หัวข้อ : บทที่สาม (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:35

บทที่สาม (1)

 

สามวันให้หลัง ข้าได้พบกับลูกค้าที่จวินซือฝุจัดหามาให้ข้า ฟูเหรินของเสิ่นอ้าน แม่ทัพสยบไกลแห่งแคว้นเจียง เสิ่นซ่งซื่อ[1] ซ่งหนิง

เรียกว่า “ลูกค้า” บางทีอาจจะไม่เหมาะนัก เพราะสุดท้ายไม่ทราบว่านางซื้อฝันดีจากข้า หรือข้าซื้อชีวิตจากนาง

ที่นี่คือเรือนพักซึ่งอยู่นอกเมือง เล่าลือกันว่าแม่ทัพสยบไกลเสิ่นอ้านกับฟูเหรินไม่ลงรอยกัน ซ่งหนิงได้ย้ายมาพักฟื้นที่เรือนพักตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน นับแต่นั้นมาก็ไม่เคยกลับไปที่คฤหาสน์แม่ทัพอีกเลย

ในสองปีนี้ เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย เช่นว่าเสิ่นอ้านรับอนุภรรยา เช่นว่าซ่งหนิงป่วยเป็นโรค สรุปคือ ร่างกายของซ่งหนิงยิ่งพักฟื้นยิ่งทรุดหนัก บัดนี้ ในที่สุดก็พักฟื้นจนใกล้จะตายแล้ว

บ่าวชราที่มาต้อนรับพวกข้าบอกว่า ฟูเหรินประสงค์จะพบข้าตามลำพัง ให้จวินเหว่ย เสี่ยวหลาน จื๋อซู่ ทั้งสามคนไปพักผ่อนที่ห้องก่อน

เสี่ยวหลานไม่มีความเห็นอะไร แต่จวินเหว่ยไม่พอใจเรื่องนี้อย่างมาก ข้าเข้าใจดีว่าเขาเป็นห่วงความปลอดภัยของข้า ที่ไม่เข้าใจคือ สภาพของข้าในตอนนี้คือคนตายอยู่แล้ว ยังต้องทำยังไงอีกหรือถึงจะไม่ปลอดภัยยิ่งไปกว่านี้ได้

ทุกคนต่อรองกันอยู่นานมาก ต่างคนต่างถอยคนละก้าว ให้เสี่ยวหวงตามข้าไปด้วย

จวินเหว่ยตบหัวเสี่ยวหวงเบาๆ พูดว่า

“ลูกพ่อ คุ้มครองแม่ของแกให้ดีๆ ล่ะ”

ข้าก็ตบหัวเสี่ยวหวงเบาๆ เหมือนกัน ครั้นเหลือบตาขึ้น ก็สบเข้ากับสายตาของเสี่ยวหลานพอดี เขามองข้าอย่างครุ่นคิด หัวเราะออกมาเบามาก พูดว่า “จวินกูเหนี่ยงรีบไปรีบกลับล่ะ”

บ่าวชรานำทางข้าทะลุผ่านระเบียงยาวของเรือนสองตอน ตัดผ่านไม้ดอกไม้ใบดกสะพรั่งที่จัดแต่งได้โปร่งทึบไล่ระดับเหมาะเจาะพอดีผืนใหญ่ เดินไปพลางแนะนำไปพลาง ไม้ดอกไม้ใบพวกนี้บรรทุกมาจากที่ไหน มีกลิ่นหอมแปลกแบบไหน แต่ข้าไม่สามารถได้กลิ่นโดยสิ้นเชิง

อ้อมผ่านสระบัวแห่งหนึ่ง ย่างเท้าเข้าสู่ศาลาเหนือสระบัว รอบด้านต่างแขวนม่านบังลมไว้ หญิงซึ่งนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงหวายเงยหน้าขึ้นมา

ข้ามองดูดวงหน้าราวกับพิมพ์คัดลอกออกมาจากภาพเขียนของนาง แม้จะฝืนปรับอารมณ์ให้ร่าเริง สีหน้ากลับโทรมและซีดขาว

ต่อให้ข้าไม่เอาชีวิตของนางไป นางก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ได้นาน นี่ไม่ใช่ว่าข้าดูโหงวเฮ้งเป็นหรอก ความจริงแล้วเป็นเพราะในด้านนี้ ไม่มีใครมีสิทธิ์พูดมากยิ่งไปกว่าคนที่ตายไปแล้วอย่างข้าอีก

นั่นคือใบหน้าของคนที่ใกล้ตาย

ยิ่งกว่านั้น จุดประสงค์ที่ข้ามาที่นี่ก็คือจะเอาชีวิตของนางไป ในเวลาอันใกล้นี้ ต่อให้นางไม่สามารถตายไปเองตามธรรมชาติ ข้าก็น่าจะทำให้นางต้องตายเพราะอุบัติเหตุอยู่ดี

 

ลมพัดม่านพลิ้วลอยขึ้น คืออากาศของเดือนห้าแล้ว ฟูเหรินท่านแม่ทัพวางหนังสือลง ไอออกมาหนึ่งครั้ง มองดูเสี่ยวหวงที่หมอบอยู่กับพื้นเงียบๆ อึดใจใหญ่ พูดเสียงนุ่มว่า

“ช่างเป็นเสือที่เชื่องจริงๆ ตอนยังไม่ออกเรือน ที่บ้านเกิด ข้าก็เคยเลี้ยงลูกหมาป่าตัวหนึ่งเหมือนกัน” นางวาดมือให้ข้าดู “โตเท่านี้แหละ” นิ้วมือดุจกล้วยไม้วาดเป็นรูปร่างหนึ่งที่กลางอากาศ วาดเสร็จนิ่งไปชั่วครู่ นางส่ายหน้าแล้วยิ้ม ยิ้มเสร็จเงยหน้าขึ้นมองข้า สีหน้าแววตาไม่แสดงความเห็นใดๆ “ท่านก็คือจวินฝู? จวินฝูที่จวินซือฝุบอกว่าสามารถช่วยข้าทำความปรารถนาให้เป็นจริงได้คนนั้น?”

ข้าตอบว่า “ใช่”

ตอนพูดคำว่า “ใช่” คำนี้ ความจริงไม่สามารถรู้สึกตัวว่า “จวินฝู” คือใคร การนี้บ่งบอกว่าข้าไม่ใช่คนได้ใหม่ลืมเก่า ข้าเป็นเยี่ยเจินมาสิบเจ็ดปี มีความผูกพันต่อชื่อนี้อย่างเต็มเปี่ยม แม้จะเปลี่ยนชื่อมานานมากแล้ว ก็ไม่สามารถลืมได้ตามใจชอบ

ฟูเหรินท่านแม่ทัพพาดนิ้วมือกับขอบเตียงหวายเคาะเบาๆ ๒-๓ ครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าที่ครุ่นคิดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ สามารถมองเห็นลักยิ้มบุ๋มลึกที่ข้างแก้ม เนิ่นนาน พูดยิ้มๆ ว่า

“จวินฝู ข้าอยากได้รับความฝันหนึ่ง ท่านรู้ไหมว่าข้าอยากจะได้ความฝันแบบไหน?”

ข้านั่งบนหลังเสี่ยวหวง มองนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ข้าไม่ทราบ แต่จะอย่างไรท่านก็ต้องเล่าให้ข้าฟังอยู่ดี” คิดเล็กน้อยแล้วเสริมอีกว่า “แต่ข้าไม่ได้มาช่วยท่านหรอกนะ แค่มาทำการแลกเปลี่ยนรายการหนึ่งเท่านั้น ข้าไม่ต้องการภูเขาเงินทอง ในไม่กี่วันนี้ที่พักอยู่เมืองเยว่ แค่อยากให้ท่านช่วยดูแลเรื่องอาหารการกิน ข้าจะมอบความฝันหนึ่งให้แก่ท่าน ท่านอยากจะได้ความฝันแบบใด ข้าจะให้ความฝันแบบนั้นแก่ท่าน ถึงเวลานั้นท่านสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง เลือกว่าจะรั้งอยู่ในความฝัน หรือจะออกมาจากความฝันนี้”

นางพูดว่า “อ้อ?”

ข้าพยักหน้า “หากท่านเลือกที่จะออกมาจากความฝันนี้ สักแดงเดียวข้าก็ไม่ขอรับ แต่ถ้าท่านเลือกที่จะอยู่ในความฝัน...”

หางตาซ่งหนิงโค้งขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้ม

“ถ้าข้าเลือกที่จะอยู่ในความฝัน จวินกูเหนี่ยงจะทำอย่างไรหรือ?”

ข้ามองตานาง “ถ้าท่านเลือกที่จะอยู่ในความฝัน จงมอบชีวิตในธุลีภพให้แก่ข้าเป็นค่าตอบแทน ท่านเห็นว่าอย่างไร?”

คิ้วเรียวงามทั้งคู่ของซ่งหนิงเลิกขึ้น แล้วพลันมองไปยังกลางอากาศเหนือศาลา ครู่ใหญ่ พลันหัวเราะคิกออกมา

“ตกลง”

 

วันนี้ ข้าไม่สามารถรีบไปรีบกลับอย่างที่เสี่ยวหลานต้องการได้ อยู่ในศาลากลางน้ำถึงกว่าครึ่งวัน เพราะซ่งหนิงเล่าเรื่องราวช่วงหนึ่งให้ข้าฟัง

นั่นคือมารในใจของนาง นางต้องการแก้ไขเรื่องราวช่วงนี้ให้ถูกต้อง แม้จะแค่ในความฝันก็ตาม แน่นอนว่านี่เป็นการหลอกตัวเองล้วนๆ เนื่องจากซ่งหนิงหลอกตัวเองไม่เป็น จึงได้ปรารถนาห้วงฝันมาทำให้ตัวเองหลอกตัวเองสำเร็จ

ม่านทั้งสี่ด้านของชายคาถูกเกี่ยวขึ้น ณ ที่ไกลคือตะวันรอนสะท้อนผิวทะเลสาบ

ซ่งหนิงอาศัยน้ำชาดื่มเลือด ๒-๓ หยดของข้าลงไป เลือดชักนำปราณชีวิตภายในร่างของนางมารวมตัวกัน แปรเป็นอักษรเสียงที่เต้นขยับ เรียงตัวเป็นแถวอยู่ตรงหน้าข้า

ข้าจำอักษรเสียงทีละตัวๆ จนขึ้นใจ นี่คือท่วงทำนองหัวซวีของซ่งหนิง

นางค่อยๆ ย้อนทวนความทรงจำท่ามกลางแสงสะท้อนของผิวทะเลสาบ ส่วนข้ามองเห็นอดีตของนาง แต่ละฉากแต่ละตอน ผ่านทางท่วงทำนองหัวซวีที่เต้นขยับ

นางพูดว่า “จวินกูเหนี่ยงเคยได้ยินไหมว่า ถึงแม้ข้าจะเป็นภรรยาของแม่ทัพแห่งแคว้นเจียง แต่ไม่ใช่ชาวแคว้นเจียง เมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนที่ข้าอายุสิบเจ็ดปี โตประมาณเดียวกับท่านนี่แหละ ได้นำพาความรักอย่างเต็มเปี่ยมแต่งงานมาสู่แคว้นเจียง ช่างเป็นช่วงวัยประดุจบุปผาโดยแท้...”

 

ในช่วงวัยประดุจบุปผา ซ่งหนิง น้องสาวของซ่งเหยี่ยน แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหลี ได้พบพานเสิ่นอ้านด้วยโชคชะตาบันดาล ในสนามรบระหว่างแคว้นเจียงกับแคว้นหลี

เวลานั้น เสิ่นอ้าน ท่านแม่ทัพเสิ่นคือแม่ทัพหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดของแคว้นเจียง มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือว่า มีรูปโฉมอันคมสันเย็นชา วิทยายุทธ์อันยอดเยี่ยม และร้อยรบร้อยชัย

ซ่งหนิงเกิดมาในตระกูลแม่ทัพ ถูกเลี้ยงดูแบบบุตรชายมาแต่ยังเด็ก ใช้ทวนพู่แดงได้อย่างเก่งกาจเลิศล้ำ อายุสิบสี่ปีก็ติดตามพี่ชายออกรบไปทั่วทุกทิศ

วัย ๑๖-๑๗ ปีกำลังเป็นช่วงเวลาที่บรรดาเด็กสาวถือเข็มเย็บผ้าขะมักเขม้นอยู่กับชุดวิวาห์พอดี มือคู่นั้นของซ่งหนิงที่ถือทวนพู่แดง กลับปลิดชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายในสนามรบ

แคว้นหลีนับแต่โบราณมาชายมากหญิงน้อย หญิงสาวมักจะล้ำค่าเป็นพิเศษ ฤดูใบไม้ผลิปีที่สิบเจ็ดในรัชกาลหลีจวงกง บรรดาตระกูลใหญ่ที่ภายในบ้านมีบุตรสาววัยออกเรือน ต่างถูกย่ำจนธรณีประตูสึกกันทุกบ้าน แต่คฤหาสน์แม่ทัพใหญ่ที่เป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่ง กลับเงียบเหงาร้างผู้คน ไม่มีผู้ดีมีตระกูลคนใดกล้าแต่งงานกับซ่งหนิง ทุกคนต่างกลัวว่าหลังจากแต่งงานกับซ่งหนิงแล้ว หากกล้ารับอนุอีก ตัวเองกับอนุจะถูกซ่งหนิงอัดตายด้วยกันทั้งคู่

หลีจวงกงทรงประสงค์จะกระทำเรื่องดีงาม พระราชทานซ่งหนิงให้สมรสกับคุณชายรองของคฤหาสน์มหาเสนาบดี คุณชายรองของมหาเสนาบดีได้ยินเรื่องนี้เข้า ก็ตกใจจนร่วงตกจากหลังม้าทันที

ซ่งหนิงได้รับข่าวนี้ในสนามรบ และยืนนิ่งที่ริมลำธารอยู่เนิ่นนาน ซ่งเหยี่ยนตามหานางพบ ขมวดคิ้วพูดว่า

“เจ้าไม่ต้องกังวลไป ไอ้เด็กเวรที่ไม่รู้จักดีชั่วนั่น พี่มีวิธีจะจัดการทำให้มันไม่กล้าไปแต่งงานกับคนอื่นนอกจากเจ้าแน่นอน”

นางฝืนคลี่ยิ้มพูดเสียงนุ่มว่า “เกอเกออย่าโมโหเลย ลูกผู้ดีไม่เอาถ่านที่วันๆ เอาแต่กินเหล้าเคล้านารีตีไก่แข่งหมาในเมืองหลวงพวกนั้นน่ะ พวกเขาไม่ถูกใจอาหนิง แล้วนึกว่าอาหนิงถูกใจพวกเขารึ? อาหนิงจะแต่งงานทั้งที ย่อมต้องแต่งกับวีรบุรุษแห่งยุค”

คำพูดนี้เดิมทีก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง แสดงให้เห็นว่านางไม่ได้คิดมากกับเรื่องจำพวกถูกคุณชายรองของมหาเสนาบดีรังเกียจเดียดฉันท์เลย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้พบกับวีรบุรุษที่โชคชะตาลิขิตมาจริงๆ ได้พบในปีนั้น...ในฤดูหนาวนั้นเอง

วีรบุรุษขี่ม้าสีนิล ถือกระบี่หนักแปดสิบจิน แซ่เสิ่นชื่ออ้าน ชื่อรองป๋อโจว

 

นั่นคือฤดูหนาวอันทารุณของปีที่สิบเจ็ด รัชกาลหลีจวงกง ทะเลทรายกลายเป็นหิมะ ตะเข็บชายแดนระหว่างแคว้นหลีกับแคว้นเจียงมีการค้นพบม้าเหงื่อโลหิตเป็นฝูง ทั้งสองแคว้นต่างต้องการยึดครองเป็นของตน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก ถือเรื่องนี้เป็นชนวนเหตุ จุดชนวนความแค้นที่สั่งสมมานานปีให้ปะทุ สุดท้ายบ่มตัวเป็นสงครามครั้งใหญ่

ซ่งหนิงได้ยินผลงานความชอบอันยิ่งใหญ่ของเสิ่นอ้านมานาน ด้วยนิสัยวัยคะนอง ในใจไม่ค่อยจะยอมรับนับถือนัก คิดหาโอกาสพิสูจน์ฝีมือกับเขาสักตั้งมาโดยตลอด

ในที่สุดในวันนี้ หิมะกระหน่ำหนัก สองทัพปะทะกันที่หน้าด่านอวี้หลาง

โอกาสได้มาไม่ง่ายดาย ซ่งหนิงผู้สุขุมคัมภีรภาพเสมอมาไม่สนใจสายตาของพี่ชาย ชิงเฆี่ยนม้าโถมออกไป ประกาศชื่อฉายาตนเองที่หน้าขบวนทัพ ร้องตะโกนท้าทายเสียงหนัก

“ทวนจื่อฮุย ซ่งหนิง รุดมาขอคำชี้แนะยอดกระบวนท่าของเสิ่นอ้านท่านแม่ทัพเสิ่น”

กำลังแรงของสายลมหนาวนำพาเสียงขาดเป็นห้วงๆ ของนางถ่ายทอดสู่ขบวนทัพศัตรู ท่ามกลางธงทิวที่ปลิวสะบัดท้าทาย แม่ทัพในชุดเกราะสีฟ้าซีดขี่ม้าออกมาช้าๆ ดวงหน้าคมสันเย็นชา กระบี่ยาวเย็นเยียบประดุจน้ำภายในมือเรืองประกายสีขาวยะเยือก

การท้าดวลอันองอาจห้าวหาญครั้งนี้ เพลงทวนของซ่งหนิงไม่เคยใช้ได้งุ่มง่ามแบบนี้มาก่อน เพียงห้ากระบวนท่าก็ถูกเหวี่ยงตกจากหลังม้า

ชั่วชีวิตไม่เคยพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว...พ่ายแพ้อย่างอนาถถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายกลับแม้แต่ขนคิ้วยังไม่กระตุกสักเส้น เพียงแค่ตกตะลึงในจังหวะที่กระบี่ยาวเขี่ยหมวกเกราะของนางร่วงตกลงโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ที่แท้เป็นผู้หญิงหรอกรึ”

ซ่งหนิงหลงรักเสิ่นอ้าน เพราะเขาเอาชนะนางได้ นี่แหละคือสาเหตุที่ในภายหลังการประลองยุทธ์เลือกคู่กลายเป็นที่นิยมอย่างช่วยไม่ได้...บนโลกนี้หญิงสาวที่แข็งแกร่งมีมากขึ้นทุกวัน เวลาที่เหล่าหญิงสาวผู้แข็งแกร่งเสาะหาสามี ล้วนแต่มีหัวใจต๊กโกวคิ้วป่ายทั้งนั้น

ท่านอยากได้นางมาครอง ก็ต้องโค่นนางให้ได้ก่อน ถ้าท่านโค่นนางได้ ย่อมจำเป็นต้องได้นางมาครอง ถ้าท่านโค่นนางแล้วแต่ไม่ยอมได้นางมาครอง ย่อมจะเปลี่ยนไปเป็นนิยายแนวรันทดบีบคั้นอารมณ์

สรุปแล้ว ทวนจื่อฮุยถูกกระบี่ยาวในมือของเสิ่นอ้านปัดกระเด็นออกไปไกลสองจ้าง เขานั่งอยู่บนหลังม้า โน้มตัวตวัดกระบี่เกี่ยวทวนยาวที่นอนนิ่งบนพื้นขึ้นมา สะบัดมือกลับซัดออก ก็ปักตรึงลงที่ข้างกายของซ่งหนิงพอดิบพอดี น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

“ทวนของเจ้า”

สายลมหอบปุยหิมะปลิวว่อนทั่วทะเลทรายอย่างไร้กริ่งเกรง ในดวงตาเขาคือทหารหาญสามหมื่นนายด้านหลังนาง เรียวปากนางมีรอยยิ้มอยู่รำไร ในดวงตากลับมีแค่เขาคนเดียว

เสิ่นอ้านได้ยืนตระหง่านง้ำเป็นบรรพตสูงอยู่ภายในหัวใจของซ่งหนิง ม้าศึกสีนิล ชุดเกราะออกศึกสีฟ้าซีด ยามตวัดกระบี่ทั้งรวดเร็วและแม่นยำ ไม่มีทางเสียเวลาของชีวิตโดยสูญเปล่าในอ้อมแขนของสตรีโดยเด็ดขาด

นางคิดในใจ นี่สิถึงจะเป็นวีรบุรุษในใจนาง น่าเสียดายที่เป็นวีรบุรุษของแคว้นศัตรู

แต่วีรบุรุษเองก็มีช่วงเวลาที่ตกอับ ทั้งยังมักจะต้องมีช่วงเวลาที่ตกอับ ในทุกยุคทุกสมัยเหล่าอัจฉริยะที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพผู้เลื่องลือนามต่างเป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น ไม่ใช่เคยตกอับ ก็เป็นกำลังอยู่บนเส้นทางของการตกอับ

ด้วยเหตุนี้ เสิ่นอ้านได้พบกับซ่งหนิงแล้ว หลังจากนั้นก็ได้เดินไปบนเส้นทางของการตกอับ...ความจริงจะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ พูดแบบนี้ไม่ดี จะดูเหมือนซ่งหนิงเป็นตัวซวยเกินไป เรื่องเสิ่นอ้านพ่ายแพ้ยับเยินที่ทุ่งชางลู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับซ่งหนิงจริงๆ เหล่านักวิชาการด้านการทหารวิเคราะห์กันเนิ่นนานมาก เหตุผลที่น่าเชื่อถือที่สุดที่สามารถหาได้คือ ดาวประจำตัวของเสิ่นอ้านบอกว่าวันนั้นเขาไม่ควรเดินทาง

การศึก ณ ทุ่งชางลู่ เสิ่นอ้านพ่ายแพ้ใต้น้ำมือของซ่งเหยี่ยน แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหลี ทหารกล้าห้าพันนายที่นำไปตายหมดทั้งกองทัพ ตัวเขาเองก็โดนลูกธนูไปหลายดอก เกือบจะตายคาสนามรบ

ยามรุ่งสาง เหยี่ยวห่ายตงชิง[2]ของซ่งเหยี่ยนข้ามผ่านทวีปเขียว[3]และทะเลทราย กระพือปีกร่อนลงบนมือของซ่งหนิง ซ่งหนิงปลดกระบอกไม้ไผ่บรรจุข่าวสารของกองทัพออกมาจากกรงเล็บของห่ายตงชิง พอได้อ่าน มือกระตุกวูบ ผืนแพรใหญ่เท่าฝ่ามือตกลงสู่น้ำโคลน ตัวหนังสือพร่าเลือนกลายเป็นเงาหม่นมัวอันรันทดหนึ่งแถว

ซ่งหนิงไม่เชื่อว่าเสิ่นอ้านตายในการรบ เพราะนางเพิ่งจะนิยามเสิ่นอ้านว่าเป็นวีรบุรุษผู้ไร้พ่ายในดวงใจ ไม่ถึงสามวัน วีรบุรุษผู้ไร้พ่ายก็พ่ายแพ้เสียแล้ว ว่ากันด้านความรู้สึก ก็ทำให้นางยากจะทำใจยอมรับได้จริงๆ นั่นแหละ

ซ่งหนิงพกยารักษาบาดแผลขึ้นขี่ม้าควบออกจากค่าย นางคิดในใจว่า หากเขาไม่ได้ตาย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยเขาให้รอดให้จงได้ หากเขาตายในการรบ นางจะขอควานหาศพของเขาให้พบ ฝังเขาสู่สุคติด้วยมือตัวเอง เขาจะกลายเป็นซากกระดูกไร้เจ้าของในทะเลทรายไม่ได้

เขาเป็นคนแรกที่ทำให้หัวใจของนางหวั่นไหว เป็นคนเดียวที่แตกต่างจากบรรดาลูกผู้ดีเสเพลที่สำมะเลเทเมาไปวันๆ พวกนั้นในเมืองหลวงแคว้นหลี เป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง

ความจริงนางรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง นางเองก็ไม่เคยทดสอบมาก่อน ทุกอย่างเป็นแค่จินตนาการทั้งนั้น นางกลับหลงรักเสิ่นอ้านมากยิ่งขึ้นในระหว่างที่จินตนาการ

ท้องฟ้ามืดครึ้ม สายลมทะเลทรายราวกับหนีบมีดไว้ ม้าศึกที่ควบขี่ถูกเศษหินที่สายลมคลั่งหอบขึ้นมาจู่โจมใส่จนส่งเสียงร้องลั่น

ซ่งหนิงหมอบแนบกับหลังม้า ท่ามกลางผืนทรายอันเวิ้งว้าง นางใช้ผ้าขาวบางบังดวงตาไว้ ปกป้องยารักษาบาดแผลในอกเสื้อ กัดฟันควบม้าทวนกระแสลม มือและใบหน้าถูกพายุทรายที่โหมพัดผ่านอย่างดุดันถากเป็นแผลแผลแล้วแผลเล่า นางยกรอยแผลบนมือขึ้นมาที่ริมฝีปากแล้วเลีย จากนั้นต้านลมเดินหน้าต่อไป

นางคิดในใจ เสิ่นอ้านกำลังรอนางอยู่ข้างหน้านี่เอง ความเชื่อมั่นนี้ช่วยค้ำจุนให้นางใช้เวลาสั้นที่สุดเดินทางผ่านเส้นทางอันยาวไกลที่สุดนี้ ในระหว่างนั้นยังเลี่ยงหลบทหารกองใหญ่ที่พี่ชายนางยกกลับค่ายได้อีกด้วย

อย่างไรเสียมันก็แค่นางคนเดียวที่เข้าใจว่าเป็นแบบนี้ ความจริงแล้วท่านคิดดูเถิด เสิ่นอ้านจะกำลังรอนางอยู่ได้ยังไง เสิ่นอ้านจำนางไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

ทุ่งชางลู่ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า คราบเลือดถูกพายุทรายก่อนหน้านี้กลบบังเสียกว่าครึ่ง ราวกับว่าสมรภูมินี้ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน เพียงแต่กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นในอากาศทำให้ผู้คนได้ตระหนักว่า มันยังคงเป็นแดนโลกันตร์อันใหม่เอี่ยม

ซากศพของชาวแคว้นเจียงปูทุ่งชางลู่ดำสนิทไปทั้งผืน ลงจากม้าเหยียบใส่ตรงไหนสักที่ ก็สามารถเหยียบโดนเศษชิ้นส่วนของศพได้ทั้งนั้น

ซ่งหนิงพลิกหงายศพสองพันกว่าร่างด้วยมือเปล่า การนี้สามารถดูออกได้แล้วว่านางกับเสิ่นอ้านไร้วาสนาต่อกัน หากมีวาสนาต่อกัน ก็ควรจะพลิกเจอเสิ่นอ้านตั้งแต่ศพแรก แต่นางยังคงมุ่งมั่นไม่สั่นคลอน คาดว่าคงคิดว่าจะต้องพลิกจนเจอเขาให้จงได้ถึงจะมาไม่เสียเที่ยว

อาจเป็นเพราะจิตที่ยึดมั่นเช่นนี้ได้ทำให้สวรรค์ทรงตื้นตันในที่สุด ตอนพลิกถึงร่างที่สองพันเจ็ดร้อยยี่สิบแปด นางเช็ดใบหน้าของชายที่บนหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดจนสะอาด มองเห็นคิ้วตาอันคมสัน นางกอดเขาแน่น สะอื้นออกมาว่า “เสิ่นอ้าน”

 

ซ่งหนิงไม่ได้หลับหูหลับตาทายผิด เหล่าวีรบุรุษทั้งหลายมักจะชะตาไม่ยอมขาดในยามที่ควรตายเสมอ

เสิ่นอ้านยังคงมีชีวิตอยู่ นางกอดเขาพลางได้ยินเขาแค่นเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัวยามถูกสัมผัสบาดแผล ในใจนางเหมือนถูกทุบด้วยค้อนหนักพันจิน น้ำตาไหลรินลงอาบแก้ม

“ข้ารู้อยู่แล้ว...ว่าข้าควรจะมา”

เวลานั้นทั้งสองนั่งอยู่ท่ามกลางซากศพกองใหญ่ เสิ่นอ้านหมดสติโดยสิ้นเชิง ซ่งหนิงผู้ซึ่งแม้จะอยู่ในสนามรบ ก็ยังแสดงสีหน้าที่ยิ้มแย้มต่อผู้คน เอามือปิดตาของตนร้องไห้จนน้ำตานองใบหน้า

ซ่งหนิงช่วยชีวิตเสิ่นอ้านไว้ ตอนยังเด็กนางเคยเรียนวิชาแพทย์อยู่ในคฤหาสน์ เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้ ตอนสำเร็จวิชาก็ทำได้แค่พอจะรักษาไข้หวัดระดับเบาได้เท่านั้น

บาดแผลของเสิ่นอ้านสาหัสเสียจนแม้แต่มหาโอสถเมธีป๋ายหลี่เยว่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถรักษาให้หายดีได้

ภายใต้สถานการณ์ที่อุปกรณ์แข็งและอุปกรณ์อ่อน[4]ต่างขาดแคลนถึงขีดสุด ซ่งหนิงกลับไม่ได้ทำให้เสิ่นอ้านตาย หนำซ้ำยังทำให้เขาอาการดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ได้แต่บอกว่าเป็นเพราะความจริงใจของนางทำให้สวรรค์ทรงตื้นตันอีกครั้ง...

แต่ดวงตาทั้งคู่ของเสิ่นอ้านบาดเจ็บจากพายุทราย ไม่อาจฟื้นคืนดังเดิมได้ชั่วคราว เขานั่งอยู่ในถ้ำของภูเขาหิมะลูกหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับทุ่งชางลู่ ลูบกระบี่ของตนเบาๆ พูดกับซ่งหนิงเสียงราบเรียบว่า

“ไม่ทราบว่าผู้ที่ช่วยชีวิตจ้ายเซี่ยไว้ คือแม่นางหรือคุณชาย?”

ตั้งแต่ต้นจนจบซ่งหนิงไม่ได้ให้เสิ่นอ้านรู้ว่าตัวนางคือแม่นางหรือคุณชาย ทัพใหญ่แคว้นหลีเหยียบทุ่งชางลู่จนราบคาบ เข่นฆ่าทหารกล้าห้าพันนายของเสิ่นอ้าน นางคิดว่าเสิ่นอ้านต้องเคียดแค้นชาวแคว้นหลีอย่างมากเป็นแน่ นางจะให้เสิ่นอ้านรู้ว่านางคือซ่งหนิงแห่งแคว้นหลีได้ยังไง

ถึงอย่างนั้นลิขิตสวรรค์ยากจะหยั่ง ในคืนนั้น พิษบาดแผลของเสิ่นอ้านกำเริบ หนาวสั่นถึงขีดสุด ไม่ว่าจะก่อไฟสักกี่กองภายในถ้ำก็ไร้ประโยชน์

ซ่งหนิงดูแล้วทั้งร้อนใจและปวดใจสงสาร นิ่งคิดอยู่เป็นนาน ในที่สุดได้ใช้วิธีเก่าแก่ที่บันทึกอยู่ในตำราโบราณ ถอดเสื้อผ้าบนตัวออก เข้าใกล้เขา สวมกอดกับเขาแน่น

ภายในถ้ำ รอบด้านมีแต่กองไฟ แผดเผาจนชั้นหิมะบางๆ บนผนังถ้ำละลายเป็นน้ำ หยดไหลลงมาตามผนังถ้ำ ติ๋ง...ติ๋ง...

เสิ่นอ้านฟื้นคืนสติมา ผลักนางออกทันที นางกอดเขาแน่นเหมือนหมีซู่ไต้ แรงผลักของเขายิ่งมาก นางยิ่งแนบสนิท เขาเอ่ยปากอย่างอ่อนใจ

“กูเหนี่ยงไม่จำเป็นต้องทำลายความบริสุทธิ์เพื่อจ้ายเซี่ยหรอก”

ในใจนางนึกขัน ใช้นิ้วมือเขียนลงบนหน้าอกเขาเบาๆ

“เมตตาจิตแห่งแพทย์เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องถือสา”

ความจริงแล้วในใจนางไม่ได้มีเมตตาจิตเลยสักนิด เพียงแค่คิดว่า นี่คือคนที่นางรัก วีรบุรุษของนาง จะใช้วิธีไหนช่วยชีวิตเขาก็คู่ควรทั้งนั้น แม้จะเป็นหนึ่งชีวิตแลกหนึ่งชีวิตก็ตาม อย่าว่าแต่แค่ผิวกายแนบชิดกันเท่านั้น

เสิ่นอ้านเลิกลองพยายามผลักไส วางมือลงบนบ่าของนางเบาๆ

“หากกูเหนี่ยงไม่รังเกียจ รอจนบาดแผลของจ้ายเซี่ยหายดี จะไปเยือนถึงเรือนเพื่อสู่ขอกูเหนี่ยง”

ซ่งหนิงสะท้านเฮือก ค่อยๆ ซบศีรษะกับอกเขา

นับตั้งแต่เสิ่นอ้านมีอาการหนาวสั่นในคืนนั้นเป็นต้นมา สถานการณ์ก็เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เขานอนหมดสติตลอดทั้งวัน

ยารักษาบาดแผลในมือของซ่งหนิงได้หมดลง ด้วยความอับจนหนทาง นางจึงคิดจะแบกเสิ่นอ้านข้ามภูเขาหิมะ เสาะหาเมืองขอรับการรักษา

เรื่องนี้อันตรายอย่างมาก ก่อนอื่น ต้องคำนึงถึงว่าภูเขาหิมะอากาศหนาวเหน็บ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะแข็งตายในระหว่างที่ข้ามภูเขา ถัดไป ต้องคำนึงถึงว่าหิมะถล่มถี่มาก มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะถูกหิมะที่ทับถมกันบนเนินลาดของไหล่เขาถล่มลงมาทับตาย ถัดไปอีก ยังต้องคำนึงถึงด้วยว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะอดตายเพราะหลงทางเดินออกไปจากภูเขาหิมะไม่ได้

สรุปแล้ว ทั้งหมดล้วนแต่ลำบากยากเย็นยิ่ง แต่ซ่งหนิงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้คุ้มค่าที่จะลองดู แม้ว่าการเดินออกจากถ้ำจะเป็นการรนหาที่ตาย แต่การอยู่ในถ้ำก็เป็นการรอความตายเช่นกัน ทั้งสองด้านล้วนแต่ตาย บางทีการรนหาที่ตายยังพอจะสามารถหาหนทางรอดเสี้ยวหนึ่งพบได้

นางไม่เคยคิดเรื่องทิ้งเสิ่นอ้านไว้ แล้วกลับค่ายไปคนเดียวเลย

ในสามวันนี้นางไม่หลับไม่นอน แบกเสิ่นอ้านข้ามภูเขาหิมะมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เมื่อมาถึงร้านหมอในเมืองด้านหลังภูเขาหิมะ มือและเท้าของนางต่างพองแตก วางเขาลงไปตั้งพักใหญ่แล้ว เอวก็ยังไม่สามารถเหยียดตรงได้

เสิ่นอ้านยังคงหมดสติ

ซ่งหนิงไม่ได้กลับค่ายมาเกือบสิบวัน ซ่งเหยี่ยนร้อนใจจนเต้นผางอยู่นานแล้ว ส่งแม่ทัพใต้อาณัติออกตามหาตัวน้องสาวจนทั่ว ซ่งหนิงเพิ่งจะมาถึงเมืองน้อย ก็มองเห็นลูกน้องของพี่ชาย

นางรู้ตัวดีว่าไม่สามารถอยู่ได้นานนัก จึงปล่อยหยกประดับติดตัวชิ้นหนึ่งตกแตกเป็นสองซีก ใช้ด้ายไหมแดงร้อยทะลุซีกหนึ่งในนั้นห้อยไว้ที่คอของเสิ่นอ้าน ส่วนตัวนางเก็บอีกซีกไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยัน นางฝากฝังเสิ่นอ้านไว้กับปู่หลานคู่หนึ่งในร้านหมอ ทิ้งเงินไว้ห้าทอง พูดช้าๆ ว่า

“นี่คือท่านแม่ทัพแห่งแคว้นเจียงของพวกเจ้า รักษาเขาให้หายดี จ้าวแคว้นของพวกเจ้าย่อมจะมีรางวัลให้อย่างแน่นอน”

หมอชราทรุดลงคุกเข่ากับพื้นทันที หลานสาวใบ้ที่ด้านข้างช่วยพยุงท่านไว้ มือข้างหนึ่งขยับเป็นท่าทางที่ซ่งหนิงดูแล้วไม่เข้าใจ

มือของนางไล้ผ่านขนตาของเสิ่นอ้าน ใบหน้าเขาซีดเผือด หลับสนิทอย่างยิ่ง ไม่ได้รู้ว่านางกำลังจะจากไป

เรื่องราวที่นางเล่าให้ข้าฟังช่วงนี้ ส่วนที่ไม่มีอยู่ในความทรงจำของนางเหล่านั้น ข้ากลับมองเห็น

ในวันที่สามหลังจากซ่งหนิงจากไปนั่นเอง เสิ่นอ้านได้ตื่นขึ้นในคืนฝนพรำ ดวงตาของเขาผ่านการชะล้างจากน้ำยา สามารถมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว

หลานสาวใบ้ของหมอชรานั่งอยู่ริมเตียงเขา เขาเพ่งพิศดูนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน หัวเราะเบาๆ

“ที่แท้เจ้าหน้าตาอย่างนี้เอง หลายวันมานี้เป็นห่วงข้าสินะ? ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันหรือ?”

ดวงหน้าหมดจดคมขำของหญิงใบ้แดงระเรื่อในบัดดล กัดริมฝีปากมองเขาอย่างขวยเขิน

เขามองไปรอบๆ “อยู่ในร้านหมอใช่ไหม? เจ้าเข้ามานั่งใกล้กว่านี้หน่อย”

หญิงใบ้หน้าแดงก่ำขยับเข้าไปนั่งใกล้ขึ้นหน่อย

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าพูดไม่ได้หรือ?”

นางพยักหน้าอย่างลังเล

เขากุมมือของนางไว้ “มิน่าเล่าที่ผ่านมาจึงไม่เคยได้ยินเจ้าพูดเลย ที่แท้เป็นเพราะพูดไม่ได้นี่เอง”

นางช้อนตานิดๆ ขึ้นมองเขา แล้วก้มหน้าลงอย่างขวยเขินอีกครั้ง แต่ไม่ได้ชักมือออก

 

ฤดูใบไม้ผลิปีที่สิบแปด รัชกาลหลีจวงกง แคว้นเจียงรบพ่าย ใช้เมืองชายแดนสองเมืองขอเจรจาสงบศึก หลีเจียงสองแคว้นได้ร่วมกันทำสัญญาหน้ากำแพงเมือง

หลังจากทำสัญญาได้ไม่นาน หลีจวงกงทรงรับซ่งหนิง น้องสาวของแม่ทัพใหญ่ซ่งเหยี่ยนเป็นธิดาบุญธรรม พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าหญิงจิ้งอู่ จากนั้นส่งทูตไปเยือนแคว้นเจียงเสนอเรื่องสมรสต่อเจียงมู่กง โดยประสงค์จะผลักดันการสมรสของซ่งหนิงกับเสิ่นอ้านให้สำเร็จ ผูกสัมพันธ์อันดีระหว่างสองแคว้น

กาลก่อนซ่งหนิงไม่อาจให้เสิ่นอ้านรู้ได้ว่านางคือใคร เนื่องจากคั่นขวางด้วยความแค้นของแคว้น นางกลัวว่าเสิ่นอ้านจะยอมตายดีกว่ายอมรับบุญคุณของชาวแคว้นหลี ไม่ยอมให้นางช่วยเหลือ

ความจริงแล้วซ่งหนิงคิดมากไปเองทั้งนั้น ดังคำกล่าวที่ว่าวีรบุรุษไม่ถามไถ่ที่มา นั่นคือเวลาวีรบุรุษได้รับบุญคุณจากผู้ใด ปกติแล้วจะไม่ถามถึงที่มาของบุญคุณ

แต่บัดนี้นางกำลังจะแต่งงานไปยังแคว้นเจียง แต่งงานกับวีรบุรุษในดวงใจ นางจำได้ว่าเสิ่นอ้านบอกว่าจะแต่งงานกับนาง ไม่ว่าเขารักนางหรือไม่ นางก็จะให้เขาทำตามคำสัญญา

นี่แหละคือสาเหตุที่พวกผู้ชายต่างเกลียดการตกปากรับคำผู้หญิง เพราะความจำของพวกนางดีเกินไปจริงๆ ทั้งยังมักจะมีวิธีบังคับให้ทำตามคำสัญญาอีกด้วย

ซ่งหนิงเขียนจดหมายยาวขึ้นมาหนึ่งฉบับ ในจดหมายแนบหยกประดับครึ่งซีกที่ปล่อยให้ตกแตกเมื่อตอนนั้น ขอให้ราชทูตผู้เจรจาเรื่องสมรสมอบให้แก่เสิ่นอ้านเป็นการส่วนตัว

จวบจนขบวนส่งตัวเจ้าสาวเริ่มออกเดินทาง ซ่งหนิงก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากเสิ่นอ้าน แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรนัก อย่างมากก็เป็นแค่ฉากแทรกสั้นๆ ซึ่งผิดที่ผิดทางเท่านั้น เพราะจะยังไงเสิ่นอ้านได้รับปากเรื่องสมรสที่หลีจวงกงเสนอขึ้นมานี้แล้ว

ซ่งหนิงเฝ้าคาดเดาซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในใจ เห็นว่าข้อแรก เสิ่นอ้านเอ่ยปากเสนอมาเองว่าจะแต่งงานกับนาง ข้อที่สอง เสิ่นอ้านรับปากเจียงมู่กงด้วยตนเองว่าจะแต่งงานกับนาง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสนอหรือฝ่ายสนอง เขาต่างให้ความร่วมมือเต็มที่ เรื่องนี้ไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดอย่างแน่นอน

ไม่นึกว่าสุดท้ายจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจนได้ กลับเป็นลิขิตสวรรค์ นี่เป็นคำกล่าวที่พิสดารพันลึก แต่ไม่พิสดารพันลึกก็ดูเหมือนจะไม่สามารถอธิบายถึงการจับพลัดจับผลูของโชคชะตาได้ ดังเช่นซ่งหนิง ดังเช่นข้า

 

ในคืนเข้าหอ จันทร์เพ็ญลอยเด่นเหนือยอดไม้ ปุยเมฆปูแผ่ ณ ปลายฟ้า เทียนมงคลสาดส่องเป็นเงาลายตาชั้นแล้วชั้นเล่า

ซ่งหนิงปลุกปั้นอารมณ์อยู่ครึ่งค่อนวัน อยากจะมอบรอยยิ้มที่งดงามสดใสที่สุดให้แก่เสิ่นอ้านยามเมื่อเขาเลิกผ้าคลุมศีรษะขึ้น

เดิมทีนางก็งามล้ำเป็นเอกอยู่แล้ว ถึงแม้บรรดาลูกท่านหลานเธอเสเพลในเมืองหลวงแคว้นหลีจะพร้อมใจกันไม่ยอมสู่ขอซ่งหนิงเป็นภรรยา แต่กับความงามของนางแล้วต่างพากันยอมรับเป็นเสียงเดียว

ประเด็นนี้ความจริงไม่ง่ายดายอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นโดยอ้อมว่า บรรดาลูกผู้ดีเสเพลของแคว้นหลี ต่างมีระดับสายตาในการมองความงามสูงมาก ทั้งยังมีแนวโน้มเป็นเอกฉันท์อีกด้วย

เนื่องจากงามล้ำเป็นเอก รอยยิ้มที่คลี่แย้มบนดวงหน้าที่งามล้ำเป็นเอก ย่อมจะงามล่มเมืองเป็นธรรมดา เสิ่นอ้านเกี่ยวผ้าคลุมศีรษะสีแดงลายยวนยางเล่นน้ำขึ้น มองเห็นรอยยิ้มงามล่มเมืองเช่นนี้ ก็ตกตะลึง

ซ่งหนิงเอียงศีรษะเล็กน้อยมองเขา รอยยิ้มเปล่งประกายสดใสเจิดจ้า ใบหน้าของเสิ่นอ้านไร้ความรู้สึกใดๆ คือสีหน้าท่าทางเช่นที่นางคุ้นเคย นางคิดในใจ ความสุขชั่วชีวิตนี้ของนางต่างอยู่ที่นี่แล้ว

แม่นมชราในบ้านสอนให้นางกล่าวคำพูดอันจะทำให้คนรักใคร่เอ็นดูในคืนวิวาห์ เช่นว่า “ฟูจวิน[5] ข้าได้มอบอาหนิงให้แก่ท่าน ได้มอบให้แก่ท่านเป็นอย่างดี โปรดช่วยทะนุถนอมด้วยเถิดเจ้าค่ะ” อะไรอย่างนี้

นางกำลังคิดว่าจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา ยังอยู่ระหว่างรวบรวมกำลังใจ กลับได้ยินเขาพูดอย่างเย็นชาว่า

“เจ้ารู้ไหมว่า ผู้ที่นั่งริมเตียงวิวาห์นี้ในคืนนี้ เดิมทีควรจะเป็นใคร?”

นางไม่ทราบว่าเขาพูดถึงอะไร เงยหน้าขึ้นถามว่า “หือ?”

ภายในดวงตาของเขากระด้างเย็นเฉียบ

“ข้าได้ยินมาว่า พี่ชายของเจ้าเป็นคนเสนอต่อหลีกง ให้เจ้ากับข้าแต่งงานกัน ทำไมต้องเป็นข้าด้วย? แค่เพราะข้าเคยเอาชนะเจ้าได้หนึ่งครั้งในสนามรบน่ะรึ? ซ่งหนิง หรือก่อนหน้านี้พวกเจ้าไม่เคยสืบรู้มาก่อนว่า ข้ามีคู่หมั้นแล้ว?”

นางพึมพำว่า “แต่ท่านบอกว่าท่านจะแต่งงานกับข้า”

เขาแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ยังไงข้าก็เป็นขุนนางใต้อาณัติเขา เจ้าเหนือหัวเอาชีวิตของชีชีมาบีบบังคับข้า ข้าหรือจะมีเหตุผลให้ไม่ยอมทำตาม? เพียงแต่...ข้าไม่ต้องการได้รับสิ่งใดจากเจ้า และรบกวนเจ้าอย่าได้เรียกร้องสิ่งใดจากข้าด้วยเหมือนกัน”

นางมองหน้าเขา

“ข้าไม่ได้ต้องการจะเรียกร้องสิ่งใดจากท่าน ข้าเพียงแต่...”

เขาตัดบทนางกะทันหัน “อย่างนั้นก็ดี”

เขาสะบัดแขนเสื้อย่างเท้าออกจากห้องหอไป

ที่หน้าเตียงวิวาห์ แสงจันทร์แตกสลายเกลื่อนพื้น

นางมองแผ่นหลังของเขา คิดว่าไม่ควรเป็นแบบนี้เด็ดขาด นางร้องเรียกชื่อของเขา “เสิ่นอ้าน” เหมือนเช่น ณ ชั่วขณะเวลานั้นในแดนโลกันตร์แห่งทุ่งชางลู่ที่นางกอดเขาไว้ น้ำเสียงเจือสะอื้น ร้องเรียกอย่างแผ่วเบาและรัญจวน แต่เขาไม่ได้ชะงักฝีเท้า

นางไม่ได้หลั่งน้ำตา เพียงแค่สับสนงุนงง

เพียงครั้งเดียวในชีวิตที่นางเคยร้องไห้ นั่นคือตอนที่นางหาเขาพบในทุ่งชางลู่ และพบว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่

นางถอดชุดวิวาห์สีแดงเจิดจ้าออก พับอย่างประณีต นอนลงบนเตียงอย่างเรียบร้อย เบิ่งตามองเทียนคู่หงส์มังกรลามหมดเล่มดับเป็นเถ้า

นอกหน้าต่างแสงจันทร์ช่างหม่นหมอง

 
<>::<>::<>



[1] “ซื่อ” (氏) แปลว่า ตระกูล คนจีนโบราณจะไม่เรียกชื่อผู้หญิง เวลาเรียกจะเรียกแค่ “แซ่เดิม + ซื่อ” และใส่แซ่ของสามีไว้ข้างหน้า “เสิ่นซ่งซื่อ” (沈宋氏) หมายถึง หญิงแซ่ซ่งที่สามีแซ่เสิ่น
[2]  เหยี่ยวห่ายตงชิง (海东青) คือเหยี่ยว Gyrfalcon
[3]  ทวีปเขียว (绿洲) หมายถึง โอเอซิส
[4]  อุปกรณ์แข็งและอุปกรณ์อ่อน หมายถึง ฮาร์ดแวร์ (Hardware) กับซอฟต์แวร์ (Software) หรือก็คืออุปกรณ์ที่จำเป็นใหญ่น้อยทั้งหลาย เป็นอารมณ์ขันในการใช้คำของผู้เขียน
[5]  ฟูจฺวิน แปลว่า สามี เป็นคำที่ภรรยาใช้เรียกสามี

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:35

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น