บทที่สี่
สองวันให้หลัง ทุกคนนั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน อากาศแจ่มใส ยุงแทบไม่มี
ข้าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา บอกว่าวันนี้จะเข้าไปในความฝันของซ่งหนิง แก้ไขเรื่องที่นางนึกเสียดายบางเรื่อง ดูว่าเสี่ยวหลานพอจะไปกับข้าด้วยได้หรือเปล่า
เนื่องจากตลอดเส้นทางมายังแคว้นเจียงนี้ราบรื่นเกินไปมากจริงแท้ จนทำให้เสี่ยวหลานไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ หัวใจอันแสนจริงใจจะต้องนึกเสียดายอย่างสุดซึ้งเป็นแน่
ติดตามข้าเข้าสู่ความฝันครั้งนี้ ย่อมต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจหยั่งคาดขึ้นมากมาย ยังไงก็ต้องมีโอกาสได้ช่วยชีวิตข้าจากภยันตรายนานาอย่างแน่นอน ซึ่งช่วยชดเชยความรู้สึกเสียดายของเขาได้พอดี และได้ทำตามสัจจะที่เขาให้ไว้แก่ข้าเมื่อสิบหกวันสี่คู่ชั่วยาม[1]สามเค่อก่อนอีกด้วย
ข้ากล่าวคำพูดเหล่านี้จบ ทั้งสามคนในที่นั้นพากันตะเกียบร่วง เพียงแต่เสี่ยวหลานได้สติค่อนข้างไว ตะเกียบไม้ไผ่ร่วงตกได้ครึ่งทาง ก็คว่ำมือคว้าไว้ได้อย่างง่ายดาย ส่วนจวินเหว่ยกับจื๋อซู่มิอาจไม่ขอให้บ่าวรับใช้ที่ด้านข้างช่วยเปลี่ยนคู่ใหม่ให้
จวินเหว่ยตกใจที่ข้าเชิญเสี่ยวหลานเข้าไปในความฝันของซ่งหนิงโดยไม่ได้เชิญเขา และเขาต่างหากที่เป็นมือกระบี่ซึ่งจวินซือฝุมอบหมายให้คอยคุ้มครองข้าตลอดทาง
แต่ที่ข้าเลือกแบบนี้เพราะมีเรื่องลำบากใจจริงแท้ เนื่องจากถึงแม้จวินเหว่ยจะได้ชื่อว่าเป็นมือกระบี่ ความจริงโดยเนื้อแท้แล้วยังคงเป็นนักเขียนนิยายอยู่ดี บ่อยครั้งที่มักจะคิดมุกเขียนนิยายขึ้นมาได้กะทันหันในระหว่างที่กำลังต่อสู้ แล้วในเวลานั้น เขามักจะตัดสินใจยุติการต่อสู้เอาเองโดยพลการ ไปหาที่เงียบๆ ทำการเขียนนิยาย และลืมพวกพ้องที่ถูกทิ้งไว้กลางดงศัตรูเสียสนิท
นี่แหละคือสาเหตุที่ว่าเพราะอะไรเสี่ยวหวงซึ่งเป็นเสือที่ถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ ในบางเวลากลับสามารถดุร้ายยิ่งกว่าเสือที่โตมาในป่าเสียอีก มันจำไม่ได้เสียแล้วว่าถูกจวินเหว่ยที่คิดมุกได้กะทันหันลืมทิ้งไว้เงียบๆ กลางดงดาบห่าธนูมาตั้งกี่ครั้งแล้ว
จากการนี้เห็นได้ว่า ถ้าดวงไม่ได้แข็งเป็นพิเศษ ความเสี่ยงในการให้จวินเหว่ยช่วยคุ้มครองก็จะสูงเป็นพิเศษ เนื่องจาก...จังหวะคิดมุกออกช่างยากจะคาดคะเนถึงเพียงนั้น เภทภัย...ก็ยากจะคาดคะเนถึงเพียงนั้นเช่นกัน ถ้ามีตัวเลือกอื่นเหลือ แม้แต่เสี่ยวหวงก็ไม่มีทางเลือกจวินเหว่ย อย่าว่าแต่ข้าที่ฝีมือต่อสู้ไม่ได้ดีเด่อะไรเลย
แม้ความคิดในใจข้าจะเป็นเช่นนี้ กลับไม่อาจทำร้ายศักดิ์ศรีของจวินเหว่ยได้ คิดเล็กน้อยแล้วพูดกับเขาว่า
“ที่สำคัญคือเจ้าต้องอยู่ช่วยปกป้องพิณของข้าไง เจ้าดูสิ ถ้าทุกคนเข้าไปในความฝันของซ่งหนิงกันหมด ใครเกิดฉวยโอกาสแล่นออกมาทำลายพิณของข้าพัง แล้วจะทำยังไงเล่า?”
จวินเหว่ยได้ฟังสีหน้าพลันชะงัก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นด้วยอย่างยิ่ง หันไปกำชับเสี่ยวหลานประโยคแล้วประโยคเล่าว่า
“ถึงแม้จุดหมายปลายทางที่พวกท่านไปคือห้วงฝันที่อาฝูถักทอให้แก่ซ่งหนิง แต่ในความฝันนั้น ท่านกับอาฝูคือความจริง พวกท่านบาดเจ็บก็คือบาดเจ็บจริงๆ ตายก็คือตายจริงๆ เช่นกัน ต้องระมัดระวังให้มากๆ ล่ะ ท่านตายไปน่ะไม่เป็นไร ต้องปกป้องอาฝูไว้ให้ได้”
เสี่ยวหลานไม่ได้พูดอะไร ตะเกียบไม้ไผ่ในมือคีบเกี๊ยวกุ้งแก้วมรกตชิ้นสุดท้ายในเข่งนึ่งขึ้นมา ข้ากลืนน้ำลาย ตะเกียบไม้ไผ่หยุดค้างกลางอากาศ คิ้วตาน่ามองของเขากวาดมองมาเหมือนจะยิ้ม
“จวินกูเหนี่ยงชอบเจ้านี่?”
ข้ามองเกี๊ยวในตะเกียบของเขา ส่ายหน้าอย่างแสนเสียดาย
ตะเกียบไม้ไผ่กลับเปลี่ยนทิศอย่างว่องไว พริบตาเดียวเกี๊ยวก็วางลงในจานเล็กตรงหน้าข้า สีไผ่เขียวมรกตขับเน้นเปลือกเกี๊ยวใสเป็นมันเลื่อม กิริยาจับตะเกียบของเขาสง่างามเคร่งครัดตามขนบที่กำหนดมานานปีในตระกูลผู้ดี
สำหรับเกี๊ยวชิ้นนี้ ความจริงแล้วข้าไม่ได้ยึดติดอะไร เป็นแค่ความชอบเมื่อครั้งยังมีชีวิต ยามนี้ได้เห็นมัน จึงอดคิดถึงรสชาติในอดีตไม่ได้เท่านั้น แต่เพราะไม่มีประสาทรับรส ต่อให้ตอนนี้กินเข้าไป ก็เหมือนเคี้ยวไขอยู่ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลือง จึงคีบมันไปใส่ในจานของเขาอีกครั้ง
ตะเกียบกำลังอยู่ในตำแหน่งกลางอากาศเหนือชามน้ำแกง จวินเหว่ยตะคอกอย่างโมโหว่า
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน ได้ยินที่ข้าพูดหรือเปล่า?”
ข้าตกใจจนสะดุ้ง เห็นคาตาว่าเกี๊ยวร่วงตกลงไปในน้ำแกงอย่างรวดเร็ว เสี่ยวหลานดึงข้าไปข้างหลังอย่างลื่นไหล เสียงดัง “ซ่า” น้ำแกงกระเซ็นซ่าน
จวินเหว่ยจ้องข้าอย่างโมโหเดือด บนเสื้อผาวชั้นนอกที่ขาวราวหิมะเต็มไปด้วยน้ำแกงผัก
เสี่ยวหลานมองดูจวินเหว่ย พูดเสียงจริงจังว่า
“คำพูดของจวินซยงตี้[2] จ้ายเซี่ยจำได้หมดแล้ว จ้ายเซี่ยตายไปน่ะไม่เป็นไร ต้องปกป้องจวินกูเหนี่ยงไว้ให้ได้”
จวินเหว่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ไม่ต้องปกป้องนางแล้ว ท่านทำให้นางตายตอนนี้เลยเถอะ!”
ข้าพูดว่า “แบบนี้ ไม่ดีมั้ง...”
เสี่ยวหลานมองหน้าข้าเหมือนจะยิ้ม กำลังจะแสดงความเห็น จื๋อซู่ที่นิ่งเงียบมานานพลันพูดขึ้นกะทันหัน
“กูเหนี่ยงใช้วิชามายามี่หลัวได้ด้วยหรือนี่ หลายปีแล้วที่แผ่นดินบูรพาไม่เคย...”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกจวินเหว่ยที่โกรธจัดตัดบทว่า
“นางฐานะยากจน เรียนวิชามายานิดหน่อยไว้พอหาเงินสักนิด มีอะไรน่าตกอกตกใจกัน?”
สีหน้าจื๋อซู่ดูประหลาดพิกล
เสี่ยวหลานอมยิ้มมองหน้าข้า
“ฐานะยากจน? ไว้พอหาเงินสักนิด?”
ข้ามองหน้าจวินเหว่ย สำรวจดูสีหน้าเขา เห็นว่าไม่ควรไปขัดบทบาทที่เขากำหนดให้ข้า จึงพยักหน้าพูดว่า “อืม...”
จื๋อซู่ “……”
เสี่ยวหลาน “......”
กินอาหารเช้าเสร็จ จวินเหว่ยกลับห้องไปเปลี่ยนชุด จื๋อซู่ไม่ทราบไปทำอะไร ทิ้งให้ข้ากับเสี่ยวหลานอยู่รอที่เรือนรับแขกกลางสวน
ข้านั่งจมภวังค์ความคิดอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ม่วง
จะทำให้เสิ่นอ้านในห้วงฝันหลงรักซ่งหนิงยังไงดี ห้วงฝันที่ท่วงทำนองหัวซวีถักทอขึ้นถูกเรียกว่าดินแดนหัวซวี ดินแดนหัวซวีเป็นแค่การปรากฏซ้ำของอดีต เสิ่นอ้านในจินตนาการที่ซ่งหนิงพูดถึงนั้น ความจริงแล้วไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้
ข้ากับเสี่ยวหลานเข้าสู่ดินแดนหัวซวีของซ่งหนิง เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงอดีตของนาง ทำให้เรื่องทุกข์ระทมที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้นางปราศจากทุกข์สุขยั่งยืนอยู่ในห้วงฝัน
เพียงแต่จะปราศจากทุกข์ได้อย่างไร จะสุขยั่งยืนได้อย่างไร หากในใจยังคงมีความปรารถนา นั่นแหละคือแหล่งที่มาของความทุกข์
ข้าคิดว่า บางทีเราอาจจะลักพาตัวซ่งหนิงในการรบที่ทุ่งชางลู่นั่นได้ แบบนี้นางก็จะไม่สามารถไปช่วยเสิ่นอ้านได้ เสิ่นอ้านตายไปในตอนนั้น เป็นการตายได้ถูกที่พอดี[3] แต่นี่จะต่างจากที่ซ่งหนิงคาดหวังไว้ราวฟ้ากับดิน
ข้าคิดอีกว่า จะลองพนันดูสักตั้งไปเลยดีไหม?
ขณะที่ในใจกำลังตีกันอีนุงตุงนัง เสี่ยวหลานได้ขัดจังหวะภวังค์ความคิดของข้า เขาเพ่งพิศพิณเจ็ดสายของข้า ครู่ใหญ่ พูดว่า “เมื่อครู่นี้จวินกูเหนี่ยงบอกว่าถ้าพิณนี้พัง จะเกิดปัญหาใหญ่หรือ?”
ข้าพูดตอบอย่างใจลอยว่า “อืม”
เขาถามอย่างนึกสนใจ
“ปัญหาใหญ่ยังไงรึ? ถ้าพิณนี้พัง ดินแดนหัวซวีที่ถักทอขึ้นจากการบรรเลงมันจะพังทลายลงในทันทีหรือ?”
ข้าตกตะลึงไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมีความคิดที่น่ากลัวแบบนี้ได้ ส่ายหน้าพูดว่า
“เปล่าหรอก เพียงแต่ถ้าพิณนี้พัง ข้าก็ต้องจ่ายสองทองซื้อใหม่อีกคันเท่านั้น”
เขามองหน้าข้า ไม่พูดอะไร
ข้าเองก็มองหน้าเขา
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
อึดใจใหญ่ คิ้วตาอันงดงามของเขาพลันคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มนี้น่ามองเสียจนแสบตา
เขาพูดยิ้มๆ ว่า
“จวินกูเหนี่ยงแบบนี้ ช่างเหมือนแม่นางน้อยคนหนึ่งที่ข้ารู้จักจริงๆ”
ข้าได้ฟังประโยคนี้ ที่จริงในใจนึกเคืองนิดๆ เหมือนตอนที่ข้าใช้ชีวิตอยู่ในอารามวาจาพิสุทธิ์ ฟังว่าช่างตีเหล็กแซ่หลิวที่เชิงเขาหวังจะเอาใจให้เมียอารมณ์ดี จึงชมเมียว่าหน้าเหมือนจางป๋ายจือนักแสดงงิ้วหญิงชื่อดังแห่งต้าฉาว ผลคือโดนเมียเงื้อพลั่วไล่กวดไปเจ็ดถนน ถึงแม้จางป๋ายจือจะงามล่มเมือง ส่วนอาซิ้มหลิวตัวสูงหกฉื่อ[4]แต่หนักถึงสองร้อยยี่สิบจินก็ตาม
ความจริงแล้วผู้หญิงทั่วหล้าต่างมีความคิดเดียวกัน หวังแค่เป็นหนึ่งเดียว ไม่หวังงามล่มเมือง
ข้าคิดในใจ ถ้าในอนาคตสามีของข้าพูดคำพูดของเสี่ยวหลานในวันนี้ออกมา ข้าจะต้องให้เขาคุกเข่าบนกระดานซักผ้าอย่างแน่นอน หลังคิดเสร็จก็เห็นว่าความคิดนี้ช่างเกินจำเป็นจริงๆ ถ้าในอนาคตข้าก็มีสามีกับเขาได้ด้วย ได้แต่คือจวินเหว่ยเท่านั้น และตาจวินเหว่ยนี่ คุกเข่าบนกระดานซักผ้าไปก็ไม่เคยหลาบจำ
ยามเฉินเค่อสุดท้าย[5] ทั้งขบวนสี่คนบวกกับเสืออีกหนึ่งตัวได้มาถึงศาลากลางน้ำที่นัดหมายไว้ด้วยกัน
สีหน้าของซ่งหนิงดีกว่าเมื่อสองวันก่อนมาก มวยผมเกล้าสูง ดอกไม้ประดับตัดเย็บจากผ้าไหมแนบติดจอนผมอย่างแน่นหนา กึ่งกลางสร้อยระย้าประดับหน้าผากสีเงินฝังหยกมรกตจันทร์เสี้ยว
จำได้รางๆ ว่าเคยเห็นนางในลักษณะนี้ที่ไหนมาก่อน นึกอยู่พักใหญ่ ค่อยนึกขึ้นได้ว่าในคืนวิวาห์ที่ข้ามองเห็นผ่านท่วงทำนองหัวซวีเมื่อสองวันก่อน นางก็แต่งตัวแบบนี้แหละ เพียงแต่ตอนนั้นสวมชุดเจ้าสาวสีแดงเจิดจ้า ส่วนวันนี้ เป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวล้วนที่ไร้การประดับประดาใดๆ
ข้าพูดว่า “ท่านแต่งตัวแบบนี้...”
นางพูดยิ้มๆ “ยังไงก็ต้องแต่งตัวให้เหมาะสมสักหน่อย ถึงจะไปพบหน้าเขาได้ละนะ”
ข้ารู้ว่า ‘เขา’ ที่นางพูดคือใคร คือเสิ่นอ้านที่นางหลงรักคนนั้น
ฤดูหนาวที่หิมะหนาวเหน็บของปีที่สิบเจ็ดรัชกาลหลีจวงกง ตรงหน้าด่านอวี้หลาง แค่ห้ากระบวนท่า เสิ่นอ้านคนนั้นก็งัดนางตกลงจากหลังม้า
กลางภูเขาหิมะของทุ่งชางลู่ เสิ่นอ้านคนนั้นบอกนางว่า “หากกูเหนี่ยงไม่รังเกียจ รอจนบาดแผลของจ้ายเซี่ยหายดี จะไปเยือนถึงเรือนเพื่อสู่ขอกูเหนี่ยง”
ความผิดใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตนี้ของซ่งหนิง อยู่ตรงที่ผ่านผู้ชายแค่เสิ่นอ้านคนเดียว ดังนั้นการสูญเสียเขาไปจึงราวกับสูญเสียทุกสิ่ง จวบจนตายก็ไม่อาจปล่อยวางได้ แต่ถ้านางครอบครองผู้ชายหลายคนในเวลาเดียวกัน สูญเสียเสิ่นอ้านไปดีไม่ดีจะแค่ช่วยลดภาระของชีวิตส่วนตัวให้เบาขึ้นเท่านั้น
สติได้ยับยั้งข้าอย่างทันท่วงทีห้ามไม่ให้คิดต่อ ขืนคิดต่อ เรื่องเล่านี้จะเบี่ยงเบนไปเป็นนิยายแนวผู้หญิงเป็นใหญ่แทน[6]
ซ่งหนิงถามข้าว่า
“จวินฝู หากว่าข้ายังมุ่งหวังได้อยู่พร้อมหน้ากับลั่วเอ๋อร์ด้วย จะโลภมากเกินไปไหม? หากว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ เดือนหน้าจะเป็นวันเกิดครบหกขวบของเขาพอดี ข้าไม่รู้ว่าถ้าเขามีชีวิตอยู่ ตอนนี้จะโตมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่น่ะ เขาน่ารักมากเลยละ”
ข้าคลายผ้าที่ห่อพิณเจ็ดสายไว้ออก กล่าวปลอบนางเบาๆ
“ข้ามาที่นี่ เดิมทีก็เพื่อทำให้ความโลภของท่านเป็นจริงอยู่แล้ว ข้าจะให้ท่านกับเขาได้อยู่พร้อมหน้ากัน พวกข้าจะออกไปกันก่อน ท่านจงนอนหลับให้สบายสักงีบเถิด ไว้ท่านหลับแล้ว ข้าจะมาถักทอความฝันให้ท่าน”
ซ่งหนิงนอนลงทั้งชุดนี้ คำพูดของนาง ได้ตอกย้ำความมั่นใจของข้าในที่สุด
ข้าคิดในใจ ข้าต้องลองพนันดูสักตั้งอยู่ดี
ในสระบัว ใบบัวสีเขียวมรกตเต็มสระ แซมประดับด้วยดอกบัวแรกผลิดอกตูมไม่กี่ดอก
บ่าวรับใช้วางโต๊ะวางพิณที่ริมสระ ข้าลองเสียงดู มองเห็นจวินเหว่ยเอามืออุดหู เขาไม่รู้ว่าตัวข้าในตอนนี้นำไปเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว วิชาพิณของข้าได้รุดหน้าขึ้นอย่างมาก
เมื่อก่อนข้าไม่ชอบเรียนพิณ เพราะไม่รู้จะดีดให้ใครฟัง ซือฝุมีอายุแล้ว ฟังเสียงพิณของข้าทีไร ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ทำท่าจะโงกหลับ ส่วนจวินเหว่ย พอเห็นข้าดีดพิณปุบ ตัวเองก็จะหยิบพิณมาดีดด้วย และทุกครั้งที่ข้าได้เห็นนิ้วของจวินเหว่ยดีดสายพิณ จะเผลอเกิดความคิดรุนแรงอยากเอาพิณในมือแพ่นกบาลเขาอย่างห้ามไม่อยู่
หลังจากนั้น มู่เหยียนได้ปรากฏตัวขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่ทราบหน้าตาของเขา จำเสียงเขาไม่ได้ กระนั้นกลับไม่เคยลืมเงาร่างของเขาที่ก้มหน้าดีดพิณใต้แสงจันทร์ ยังมีท่วงทำนองอันระเรื่อยพลิ้วไหวที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเหล่านั้น
จำได้ว่ามีกลอนวรรคหนึ่ง กล่าวว่า
“หมายมอบความในใจนั้น แก่เพลงพิณอัน แฝงเร้นซึ่งจิตปณิธาน”
ที่หลังจากนั้นข้าพยายามฝึกพิณแบบนั้น แค่เพราะอยากจะดีดบรรเลงตัวข้าให้เขาฟังเท่านั้น
ยามซื่อสองเค่อ[7] ดวงตะวันฉีกกระชากชั้นเมฆ สาดแสงทองลงทั่วผืนปฐพี
ข้าดีดท่วงทำนองหัวซวีของซ่งหนิง เดิมทีนึกว่านางที่มีนิสัยแข็งกร้าวแบบนี้ ทั้งยังกรำศึกมาสามปี ท่วงทำนองหัวซวีที่ครอบครองจะต้องเกรี้ยวกราดดุดันเหมือนนักรบควบม้าศึกออกประจัญเสียอีก แต่เสียงดนตรีที่รินไหลระเรื่อยออกมาจากระหว่างสายพิณ ช่างทุกข์ระทมคับแค้นปานฉีกกระชากหัวใจ
ท่วงทำนองหัวซวีแปรมาจากจิตใจมนุษย์ นำชีวิตมาร้อยเรียงเป็นทำนอง ท่วงทำนองที่หลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดทุกเส้นเสียงแบบนี้ ไม่รู้ว่าหัวใจของซ่งหนิงได้บอบช้ำนับร้อยพันแผลถึงขั้นไหน
ต่อให้เข้มแข็งสักเพียงใด นางก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ได้ตายในสนามรบ กลับมาพ่ายแพ้แก่ความรัก
ดีดบรรเลงอักษรเสียงสุดท้าย เหนือสระบัวค่อยๆ มีไอหมอกลอยขึ้นมา แสงสลัวมัวปรากฏรำไรในม่านหมอกอันเลือนราง เป็นภาพที่มีเพียงนายแห่งมุกเงือกเท่านั้นจึงจะมองเห็นได้
เสี่ยวหลานเพ่งมองเขามอซึ่งอยู่ไกลออกไป ไม่ทราบกำลังคิดอะไรอยู่ ข้าลุกขึ้นจากโต๊ะวางพิณ เดินสองก้าวเข้าไปใกล้ กุมมือของเขาหมับ
เสี่ยวหลานมองหน้าข้าอย่างประหลาดใจ
ข้ากำลังจะอธิบาย จวินเหว่ยชิงพูดเสียงดังลั่นขึ้นเสียก่อน
“ชายหญิงไม่ชิดใกล้ทั้งการให้และการรับ...”
ข้าพูดว่า “ชายหญิงไม่ชิดใกล้ทั้งการให้และการรับกับผีสิ ไม่จูงเขาไว้ แล้วจะพาเขาเข้าไปในความฝันของซ่งหนิงยังไงยะ?”
เสี่ยวหลานไม่ได้ส่งเสียง
ข้าคงกิริยากุมมือของเขาไว้
เนื่องจากข้าไม่ใช่มนุษย์ในธุลีภพอีก ข้อห้ามระหว่างชายหญิงจึงไร้ความหมายสำหรับข้าจริงแท้ แต่พอถูกจวินเหว่ยสะกิดเตือน ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงความคิดของเสี่ยวหลานกับความคิดของจื๋อซู่องครักษ์หญิงของเขาด้วย แต่นอกจากจูงเขาไว้แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถพาเขาเข้าสู่ดินแดนหัวซวีของซ่งหนิงได้
จื๋อซู่มีสีหน้าตกตะลึง อ้าปากได้ครึ่งหนึ่งก็หุบสนิท เมื่อเทียบกันแล้ว เสี่ยวหลานไม่ได้ปรากฏปฏิกิริยาที่เกินเหตุใดๆ ข้าคิดว่าถามความเห็นของเขาโดยตรงจะดีกว่า นิ่งคิดแล้วถามว่า
“ข้าจูงมือท่านสักครู่ ท่านไม่ถือสากระมัง?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองข้าอย่างสงบ เลิกคิ้วถามว่า
“ถ้าข้าบอกว่าถือสาล่ะ?”
ข้าก็มองเขาอย่างสงบเหมือนกัน
“งั้นก็ได้แต่รอจนเราสองคนออกมาจากความฝันของซ่งหนิงแล้ว ท่านหากระบี่สักเล่มมาหั่นมือของตัวเองทิ้งซะ”
จวินเหว่ยพูดว่า “เช่นนี้ดียิ่ง ช่างเป็นบุรุษใจเด็ดโดยแท้”
ข้าพูดว่า “ดียิ่งกับผีสิ”
เสี่ยวหลานโค้งเรียวปากขึ้นเล็กน้อย
“ล้อเล่นแล้ว จวินกูเหนี่ยงยังไม่ถือสาเลย แล้วข้าจะถือสาได้อย่างไร”
ยิ้มนี้ของเขา พลันทำให้ข้าตะลึงเหม่ออยู่บ้าง แต่เวลานี้กำลังปฏิบัติงานสำคัญ ไม่อนุญาตให้คิดฟุ้งซ่านถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง
ข้าจูงเขากระโดดตัวลอย เข้าไปในภาพฉากภายในม่านหมอกกลางสระบัว
ถ้ามีคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องผ่านทางมา จะต้องหลงเข้าใจว่าเราสองคนจูงมือกันกระโดดน้ำตายบูชารัก ขณะเดียวกันจวินเหว่ย จื๋อซู่ และเสี่ยวหวงต่างโบกมือลาเราสองคนอยู่ด้านข้าง ราวกับตอนฆ่าตัวตายบูชารัก ยังอุตส่าห์มีญาติสนิททั้งฝูงมาส่งด้วยเป็นแน่ ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะชวนให้บรรดาคนนอกพากันคิดไปยังไง
ด้านหลังแสงสลัวเลือน ก็คือดินแดนหัวซวีของซ่งหนิง สถานที่ที่ตั้งอยู่ คือเมืองอันคึกคักเมืองหนึ่ง บนฟ้ามีตะวันเหมันต์ขาวพร่าง ณ ที่ไกลตาสามารถมองเห็นภูเขาหิมะทอดขวาง หิมะที่ทับถมกันสะท้อนผืนฟ้าคราม ดูประดุจน้ำตาลสีนมแผ่เหยียดยาว ลมหนาวแทรกผ่านเนื้อผ้าบางเฉียบของชุดกระโปรงเข้าสู่แขนขาและกระดูก
มุกเงือกเป็นธาตุเย็น เดิมทีข้าก็ขี้หนาวอยู่แล้ว ถูกสายลมหวีดหวิวกระตุ้นเข้าให้ จามออกมาหลายครั้งติดต่อกันทันที
ทุกอย่างตระเตรียมพร้อมพรัก ดันลืมไปว่าถึงในโลกความจริงจะเป็นเดือนห้ากลางหน้าร้อน ตอนนี้ในดินแดนหัวซวีแห่งนี้ คือเดือนสิบสองกลางหน้าหนาวพอดี
ข้าพูดตัวสั่นสะท้าน “ท่านพกเงินมาหรือเปล่า? เราไปที่ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปกันก่อน...” พูดยังไม่ทันจบ ตรงหน้าได้ปรากฏเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกตัวใหญ่ขึ้นสองตัว
ข้ามองเสี่ยวหลานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เขาวางตัวสีแดงลงในอ้อมแขนข้า ตัวเองสวมตัวสีขาว มองดูอาการปากอ้าตาค้างของข้า พูดว่า
“ตอนกินข้าวเช้า ได้ยินจวินกูเหนี่ยงพูดถึงว่าตอนที่เสิ่นฟูเหรินช่วยชีวิตท่านแม่ทัพเสิ่นเป็นฤดูหนาว จึงให้จื๋อซู่ไปเตรียมเสื้อหนาวมาสองชุด ไม่นึกว่าจะได้ใช้จริงๆ”
ข้าสวมเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกในอ้อมแขนลงบนตัวไปพลางพูดชมเขาไปพลางว่า
“เสี่ยวหลาน ท่านนี่ช่างเอาใจใส่จริงๆ”
เขายืนอยู่ด้านข้างสำรวจดูข้าอย่างเรื่อยเฉื่อย พูดว่า
“เอาใจใส่ตามธรรมดา” อึดใจต่อมาพูดอีกว่า “ใส่กลับด้านแล้ว”
“......”
สวมเสื้อหนาวเสร็จ ข้าได้บอกความคิดของข้าแก่เสี่ยวหลาน
ในช่วงเวลาที่พวกเรามานี้ น่าจะเป็นช่วงที่ซ่งหนิงพลิกเอาตัวเสิ่นอ้านออกมาจากกองซากศพ แล้วอยู่กับเขาในถ้ำบนภูเขาหิมะข้างๆ ทุ่งชางลู่พอดี
ความจริงทั้งหมดเป็นเพราะเสิ่นอ้านจำคนผิดทั้งนั้น แม้ไม่อาจรับประกันได้ว่าถ้าหลังจากเสิ่นอ้านฟื้นคืนสติ แวบแรกที่ได้เห็นคือซ่งหนิงไม่ใช่หลิ่วชีชี จะหลงรักซ่งหนิงเช่นเดียวกับที่หลงรักหลิ่วชีชีหรือเปล่า แต่ก็...ลองเสี่ยงดูสักตั้งละนะ
ข้าวาดแผนภาพก้างปลาทำการวิเคราะห์ คิดว่าข้อแรก ต้องทำให้ลูกน้องที่ซ่งเหยี่ยนส่งมาตามหาซ่งหนิงออกไปจากเมือง จึงจะช่วยให้ซ่งหนิงสามารถอยู่ข้างๆ เสิ่นอ้านระหว่างรับการรักษาได้อย่างสบายใจ ข้อที่สอง ต้องทำให้เสิ่นอ้านไม่ได้เห็นหลิ่วชีชี...หญิงใบ้ในร้านหมอเลยตั้งแต่ต้นจนจบ จึงจะสามารถขจัดต้นตอของความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะส่งสายตาสื่อหัวใจกัน
เสี่ยวหลานเห็นว่าเรื่องนี้ทำได้ง่ายมาก จัดการฆ่าลูกน้องของพี่ชายซ่งหนิงกับหลิ่วชีชีเสียให้หมดเป็นอันจบปัญหา ตอนที่เสนอความเห็นอันโหดเหี้ยมอำมหิตนี้ สีหน้าของเขาดูเรียบเฉย ราวกับว่าการฆ่าคนหลายคนเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนเหยียบมดตายเท่านั้น
ความจริงข้าเองก็เห็นว่าแบบนี้สะดวกดีเหมือนกัน เพียงแต่นี่คือห้วงมายาที่มุกเงือกถักทอขึ้น มุกเงือกอาศัยการสูบกินฝันดีสร้างสมพลังฤทธิ์ของตัวมันเอง จริงอยู่ว่าความฝันจะเป็นฝันดีได้ต้องให้คนช่วยชักนำ ถึงอย่างนั้นการสร้างเคราะห์ร้ายถึงเลือดตกยางออกตามอำเภอใจในระหว่างการชักนำ กลับไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสมพลังฤทธิ์ของมุกเงือก
กล่าวอีกแง่คือ การฆ่าพวกหลิ่วชีชีในห้วงฝัน ข้าได้ชีวิตของซ่งหนิงมาแล้ว อาจจะสามารถประคองตัวเองให้อยู่รอดต่อไปได้อีกหนึ่งปีครึ่ง แต่ถ้าไม่ฆ่าพวกเขา ข้าได้ชีวิตของซ่งหนิงมาแล้ว จะสามารถประคองตัวเองให้อยู่รอดได้นานขึ้นสามปี ดังนั้นข้าคิดว่า ไม่ถึงขั้นสุดวิสัย ก็อย่าฆ่าแกงกันจะดีกว่า
บางทีภายในห้วงมายานี้ เพื่อทำตามคำสัตย์ที่ให้ไว้กับซ่งหนิง ยังไงข้าก็ต้องฆ่าคนหนึ่งคนอยู่ดี แต่นี่เป็นค่าชดเชยที่จำเป็นต้องจ่ายในการทำการค้า ก็คือที่เรียกกันว่า “สุดวิสัย” นั่นเอง
ข้าพูดกับเสี่ยวหลานว่า
“เราอย่าเลือกวิธีที่รุนแรงขนาดนั้นจะดีกว่า ใช้วิธีที่นุ่มนวลหน่อยเถอะ ปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยคำพูดน่ะ ทำไมต้องใช้อาวุธให้ได้ด้วยล่ะ แบบนั้นมันไร้อารยธรรมออกจะตาย”
เสี่ยวหลานพึมพำว่า
“จัดการเรื่องตามแบบของท่าน จะไม่ยืดยาดเสียเวลาหรือ?”
ข้าพูดเสียงเรียบ
“ใครใช้ให้ข้าเป็นหญิงสาวแสนดีผู้มีเมตตากันเล่า”
เสี่ยวหลานไม่สนใจข้า เดินมุ่งหน้าขึ้นไปบนเหลาด้านข้าง
ข้าลองถามคนผ่านทางดู นี่คือเหลาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองน้อยแห่งนี้
มาถึงชั้นสอง มีแค่โต๊ะริมหน้าต่างตัวเดียวที่ยังว่างอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงนั่งลงไป
ข้าเฝ้าใฝ่ฝันถึงที่นั่งริมหน้าต่างในเหลามาโดยตลอด เพราะว่าในตำนานนั้น ที่นั่งริมหน้าต่างมักจะมียอดคนพิสดารนั่งอยู่เสมอ ถ้าเป็นตำนานความรัก คนที่นั่งไม่ใช่กษัตริย์ก็เป็นเจ้าชาย ถ้าเป็นตำนานจอมยุทธ์ คนที่นั่งไม่ใช่ประมุขสมาพันธ์ก็เป็นเจ้าลัทธิ
ยอดคนพิสดารเหล่านี้มารับประทานอาหารที่เหลา โดยทั่วไปจะนั่งแต่ริมหน้าต่าง นิ้วมือเรียวยาวยกจอกเหล้าสีขาวสะอาด ให้ปวงสรรพสัตว์ได้เห็นแค่ใบหน้าด้านข้าง งดงามอลังการอยู่ในตำนาน
ข้ากวาดตามองทั้งข้างหน้าข้างหลัง ถามเสี่ยวหลานว่า
“เหลาตั้งใหญ่ ทำไมถึงมีแต่ตรงพวกเรานี้ที่ว่างอยู่?”
เสี่ยวหลานรินน้ำชาไปพลาง ยกคางพยักพเยิดไปพลาง
ข้ามองเจตนาของเขาไม่ออก พูดอย่างครุ่นคิดว่า
“หรือว่าที่นั่งในตำนานได้แต่ให้บุคคลในตำนานนั่งเท่านั้นจริงๆ ทุกคนต่างรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ตำนาน ถึงได้เว้นมันว่างไว้โดยอัตโนมัติ? ฮ่า ทุกคนช่างรู้จักเจียมตัวกันดีจริงๆ” พูดจบจามไปหนึ่งที
เสี่ยวหลานยกมือชี้ไปที่หน้าต่างด้านข้าง
“หน้าต่างมันเสีย ปิดไม่ได้”
ข้ามองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ “หา?” แล้วจามอีกหน
เขายื่นจอกชาที่ไอร้อนลอยกรุ่นให้ข้า พูดเนิบๆ ว่า
“ข้างนอกลมแรงขนาดนี้ ถ้ามีที่นั่งอื่นเหลือ ข้าเองก็ไม่ยอมนั่งตรงปากทางลมนี่เหมือนกัน”
ข้าพูดว่า “นี่มัน...” พูดถึงตรงนี้ ก็จามออกมาอีกทีอย่างได้จังหวะเหมาะเจาะพอดี
เสี่ยวเอ้อร์เข้ามารอสั่งอาหารอย่างว่องไว เสี่ยวหลานอุ่นเหล้าหนึ่งกา นอกจากนี้ยังสั่งอาหารอะไรอีกบ้างข้าไม่ได้สนใจ เพียงแต่ได้ยินเกี๊ยวกุ้งแก้วมรกตเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ระหว่างจมอยู่กับความคิด ข้าแบ่งสมาธิพูดว่า
“ตอนเช้าก็กินเกี๊ยวกุ้งแก้วมรกตแล้ว เปลี่ยนเป็นอาหารอื่นเถอะ”
เสี่ยวหลานพูดว่า “ท่านชอบกินเจ้านี่มากไม่ใช่หรือ?”
ข้าพูดว่า “ข้ายังไงก็ได้ ที่สำคัญคือดูว่าท่านชอบอะไร”
ถึงยังไงข้ากินอะไรก็เป็นรสเดียวกันหมด นั่นก็คือไม่มีรส
เสี่ยวหลานเงยหน้าขึ้นมองข้า
เสี่ยวเอ้อร์ปากหวาน รีบพูดว่า “กูเหนี่ยงช่างใจดีจริงแท้ขอรับ”
ข้าทำเสียง “อืม” อย่างเห็นพ้อง จมสู่ภวังค์ความคิดต่อไป
ปัญหาที่ครุ่นคิดคือ จะล่อลูกน้องของซ่งเหยี่ยนออกจากเมืองไปโดยไม่เสียเลือดเนื้อได้ยังไง และเรื่องนี้ ปัญหาแรกที่ต้องเผชิญคือ ต้องหาให้พบว่าท่ามกลางทะเลมนุษย์อันเวิ้งว้าง คนไหนบ้างที่เป็นลูกน้องของซ่งเหยี่ยน
ถึงแม้ข้าจะเคยเห็นเงาร่างของพวกเขารางๆ ผ่านท่วงทำนองหัวซวีของซ่งหนิงมาก่อน แต่อยู่ห่างเกินไป แค่พอจะแยกแยะออกว่าเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสันหลายคนเท่านั้น
ชายฉกรรจ์หุ่นล่ำในเมืองนี้มีมากมายขนาดนี้ จะยังไงข้าก็ไม่สามารถไล่ถามชาวบ้านชาวช่องไปทีละคนว่า “พี่ชาย มาจากกองทัพแคว้นหลีสินะ พอดีมีธุระน่ะ แม่ของท่านบอกให้ท่านกลับบ้านไปกินข้าว” ได้ แบบนี้จะด้อยประสิทธิภาพเกินไป
เหล้ายกมาถึงอย่างรวดเร็ว เสี่ยวหลานประคองส่งให้ข้า กำลังจะรับมาอุ่นมือ เขากลับกุมจอกเหล้าไว้ ไม่ยอมปล่อยมือ ข้ายื่นมือไปคว้า แววตาเขานิ่งสนิทดุจบึงโบราณ พูดลอยๆ ว่า
“ข้าแค่ชี้บอกทางให้แม่นางคนนั้นเท่านั้น เจ้าเคืองอะไรกัน?”
ข้าตกตะลึงไปอึดใจใหญ่ ทำหน้างงๆ
“หา?”
เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว พูดเสียงเย็นเยียบ
“แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกแล้ว ข้าละเกลียดเวลาเจ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องใส่ข้ามากที่สุด”
ข้าชี้จมูกตัวเอง
“ท่านพูดกับข้าอยู่หรือ? ท่านพูดว่าแม่นางอะไรน่ะ ข้า...”
เขาชิงตัดบทข้าว่า
“แม่นางที่ถือทวนคนเมื่อครู่นั่นไง ชุดสีม่วง ตัวสูงๆ ตั้งแต่ข้าชมอาวุธในมือนางไปสองสามคำ เจ้าก็พูดจาเย็นชาใส่ข้า ยังจะไม่ยอมรับอีกว่าตัวเองกำลังเคือง เจ้าเคืองอะไรกัน?”
ข้าไม่เข้าใจสถานการณ์
“เคือง? ข้าไม่ได้เคืองสักหน่อย”
ชายฉกรรจ์โต๊ะติดกันหลายคนพลันหัวเราะครืน โห่กระเซ้าว่า
“ไหจิ๊กโฉ่ว[8]ที่ไหนหกล่ะนี่ พี่น้อง คนรักของเจ้าคนนี้กำลังหึงไงเล่า ใครใช้ให้เจ้าชมผู้หญิงอื่นต่อหน้านางกันล่ะ ฮ่าๆๆ...”
ข้ายังคงไม่เข้าใจสถานการณ์อยู่ดี แต่พอถูกผู้ชายพวกนั้นโห่กระเซ้าแบบนี้ สายตาของแขกเกินกว่าครึ่งภายในเหลาต่างถูกดึงดูดให้มองมา
ข้าทวนว่า “หญิงสาวชุดม่วง ตัวสูงๆ ทั้งยังถือทวน?”
เขาไม่สนใจข้า ถือวิสาสะกุมมือทั้งสองของข้า แววตาที่เมื่อกี้นี้ยังเย็นชาอยู่เลยพลันทอประกายยิ้มละไมอยู่รำไร เอ่ยเบาๆ ว่า
“หึงจริงๆ น่ะหรือ?”
ข้าชักมือออกอย่างแนบเนียน พูดว่า
“ไม่ได้หึงจริงๆ”
เสี่ยวหลานปล่อยมือข้า ไม่ได้ดึงดัน เพราะข้างโต๊ะมีคนกลุ่มหนึ่งโผล่มาจากที่ใดไม่ทราบได้ อยู่ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เดาว่าเขาไม่สะดวกจะดึงดันจริงๆ นั่นแหละ
คนกลุ่มนี้ต่างสวมเสื้อผ้าของแคว้นเจียง สำเนียงที่พูดกลับแฝงความโผงผางแบบถูกเร่งคลอดด่วนจี๋ออกมาจากชายแดนแคว้นหลี ฟังดูก็รู้แล้วว่าเปลี่ยนชุดปลอมตัวมา คนที่นำหน้ากุมหมัดคารวะเสี่ยวหลาน
“เมื่อครู่นี้พี่ท่านบอกว่าเห็นหญิงสาวชุดม่วงตัวสูงถือทวนผู้หนึ่ง ทั้งยังช่วยบอกทางให้หญิงสาวคนนั้น ขอบังอาจถามพี่ท่าน แม่นางชุดม่วงคนนั้นต้องการจะไปที่ไหนหรือ?”
ความจริงตั้งแต่คนกลุ่มนี้ปรากฏตัว ข้าก็รู้แจ้งถึงเจตนาของเสี่ยวหลานในทันที หญิงสาวชุดม่วงที่เขาพูดถึงมีลักษณะเด่นที่ชัดเจน ขอแค่เคยได้เห็นหน้านางสักครั้ง จะไม่มีทางจำไม่ได้ว่านั่นคือซ่งหนิง
เขาสร้างหญิงสาวที่มีลักษณะเด่นทุกด้านเหมือนกับซ่งหนิงขึ้นมา เล่นละครฉากนี้ เพียงเพื่อชักนำกลุ่มคนที่ตามหาซ่งหนิงกลุ่มนี้ให้จากไปอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ ราวกับชักนำสายน้ำแห่งเคราะห์ภัยไหลสู่บูรพา และเมื่อข้าคิดประเด็นนี้กระจ่าง ค่อยสังเกตดูการแสดงของเสี่ยวหลาน ก็เผลอปากอ้าตาค้างอยู่บ้างอย่างลืมตัว
เวลานี้บนใบหน้าของเสี่ยวหลานกำลังปรากฏสีหน้าระแวดระวัง สำรวจดูหลายคนตรงหน้าอย่างหวาดระแวง
“แม่นางชุดม่วงคนนั้นมีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกท่าน พวกท่านคิดจะทำอะไร?”
ราวกับว่าตัวเขาได้พบเจอหญิงสาวชุดม่วงคนหนึ่งจริงๆ แม้จะแค่บังเอิญพบพานแล้วพ้นผ่าน แต่นึกชื่นชมนางอย่างมาก กลัวว่าคนตรงหน้ากลุ่มนี้จะเป็นศัตรูของนาง จึงอดนึกอยากที่จะคุ้มครองนางไม่ได้
คนกลุ่มนั้นมองหน้ากัน คนที่นำหน้าพูดอย่างลำบากใจว่า
“ขอบอกตามตรงโดยไม่ปิดบัง แม่นางชุดม่วงที่พี่ท่านได้พบคนนั้นน่าจะเป็นคุณหนูของพวกข้าที่หนีออกจากบ้านไปเสียแปดส่วน คุณหนูหนีออกจากบ้านไป นายน้อยเป็นห่วงอย่างมาก ส่งพวกข้าพี่น้องหลายคนออกมาตามหาตัวนาง ตลอดเส้นทางนี้คุณหนูของพวกข้ามุ่งหน้าไปที่ไหน หวังว่าพี่ท่านจะช่วยบอกกล่าวตามความจริง”
ในใจข้าพูดว่าบอกเลยๆ หลับหูหลับตาบอกส่งเดชไปสักที่ให้พวกนี้ไปหา แต่เสี่ยวหลานแค่ทำสีหน้าสงสัย
คิดดูอีกที ก็เข้าใจทันที ในใจเขาจะต้องอยากพูดบทพูดถัดไปออกมาใจแทบขาดเหมือนกัน จะได้ล่ออีกฝ่ายออกนอกเมืองไป แต่เพื่อไม่ให้คนพวกนี้นึกสงสัย จึงจงใจข่มกลั้นสิ่งที่คิดอยู่ในใจ ใช้กระบวนท่าจะจับแสร้งปล่อยนี้ ก็เพื่อทำให้คนพวกนี้ยิ่งปักใจเชื่อมากขึ้น ว่ากับดักที่เขาวางนี้ความจริงแล้วไม่ใช่กับดัก เขาจริงใจอย่างมาก แต่ประสบการณ์สอนเราว่า ยิ่งเป็นกับดักที่ดูจริงใจ จะยิ่งสามารถดักคนมาติดกับได้
ฝ่ายนั้นปักใจเชื่อจริงๆ พูดอย่างหนักแน่นจริงใจว่า
“พวกข้าพี่น้องออกมาหนนี้ แค่เพื่อจะตามหาตัวคุณหนูของเราจริงๆ พี่ท่านวางใจได้เต็มที่ หากแม่นางชุดม่วงคนนั้นไม่ใช่คุณหนู พวกข้าพี่น้องจะไม่มีทางทำให้นางลำบากใจเด็ดขาด หากผิดคำสาบานนี้ ขอให้ฟ้าผ่าตาย”
เสี่ยวหลานมองดูสีหน้าของคนนำหน้าอย่างหยั่งคะเน ครู่ใหญ่ พูดว่า
“เมื่อเป็นเช่นนี้ หากขัดขวางพวกท่านตามหาคน ก็ถือเป็นความผิดเสียแล้ว...เมื่อหนึ่งคู่ชั่วยามก่อน พวกข้าได้พบแม่นางชุดม่วงคนนั้นที่เชิงเขาสือเหมิน นางสอบถามข้าถึงมือกระบี่แซ่จิงในภูเขาทัง บอกว่าต้องการไปเยี่ยมเยือนมือกระบี่ท่านนี้ ถามว่าจะไปภูเขาทังควรไปอย่างไร”
คำพูดแค่ประโยคเดียว สีหน้าได้แฝงเนื้อหาไว้มากมาย มีลังเลดิ้นรนว่าจะบอกดีหรือไม่บอกดี มีงุนงงเมื่อพูดออกไปในที่สุด ยังมีจนใจว่าบอกออกไปแล้วไม่รู้จะเกิดผลลัพธ์อย่างไร ฝีมือเล่นละครยอดเยี่ยมถึงระดับนี้ ไม่เข้าสวนสาลี่[9]นับว่าน่าเสียดายจริงแท้
เสี่ยวหลานเพิ่งพูดจบ คนที่นำหน้าก็พึมพำทันทีว่า “ใช่นิสัยของคุณหนูจริงๆ” เงยหน้าขึ้นกุมหมัดคารวะพวกข้า ก่อนจะนำคนทั้งกลุ่มลับหายไปตรงหน้าบันไดของชั้นสองอย่างรวดเร็วปานพายุ
มองดูเงาหลังที่จากไปไกลของพวกเขา เสี่ยวหลานมองส่งด้วยสีหน้าไม่แน่ใจแกมกลัดกลุ้มเล็กน้อยอย่างมีจรรยาบรรณมากอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมองเห็นจากหน้าต่างที่ปิดไม่ได้ว่า คนพวกนั้นได้หายลับไปจากเส้นขอบฟ้าอันเวิ้งว้าง
ข้าหันหน้ากลับมา มองดูเสี่ยวหลานฟื้นคืนสู่สีหน้าเช่นปกติ ยกกาเหล้าขึ้นรินให้ตัวเองหนึ่งจอกอย่างเรื่อยเฉื่อยสบายอารมณ์
ข้ารู้สึกว่าตัวเองมีคำพูดมากมายอยากจะถาม เสี่ยวหลานตรงหน้าได้ทำให้ข้ามองเห็นด้านที่แตกต่าง ซึ่งไม่ใช่ด้านหมดอาลัยตายอยากแบบตอนนั้นที่ถูกผู้หญิงแทงบาดเจ็บแล้วนอนซมอยู่บนเตียงตั้งสองวันเด็ดขาด การเปลี่ยนไปแบบดักแด้ลอกคราบของเขาเป็นประดุจปลูกองุ่นต้นหนึ่ง ผลคือออกลูกมาเป็นองุ่นส้มโอ
แต่ก็แค่ทำการผสมและยกระดับภายใต้พื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว[10] ไม่ได้ออกลูกเป็นทุเรียนหรือแก้วมังกร ถึงจะชวนให้งุนงงประหลาดใจ ก็ดูเหมือนจะไม่มีตรงไหนผิดปกติ
ข้าเลื่อนไปนั่งตรงข้ามเขา แสร้งพูดเหมือนไม่ใส่ใจ
“เขาสือเหมิน ภูเขาทัง ท่านคุ้นเคยกับภูมิประเทศรอบๆ นี้ดีนี่นา”
เสี่ยวเอ้อร์ยกไก่ฉีกตุ๋นน้ำขิงเข้ามา เสี่ยวหลานพินิจดูความเข้มของสีน้ำขิงพลางพูดว่า
“ศึกที่ทุ่งชางลู่เมื่อเจ็ดปีก่อน ข้าพอจะเคยได้ยินมาบ้าง ได้ลองศึกษาดูในยามว่าง จึงพลอยทำความเข้าใจภูมิประเทศรอบๆ นี้เล็กน้อยด้วยน่ะ”
ข้าพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านรู้ด้วยหรือว่าลูกน้องของซ่งเหยี่ยนต้องอยู่ที่เหลาแห่งนี้?”
เขายกจอกเหล้าขึ้นพูดเรียบเรื่อย
“พวกเขามาครั้งนี้คือทำงานให้หลวง ค่ากินอยู่ค่าเดินทางหลวงออกเงินให้ทั้งนั้น เป็นเวลามื้อเที่ยงพอดี ย่อมต้องมาเหลาที่แพงที่สุดในเมืองแห่งนี้อยู่แล้ว ท่านเคยเห็นใครออกมาทำงานให้หลวงแล้วยังช่วยหลวงประหยัดเงินด้วยหรือ?”
ข้าลองคิดดู เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย
ตอนข้าเป็นเจ้าหญิงแห่งแคว้นเว่ย ได้รับพระราชทานราชทินนามจากเสด็จพ่อว่าเหวินชาง ในตำนานเล่าขาน ได้กลายเป็นผู้เฉลียวฉลาดที่เฉลียวฉลาดที่สุดในพระราชวงศ์แคว้นเว่ย
ถึงแม้เรื่องราวในตำนานส่วนมากต่างไม่ใช่เรื่องจริง แต่ภายในพระราชวังแคว้นเว่ย เมื่อเทียบกับทุกคนแล้ว ข้ายังพอจะมั่นใจในความฉลาดของตัวเองหลายส่วนอยู่หรอก แต่หลายๆ เรื่องในวันนี้ เมื่อเทียบกับเสี่ยวหลานแล้ว ข้าด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดทันที หรือมันบ่งบอกว่าที่แคว้นเว่ยสิ้นชาติ ไม่ใช่เพราะภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์ ทั้งหมดเป็นเพราะระดับสติปัญญาของคนในราชวงศ์ทุกคนต่ำเกินไปล้วนๆ?
เสี่ยวหลานถามว่า “สีหน้านี้ของท่าน กำลังคิดอะไรอยู่รึ?”
ข้าพูดว่า “กำลังคิดว่าตำนานมากมาย ความจริงไม่ได้เป็นตำนานขนาดนั้น เพียงแต่ถูกทุกคนเล่าลือกันไปปากต่อปาก จึงแลดูเป็นตำนานอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วตำนานจะไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะเกิดขึ้นแต่ในอดีตและอนาคต ดำรงอยู่ในมายา แท้จริงไม่ได้มีความหมายใด ทั้งหมดต่างเป็นการประเมินค่าผิดพลาดทั้งสิ้น แต่ยิ่งประเมินค่าผิดพลาด ดูเหมือนคุณค่าจะยิ่งสูง และในความเป็นจริงคุณค่าก็ยิ่งสูงขึ้นจริงๆ ช่างชวนให้พูดไม่ออกโดยแท้”
เสี่ยวหลานบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง
ข้าพูดว่า “ความจริงก็คือ...”
เขาตัดบทข้าว่า “กินเกี๊ยวก่อนเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยพูด”
ดังนั้นเราจึงเริ่มกินเกี๊ยวกัน
และข้ากินเกี๊ยวเสร็จ ก็ลืมสิ่งที่คิดอยู่ในใจเมื่อครู่นี้ไปแล้ว
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] หนึ่งคู่ชั่วยาม = สองชั่วยาม เป็นคำศัพท์เฉพาะที่คุณถังชีผู้เขียนสร้างขึ้นมาในเรื่องนี้
[2] ซฺยงตี้ แปลว่า พี่น้อง (ผู้ชาย) ในที่นี้เป็นการเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนมว่า “พี่น้อง”
[3] ตายได้ถูกที่ เดิมทีสำนวนนี้หมายถึง ตายอย่างมีความหมาย แต่ในที่นี้ใช้ในความหมายว่า “ตายได้สมควรแล้ว”
[4] 6 ฉื่อ = สูงประมาณ 1.5 เมตร; 220 จิน = 110 กิโลกรัม
[5] ยามเฉินเค่อสุดท้าย คือเวลา 08:45 น.
[6] นิยายแนวผู้หญิงเป็นใหญ่ คือนิยายแนวโลกที่ผู้หญิงเป็นฮ่องเต้ ผู้หญิงกับผู้ชายสลับบทบาทกัน
[7] ยามซื่อสองเค่อ คือเวลา 09:30 น.
[8] ในวัฒนธรรมจีน คำว่า “กิน/ดื่มจิ๊กโฉ่ว” แปลว่า “หึง”
[9] สวนสาลี่ คือคำที่คนจีนโบราณใช้เรียกคณะงิ้ว, คณะละคร
[10] องุ่น (葡萄 : ผูเถา) กับ องุ่นส้มโอ (葡萄柚 : ผูเถาโย่ว : เกรปฟรุต) ถึงแม้รูปร่างภายนอกและภายในจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ในชื่อภาษาจีนมีคำว่า “องุ่น” เหมือนกัน จึงถือว่าเป็นการยกระดับจากพื้นฐานเดิม คือยกระดับจาก องุ่น เป็น องุ่นส้มโอ