บทที่สาม (2)
วันรุ่งขึ้น ซ่งหนิงมุ่งหน้าไปฉิ่งอานท่านแม่ทัพชราและฟูเหริน ได้ยินบรรดาสาวใช้กระซิบกระซาบกันว่า เมื่อคืนนี้ท่านแม่ทัพค้างคืนที่เรือนลมปทุม
ในเรือนลมปทุมมีหลิ่วชีชีพำนักอยู่ ชีชีกูเหนี่ยง นางคิดในใจ ชีชี ทั้งเขียวชอุ่มดกหนาทั้งมีชีวิตชีวา ช่างเป็นชื่อที่ดีจริงๆ
นางได้ยินว่าเสื้อที่ชีชีตัดให้ท่านแม่ทัพ ตะเข็บแน่นละเอียด ลายไผ่มรกตที่ปักดุจดั่งมีชีวิต
นางได้ยินว่าน้ำแกงข้นเม็ดบัวหลวงที่ชีชีตุ๋นให้ท่านแม่ทัพ ใช้เม็ดบัวชุดแรกจากในสระบัว น้ำแกงที่เคี่ยวออกมาหอมสดชื่นเตะจมูก
นางได้ยินว่าแม้ชีชีจะพูดไม่ได้ กลับมักจะสามารถทำให้ท่านแม่ทัพอารมณ์ดีได้
ความจริงแล้วความเห็นของซ่งหนิงต่อเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ เดิมทีหลิ่วชีชีควรจะเป็นภรรยาของเสิ่นอ้าน ตัวนางสอดเท้าเข้ามาขวางทำลายบุพเพสันนิวาสของผู้อื่น พฤติกรรมดังกล่าวจัดเป็นการสอดเท้าของมือที่สาม จึงไม่ควรจะถือสาหาความอีกจริงแท้
นับตั้งแต่ตัวนางแต่งเข้าเป็นต้นมา นอกจากได้พบหน้ากันในคืนวิวาห์หนึ่งครั้งนั้นแล้ว เสิ่นอ้านไม่ได้มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก สามารถดูออกได้เช่นกันว่าเขาเป็นคนรักเดียวใจเดียวโดยแท้ ชวนให้นึกนับถือ
นางคิดว่านางรักเสิ่นอ้าน แต่เรื่องกลายเป็นแบบนี้เสียแล้ว ได้แต่เปลี่ยนความรักชนิดนี้เป็นศรัทธา เพราะศรัทธาสามารถไร้อารมณ์น้อยใจ ศรัทธาสามารถไร้ซึ่งความปรารถนา
นางมักจะได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่าหลิ่วชีชีอย่างนั้นอย่างนี้
แม้ว่านางจะคิดตกแล้ว ทั้งยังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะพัฒนาความรักของนางไปสู่ทิศทาง “ข้ารักเจ้า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้า” แต่ความจริงแล้วไม่ได้อยากจะพบหน้าหลิ่วชีชีคนนี้เลย
ถึงอย่างนั้นมีบางเรื่องไม่ใช่ว่าท่านอยากให้เป็นแบบไหนก็จะเป็นแบบนั้นได้ แม้แต่เทียนจื่อในนครหลวงยังไม่สามารถอยากจะมีโอรสสักองค์ เหล่าสนมนางในในวังหลังก็รู้ใจคลอดพระโอรสหนึ่งองค์ให้ในทันทีได้เลย
คลอดลูกชายคลอดลูกสาวหรือคลอดซาลาเปาหน้าแตก[1] เรื่องเหล่านี้ ต่างถูกลิขิตไว้แล้วอยู่กลายๆ ดังเช่นซ่งหนิงผู้ไม่เคยมีความเคยชินที่ดีอย่างการเดินเล่นยามบ่ายมาก่อน วันหนึ่งอยู่ๆ ก็แล่นไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ท้ายคฤหาสน์
ด้วยเหตุนี้ในวันนั้นนกร้องขับขาน มาลีปัดหลิว หลิวอิงฝั่ง[2]
ด้วยเหตุนี้ในวันนั้น นางจึงได้พบกับหลิ่วชีชีในคำเล่าลือ
เรื่องราวมักจะมีบทเกริ่นนำเสมอ บทเกริ่นนำคือซ่งหนิงเก็บหยกประดับชิ้นหนึ่งได้ในสวนดอกไม้ หยกประดับเลี่ยมด้วยทองคำเปลว เชื่อมกันสนิทเหมือนหยกไร้ตำหนิ กึ่งกลางกลับมีรอยร้าวเส้นหนึ่งอย่างชัดเจน
นางเก็บขึ้นมาหรี่ตาเพ่งพิศกับแสงแดดอยู่เป็นนาน แน่ใจว่าคือหยกชิ้นนั้นที่ถูกนางทิ้งให้ตกแตกตอนที่ลาจากเสิ่นอ้านในช่วงกลางฤดูหนาวเมื่อปีกลายนั่นเอง
มีหญิงสาวรีบร้อนมาถึงตรงหน้านาง ยื่นนิ้วเรียวดุจลำเทียนออกมา มือหนึ่งชี้ที่หยกประดับ อีกมือชี้ใส่ตัว ซ่งหนิงเงยหน้าขึ้น หญิงสาวมองเห็นใบหน้าของนางชัดเจน ก็หน้าถอดสีในทันใด
ซ่งหนิงคิดในใจว่านางเคยพบหน้าหญิงสาวคนนี้ที่ไหนมาก่อน สายลมอ่อนพัดผ่าน พากลิ่นยาโชยมาจางๆ กลิ่นยานี้ทำให้นางนึกถึงร้านหมอเล็กๆ ด้านหลังภูเขาหิมะขึ้นมาได้อย่างปุบปับ
ซ่งหนิงกำหยกประดับ ยิ้มพลางมองหญิงสาว
“เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ? เสิ่นอ้านไม่ใช่คนเนรคุณจริงๆ ปู่ของเจ้าเล่า?”
ริมฝีปากหญิงสาวสั่นระริก หมุนตัวทำท่าจะเดินหนีไป ซ่งหนิงขมวดคิ้วบางๆ คว้าแขนนางไว้
“ข้าน่ากลัวมากหรือ? เจ้าถึงได้กลัวปานนี้?”
หญิงสาวพยายามดิ้นรนหลบไปด้านหลังสุดกำลัง เสียงเสิ่นอ้านพลันดังมาจากข้างหลังกะทันหัน
“ชีชี”
ชีชี ครั้นซ่งหนิงเผลอสติ หญิงสาวในมือก็ถูกเสิ่นอ้านแย่งตัวไป เขาปกป้องหญิงสาวคนนั้นไว้ เหมือนต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าปกป้องเถาวัลย์ที่เลื้อยเกาะบนลำต้น สีหน้าอ่อนโยน ท่าทีสนิทชิดเชื้อ ยามเงยหน้าขึ้นมองซ่งหนิง กลับมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาถามซ่งหนิงอย่างเอาเรื่องว่า
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
ซ่งหนิงตอบไม่ตรงคำถาม มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนของเสิ่นอ้าน “ชีชี เจ้าหรือคือชีชี?”
หญิงสาวกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
เสิ่นอ้านขมวดคิ้ว สายตาหยุดอยู่ที่มือของนาง นิ่งเล็กน้อย พูดเสียงเย็นเยียบ
“นั่นคือหยกประดับของชีชี เจ้าถือไว้ทำอะไร?”
ซ่งหนิงตกตะลึงไปชั่วครู่ มองเขาอย่างประหลาดใจ
“ของ...ชีชี? อะไรคือของชีชี? ทำไมถึงเป็นของชีชีไปได้?” นางสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นหยกประดับในมือไปตรงหน้าเขา “ท่านได้อ่านจดหมายที่ข้าให้ท่านหรือเปล่า? ท่านลืมไปแล้วหรือว่านี่คือของแทนใจที่ข้ามอบให้ท่าน ท่านลืมไปแล้วหรือว่าในภูเขาหิมะที่ทุ่งชางลู่เรา...”
นางยังอยากจะพูดต่อ หลิ่วชีชีพลันกุมแขนเสื้อของเสิ่นอ้านไว้ส่ายหน้าสุดชีวิต
ดวงตาเขาทอประกายเย็นเฉียบ ตัดบทนางอย่างรำคาญว่า
“ศึกที่ทุ่งชางลู่ ชาวแคว้นเจียงห้าพันชีวิตตกตายใต้ลูกศรของพวกเจ้าแคว้นหลี แม้เจียงหลีสองแคว้นจะเจรจาสันติกันแล้ว แต่ความแค้นใหญ่หลวงของศึกนี้ เสิ่นอ้านกลับไม่มีทางลืมไปจนชั่วชีวิต” เขาแค่นยิ้มเย็นชา “ในภูเขาหิมะของทุ่งชางลู่ ถ้าไม่ใช่เพราะชีชีช่วยชีวิตข้าไว้ เสิ่นอ้านในยามนี้ ก็เป็นแค่วิญญาณเร่ร่อนในสนามรบดวงหนึ่งเท่านั้น ยังจะมีปัญญาแต่งงานกับเจ้า ซ่งหนิง เจ้าหญิงจิ้งอู่แห่งแคว้นหลีได้อีกรึ?”
หลิ่วชีชียังคงส่ายหน้า กุมมือเสิ่นอ้านไว้ น้ำตาไหลรินลงมาทางหางตา เปียกชุ่มสองแก้ม ทำเครื่องประทินโฉมเลอะไปหมด
ซ่งหนิงไม่อยากจะเชื่อ เสียงหลุดลอยออกมาจากลำคอ
“ทำไมถึงกลายเป็นนางช่วยชีวิตท่านได้ คนที่ช่วยชีวิตท่าน...คือข้าชัดๆ”
นางนึกว่าถ้านางพูดให้ชัดเจน เขาก็จะเข้าใจได้ ความจริงเป็นการประเมินความสามารถในการเข้าใจของเสิ่นอ้านสูงเกินไป
เนื่องจากเรื่องราวในโลกนี้เหมือนจะไม่ได้เป็นแบบนี้ สื่อสารไม่ใช่ว่าสื่อแล้วจะสามารถเข้าใจสารได้ บางทีอาจจะมีฤๅษีแอบแปลงสารอยู่ก่อน เพื่อให้ท่านถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมยามเมื่อท่านนำสารไปส่ง
สายตาของเขาที่มองนางเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรอยู่? เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้? ซ่งหนิง ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเจ้ารู้วิชาแพทย์ หญิงที่ช่วยชีวิตข้ามีวิชาแพทย์สูงส่ง พูดไม่ได้ นั่นคือชีชี เจ้านึกว่าชีชีพูดไม่ได้ แล้วข้าจะเชื่อคำพูดโป้ปดมดเท็จของเจ้าที่ใส่ร้ายป้ายสีนางอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งหนิงไร้หนทางจะพิสูจน์ความจริงกับเขา เพราะเมื่อตอนนั้นที่นางช่วยชีวิตเขาล้วนแต่พึ่งพาความเมตตาของสวรรค์ทั้งสิ้น และบัดนี้ เห็นได้ชัดว่าสวรรค์ทรงเปลี่ยนใจแล้ว เปลี่ยนไปเมตตาหลิ่วชีชีแทน
นางคิดว่าเขาไม่ได้เห็นจดหมายฉบับนั้น นางรู้แล้วว่าความจริงจดหมายถูกส่งไปที่ไหน ตอนนี้มัวคิดมากกับเรื่องนี้ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ เพียงแต่ในใจนึกเจ็บใจ
ต่อให้เสิ่นอ้านไม่รักนาง เรื่องบางเรื่อง ถึงยังไงนางก็ต้องให้เขาเข้าใจ แต่นางจะพูดอะไรก็ผิดไปหมด นางพยายามมาแล้วสารพัดวิธี เสิ่นอ้านไม่ให้โอกาสนาง นี่ช่างเป็นผู้ชายที่ระมัดระวังรอบคอบจริงๆ ไม่มีช่องว่างให้เจาะได้เลยสักนิด ช่างน่าโมโหเสียนี่กระไร
นางเลิกพยายามลองอธิบายให้เขาทราบ สายตาที่เขามองนางมีแต่แววเย็นชา เขาไม่เคยยอมรับฟังดีๆ เลย ตอนแรกนั้นในใจนางเศร้าเสียใจ ทั้งยังไม่อาจหลั่งน้ำตาออกมา มักจะกอดผ้าห่ม นั่งจนฟ้าสางอยู่บ่อยครั้ง
ในค่ำคืนอันยาวนาน นึกถึงที่เขาวางมือลงบนบ่าของนางเบาๆ พูดกับนางเสียงนุ่มว่า
“หากกูเหนี่ยงไม่รังเกียจ รอจนบาดแผลของจ้ายเซี่ยหายดี จะไปเยือนถึงเรือนเพื่อสู่ขอกูเหนี่ยง”
นั่นเป็นความทรงจำอันงดงามเพียงหนึ่งเดียว
นางดูเหมือนเข้มแข็ง แต่อย่างไรก็เป็นผู้หญิง ยิ่งเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ยิ่งต้องการให้คนทะนุถนอม แข็งเกินนักมักหักง่าย ก็เป็นเช่นนี้เอง
เพียงแต่ไม่นึกเลยว่า เพิ่งแต่งงานได้แค่สามเดือน เสิ่นอ้านก็จะรับอนุ
อันที่จริงการรับอนุนั้นสามารถอภัยให้ได้ ประเพณีของต้าฉาวก็เป็นแบบนี้เอง มีเทียนจื่อนำร่อง ทั้งขุนนางทั้งชาวบ้านพากันรับอนุ ท่านรับข้ารับด้วย ไม่รับไม่ได้ รับน้อยไปยังจะโดนดูถูกอีกต่างหาก
เนื่องจากจวินเหว่ยมีนิสัยชอบวิจัยกิจด้านการบ้านของเทียนจื่อ จึงทำการวิเคราะห์ออกมาดังนี้ เห็นว่าที่เทียนจื่อรับอนุ เหตุผลสำคัญเป็นเพราะพระมเหสีมีฐานะเป็นมารดาของอาณาจักร เป็นแบบอย่างของมารดาทั่วหล้า เป็นร่างจำแลงของทวยราษฎร์ทั่วหล้า
ลองนึกดูเถิดว่าตอนใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับมารดาของอาณาจักร มองดูใบหน้าอันเปี่ยมเมตตาของนาง ใจจะพลันห่วงพะวงสรรพชีวิตทั่วหล้าทันที ยามทำการบ้านก็ไม่อาจลืมเรื่องการเมือง ช่างชวนให้ทำใจไม่ได้จริงแท้ ได้แต่รับอนุ
แต่ความจริงเป็นอย่างไร พวกข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ บางทีอาจจะแค่เพราะผู้ชายไม่สิ้นลายเจ้าชู้ จึงรับอนุไม่ได้หยุดก็เป็นได้กระมัง?
แต่เสิ่นอ้านจะรับอนุคนนี้ ก็เพื่อสิ่งที่เรียกว่าความรัก และนี่เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้สุดจะทนได้ไหว ประเดิมรายแรกโดย ซ่งหนิงสุดจะทนได้ไหว
ซ่งหนิงขัดขวางเรื่องนี้เอาไว้ได้ โดยอาศัยอำนาจของหลีจวงกง บารมีของแคว้นหลี
นางนั่งอยู่ในศาลากลางน้ำ ใบบัวลอยเต็มสระ สายลมพัดทั่วสระ ริมสระมีต้นไม้แก่ที่ไม่รู้จัก เรื่อรัศมีสีเหลืองท่ามกลางสีเขียวเข้ม คือสีสันของการสุกงอม ดุจเยื้องย่างออกมาจากภาพวาด
เสิ่นอ้านยืนอยู่ตรงหน้านาง นี่เป็นการพบหน้ากันครั้งที่สามหลังจากแต่งงาน เขาขมวดคิ้วก้มหน้าลงมองนาง
“เจ้าจงใจวางแผนทำลายงานแต่งงานของข้ากับชีชีแบบนี้ เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
นางวางม้วนหนังสือในมือลงเงยหน้าขึ้นมองเขา ดุจหวนคืนสู่เมื่อครั้งยังไม่ออกเรือน ซ่งหนิงผู้ยิ้มเยื้อนตลอดกาลในสนามรบ น้ำเสียงเคร่งเครียด ข้างแก้มกลับผุดลักยิ้มมีเสน่ห์น่ามอง
“ข้าต้องการอะไร? ประโยคนี้ถามได้เลิศล้ำมาก ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ก็แค่มีบางอย่าง หลิ่วชีชีไม่คู่ควรจะได้รับ”
เขาตอบนางเสียงเย็น
“เจ้าทนยอมรับชีชีไม่ได้ แล้วรู้หรือเปล่าว่า ข้าทนยอมรับเจ้าได้งั้นรึ?”
ลักยิ้มข้างแก้มนางยิ่งบุ๋มลึก
“เสิ่นอ้าน ท่านไม่สามารถไม่ทนยอมรับข้า จะยังไงการผูกพันธะสมรสของเราสองคน คือการผูกสัญญาระหว่างแคว้นหลีกับแคว้นเจียง”
บนใบหน้าของเสิ่นอ้านทอแววข่มกลั้นโทสะ
“ตอนคืนแต่งงานเราได้ตกลงกันไปแล้ว เดิมทีเจ้ากับข้าไม่ควรก้าวก่ายกันและกัน”
นางมองดูมือของตัวเอง น้ำเสียงเรียบสนิท
“อันที่จริงเดิมทีก็ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่มองดูพวกท่านรักใคร่กันแบบนั้น ส่วนตัวข้าแต่งงานมาที่นี่เพียงลำพัง โดดเดี่ยวเดียวดาย จึงอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก”
เขาสะบัดแขนเสื้อแค่นยิ้มเย็นชา
“ซ่งหนิง เจ้ายังจำได้หรือเปล่าว่าเมื่อตอนแรก ใครเป็นคนเสนอเรื่องการแต่งงานครั้งนี้?”
แผ่นหลังของเขาลับสายตาไปตรงหัวมุม ครู่ใหญ่ นางก้มหน้าลงเปิดม้วนหนังสือในมือ
ลมโชยปัดผ่าน น้ำตาหนึ่งหยดร่วงเผาะลงบนหน้าหนังสือ รอยหมึกแผ่ซึมออกชั้นแล้วชั้นเล่า
นางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดดวงตา พลิกเปิดอีกหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่นาน จ้าวแคว้นเซี่ยอันเป็นแคว้นที่มองเห็นแคว้นเจียงจากคนละฝั่งแม่น้ำคั่นกลางก็สิ้นพระชนม์ เจ้าชายจวงอี๋ขึ้นครองราชย์ สองเดือนให้หลัง จวงอี๋ เซี่ยโหวพระองค์ใหม่ทรงใช้แคว้นเจียงให้การช่วยเหลือสนับสนุนโจรขบถของแคว้นเซี่ยเป็นข้ออ้าง ยกทัพบุกโจมตีแคว้นเจียง เจียงมู่กงมีราชโองการลงมา เสิ่นอ้านนำทัพออกรับศึก
เดือนสี่มาลีล้วนโรยรา บนนภาจันทราหนาวอ้างว้าง
ซ่งหนิงยืนที่ริมหน้าต่างอยู่ครึ่งคืน มองดูจันทร์เจ้าจมลับกับขอบฟ้า
สุดท้ายแล้วนางก็ไม่สามารถปล่อยให้เขาตายไปในสนามรบได้อยู่ดี เขาไม่ใช่สามีที่น่าพอใจ แต่เมื่อครึ่งปีก่อนนางต้องใจเขาแต่แรกพบ เขาเป็นวีรบุรุษในใจของนาง
มีบางคนปราศจากประสบการณ์ด้านความรัก อารมณ์ความคิดเพ้อฝัน แรกพบพานยั่งยืนหมื่นปี ที่พูดถึงนี้ก็คือซ่งหนิง
ยามอิ๋น ซ่งหนิงรื้อชุดเกราะที่เป็นสินเดิมออกมาจากในหีบ ถอดคันฉ่องคุ้มหัวใจออกมาจากช่องอก ลากกระโปรงยาวกรอมเท้า อ้อมผ่านระเบียงดอกไม้ เดินไปจนถึงเรือนจื่อหลานที่เสิ่นอ้านพักอยู่เพียงลำพัง
สาวใช้ในเรือนอึกๆ อักๆ อึดใจใหญ่ ตะกุกตะกักว่า
“ท่านแม่ทัพมะ...ไม่อยู่ในห้องเจ้าค่ะ”
สีหน้านางเรียบเฉย “อยู่ที่เรือนลมปทุม?”
สาวใช้ก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยปาก
ซ่งหนิงมอบคันฉ่องซึ่งห่อผ้าแพรไว้เรียบร้อยสู่มือของสาวใช้ “ในเมื่อเขาไม่อยู่ ของสิ่งนี้ก็ให้เจ้า...”
ยังพูดไม่ทันจบ สาวใช้ตรงหน้าพลันเงยหน้าขวับโพล่งออกมาอย่างดีใจ “ท่านแม่ทัพ!”
เสิ่นอ้านย่างเท้าเข้าสู่ประตูเขตเรือน ฟ้ายังไม่สาง โคมไฟไม่กี่ดวงในลานเรือนสาดแสงสลัวเลือน ร่างของเขาถูกปกคลุมอยู่ภายใต้รัศมีสีเหลืองขมุกขมัว
ซ่งหนิงได้ยินเสียงของเขา ดังอยู่ข้างหลังนางนี่เอง พูดเสียงแข็งทื่อว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
นางหมุนตัวกลับไป ยืนอย่างสง่าอยู่ ณ ที่นั้น มองสำรวจเขาจากศีรษะจดเท้า หัวเราะออกมา แววหัวเราะไปไม่ถึงดวงตา เป็นแต่เพียงสีหน้าตามความเคยชินของนาง
นางยื่นห่อผ้าในมือให้เขา “ไม่มีอะไร ได้ยินว่าท่านจะออกศึกแล้ว จึงแวะนำคันฉ่องคุ้มหัวใจทำจากหินสนเขียวชิ้นนี้มาให้ท่าน กระจกนี้แข็งแกร่งกว่าเกราะคันฉ่องคุ้มหัวใจธรรมดาทั่วไปมาก รวมแล้วเคยช่วยชีวิตข้าไว้เป็นหลายครั้ง ถึงยังไงข้าก็ไม่ลงสนามรบอีก รบกวนท่านช่วยพกมันไว้แล้วไปพิสูจน์ในสนามรบดู”
เขาขมวดคิ้วบางๆ มองหน้านาง อึดใจใหญ่ พูดว่า
“ข้าได้ยินมาว่า...คันฉ่องคุ้มหัวใจชิ้นนี้คือของล้ำค่าที่พี่ชายเจ้ามอบให้เจ้า”
นางช้อนตาขึ้น หางตายกขึ้นนิดๆ
“อ้อ ท่านเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน? บอกว่าเป็นของล้ำค่า นั่นก็ต้องช่วยปกป้องชีวิตคนได้ด้วย ปกป้องชีวิตคนไม่ได้ ก็ไม่มีค่าอะไรเลย ที่นำมันมาให้ท่านยืม ไม่ได้มีเจตนาจะให้ท่านติดค้างน้ำใจข้า ท่านพูดได้ดี เดิมทีข้ากับท่านควรจะไม่ก้าวก่ายกันและกัน เพียงแต่จะยังไงท่านกับข้าก็มีความสัมพันธ์ในนามนี้อยู่ หากท่านตายในสนามรบ จะให้ข้าเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัวใหญ่ในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นของพวกท่านนั้น สิ้นเปลืองแรงเกินไป ภาระใครก็ให้คนนั้นแบกรับ ท่านว่าถูกไหม?”
เขาพินิจดูคันฉ่องคุ้มหัวใจสีมรกตในมือ ราวกับใบบัวที่แผ่กาง นางพยักหน้าทำท่าจะเดินจากไป เขาดึงตัวนางไว้
“เจ้าแต่งงานใหม่ได้”
นางมองมือของเขาที่กุมชายแขนเสื้อของนาง เลื่อนสายตาขึ้นไปถึงไผ่มรกตดุจมีชีวิตบนสาบเสื้อ นางแย้มยิ้มถามว่า
“ว่าไงนะ?”
เขาปล่อยแขนเสื้อนาง
“ถ้าข้าตายในการรบ เจ้าสามารถแต่งงานใหม่ได้”
นางทำท่าก้มหน้าครุ่นคิด อึดใจใหญ่ พูดว่า “อ๋อ นั่นสิ”
นางเงยหน้าขึ้น บนแก้มนวลมีลักยิ้มบุ๋มลึกจนงามบาดตา
“งั้นท่านจงตายในสนามรบไปซะไม่ต้องกลับมาแล้วดีกว่า ไม่ต้องกลับมาอีกไปตลอดกาล”
บ่าวหญิงที่ด้านข้างตกใจจนสะดุ้งเฮือก ซ่งหนิงกลับยิ้มเยื้อน ในดวงตาเย็นเยียบ
อันจิตใจของผู้หญิงท่านอย่าได้คิดคาดเดาจริงแท้ เดาไปเดามาก็เดาไม่ออกอยู่ดี
บนโลกนี้มีหญิงสาวประเภทหนึ่ง ทุกประโยคที่พูดต่างทำให้ท่านคิดเตลิดไปสารพัด ยังมีหญิงสาวอีกประเภทหนึ่ง ทุกประโยคที่พูดต่างทำให้ท่านต้องคิดหนักไปสารพัด หญิงสาวประเภทแรกถือหลี่เซียนเซียน ราชินีบุปผาของหอนางโลมที่อยู่ข้างเคียงเป็นตัวแทน หญิงสาวประเภทหลังถือซ่งหนิงเป็นตัวแทน
ซ่งหนิงก้าวเดินอย่างรีบร้อน ในที่สุดก็สามารถทิ้งเงาหลังไว้ให้เขา เงาหลังที่ภูมิฐาน สูงสง่า และงามระหง
เสิ่นอ้านกำคันฉ่องคุ้มหัวใจหินสนเขียวชิ้นนั้น มองดูเงาหลังที่จากไปไกลของนาง สายตาเคร่งเครียด เหมือนกำลังครุ่นคิด
เสิ่นอ้านจากบ้านไปสองเดือน
กลางเดือนแปด หอมหมื่นลี้หอมจรุง เรือนลมปทุมแว่วข่าวมา ว่าชีชีกูเหนี่ยงตั้งครรภ์แล้ว
แม่ทัพเฒ่ากับฟูเหรินสบตากันพูดไม่ออก หลิ่วชีชีถือเป็นแขกของคฤหาสน์ แขกสตรีในคฤหาสน์ตั้งครรภ์ เด็กในครรภ์ยังมาจากเชื้อพันธุ์ของลูกชายท่านเอง แค่นี้ยังพอทำเนา ยังดันตั้งครรภ์ต่อหน้าต่อตาลูกสะใภ้เสียด้วย ทำเอาสองผู้เฒ่าไม่ทราบควรจะพูดยังไงดีโดยแท้ เพียงแต่ยามที่ซ่งหนิงไปฉิ่งอาน ฟูเหรินชราได้กล่าวโดยนัยหนึ่งประโยค
“จะอย่างไรการปล่อยให้ลูกหลานตระกูลเสิ่นพลัดไปอยู่ข้างนอกก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะควรนัก”
ซ่งหนิงอมยิ้มพยักหน้า “ผอผอ[3]กล่าวได้ถูกต้องเจ้าค่ะ”
ปลายเดือน ดอกหอมหมื่นลี้บนภูเขาฉวีที่นอกเมืองบานสะพรั่งไปทั้งดอย ซ่งหนิงทอดตามองขุนเขาไกล พูดเสียงเรียบกับซื่อฉา สาวใช้ที่ติดตามมารับใช้ตอนออกเรือนว่า
“จงเชิญชีชีกูเหนี่ยง ไปภูเขาฉวีชมดอกหอมหมื่นลี้ด้วยกันในวันพรุ่งนี้เถิด”
ซื่อฉานำเทียบเชิญไปส่งถึงเรือนลมปทุม หลิ่วชีชีรับเทียบเชิญ
วันรุ่งขึ้น ซ่งหนิงสวมชุดลำลองเรียบง่าย พาแค่ซื่อฉาไปด้วย ซื่อฉามือข้างหนึ่งคล้องกล่องขนม มืออีกข้างสะพายห่อหนังสัมภาระ
เทียบกับซ่งหนิงแล้ว หลิ่วชีชีอลังการกว่ากันมาก นั่งอยู่ในเกี้ยวสี่คนหาม ทั้งข้างหน้าข้างหลังยังมีหมอมอ[4]สูงวัยจากในเรือนลมปทุมสองนางแถมด้วยสาวใช้จากในเรือนและนอกเรือนอีกสี่นางติดตามมาด้วย
ซ่งหนิงพูดยิ้มๆ “แค่ชมดอกหอมหมื่นลี้เท่านั้น คนมากมายขนาดนี้ จะทำให้หมดสนุกเสียเปล่าๆ”
แม่เฒ่าหมอมอที่นำขบวนพูดลอยๆ ว่า “ฟูเหรินหาทราบไม่ วันก่อนท่านแม่ทัพได้ส่งจดหมายมา ให้พวกบ่าวช่วยดูแลชีชีกูเหนี่ยงอย่างดี ชีชีกูเหนี่ยงเป็นหญิงมีครรภ์แล้ว พวกบ่าวจึงไม่อาจแชเชือนแม้เพียงนิดเจ้าค่ะ”
ซ่งหนิงเคาะพัดจีบไม่พูดอะไร
ซื่อฉาหัวเราะเบาๆ “ดูหมอมอพูดเข้าสิ จะแชเชือนต่อชีชีกูเหนี่ยงไม่ได้ จึงแชเชือนต่อองค์หญิงของข้าได้งั้นหรือ? ขอพูดอะไรไม่น่าฟังสักคำเถอะ ที่แคว้นหลีของพวกข้าน่ะ ถ้าเจ้าหญิงประทับยืนอยู่ ผู้ด้อยศักดิ์กว่าย่อมจะไม่กล้านั่ง ถ้าเจ้าหญิงประทับนั่งอยู่ ผู้ด้อยศักดิ์กว่าหากไม่ได้รับพระเมตตาจากเจ้าหญิง จะต้องคุกเข่ากันทุกคน เรื่องนี้พอมาถึงแคว้นเจียงของพวกท่าน ก็กลับตาลปัตรไปเสียหมด วันนี้องค์หญิงของข้าทรงเดินเท้าขึ้นภูเขาฉวี กูเหนี่ยงของท่านกลับได้นั่งเกี้ยว ขนบธรรมเนียมแคว้นเจียงของพวกท่านกำหนดไว้แบบนี้รึ?”
แม่เฒ่าหมอมอคุกเข่าตึงลงกับพื้น ตบหน้าตัวเองไม่ได้หยุด
ม่านเกี้ยวรวบเปิด หลิ่วชีชีรีบก้าวลงจากเกี้ยวมาปกป้องแม่เฒ่าหมอมอ มืออวลกลิ่นยาทั้งคู่ขยับทำท่ามืออันนุ่มนวลงดงาม แม่เฒ่าหมอมออธิบายตัวสั่นงันงกอยู่ด้านข้างว่า
“กูเหนี่ยงบอกว่านางไม่นั่งเกี้ยวแล้ว เมื่อครู่นี้นางเองที่ไม่รู้ความ นางจะติดตามฟูเหริน คอยปรนนิบัติฟูเหรินไปตลอดทางเจ้าค่ะ”
ภูเขาฉวีสูงตระหง่านทะลุเมฆ ทางภูเขาที่ต้องหักร้างถางพงหนึ่งวันเต็ม ไฉนเลยจะเป็นภาระทางกายที่หญิงมีครรภ์แบกรับได้ไหว
กลับถึงคฤหาสน์คืนนั้น ก็ได้ยินว่ากายช่วงล่างของหลิ่วชีชีตกเลือดไม่หยุด รุ่งเช้าวันถัดมา มีข่าวแว่วมาว่า ไม่สามารถรักษาทารกในครรภ์ของหลิ่วชีชีเอาไว้ได้ แท้งไปแล้ว
ซื่อฉาถามอย่างกังวลว่า
“ถ้าท่านแม่ทัพโกรธ จะทำยังไงกันดีเจ้าคะ?”
ซ่งหนิงเอนอิงอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง ยกมือให้ซื่อฉาเปลี่ยนน้ำชากาใหม่
ดอกหอมหมื่นลี้ในลานเรือนเรียวระหง กลิ่นหอมเย็นของผลหอมหมื่นลี้ลอยมาแตะจมูก
หลิ่วชีชีเสียลูกไป ว่ากันตามเหตุผลแล้วเพราะซ่งหนิงเป็นเหตุ แต่ลูกคนนี้มาโดยไม่ถูกทำนองคลองธรรม ถึงแม้ท่านแม่ทัพชรากับฟูเหรินจะอยากสงสารหลิ่วชีชี ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ ได้แต่ให้การสนับสนุนด้านวัตถุเท่านั้น รังนกเอย โสมเอย เมล็ดบัวหิมะเอย ใช้ให้คนส่งแต่ของมีค่าราคาแพงไปที่เรือนลมปทุม
เพียงแต่หลิ่วชีชีใช้น้ำตาล้างหน้าตลอดทั้งวัน ไม่สามารถเจียดเวลามากินอาหารได้ เพื่อป้องกันการสิ้นเปลือง สาวใช้กับพี่เลี้ยงสูงวัยได้แต่ช่วยจัดการแทน ผลลัพธ์โดยตรงที่เกิดขึ้นคือ นอกจากหลิ่วชีชีที่ยังคงสามารถรักษาทรวดทรงอันงดงามเอาไว้ได้แล้ว ทั้งเรือนลมปทุมต่างพร้อมใจกันอ้วนท้วนขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ แม้แต่นกกระจอกน้อยสองตัวที่ทำรังอยู่ตรงประตูเขตเรือนก็ไม่มีเว้น
ในระหว่างนี้ ซ่งหนิงอ้างว่าป่วย เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนพัก ไม่พบหน้าใครทั้งสิ้น
แต่สุดท้ายแล้วก็มีอยู่หนึ่งคนนั้น ที่ไม่อนุญาตให้นางไม่พบหน้า นั่นคือดาวมารในชีวิตของนาง
นางปลดชุดเกราะรบเพื่อเขา สวมชุดเจ้าสาวสีแดงสด ใช้ความอ่อนหวานทั้งชีวิต รอนแรมไกลพันหลี่มาแต่งงานกับเขา แต่เขาไม่ต้องการนาง
กลางเดือนเก้า เสียงแห่งชัยชนะดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นเจียง เสิ่นอ้านรบชนะ ยกทัพกลับราชสำนัก
ซ่งหนิงนั่งให้อาหารปลาอยู่ริมศาลากลางน้ำ นิ่งคิดแล้วเงยหน้าขึ้นถามซื่อฉา
“เขากลับมาแล้ว เจ้าว่า...เขาจะฆ่าข้าหรือเปล่า?”
จอกชาในมือของซื่อฉาร่วงกระทบพื้นดังเพล้ง
ซ่งหนิงหัวเราะออกมา
“แม้ฝีมือข้าจะไม่ดีเท่าเขา แต่ก็ไม่ถึงกับถูกเขาเอาชีวิตไปได้โดยง่าย อย่างมากก็สู้กันจนบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก”
ซื่อฉาคุกเข่าตึงลงกับพื้น
“องค์หญิงทรงอยู่ที่นี่อย่างไร้ความสุข ซื่อฉาดูออกเพคะ องค์หญิงทรงไม่มีความสุขอย่างมาก ทำไมเราถึงไม่กลับแคว้นหลีเล่า องค์หญิง เรากลับแคว้นหลีกันเถอะเพคะ”
ซ่งหนิงมองดูฝูงปลาในสระบัวที่ฮือกันเข้ามาแย่งกินอาหาร
“นี่เป็นการแต่งงานระหว่างแคว้น เจ้านึกว่าอยากไปก็ไปได้อย่างนั้นหรือ?”
ทุกสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับต่างเริ่มต้นจากในคืนนั้น ข้าพูดแบบนี้ เป็นเพราะข้ามองเห็นภาพรวมทั้งหมดของเรื่องราว มองเห็นชีวิตของซ่งหนิงเริ่มค่อยๆ เดินไปสู่จุดจบตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา
สิ่งที่ผลักนางไปสู่ความตาย คือความรักของนาง และมือของเสิ่นอ้าน
เขามาพร้อมกับแรงกดดันประหนึ่งพายุฝนโหมกระหน่ำ บนตัวยังคงสวมชุดเกราะสีฟ้าซีด เหมือนเมื่อครั้งเขากับนางแรกพบพาน แต่เห็นได้ชัดว่าดวงตาลุกโรจน์ด้วยไฟโทสะ ดุจดั่งอสูรร้ายที่กลับมาจากแดนมรณะ
จะยังไงนางก็สู้เขาไม่ได้ เพียงแค่สองกระบวนท่า กระบี่ของเขาก็จ่อใส่ลำคอนาง นางรีบใช้มือจับคมกระบี่ไว้ แรงกระบี่ผ่อนลง เฉือนผ่านนิ้วมือขวาทั้งห้านิ้วของนาง บาดแผลลึกจนเห็นกระดูก เลือดรินไหลลงมาตามตัวกระบี่
นั่นต้องเจ็บมากแน่นอน แต่นางไม่ใส่ใจสักนิด เพียงแค่มองดูมือของตัวเอง “นี่ท่าน...คิดจะฆ่าข้าจริงๆ ?”
เขาพูดเสียงเย็นชา “ซ่งหนิง สิ่งที่เปื้อนมือของเจ้า คือชีวิตของลูกชายข้า เจ้าบังคับให้ชีชีขึ้นภูเขาฉวีกับเจ้า แล้วไม่เคยคิดเลยหรือว่าเจ้าอาจจะฆ่าเขาได้?”
นางเงยหน้าขวับทันที สีหน้ากลับผ่อนคลาย ข่มน้ำเสียงจนนุ่มนวล
“นั่นไม่ใช่ความผิดของข้า ข้าเองไม่เคยคลอดลูกสักหน่อย จะไปรู้ได้ยังไงว่าคนที่ตั้งท้องจะอ่อนแอไม่ได้ความขนาดนี้ แค่ปีนเขายังทำเอาแท้งลูกได้ ท่านกับเด็กคนนั้นไร้วาสนาต่อกัน กลับมาโทษใส่ข้า เสิ่นอ้าน ท่านทำอย่างนี้จะไร้เหตุผลเกินไปไหม?”
นางกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา หาใช่สิ่งที่คิดอยู่ในใจ เพียงแต่ถูกเขาทำให้โกรธเท่านั้น นางมองสีหน้ากระด้างจัดของเขา รู้สึกว่าน่าขัน จึงหัวเราะออกมาจริงๆ
“เสิ่นอ้าน ท่านก็รู้ดี นอกจากข้าแล้ว ใครก็ไม่มีสิทธิ์ให้กำเนิดลูกชายคนโต...หลานชายสายตรงของตระกูลเสิ่นทั้งนั้น”
นางคิดในใจ ความรักของนางคงใกล้จะตายเต็มที เมื่อก่อนนางมองดูเสิ่นอ้านแล้ว หวังเพียงให้เขาได้ดั่งใจไปทุกเรื่องทุกเวลา บัดนี้นางมองดูเขาแล้ว คิดอยากแต่จะทำให้เขาไม่ได้ดั่งใจไปทุกเรื่องทุกเวลา แต่พอเขาไม่ได้ดั่งใจ นางก็ใช่ว่าจะได้ดั่งใจนักหนา ก็เหมือนกับดาบสองคม ทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวเอง
คำพูดแดกดันของนางยั่วให้เขายิ่งเดือดจัด นางมองเห็นคลื่นโทสะลูกมหึมาในดวงตาเขา จากการนี้จึงประเมินว่ากระบี่ของเขาจะต้องทะลุผ่านฝ่ามือแทงเข้าสู่ลำคอของนางในทันที
แต่การประเมินนี้กลับผิดพลาดเล็กน้อย กระบี่ของเสิ่นอ้านไม่ได้คืบหน้าอีกแม้แต่น้อยนิด ตรงกันข้ามได้ชักออกจากฝ่ามือนาง นำพาหยดเลือดกระเซ็นซ่านเป็นสาย ปลายกระบี่รุกประชิดอกของนาง เขี่ยวูบ กระดุมอกเสื้อถูกตัดร่วง
สามีของนางยืนอยู่ตรงหน้านาง ใช้กระบี่ที่อาบด้วยเลือดเขี่ยเปิดเสื้อชั้นนอกของนาง คลื่นโทสะในดวงตาแปรเป็นรอยยิ้มเย็นบนเรียวปาก ในน้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยันอันเย็นยะเยือก
“ซ่งหนิง ข้าไม่เคยพบเจอหญิงคนใด โหดเหี้ยมอย่างเจ้ามาก่อน”
การร่วมหอที่ล่าช้าไปเก้าเดือน
นางคิดจะดิ้นรน หากอีกฝ่ายคือนักศึกษาที่สุภาพอ่อนแอ นางไม่เพียงแต่สามารถดิ้นหลุดได้ ทั้งยังสามารถอัดเขาสักตั้งได้ แต่อีกฝ่ายคือแม่ทัพคนหนึ่ง วิชาต่อสู้สิบแปดแขนงล้วนแตกฉาน ทั้งยังถนัดการต่อสู้ประชิดตัวมากที่สุด นางอับจนหนทางโดยสิ้นเชิง
ฉากบังตาบนเตียงวาดเป็นภาพเป็ดป่ากลางสระเหมันต์ จันทราอันยะเยือกอ้างว้าง และน้ำในสระอันเหน็บหนาว
นางหนาวจนตัวสั่นสะท้าน สองมือเกาะแผ่นหลังของเขาแน่น เลือดที่ไหลรินลงมาตามร่องนิ้วย้อมผิวสีรวงข้าวของเขาแดงฉานไปแถบใหญ่ ดุจดอกมัญชุษกะสีแดงที่เบ่งบานอยู่กลางทุ่งร้าง
ในที่สุดนางก็ไม่อาจคงรอยยิ้มเสแสร้งเหล่านั้นไว้ได้อีก น้ำตาไหลรินลงมาตามพวงแก้ม เสียงของนางดังอยู่ข้างหูเขา ดุจสัตว์ตัวน้อยสะอื้นไห้
นางไม่มีพ่อแม่มาแต่เล็ก โตมาในสนามรบ พี่ชายไม่ว่างจะมาดูแลนาง เมื่อหกล้มก็ลุกขึ้นมาเอง หากหกล้มเจ็บมากจริงๆ ก็ใช้มือเล็กๆ ปิดที่แผลคลึงเบาๆ
ซ่งหนิงในสนามรบแย้มยิ้มตลอดกาล เพราะนางรู้ความ ว่าห้ามทำให้พี่ชายเป็นห่วง นานวันเข้าได้เพาะเป็นนิสัยเช่นนี้ แม้แต่จะร้องไห้อย่างไรยังทำไม่เป็น
ตลอดชีวิตของนาง เป็นครั้งแรกที่เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาแบบนี้ ตัวนางเองยังรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง เพราะรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแท้จริง และความเจ็บปวดที่อยู่ในใจนั้น ไม่อาจใช้มือคลึงเอาเหมือนเมื่อครั้งยังเด็กได้อีกด้วย
นางหอบหายใจหนักหน่วง จมูกยังพลอยแดงก่ำ ไม่อาจสุขุมคัมภีรภาพเช่นที่เคยเป็น...และไม่อาจเข้มแข็งเช่นที่เคยเป็นได้อีก
นางเพิ่งจะอายุแค่สิบเจ็ดปี น้ำเสียงนั้นใกล้จะแหลกสลายเต็มที
“เสิ่นอ้าน ท่านเกลียดชังข้าถึงเพียงนี้...ท่านเกลียดชังข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ เสิ่นอ้าน ปล่อยข้า ขอร้องละปล่อยข้าเถอะ”
แต่เขาพูดที่ข้างหูนางว่า “ความเจ็บปวดของเจ้า เทียบกับความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียลูกของข้าได้หรือเปล่า? ซ่งหนิง เจ้าต้องการสิ่งใด ข้าจะให้สิ่งนั้นกับเจ้า เพียงแต่นับแต่นี้เราสองคนหมดหนี้กัน เจ้ารู้ดีว่าหมดหนี้กันคืออะไร”
ในอากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ข้าไม่ได้กลิ่น แต่สามารถมองเห็นได้
เล็บของนางจิกลึกลงไปในสันหลังเขา ไม่อาจเปล่งเสียงร้องไห้ออกมาอีก เสียงที่แหบพร่าดังก้องอยู่ในอากาศ อ้างว้างดุจใบไม้สารท
“เสิ่นอ้าน ท่านทำกับข้าอย่างนี้ ท่านช่างใจร้ายนัก”
มือขวาของซ่งหนิงเสียไปในคืนนี้ เดิมทีนั่นเป็นมือที่ถือทวน ใช้เพลงทวนจื่อฮุยเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวิถี สง่างดงามดุจร่ายรำ พาให้ทุกผู้คนต่างตกตะลึงทอดถอน
รอยแผลกระบี่เหล่านั้นสลักลงบนมือนาง สลักลงบนหัวใจนาง ทำลายความคาดหวังอย่างแรงกล้าทั้งหมดทั้งมวลที่นางมีต่อเสิ่นอ้านลงจนหมดสิ้น
นางตื่นขึ้นมา เสิ่นอ้านนอนอยู่ข้างกายนาง คิ้วตาอันหล่อเหลาเย็นชา หว่างคิ้วย่นเล็กน้อย
นางคิดในใจว่า นี่คือผู้ที่นางเคยรัก ท่ามกลางทะเลผู้คนอันเวิ้งว้าง นางต้องตาเขาในปราดเดียว
กระบี่ของเขาตกอยู่ด้านล่างเตียงนี่เอง มือขวาของนางไม่สามารถออกแรงได้แล้ว นางเอี้ยวตัวใช้มือซ้ายคว้าเหล็กดำหนักแปดสิบจินเล่มนั้นขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกตัวตื่น
ในชั่วพริบตาที่เขาลืมตานั่นเอง นางกำด้ามกระบี่ปักลึกเข้าไปในชายโครงเขา เขาแค่นเสียงหนัก มองเห็นน้ำตาหนึ่งหยดไหลรินลงมาจากหางตาของนาง ทิ้งรอยน้ำตายาวเหยียดหนึ่งสาย
กาลก่อน นางพลิกหาเขาจนพบท่ามกลางซากศพนับพัน นางแบกเขาข้ามภูเขาหิมะไปหาร้านหมอ ไม่หลับไม่นอนสามวันสามคืน ต่างเป็นอดีตไปแล้ว
ในเมื่อเป็นอดีต ต่างไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก
นางเอียงศีรษะมองหน้าเขา ในที่สุดก็มีกิริยาอ่อนเยาว์เช่นเด็กสาว ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เรียวปากกลับโค้งขึ้น
“เสิ่นอ้าน ทำไมท่านถึงยังจะกลับมาอีก ทำไมท่านถึงไม่ตายในสนามรบไปซะ?”
เขากุมมือซ้ายที่จับกระบี่ของนาง พลันกอดนางโดยแรง คมกระบี่นั้นคมนัก แทงลึกยิ่งขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เขากระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ พูดเสียงเย็นชาที่ข้างหูนาง
“นี่หรือคือสิ่งที่เจ้าอยากได้? เจ้าอยากให้ข้าตาย?”
ซ่งหนิงเล่าถึงคืนนั้นให้ข้าฟัง แม้เหตุการณ์จะล่วงผ่านมานานปี บนดวงหน้าที่เรียบเฉยยังคงทอแววเจ็บปวดออกมา ราวกับไม่อาจจะย้อนนึกถึง
นางไม่รู้ว่าความจริงข้าได้มองเห็นทั้งหมดนั่นแล้ว นั่นต้องเป็นคืนที่ราวกับฝันมารเป็นแน่ แม้ว่าความจริงข้าจะยังไม่ค่อยเข้าใจนักก็ตามว่าฝันมารคืออะไร แต่มักจะเห็นคำนี้ในนิยายของจวินเหว่ยอยู่บ่อยๆ น่าจะมาจากการเขียนย่อคำของมารปิศาจกับฝันร้ายอะไรทำนองนั้น
ภาพสุดท้ายของฉากนี้ คือท่ามกลางราตรีอันอ้างว้าง ฝนสารทตกพรำๆ เกาะเกี่ยวตามหอมหมื่นลี้ที่โรยรา นึกภาพดูกลิ่นหอมเย็นน่าจะอบอวลไปทั่วเรือน
เสิ่นอ้านตายไม่สำเร็จ ถึงกระบี่นั้นจะแทงอย่างหนักหน่วง ที่น่าเสียดายคือแทงไม่โดนจุดสำคัญ หมอกำชับให้ตั้งใจพักผ่อน แค่สามเดือนก็สามารถหายดีดังเดิมได้
และสองเดือนให้หลัง ซ่งหนิงตรวจพบว่าตั้งครรภ์ หลิ่วชีชีเก็บข้าวของ ไปจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นทั้งกลางดึก
วันรุ่งขึ้นข่าวแพร่ออกไป เสิ่นอ้านลากสังขารที่ป่วยออกตามหาจนทั่ว หลังจากหาพบก็สร้างเรือนพักอีกหลังต่างหาก พาหลิ่วชีชีย้ายออกจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ตัวเขาเองก็พักที่เรือนพักตลอดทั้งปี ไม่ถือคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นเป็นบ้านอีก
เดือนหกปีถัดมา ซ่งหนิงให้กำเนิดทารกชายหนึ่งคน
เสิ่นอ้านยื่นมือมาอุ้มเด็กคนนั้นขึ้น พูดเสียงเรียบเฉยว่า
“เจ้าแค้นข้า”
เขามองไปทางทิศของม่านเตียง
“ข้านึกว่าเจ้า...ไม่ยินดีคลอดเขาออกมา”
ซ่งหนิงนอนอยู่หลังม่านเตียง เดิมทีก็อ่อนแรงอย่างยิ่งอยู่แล้ว กลับนึกฮึดขึ้นมา พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า
“ทำไมถึงจะไม่คลอดเขาเล่า นี่คือหลานชายทายาทสายตรงของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น วันหน้าท่านตายไป เขานี่แหละที่จะสืบทอดตระกูลเสิ่น”
ดวงตาเสิ่นอ้านพลันทอแววเย็นชา ยื่นเด็กให้กับแม่เฒ่าหมอมอที่ด้านข้าง สะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป เด็กน้อยร้องไห้จ้าอยู่ข้างหลัง เขาชะงักเท้าตรงประตู อึดใจใหญ่ พูดว่า
“ซ่งหนิง ใต้หล้าไม่มีผู้หญิงคนไหนเฝ้าตั้งตารอให้สามีตายในสนามรบหรอกนะ”
เสียงของนางดังลอยๆ ข้ามผ่านผืนผ้าบางหลายชั้น “อ้อ?”
พริบตาเดียวผ่านไปสี่ปี ระหว่างนี้ไม่ขอบรรยายให้มากความ เพียงแต่หลีและเจียงสองแคว้นได้ทะเลาะแตกหักกันอีกครั้ง รบรากันไม่หยุดหย่อน
สำหรับการค้าที่ข้าจะทำแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญ เรื่องที่สำคัญคือ หลิ่วชีชีให้กำเนิดเชื้อสายคนที่สองของตระกูลเสิ่น เป็นลูกสาว เรื่องนี้ทำให้บรรยากาศทางสังคมภายในเรือนพักโน้มเอียงไปในแง่ลบอยู่พักใหญ่มาก
เนื่องจากข้าอยู่ฝ่ายซ่งหนิง จึงอดคิดไม่ได้ว่า ที่หลิ่วชีชีร้อนใจอย่างนี้ น่าจะเกิดจากการให้กำเนิดลูกสาวจะไม่ได้รับแบ่งสมบัติมากนัก แต่ก็เป็นแค่การคาดเดาส่วนตัว บางทีความจริงแล้วอาจเป็นเพราะนางรู้สึกเสียดายที่เสิ่นอ้านชอบลูกชาย แต่นางกลับไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายแก่เขาก็เป็นได้
แม่เฒ่าหมอมอในเรือนพยายามจุดประกายความคิดให้หลิ่วชีชีครั้งแล้วครั้งเล่า บอกว่านางสามารถคลอดลูกสาวออกมาอย่างราบรื่นภายใต้สายตาของซ่งหนิงได้ก็นับว่าดีมากแล้ว จุดประกายอยู่นานค่อยจุดสำเร็จ ทำให้หลิ่วชีชีตระหนักว่าลูกสาวคนนี้ได้มาไม่ง่ายดายจริงๆ และเก็บความเศร้าเสียใจกลับไปกึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน ความรักใคร่เอ็นดูที่เสิ่นอ้านมีต่อลูกสาวก็ช่วยชดเชยความเศร้าเสียใจอีกกึ่งหนึ่งของนางอย่างได้จังหวะเหมาะพอดี
ข้าอดคิดไม่ได้ตามเคยว่า ที่หลิ่วชีชีสามารถเปลี่ยนความเศร้าเสียใจเป็นความหวังได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ เป็นเพราะว่าเสิ่นอ้านได้ทำการแบ่งสันมรดกใหม่เป็นการส่วนตัว ใช้วิธีทำพินัยกรรมแบ่งสมบัติให้นางจำนวนมากพอดู
ถ้าจวินเหว่ยอยู่ที่นี่ด้วยและเห็นเข้า จะต้องวิจารณ์ว่าข้าปราศจากหัวใจอันใสซื่อ คิดเรื่องราวอย่างมืดมนเกินไป ไม่สว่างสดใสพอแน่ๆ แต่ข้าคิดว่า ถ้าในสถานการณ์แบบนี้ ข้ายังคงสามารถใสซื่อและสว่างสดใสได้ คงได้กลายเป็นแม่พระแน่
ลูกชายของซ่งหนิงหน้าตาเหมือนนางมาก ตั้งชื่อว่า เสิ่นลั่ว
บนแก้มของเสิ่นลั่วมีลักยิ้มตื้นๆ อายุ ๒-๓ ขวบก็สามารถท่องจำประโยคลึกซึ้งในตำราบทกวีได้ หากพบปัญหายากมากจริงๆ ไม่สามารถท่องได้ก็ไม่ให้ใครมาช่วยบอก เพียงแค่นั่งตัวตรงอยู่ตรงนั้น เอามือป้อมๆ กำเป็นกำปั้นเล็กๆ เท้าคาง พยายามใช้ความคิด
ถ้าเป็นฤดูหนาว สวมเสื้อผ้าหนาเกินไป ออกจะทำกิริยานี้ได้ลำบากอยู่ แต่เขาเป็นคนดันทุรัง เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เปลี่ยนรูปแบบโดยง่าย สามารถพยายามยกกำปั้นน้อยๆ ไปแตะปลายคางให้จงได้
ห่วงทางนี้พลาดทางนั้น รวมแล้วพลัดตกจากม้านั่งตัวเล็กไป ๕-๖ รอบ พลัดตกเจ็บตัวก็ไม่ร้องไห้ แค่ลุกขึ้นมาคลึงเอาเอง ตรงจุดนี้เหมือนซ่งหนิงอย่างมาก
เสิ่นลั่วฉลาดหัวไว แต่กลับจำท่านพ่อของตนไม่ได้ง่ายๆ ปกติแล้วทุกครั้งเวลาได้พบเสิ่นอ้าน จะเรียกว่าซูสุ[5]ไม่ใช่เตียเตีย[6] การนี้บ่งบอกว่าโอกาสที่เขากับเสิ่นอ้านได้พบหน้ากันนั้นน้อยครั้งมากจริงๆ มองได้อีกแง่ว่า โอกาสที่ท่านแม่ของเขากับเสิ่นอ้านได้พบหน้ากันนั้นก็น้อยครั้งมากจริงๆ เช่นกัน
แต่ในฐานะที่เป็นเด็กปัญญาสูงผู้อายุแค่สองขวบ ก็รู้แล้วว่า “赢弱[7]” อ่านว่ายังไง จึงสุดจะทราบได้ว่าเขาจำเสิ่นอ้านไม่ได้จริงๆ หรือว่าแค่แสร้งทำ
ถึงอย่างนั้นเด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ กลับมาตายจากไปแต่ยังเยาว์วัยยิ่ง
เยาว์วัยยิ่งที่ว่านี้ หมายถึงช่วงหนาวจัดของฤดูหนาวในปีที่เขาอายุได้สี่ขวบ
วันนั้น เสิ่นอ้านพาลูกสาวมาฉิ่งอานท่านแม่ทัพชราและฟูเหรินที่คฤหาสน์ตระกูลเสิ่น แม่หนูน้อยหลบหนีจากพี่เลี้ยงผู้ติดตาม เล่นอยู่ในสวนดอกไม้เพียงลำพัง แล้วได้พบกับเสิ่นลั่ว สองคนไม่ทราบเพราะอะไรจึงเกิดทะเลาะกันขึ้น ยื้อยุดฉุดดึง แล้วพลาดตกลงไปในสระบัวด้วยกันทั้งคู่
ถึงแม้ตอนช่วยขึ้นมาบนฝั่งจะไม่เป็นอะไรมาก แต่เนื่องจากเดิมทีเสิ่นลั่วเป็นไข้หวัดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อแช่น้ำเย็นเข้า ไข้หวัดจึงยิ่งทรุดหนัก ไข้ขึ้นสูงติดต่อกันหลายคืน วันที่สามฟ้ายังไม่ทันสาง ดวงตาคู่โตที่ไข้ขึ้นจนแดงก่ำก็พริ้มหลับลง จากไปในบัดดล
คาดว่าคือเรื่องนี้เอง ที่กดทับซ่งหนิงจนล้มลงได้อย่างแท้จริง
ข้ามองเห็นดวงตะวันอันอบอุ่นแห่งเหมันต์ลอยแช่มช้าขึ้นมาจากสุดปลายของเมืองเยว่ ร่างเล็กๆ ของเสิ่นลั่วนอนอยู่ในอ้อมแขนของซ่งหนิง พวงแก้มยังคงแดงปลั่ง ท่าทางคล้ายกับกำลังนอนหลับ
นางอุ้มเขานั่งอยู่บนธรณีประตูของเรือนรับแขกกลางสวน มู่ลี่ไม้ไผ่ม้วนเก็บขึ้นสูง แสงแดดเป็นด่างดวงทอจับอยู่บนร่างของทั้งสอง
นางประคองศีรษะเล็กๆ ของเขาขึ้นมา
“ลูกเอ๋ย ดวงอาทิตย์ออกมาแล้ว เจ้าโวยวายว่าไม่ได้เห็นแดดมาตั้งครึ่งเดือน ผ้าห่มผืนน้อยของเจ้าจะขึ้นราหมดแล้วไม่ใช่หรือ? ในที่สุดวันนี้ก็มีแดดแล้ว รีบตื่นเถอะ หยิบผ้าห่มผืนน้อยของเจ้าออกไปตากสักหน่อย”
แต่เขาไม่อาจตื่นขึ้นมาได้อีก น้ำตาไหลรินลงมาตามพวงแก้มของนาง หยดลงบนใบหน้าเขา กลิ้งผ่านสองตาที่ปิดสนิทของเขา ราวกับว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ มองเห็นท่านแม่เศร้าเสียใจเช่นนี้ น้ำตาจึงไหลลงมา
เสิ่นอ้านเดินตามบ่าวรับใช้มาปรากฏตัวขึ้นในสวน ซ่งหนิงกำลังถือทวนจื่อฮุยเดินออกมาจากเรือนรับแขก กระโปรงยาวสีฟ้าซีดขับเน้นดวงหน้าสวยคม ใบหน้าที่มักจะแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจเรียบสนิทไร้อารมณ์ ดุจดอกบัวแดงที่รดเลี้ยงด้วยโลหิต เบ่งบานอยู่ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็ง สตรีที่น่ามองถึงเพียงนั้น
ทวนจื่อฮุยกรีดก้องแล่นวาบเข้าใส่เสิ่นอ้าน พลานุภาพปลุกสายลมหนาวกลางมวลบุปผาตื่นสะท้าน แม้แต่ตำแหน่งหลบหลีกของเขา นางก็คำนวณไว้กระจ่าง หนึ่งทวนนี้แทงออกไป จะสิ้นสุดรักและแค้นทั้งปวง
เพียงแต่มิได้คาดคิดว่าเขาจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เบิ่งตามองดูปลายทวนพุ่งแทงเข้าใส่ ไม่แม้แต่จะขยับ
หนึ่งทวนนี้อับจนปัญญา ได้แต่แทงเบี่ยง เขาซวนเซไปสองก้าวค่อยยืนได้มั่น กุมมือที่จับทวนของนาง “อาหนิง”
นางเงยหน้าขึ้นมองเขา ราวกับไม่เคยรู้จักเขามาก่อน
“เหตุใดลูกชายข้าตายไปแล้ว พวกท่านกลับยังคงมีชีวิตอยู่ได้...ท่านกับหลิ่วชีชีกลับยังคงมีชีวิตอยู่ได้?”
ในชีวิตนี้ ข้าไม่เคยได้ยินคำตำหนิถามที่เศร้าสร้อยดุดันยิ่งไปกว่านี้เลย
ทวนจื่อฮุยแฉลบผ่านชายแขนเสื้อของเสิ่นอ้าน รอยสีแดงซึมออกมาหนึ่งวง
นางมองดูบาดแผลเล็กน้อยจนไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงนั้น คิดจะสลัดมือซ้ายที่ถูกเขาบังคับกุมไว้ให้หลุด สลัดแล้วแต่ไม่หลุด ในที่สุดก็พ่นโลหิตที่อัดอั้นอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจคำนั้นออกมา บัดดลนั้น ได้ย้อมเสื้อผาวชั้นนอกสีขาวราวหิมะของเขาจนแดงฉาน
เขากอดนางไว้ ส่วนนางไถลล้มฮวบในอ้อมแขนเขา
ซ่งหนิงป่วยหนักนับแต่นั้นมา
ทุกอย่างหลังจากนั้น ก็เป็นเช่นคำเล่าลือ
เรื่องราวได้ปิดฉากลง ณ ที่นี้ ซ่งหนิงในวันนี้นั่งอยู่บนเตียงหวายในศาลากลางน้ำ สีหน้าห่างเหิน ดุจดังได้ชืดชาต่อทุกสิ่ง นางใช้หนึ่งประโยคทำการสรุปอดีตเจ็ดปีที่พ้นผ่าน
“จวินฝู การรักใครสักคนช่างง่ายดายปานนั้น การเกลียดใครสักคนก็ง่ายดายปานนั้นเหมือนกัน”
ข้าไม่ค่อยกล้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของนางนัก เหมือนอย่างข้ารักมู่เหยียน การที่ข้าหลงรักเขา เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเลยอย่างแท้จริง ถ้าเขาไม่ได้ช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้ากับเขาจะเป็นเพียงดุจอาคันตุกะผ่านทางในธุลีแดง อย่าว่าแต่ข้าจะเป็นฝ่ายไปหลงรักเขาเลย ถึงเขาจะเป็นฝ่ายมาหลงรักข้า ข้าก็ไม่ให้โอกาสเขาหรอก
แต่ในเมื่อข้าหลงรักเขา ชั่วชีวิตนี้ย่อมไม่อาจเปิดโอกาสให้เขามาทำร้ายข้า...มาทำให้ข้าแค้นเขาได้
แน่นอน ทั้งหมดนี้ต่างตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าข้าเป็นคนที่ยังมีชีวิต แต่ชีวิตนี้ของข้าได้จบไปแล้ว เวลานี้เป็นคนตายคนหนึ่ง ความคิดอันแน่วแน่เหล่านี้ ก็เป็นได้แค่ความคิด เอาไว้คิดเล่นๆ ในยามว่าง ไว้สำหรับปลอบใจตัวเองเท่านั้น...
ความจริงแล้วในสายตาของข้า โศกนาฏกรรมทั้งหมดล้วนมาจากการที่เสิ่นอ้านรักเดียวใจเดียวเกินไปทั้งนั้น ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ชายรักเดียวใจเดียวแบบนี้ จะสามารถบรรลุเป็นทั้งสามคนชนะร่วมกันอย่างปรองดองได้โดยสิ้นเชิง สุดท้ายทำเสียตายกันไปข้าง ช่างชวนให้ถอนหายใจเฮือกใหญ่เสียนี่กระไร
ก่อนจากกัน ซ่งหนิงพูดอย่างอ่อนล้าว่า “มานึกดูในตอนนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่ข้าหลงรักเกรงว่าจะเป็นแค่ภาพมายาภายในใจเท่านั้น”
ข้าพยักหน้าเป็นการเห็นพ้อง
นางพูดเบาๆ ว่า “จวินฝู ท่านจะช่วยสร้างภาพมายาภายในใจนี้ให้ข้าได้หรือไม่ ในความฝัน?”
ตะวันรอนคล้อยประจิม ปลายรัศมีสาดพรมบนสระบัวแดงฉานไปทั้งสระ
ข้าลองคำนวณวันดู พยักหน้าพูดว่า
“ให้เวลาท่านสองวัน ท่านดูว่าพอไหม จัดการสะสางธุระทางโลกให้เสร็จสิ้น สองวันให้หลัง เรายังคงนัดพบกันบนศาลากลางน้ำแห่งนี้เหมือนเดิมเถิด ข้าจะถักทอฝันดีให้ท่านเอง”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ซาลาเปาหน้าแตก ในที่นี้มีความหมายโดยนัยว่า ปัญญาอ่อน
[2] หลิวอิงฝั่ง (หลิ่วอีอ้าน) เป็นการเล่นคำกับชื่อตัวละคร แซ่ “หลิ่ว” ของหลิ่วชีชี แปลว่า ต้นหลิว ส่วนชื่อ “อ้าน” ของ เสิ่นอ้าน แปลว่า ฝั่งแม่น้ำ
[3] ผอผอ คือคำที่ลูกสะใภ้ใช้เรียกแม่ของสามี
[4] หมอมอ คือคำเรียกสาวใช้ พี่เลี้ยง หรือแม่นมสูงวัย
[5] ซูสุ แปลว่า อาผู้ชาย และเป็นคำเรียกอาผู้ชาย
[6] เตียเตีย คือคำเรียกพ่อของคนจีนโบราณ เป็นภาษาพูด; เตีย แปลว่า พ่อ
[7] 赢弱 อ่านว่า อิ๋งรั่ว (ying ruo) แปลว่า อ่อนแอ