตใจเช่นนี้มาทำให้ข้าฟื้นตื่น ย่อมจะมีความคิดอ่านของท่านอยู่ ท่านต้องการทำเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ ความยากของเรื่องนี้เป็นรองแค่ให้จวินเหว่ยคลอดลูกให้ข้าสักคน

ท่านต้องการให้ข้าไปลอบฆ่าเฉิน ลอบสังหารเฉินโหว

 

จวินซือฝุเย็บมุกเงือกใส่เข้าไปในหัวใจข้า เรียกวิญญาณของข้ากลับคืนมาจากดินแดนแห่งความว่างเปล่า ในมุกเงือกได้ผนึกบทเพลงหัวซวีอันลึกลับที่สุดในอาคมมี่หลัวเอาไว้ อาคมลับนี้ได้ปลูกเข้าสู่ร่างของข้าพร้อมกับไข่มุก

หากมีใครดื่มเลือดของข้าลงไป จะถูกย้อมด้วยกลิ่นอายของมุกเงือกภายในร่างข้า แม้จะเพียงแค่หนึ่งหยด ต่างสามารถทำให้ข้าดูออกได้ทันทีถึงท่วงทำนองหัวซวีที่เหมาะสมกับเขามากที่สุด

เมื่อบรรเลงท่วงทำนองนี้ออกมา จะสามารถถักทอห้วงมายาให้แก่คนผู้นั้นได้ ห้วงมายานี้คือการปรากฏขึ้นซ้ำของอดีต จะสามารถออกมาจากห้วงมายาได้หรือไม่ ต้องดูว่าคนผู้นี้สามารถหนีพ้นจากมารในใจของตนได้หรือไม่

แต่ผู้คนในโลกหล้าที่สามารถหนีพ้นจากมารในใจได้นั้น น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยจริงๆ

จวินซือฝุต้องการให้ข้าสังหารเฉินโหวแบบนี้

โดยมุมมองส่วนตัว ถึงแม้แคว้นเฉินจะเป็นผู้ล้มล้างแคว้นเว่ย ข้าก็ไม่ได้แค้นเคืองอะไรเฉินโหว ในยุคที่ชีวิตคนเหมือนผักหญ้านี้ ชนะเป็นเจ้าแพ้เป็นโจร เดิมทีก็แน่นอนอยู่แล้ว แต่หนึ่งชีวิตของเฉินโหวแลกกับการให้ข้าได้เริงสำราญในโลกมนุษย์ไปครึ่งชีวิต ข้าคิดว่าคุ้มค่าอย่างมาก

ข้าจะไปฆ่าเขา ไม่ใช่เพราะว่าข้าเคยเป็นเจ้าหญิงของแคว้นเว่ย แต่แค่เพราะว่าข้ายังคงอาลัยอาวรณ์ในโลกมนุษย์เท่านั้น

จวินซือฝุบอกว่า “ธุระเรื่องลอบฆ่าเฉินไม่ต้องรีบร้อน หัวซวีอิ่นปลูกเข้าสู่ภายในร่างของเจ้าได้ไม่นาน ยังใช้งานได้ไม่คล่อง เจ้าจงปรับตัวไปสักพักก่อนเถิด”

ข้าคิดว่าธุระเรื่องนี้ ข้าไม่รีบร้อนจริงๆ นั่นแหละ

จวินซือฝุดูสีหน้าของข้า คงจะเดาออกว่าในใจข้าคิดอะไร จึงเสริมอีกว่า “แต่เจ้าก็ห้ามไม่รีบร้อนเลยสักนิดอีกเหมือนกัน เฉินโหวสุขภาพไม่ดี เรื่องกลับขึ้นสวรรค์คงเป็นอีกแค่สองสามปีใกล้ๆ นี้แล้ว เจ้าต้องเร่งมือหน่อยอยู่ดี ไม่อย่างนั้นไม่รอให้เจ้าไปลอบฆ่า เขาก็ตายไปเองก่อนแล้ว แบบนั้นจะไม่ดีอย่างมาก”

ข้าพูดว่า “แบบนั้นสิดีออก”

จวินซือฝุมองไปยังขุนเขาไกลตา สีหน้ายากจะอ่านออก

“ไม่ดี ขืนเป็นแบบนั้น การแก้แค้นของข้าได้สูญเสียความหมายกันพอดี”

อันที่จริงข้าอยากจะบอกท่านอย่างยิ่งว่า ถ้าเกิดเฉินโหวกำลังถูกอาการเจ็บป่วยเคี่ยวกรำจนทุกข์ทรมาน ต้องการอย่างเร่งด่วนให้ใครช่วยมาแทงใส่เขาหนึ่งมีดให้จบสิ้นอย่างรวบรัด ข้าไปลอบฆ่าเขาดีไม่ดีอาจไปช่วยเขาอีกแรง แบบนี้สิยิ่งไร้ความหมายเข้าไปใหญ่ แต่คิดดูอีกที มีน้ำใจจะช่วยคนนี่นะ ทั้งยังได้ช่วยสร้างกุศลให้จวินซือฝุอีกด้วย จึงข่มใจไว้ไม่พูดอะไรทั้งนั้น

ครึ่งเดือนให้หลัง จวินซือฝุพาจวินเหว่ยลงจากเขาไป เสาะหาตัวยาชนิดหนึ่งเพื่อช่วยซ่อมแซมรอยแผลบนร่างข้า

ตอนจะออกเดินทาง จวินเหว่ยปลอบใจข้าว่า

“เจ้ากลายมาเป็นแบบนี้ ต้องไม่มีใครยอมแต่งงานกับเจ้าแน่ ไม่เป็นไร คนอื่นไม่แต่งกับเจ้า ข้าจะแต่งเอง เจ้าห้ามคิดไม่ตกดึงมุกเงือกออกมา ทำให้เลือดเนื้อและจิตใจของข้ากับท่านพ่อต้องสูญเปล่าเป็นอันขาดเชียวนะ”

ข้าพูดว่า “ขืนแต่งงานกับข้า ตระกูลจวินของพวกเจ้าก็จะไร้ทายาทแล้ว”

จวินเหว่ยทำหน้าสงสัย “จะไร้ทายาทได้ยังไงกัน? แต่งกับเจ้าแล้ว ข้าก็ต้องรับเมียน้อยอีกหลายคนอยู่แล้วสิ ฮ่าๆๆ”

ผลคือถูกข้าฟาดไม้พลองใส่ไม่ยั้งลงจากเขาไป

 

พริบตาเดียวก็สี่เดือนกว่า ต้นไม้แห้งแตกหน่อใหม่ ข้าขุดเหล้าบ๊วยไหหนึ่งที่ฝังอยู่ใต้ต้นซิ่งแก่ในลานกลางบ้านออกมา จวินซือฝุก็พาจวินเหว่ยกลับมา ข้างหลังยังมีเสี่ยวหวงเดินตามมาด้วย

ก่อนหน้านี้เสี่ยวหวงพลาดไปกินกระต่ายขาวตัวน้อยที่จวินซือฝุเลี้ยงไว้สำหรับป้อนพิษเข้า จึงเผลออาหารเป็นพิษ กระต่ายขาวน้อยตัวนั้นคาดว่าจะเป็นกระต่ายขาวที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในต้าฉาว ภายในร่างเป็นแหล่งรวมร้อยพิษ แม้แต่จวินซือฝุยังไม่รู้ว่าควรจะถอนพิษยังไง ได้แต่ส่งมันไปยังที่พำนักของมหาโอสถเมธีป๋ายหลี่เยว่ขอให้ท่านช่วยลองดู ล้างพิษอยู่กว่าครึ่งปีค่อยล้างสารพิษทั่วทั้งตัวออกจนหมด

เสี่ยวหวงเห็นข้าหลังผ่าตัดตกแต่งโฉมเป็นครั้งแรก จำไม่ได้ไปชั่วขณะ แยกเขี้ยวใส่อยู่เป็นนาน ข้าเอาเนื้อกระต่ายให้มันกิน มันก็ไม่แสดงอาการดีใจ ซ้ำยังแยกเขี้ยวขาวดุจหิมะอย่างดุร้ายหนักกว่าเดิม จนกระทั่งจวินเหว่ยลูบใบหูของมันพูดปลอบเสียงนุ่มว่า

“นี่คือแม่ของเจ้า เจ้าจะอยู่กับพ่อนานเกินไปจนลืมแม่ไปแล้วไม่ได้นะ ยังไงเจ้าก็เป็นลูกที่นางอุ้มท้องสิบเดือนคลอดออกมา”

เสี่ยวหวงเข้ามาคลอเคลียข้าอย่างสนิทสนมจริงๆ

ข้าพูดว่า “เจ้าน่ะสิอุ้มท้องสิบเดือนคลอดมันออกมา เจ้าอุ้มท้องสิบเดือนคลอดพวกมันออกมาทั้งบ้าน”

จวินเหว่ยชี้นิ้วสั่นระริกนิ้วหนึ่งใส่ข้า

“ข้าหรืออุตส่าห์หวังดีคิดจะแต่งงานกับเจ้า”

ข้าพูดว่า “เจ้าคลอดเสืออีกตัวออกมาให้ข้าเล่นได้ไหมล่ะ? ถ้าคลอดออกมาได้ ข้าจะพิจารณาแต่งงานกับเจ้า”

จวินเหว่ยตกตะลึงไปอึดใจใหญ่ สั่งเสี่ยวหวงอย่างอับอายกลายเป็นโทสะว่า “ลูกพ่อ กัดนาง”

แต่เสี่ยวหวงถูไถหลังมือข้าอย่างสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม

 

ตัวยาที่จวินซือฝุนำกลับมาได้ผลอย่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ ทำเป็นขี้ผึ้งทาไปทั่วร่าง วันหนึ่งทาสามครั้ง ห้าวันให้หลัง รอยแผลทั่วร่างก็หายไปจนหมด

ผลลัพธ์นี้ทำให้ข้าพอใจมาก อดทายาส่วนหนึ่งบนหน้าผากไม่ได้ แต่จะยังไงนั่นก็เป็นแผลที่เกิดจากในกะโหลก รอยแผลยังคงชัดเจนเหมือนเดิม

ข้ามองร่างกายของตัวเองในกระจกทองเหลือง นึกขึ้นมาได้แปดพยางค์ “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” ใครจะนึกไปถึงว่าร่างกายที่มีชีวิตชีวาแบบนี้ ภายในได้เน่าเปื่อยผุพังเต็มที่เสียแล้ว ถ้าดึงมุกเงือกออกมา เกรงว่าจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีภายในไม่ถึงครึ่งเค่อกระมัง

ข้านึกจินตนาการถึงภาพนี้ เห็นว่าช่างสยองขวัญจริงๆ

เช้าตรู่วันที่หก จวินซือฝุแวะมาเยี่ยมข้า ข้างหลังมีเสี่ยวหวงที่หาวไม่ได้หยุดตามมาด้วย

ต้นท้อสองต้นที่หน้าประตูยืนต้นงดงาม กิ่งก้านกำลังออกดอกบานสะพรั่ง บนใบไม้ยังคงมีหยดน้ำค้างยามรุ่ง

จวินซือฝุไล่เสี่ยวหวงไปตะครุบผีเสื้อเล่นในลานบ้าน ก่อนจะหันหน้ามาถามข้า

“เกือบครึ่งปีมานี้ ขบคิดตีความหัวซวีอิ่นไปถึงไหนแล้วหรือ?”

ข้าตอบไปตามตรง

“ไม่มีเป้าหมายให้ฝึกซ้อม ไม่สามารถก้าวหน้าได้”

ท่านนิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจ พูดว่า

“อาเจิน เจ้าเองก็รู้ว่าเครื่องรางมุกเงือกชิ้นนี้ อาศัยกำลังของมันเองสามารถประคองเจ้าได้แค่สามปีเท่านั้น มุกเงือกอาศัยการสูบกินฝันดีของผู้คนสร้างตบะ บัดนี้ในเมื่อมันได้สิงสู่อยู่ในร่างของเจ้า เจ้าอยากจะมีชีวิตที่ยืนยาวสักหน่อย ได้แต่ใช้ห้วงมายาที่หัวซวีอิ่นถักทอขึ้นมาสูบกินฝันดีและชีวิตของผู้คน เจ้าเป็นเด็กดีมีน้ำใจงาม กลัวว่าจะทำเรื่องพวกนี้ไม่ลง แต่ข้าพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อชุบชีวิตเจ้า ย่อมไม่อยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่แค่สามปีโดยเด็ดขาด ข้าพูดแบบนี้ เจ้าเข้าใจหรือเปล่า?”

ท่านกลัวว่าข้าจะคิดไม่ตก แต่ว่าข้าน่ะคิดตกมานานแล้ว ข้าจะมีชีวิตอยู่แค่สามปีไม่ได้ และจะฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่เลือกหน้าคร่าชีวิตคนตามใจชอบก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน

ถึงอย่างนั้นบนโลกนี้จะมีสักกี่คนที่นึกเสียใจกับชีวิตที่ผ่านไปแล้ว หัวซวีอิ่นสามารถถักทอห้วงมายาที่ทำให้อดีตปรากฏขึ้นซ้ำ ให้พวกเขาได้แก้ไขอดีตให้ถูกต้องในห้วงมายานี้ ถ้ามีคนที่ลุ่มหลงในห้วงมายาไม่ยินยอมออกมา เต็มใจมอบชีวิตในธุลีภพให้ อย่างนั้นเราทั้งสองฝ่ายก็จะต่างฝ่ายต่างสมหวัง

ข้าพูดว่า “ท่านช่วยหางานอะไรดีๆ ให้ข้าได้แล้วสินะ?”

จวินซือฝุอมยิ้มพลางพยักหน้า

“ถูกต้อง ในเร็ววันนี้ เจ้าจงเดินทางไปแคว้นเจียงสักเที่ยวเถิด”

 

ห้าวันให้หลัง ข้าโอบพิณเจ็ดสายคันหนึ่ง ปรากฏตัวยังเมืองเล็กๆ ริมชายแดนแคว้นเฉินพร้อมกับจวินเหว่ยและเสี่ยวหวง

ความจริงแล้วเขาจวินอวี่อยู่ห่างจากชายแดนแคว้นเจียงกับแคว้นเฉินสองแคว้นนี้ไม่ไกลนัก เดินเท้าสามวันก็ไปถึงได้ ครั้งนี้ล่าช้าไปสองวัน สาเหตุสำคัญอยู่ที่พวกข้าขี่ม้าหนึ่งตัว การนี้ก็ไม่มีใดไม่เหมาะสม เพียงแต่การต้องคอยป้องกันไม่ให้เสี่ยวหวงเขมือบม้าพาหนะตลอดเวลานั้น ช่างเป็นเรื่องที่ทุกข์ทรมานและเสียเวลาโดยแท้

ในที่สุด พวกข้าได้ทำการตัดสินใจ เอาม้ามาย่างกิน พาเสี่ยวหวงเดินเท้า ทุกคนอิ่มหนำสำราญ การเดินทางเปลี่ยนเป็นรวดเร็วในทันใด

 

ตรงตะเข็บชายแดนระหว่างแคว้นเฉินกับแคว้นเจียง คือแนวเทือกเขาทอดตัวยาวเหยียด เนื่องจากในภูเขามักจะขุดได้แร่หยกอวี้ปี้[1]เป็นประจำ จึงเรียกว่าภูเขาปี้ พวกข้าคิดว่าในเมื่อเป็นเพราะเหตุผลนี้ ทำไมถึงไม่เรียกว่าภูเขาอวี้? ลองถามชาวบ้านที่อาศัยในเมืองดู ทุกคนเดากันว่าอาจเป็นเพราะอักษรปี้มีขีดเยอะกว่า แลดูมีการศึกษา

พวกข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี ถ้าเป็นฤดูหนาว ทั่วทั้งภูเขาปี้ต่างปูด้วยชั้นหิมะหนาเตอะ มักจะเกิดหิมะถล่มอยู่บ่อยครั้ง ถ้าไม่ใช่พรานเฒ่าที่มีประสบการณ์โชกโชน จะไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เลย ได้แต่อ้อมไปทางแม่น้ำอิ่งเท่านั้น ส่วนในตอนนี้นั้น พวกข้าเดินไปตามทางน้อยบนเขา เดินไปพลางยังได้ชมทิวทัศน์ริมทางไปพลางอีกด้วย เจริญตาเจริญใจอย่างมาก

ในภูเขามีธารน้ำไหลริน ข้าหยิบถุงน้ำออกมากำลังจะกรอกน้ำ พลันหยุดชะงักกะทันหัน จวินเหว่ยที่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ กอบน้ำล้างหน้า ล้างเสร็จใช้แขนเสื้อเช็ด สังเกตเห็นอาการของข้า ถามอย่างแปลกใจว่า

“เป็นอะไรไป?”

ทะลุผ่านดงเฉียงเวยป่าที่บังอยู่เบื้องหน้า ข้าชี้ไปด้านหน้า

“อันนี้เจ้าต้องดูไว้นะ ดูให้ละเอียดๆ ดูว่าคนเขาพลอดรักกันยังไง จะได้สะสมวัตถุดิบสำหรับเขียนนิยายสักหน่อยด้วย”

สีหน้าจวินเหว่ยคึกคักขึ้นมาทันที มองไปทางทิศที่ข้าชี้

นั่นคือคู่หนุ่มสาวที่รักกันอย่างดูดดื่ม ฝ่ายชายสวมชุดผาวผ้าไหมยกดอก ฝ่ายหญิงสวมชุดดุจเมฆพลิ้ว เนื่องจากอยู่ห่างเกินไป มองเห็นหน้าตาไม่ถนัดนัก ดูเฉพาะรูปร่างแล้ว คนหนึ่งดุจต้นไม้หยกกลางสายลม คนหนึ่งดุจกิ่งหลิวเกี่ยวกระหวัดแผ่วเบา ข้างหลังเขาสองคนคือทะเลดอกไม้ที่ไม่รู้จักผืนใหญ่ ใต้ต้นไม้แก่ด้านข้างผูกม้าพันธุ์ดีล่ำสันบึกบึนไว้หนึ่งตัว

แบ่งสมาธิไปมองเสี่ยวหวง มันจ้องม้าพันธุ์ดีตาเป็นมัน น้ำลายไหลยืดแล้วจริงๆ ด้วย แต่ถูกจวินเหว่ยหิ้วหลังคอไว้ มิอาจไม่แสดงท่าทีข่มใจ

ชายหนุ่มคนนั้นโน้มตัวลงเด็ดดอกเฉียงเวยสีแดงสดดอกหนึ่งให้หญิงสาว แซมไว้ในเรือนผมของนาง หญิงสาวเอื้อมมือไปโอบกอดแผ่นหลังของชายหนุ่ม คนทั้งสองแนบชิดกันสนิทแน่น

จวินเหว่ยหันมาปิดตาข้า “ดูมากไปจะเป็นตากุ้งยิงได้ง่าย”

ข้าตรึงสายตาจ้องไปข้างหน้าเขม็งพลางปัดมือจวินเหว่ยออกไป “ข้าจะเรียนรู้ประสบการณ์นิดหน่อยด้วยน่า”

จวินเหว่ยไม่ยอมเปลี่ยนใจ ตราบใดที่บังสายตาข้าไม่สำเร็จเป็นไม่ยอมเลิกรา สุดท้ายข้าชักจะโมโห เหวี่ยงเขาล้มคว่ำ

ในจังหวะนี้เอง ข้างหน้าได้เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ในใจข้าเกร็งเขม็ง จวินเหว่ยหันกลับไปปากอ้าตาค้าง

“เจ้าหนุ่มนั่นถูกผู้หญิงจับกดเร็วงี้เลยเรอะ? โห...แม่สาวนั่นจะรุกหนักเกินไปแล้ว เฮ้ยยย ทำไมเพิ่งจะแค่จูบ นางก็ขึ้นขี่ม้าจากไปซะแล้วล่ะ? จะหยอกคนรักเล่นก็ไม่ควรหยอกกันแบบนี้หรอกนะ ไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว”

ข้าพูดว่า “หยอกเล่นกับผีสิ เจ้าไม่เห็นรึไงว่าผู้หญิงนั่นแทงเจ้าหนุ่มนั่นจากข้างหลังไปหนึ่งมีด? ยายนั่นหนีไปเพราะกลัวความผิดต่างหากเล่า”

จวินเหว่ยพูดงงๆ

“อ้าว เมื่อกี้สองคนนั้นยังกอดกันกลมอยู่เลยไม่ใช่เรอะ?”

 

ยังไงข้าก็เป็นฝ่ายหาเรื่องใส่ตัว เดิมทีข้ากับจวินเหว่ยสามารถวางเฉยไม่สนใจได้ แต่เงาร่างที่ล้มลงของชายคนนั้น ดุจภูเขาหยกที่เอนล้ม พลันทำให้ข้านึกถึงชายในดวงใจผู้นั้น มู่เหยียน

นับตั้งแต่ข้าฟื้นขึ้นมา ก็ไม่ได้นึกถึงเขามานานมากแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่าความรักในใจได้ดับมอด เพียงแต่ถึงจะได้พบกันอีกครั้งในตอนนี้ ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ที่เมื่อก่อนข้ายึดติด เป็นเพราะข้ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่ยามนี้เวลานี้ คนที่ตายไปแล้วอย่างข้า ไม่มีลมหายใจ ไม่อาจรับรู้รสชาติและความเจ็บปวด เขาไม่กลัวข้าก็บุญโขแล้ว อย่าว่าแต่เรื่องอื่น พานพบมิสู้ไม่พบ

จวินเหว่ยตรวจดูปากแผลของผู้ชายคนนั้น บอกว่าถึงมีดจะแทงเข้าไปลึก แต่ไม่ได้เฉือนโดนจุดสำคัญ โชคดีที่พวกข้าช่วยไว้ได้ทันท่วงที ยังสามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้

ข้ามองเห็นหน้าตาของผู้ชายคนนี้ คิ้วดำเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบและไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง เป็นใบหน้าที่ดูดีอย่างหาได้ยากมาก

ผืนหญ้าที่ใต้เท้าเปียกชุ่มด้วยสีเลือดอย่างรวดเร็ว จวินเหว่ยช่วยเขาห้ามเลือดเสร็จ ในที่สุดก็เริ่มรู้ตัวถามข้าว่า

“ประเด็นคือทำไมเราต้องช่วยเขาด้วย?”

ข้าพูดว่า “เจ้าดูสิว่าเขาหน้าตาดีตั้งขนาดนี้ บางทีหลังจากเรารักษาเขาจนหายดีก็เปลี่ยนมือขายทิ้งไป อาจจะขายได้เงินก้อนใหญ่ก็ได้?”

จวินเหว่ยไม่สนใจข้า กวักมือร้องเรียกเสี่ยวหวง

“ลูกพ่อ มาช่วยพ่อแบกเขาหน่อยซิ”

เสี่ยวหวงเมินหน้าหนีไปอีกทาง จวินเหว่ยร้องเรียกต่อไป

“ถึงในเมืองแล้วพ่อจะซื้อไก่ย่างให้กิน”

เสี่ยวหวงวิ่งระริกระรี้เข้าไปหาทันที

 

คุณชายรูปงามผู้นี้นอนในร้านหมอของเมืองอยู่สองวันจึงค่อยฟื้นคืนสติมาช้าๆ นอกจากร้องเรียก “จื่อเยียน” หนึ่งครั้งระหว่างที่สติพร่าเลือน ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

ข้าใคร่ครวญว่า “จื่อเยียน” คือชื่อของผู้หญิง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นผู้หญิงที่แทงใส่เขานั่นเอง ทอดถอนใจอยู่เป็นนาน คิดว่านับแต่อดีตจวบปัจจุบันต่างเป็นเช่นนี้ วีรบุรุษยากจะผ่านด่านหญิงงาม

จวินเหว่ยพูดว่า “ทำไมคนคนนี้ถึงเป็นแบบนี้เนี่ย จะดีจะชั่วเราก็ช่วยชีวิตเขาไว้ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาจนถึงตอนนี้ จะขอบคุณกันสักคำก็ไม่มี”

ข้าพูดว่า “ก็หน้าตาดีนี่นะ เอาแต่ใจหน่อยก็พอจะเข้าใจได้”

จวินเหว่ยขึงตาใส่ข้า “หน้าตาดีแล้วกินยาไม่จ่ายเงินได้เรอะ? หน้าตาดีแล้วเป็นหนี้น้ำใจคนอื่นโดยไม่ต้องพูดขอบคุณได้เรอะ?”

ข้าพูดว่า “อืม”

จวินเหว่ยเอามือกุมอก โมโหจนเกือบเป็นลม

เดิมทีพวกข้าคิดกันไว้ว่าช่วยคนผู้นี้ให้รอด รับค่าตอบแทนเล็กน้อย ถ้าบ้านเขาอยู่ใกล้ๆ ก็แวะส่งเขากลับบ้าน ค่อยออกเดินทางจากไป แต่เรื่องราวในโลกหล้ามักไม่อาจสมดังปรารถนา ใครจะไปนึกว่าคุณชายสูงศักดิ์ที่แต่งตัวแบบนี้ บนตัวดันไม่มีเงินสักแดงเดียว

ข้าพูดอย่างลำบากใจ “เรื่องที่ย้ายท่านกลับมาจากภูเขาปี้นี้ถือเสียว่าพวกข้าทำดีวันละเรื่องก็แล้วกัน แต่ท่านบาดเจ็บหนักเอาการ ใช้ตัวยาดีๆ ไปไม่น้อย ซึ่งพวกข้าออกให้ก่อนทั้งนั้น พวกข้าเดินทางครั้งนี้หนทางยาวไกล ทั้งยังพาเสือมาด้วยอีกตัว ค่าใช้จ่ายสูงมาก ค่าเดินทางก็ไม่ได้มีมากมาย ท่านดูว่า...”

ข้าคิดว่าถ้าเขายังไม่มีปฏิกิริยาอีก ข้าจะเข้าไปตบเขาแล้ว

แต่เขาไม่ให้โอกาสข้าได้ตบเขา

ข้าพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกเขาพูดต่อกะทันหัน

“หนทางยาวไกล?” คิ้วน่ามองคู่นั้นเลิกขึ้นน้อยๆ เรียวปากกลับอมยิ้มจางๆ

ข้าคิดในใจ นี่เขาอกหักจนเพี้ยนไปแล้วรึ?

เขาพูดต่อว่า “ในเมื่อหนทางยาวไกล อีกทั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสูงชันนี้ ย่อมต้องลำบากอันตรายอย่างมากเป็นแน่ จ้ายเซี่ย[2]ไร้ความสามารถ บังเอิญเคยร่ำเรียนวิชากระบี่มาไม่กี่ปี หากกูเหนี่ยงไม่รังเกียจ ตลอดเส้นทางนี้ก็ให้จ้ายเซี่ยเป็นผู้คุ้มครองกูเหนี่ยงเถอะ ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตของกูเหนี่ยงด้วย”

ข้าพูดว่า “แต่เงินค่ายานี่...”

เขาถอดแหวนปานจื่อหยกบนมือออกยื่นให้ข้า “เอาแหวนปานจื่อวงนี้ไปจำนำ จะได้รับยี่สิบทอง ไม่เฉพาะเงินค่ายา เงินค่าอาหารตลอดทางที่จ้ายเซี่ยติดตามกูเหนี่ยงเองก็มีแล้ว”

ข้ารับแหวนปานจื่อมาเงยหน้าขึ้นมองเขา

“ท่านไม่ต้องคุ้มครองข้าหรอก ในเมื่อเป็นยี่สิบทอง ก็เพียงพอจะตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตนี้แล้ว”

เขาพูดเสียงเรียบเฉย

“ชีวิตของจ้ายเซี่ยยังไม่ถึงกับด้อยราคาถึงขั้นนั้น”

ข้ากวาดสายตาขึ้นลงมองสำรวจเขา

“แต่พรุ่งนี้พวกข้าก็จะเร่งเดินทางจากไปกันแล้ว ร่างกายท่านทนไหวหรือ?”

เขาหัวเราะเบาๆ “พรุ่งนี้ออกเดินทางหรือ? ไม่มีปัญหา”

 

จวินเหว่ยไม่เข้าใจว่าทำไมคุณชายชุดฟ้าท่านนี้ถึงจะตามพวกเรามาให้ได้ คิดอยู่พักใหญ่ เห็นว่ามีคำอธิบายเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือเขาต้องตาข้าเข้าให้แล้ว

เดิมทีข้าหลงหน้าบานเป็นจานเชิงอยู่ครู่หนึ่ง แต่บังเอิญไปส่องกระจกเข้า พบว่าตัวข้าไม่อาจเทียบกับวันวานได้เสียแล้ว นอกเสียจากว่าเขาเป็นพวกคลั่งไคล้โลหะหนัก ไม่อย่างนั้นการจะมาต้องตาใบหน้าที่ครึ่งหนึ่งถูกแผ่นเงินบังเสียมิดชิดของข้านี้ จัดว่าหายากมากจนล้ำค่าเลยละ

จวินเหว่ยฟังความเห็นโต้แย้งของข้าแล้ว จมสู่ห้วงความคิด พูดว่า “ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ ก็ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดแล้วละ”

ข้าช่วยชี้ทางสว่างให้เขา

“เรื่องราวในโลกนี้ไหนเลยมีเหตุผลมากมายขนาดนั้น ตัวอย่างเช่นเสี่ยวหลาน รูปงามคมสันบุคลิกงามสง่า ตามเหตุผลแล้วสามารถล่อผึ้งล่อผีเสื้อได้ตั้งมากมายขนาดไหน ผลสุดท้ายเจ้าเองก็เห็นแล้ว กูเหนี่ยงที่เขาชอบแทงใส่เขาหนึ่งมีดอย่างไร้ความปรานี ถ้าไม่ใช่เพราะได้พบพวกเรา ก็ทอดซากกลางทุ่งร้างไปแล้ว สายตาในการเลือกกูเหนี่ยงแย่เกินไป ทำซะตัวเองร่อแร่ใกล้ตาย ถ้าจะว่ากันตามเหตุผลจริงๆ ก็ไม่ควรจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นแล้วละ”

จวินเหว่ยนิ่งคิด แล้วแสดงท่าทีเห็นพ้อง นิ่งคิดอีกครั้ง ถามข้าว่า “เสี่ยวหลานคือใคร?”

ข้าตอบว่า “ก็คนสวมชุดสีฟ้าคนนั้นที่ช่วยกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่รึไง?” พูดจบหมุนตัวกลับ เตรียมจะไปดูยาที่ห้องครัว เงยหน้าขึ้นปุบมองเห็นเสี่ยวหลานแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กำลังเอามือกอดอกพิงกรอบประตูห้องชั้นในด้วยกิริยาสบายๆ มองพวกข้าด้วยสายตาเย็นชา

นินทาคนอื่นลับหลัง ถือว่าขาดการอบรมจริงๆ นั่นแหละ เรื่องพรรค์นี้ยังมาถูกเจ้าตัวจับได้คาหนังคาเขาอีกต่างหาก ข้าไม่รู้ควรจะทำหน้ายังไงดี อึดใจใหญ่ หัวเราะแห้งๆ หนึ่งที เขาก็หัวเราะด้วยหนึ่งทีอย่างให้ความร่วมมือ ข้างในดวงตากลับไม่มีแววยิ้ม หมุนตัวเข้าไปในห้องชั้นใน

จวินเหว่ยชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พูดว่า

“ข้าเชื่อแล้วว่าเขาไม่ได้ต้องตาเจ้า”

ข้าหันกลับไปถามเขา “เจ้าว่า มีความเป็นไปได้ไหมว่า ความจริงแล้วเขาต้องตาเจ้าเข้าให้แล้ว?”

เสี่ยวหวงเดินผ่านหน้าประตูห้องพอดี จวินเหว่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ชี้มาที่ข้าร้องเรียกเสี่ยวหวง “ลูกพ่อ กัดนาง”

 

สิบวันให้หลังก็มาถึงเมืองเยว่ เมืองหลวงของแคว้นเจียง

เสี่ยวหลานบอกว่าตลอดเส้นทางนี้ภูเขาสูงชัน ต้องลำบากอันตรายอย่างมากแน่นอน พวกข้าหารือกัน เห็นว่าประสบการณ์ด้านสังคมของเขาน่าจะมีมากกว่าข้าและจวินเหว่ย จึงหลับหูหลับตาเชื่อใจเขา เฝ้ารอคอยให้ความลำบากอันตรายมาเยือนอยู่ตลอด แต่เดินทางมาสิบวัน ปลอดภัยดีมาตลอดทาง แม้แต่โจรภูเขาปล้นทรัพย์ยังไม่เจอเลยสักราย

จวินเหว่ยถามข้าว่า “เจ้าว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เจอคนร้ายบุกมาโจมตีพวกเราเหรอ”

ข้าพูดว่า “ไม่รู้ รอไปเถอะ”

แต่รออยู่นานมาก คนร้ายก็ไม่ยอมมาสักที พวกข้ารอกันจนโมโหสุดขีด

คืนก่อนหน้าที่จะเข้าสู่เมืองเยว่ ในกลุ่มมีผู้หญิงเพิ่มเข้ามาหนึ่งคน บอกว่าเป็นสาวใช้ควบองครักษ์ของเสี่ยวหลาน ชื่อว่า จื๋อซู่ พวกเราได้พบกับนางตอนที่ซื้อขนมเปี๊ยะทอดอยู่ริมถนน ฉากหลังคืออาทิตย์อัสดงดั่งโลหิต นางขี่ม้าพันธุ์ดีสีขาวตัวหนึ่งห้อตะบึงมาหา

จวินเหว่ยดึงข้าหลบไปด้านข้าง นางเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้า แขนเสื้อสีฟ้าซีดปัดผ่านแก้มข้า ข้ากับจวินเหว่ยยังไม่ทันได้รู้เรื่องรู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้น นางได้คุกเข่าตึงลงตรงหน้าเสี่ยวหลานดุจรอบข้างไร้ผู้คนเสียแล้ว ดวงตาแดงก่ำมองหน้าเขาพลางสะอึกสะอื้น

“คุณชาย ในที่สุดจื๋อซู่ก็ตามหาท่านพบแล้ว”

จื๋อซู่หน้าตางดงามสมส่วน กลางหน้าผากมีไฝแดงโดยกำเนิดหนึ่งเม็ด สำหรับเรื่องที่นางยืนกรานจะติดตามพวกเรานั้น เสี่ยวหลานไม่ได้บอกว่าดี และไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่จวินเหว่ยกลับพยักหน้าอนุญาตทันที เนื่องจากจื๋อซู่เป็นแม่นางที่หน้าตางดงามจริงๆ จึงสะกิดความรู้สึกสงสารของจวินเหว่ยได้ง่ายดายมาก

แต่ในขณะเดียวกับที่สงสารจื๋อซู่ จวินเหว่ยไม่พอใจเสี่ยวหลานอย่างมาก กระซิบกระซาบกับข้าว่า “คนคนนี้นี่เจ้าชู้จริงๆ แม้แต่องครักษ์ยังเป็นผู้หญิงเลย”

แต่ข้าคิดว่า จะพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ ตอนออกมาจากเขาจวินอวี่ จวินซือฝุสั่งให้จวินเหว่ยคุ้มครองข้าให้ดีๆ จวินเหว่ยจึงถือได้ว่าเป็นองครักษ์ของข้า ถ้าอิงตามตรรกะนี้ ข้าก็เจ้าชู้มากเหมือนกันน่ะสิ

 

คืนวันนั้น พวกข้าค้างคืนที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง นอนไปถึงเที่ยงคืน เสี่ยวหวงคาบแขนเสื้อข้าเขย่าปลุกจนข้าตื่น อาศัยแสงจันทร์พินิจดูสีหน้าของมัน เหมือนจะเชิญให้ข้าร่วมเดินเล่นในคืนเดือนหงายกับมัน

เราทะลุผ่านระเบียงยาว เสือหนึ่งตัวคนตายหนึ่งคน ฝีเท้าเบาเสียจนแทบจะลอยขึ้นมา ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในสวนท้ายเรือน ก็พลันได้ยินเสียงของจื๋อซู่

“หญิงคนนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษ เหตุใดคุณชายจึงไม่ยินยอมตามจื๋อซู่กลับคฤหาสน์เล่า คุณชายทราบไหมว่า ในหลายวันที่ท่านไม่อยู่นี้ ด้านคุณชายรองนั่นได้มีการเคลื่อนไหวอีกไม่ใช่น้อย จื๋อซู่รู้ดีว่า จื่อเยียนกูเหนี่ยงทำร้ายคุณชายอย่างลึกล้ำ แต่คุณชาย...คุณชายต้องถือสถานการณ์ใหญ่เป็นสำคัญนะเจ้าคะ”

ข้าคิดในใจ เรื่องชาวบ้านนี้ข้าจะแอบฟังดี หรือไม่แอบฟังดี สุดท้ายศีลธรรมได้เอาชนะความสอดรู้ ตัดสินใจอย่าแอบฟังจะดีกว่า

แต่ข้ายังไม่ทันได้ชักเท้าจากไป เสี่ยวหลานก็ได้พูดต่อคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำ ลอยตามลมราตรีมาถึงริมหูข้า มีความรู้สึกที่คุ้นเคย

“พวกเจ้า” หยุดเล็กน้อย “หาจื่อเยียนพบแล้ว?”

ข้าลากเสี่ยวหวงถอยมาถึงประตูพระจันทร์ ได้ยินจื๋อซู่พูดพอดีว่า

“คุณชาย ท่านรักจื่อเยียนกูเหนี่ยงอย่างลึกล้ำจริงใจ แต่นาง...นางคือสายลับที่แคว้นเจ้าส่งมา ใจนางคิดแต่จะวางแผนลอบสังหารท่าน นาง...”

เสียงค่อยๆ เลือนหายไปทางข้างหลังข้ากับเสี่ยวหวง

ใต้ชายคาระเบียง ข้านึกถึงความรู้สึกอันคุ้นเคยเมื่อกี้นี้ รู้สึกอย่างเลื่อนลอยว่าได้ย้อนกลับไปยังถ้ำแห่งนั้นเมื่อสามปีก่อนอีกครั้ง

มู่เหยียนนั่งอยู่ตรงข้ามข้านี่เอง นิ้วมือขาวนวลดีดบรรเลงพิณโบราณซึ่งสายทำมาจากเส้นไหม เรียวปากอมยิ้มน้อยๆ

เหตุการณ์ผ่านพ้นมาสามปี ความจริงข้าจำเสียงของเขาไม่ได้เสียแล้ว เพียงแต่ท่วงทำนองพิณเหล่านั้นยังคงมักจะดังขึ้นที่ริมหูอยู่เนืองๆ พลิ้วไหวอ่อนช้อย เป็นเพลงที่ข้าร้องไม่เป็น

ดวงจันทร์ทั้งใหญ่ทั้งขาวนวล ข้ายกมือขึ้นปิดตาไว้ เหมือนกับที่นิ้วมือของเขาเคยบังสองตาข้า แต่ดวงตาคู่นี้ บัดนี้ได้ตายไปแล้วเช่นกัน

เรื่องนี้ช่างจนปัญญาโดยแท้

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1]  ภูเขาปี้ (璧山); แร่หยกอฺวี้ปี้ (玉璧) ; อฺวี้ (玉), ปี้ (璧)
[2]  จ้ายเซี่ย แปลว่า ผู้อยู่ต่ำกว่า เป็นคำเรียกแทนตัวเองอย่างถ่อมตัวของคนจีนโบราณ

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:33

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น