หัวข้อ : บทที่ห้า (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:38

บทที่ห้า (1)

 

ลมเหมันต์แปรเป็นพิรุณ เพียงครู่เดียวได้เทกระหน่ำ ฟ้าดินเชื่อมประสานเป็นผืนเดียว ณ ที่ไกลมีภูเขาหิมะสลัวเลือน

ถึงแม้ข้ากับเสี่ยวหลานจะยังคงนึกข้องใจว่าเหตุไฉนในฤดูหนาวถึงมีฝนตกฟ้าร้องได้ แต่นอกจากซื้อร่มสองคันแล้ว ก็ไม่มีวิธีแก้ไขวิธีอื่นอีก

เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนพวกข้าได้ทราบเบาะแสความเคลื่อนไหวของหลิ่วชีชีจากคำบอกเล่าของป้าที่ตั้งแผงขายขนมเปี๊ยะทอดอยู่อีกฝั่งของถนน จึงรู้ว่าฤดูนี้หลิ่วชีชีกำลังเก็บเม็ดบัวหิมะที่สามารถนำมาใช้เป็นกระสายยาได้อยู่ในภูเขาหิมะ

จากที่ป้าขายขนมเปี๊ยะทอดบรรยาย หลิ่วชีชีเป็นหลานสาวคนเดียวของพ่อหมอเฒ่าหลิ่วสืออี้หมอเทวดาแห่งยุค อุปนิสัยอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือคนอื่น วิชาแพทย์สูงส่ง หน้าตาพอจะงดงามอยู่ ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวก็แค่พูดไม่ได้

แต่ข้ากับเสี่ยวหลานต่างบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อหลิ่วสืออี้หมอเทวดาแห่งยุคท่านนี้เลย เคยแต่ได้ยินว่าที่โพ้นทะเลมีนักเล่นงิ้วคนหนึ่ง ชื่อถอดเสียงได้ว่าหลิ่วสือหยวน[1]

คนท้องถิ่นจะเข้าสู่ภูเขาหิมะ มีถนนแค่เส้นเดียว ป้าขายขนมเปี๊ยะทอดชี้บอกถนนเส้นนี้แก่พวกข้า เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าให้เสี่ยวหลานซื้อขนมเปี๊ยะทอดสิบชิ้นไว้เป็นเสบียงกรังระหว่างทาง

แต่เส้นทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาหิมะช่างใกล้และสะดวกเกินไป ไม่มีโอกาสให้ได้ใช้ประโยชน์จากเสบียงกรังพวกนี้โดยสิ้นเชิง ครั้นจะโยนทิ้งทั้งอย่างนี้ก็น่าเสียดายเกินไปอีก ข้าเดินตามหลังเสี่ยวหลานไปพลางแทะกินไปพลาง เพ้อฝันว่าจะใช้วิธีนี้ลดภาระบนบ่าลงบ้าง

เดินไปได้ครึ่งทาง ฝนค่อยๆ ซาลง ข้าถามเสี่ยวหลานว่า

“ทำไมท่านถึงไม่ถามข้าดูล่ะว่าหลังจากหาหลิ่วชีชีพบแล้ว ขั้นต่อไปคิดจะทำยังไง?”

เขาไม่แม้แต่จะหันหน้ามา พูดเสียงเรียบว่า

“ไม่ใช่ว่าจับนางมัดไว้ก่อน รอจนสามีภรรยาสกุลเสิ่นออกไปจากที่นี่แล้ว ค่อยปล่อยนางออกมาหรือ?”

ข้าพยักหน้าพูดว่า “ตอนแรกก็คิดอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ แต่ของอย่างโชคชะตานี้แข็งแกร่งเกินไป ข้าจึงยังกังวลอยู่ดี ถ้าเกิดวันไหนสักวันหลิ่วชีชียังคงได้พบกับเสิ่นอ้าน หลงรักเสิ่นอ้านอยู่ดี และก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากที่ยุ่งยากยิ่งกว่าในความเป็นจริงล่ะจะทำยังไง? การค้าครั้งนี้ของข้าจะไม่เสียเปล่าหรอกรึ?”

เสียงของเสี่ยวหลานลอยมาเรื่อยเฉื่อย

“ดังนั้น?”

ข้าเร่งเดินสองก้าวไล่ตามฝีเท้าเขาให้ทัน เคียงไหล่กับเขา พูดว่า “ความจริงท่านลองคิดดูนะ ถ้าหลิ่วชีชีได้ปักใจรักคนอื่นก่อนที่จะได้พบกับเสิ่นอ้าน ทั้งยังรักลึกล้ำโดยไม่นึกเสียใจ ต่อให้หลังจากนี้ได้พบเสิ่นอ้านเข้าในสักวัน ก็ไม่มีทางที่จะเกิดความรู้สึกพิเศษอะไรอีกเด็ดขาด แบบนี้ ไม่ว่าบทลงเอยของเสิ่นอ้านกับซ่งหนิงจะเป็นยังไง ก็ถือว่าความใฝ่ฝันของซ่งหนิงได้บรรลุไปแล้วครึ่งหนึ่ง การค้าของข้าก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งด้วย”

ในที่สุดเสี่ยวหลานก็หยุดเดิน หมุนตัวมาเลิกร่มกระดาษอาบน้ำมันสูงขึ้นเล็กน้อย ทำหน้าคล้ายจะยิ้ม

“ฉะนั้น?”

ชั่วขณะนั้น ราวกับมีกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยลอยมาในสายฝน อบอวลทั่วทั้งเสื้อกันหนาวขนจิ้งจอก อบอวลทั่วทั้งแขนเสื้อ เป็นภาพลวงตาที่ยากจะลบเลือนในความทรงจำเสียละมาก

เพราะตอนนั้นก็เป็นวันฝนตกแบบนี้เหมือนกัน วารีไร้รากบนผืนฟ้าเทกระหน่ำลงมาดุจไข่มุก ในยามที่ชีวิตรั่วไหลจากไป ข้ามองเห็นชายถือร่มกระดาษอาบน้ำมันหกสิบสี่ก้านเดินมาทางข้า เดินอยู่ท่ามกลางฝนห่าใหญ่ของแคว้นเว่ย เขาเลิกร่มกระดาษอาบน้ำมันสูงขึ้นเล็กน้อย เลือดทำให้ดวงตาข้าพร่ามัว มองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด

ข้ามักจะคิดว่านั่นคือภาพหลอนก่อนตาย จนถึงตอนนี้ก็ไม่กระจ่างว่าความจริงเป็นอย่างที่ข้าคิดหรือเปล่า

ข้าพูดอย่างจริงจังว่า

“เสี่ยวหลาน ข้าได้คิดแผนอันสมบูรณ์พร้อมไว้แล้ว รับรองว่าจะทำให้หลิ่วชีชีปักใจรักท่านอย่างลึกล้ำ ท่านยินดีจะช่วยข้าไหม? อะแฮ่ม แน่นอนว่าการนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของท่านทั้งสิ้น ถ้าท่านไม่ยินดี งั้นก็ช่างเถอะ”

เขาพูดว่า “อ้อ งั้นก็ช่าง...”

ละอองฝนบนผืนฟ้าคละด้วยเกล็ดหิมะ โปรยปรายสู่ผืนภพด้วยอารมณ์กวี

ข้าพูดว่า “นี่คือฝนคละหิมะสินะ อากาศนี้ช่าง จริงๆ เลย จริงสิ ได้ยินว่าฝีมือต่อสู้ของท่านดีมากเลย? งั้นไม่ต้องให้ข้าช่วยพา ก็รู้ว่าควรจะเดินออกจากดินแดนหัวซวีนี้ยังไงสินะ? เฮ้อ ความจริงเดินออกไปไม่ได้ก็ไม่กระไร สถานที่นี้ ท่านดูสิ ก็ดีมากอยู่นะ จะว่าไป เมื่อกี้ท่านจะพูดว่าอะไรนะ?”

เขามองหน้าข้าอยู่นานมาก ข้าล้วงขนมเปี๊ยะทอดหนึ่งแผ่นออกมาแทะต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

อึดใจใหญ่ เขาพูดโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี

“ข้าจะบอกว่า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ถือว่ากระไรจริงๆ ในเมื่อจวินกูเหนี่ยงมีแผนอันสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ก็ทำตามวิธีของจวินกูเหนี่ยงเถอะ”

ข้าพยักหน้าพูดว่า “ตกลง”

เขาเสริมว่า “เพียงแต่...”

ข้าถามเขาอย่างสงสัย “เพียงแต่อะไรรึ?”

เขาพูดยิ้มๆ “ข้าน่ะยังไงก็ได้ อย่างไรเสียสำหรับข้าแล้ว หลิ่วชีชีก็เป็นแค่ภาพมายาเท่านั้น เพียงแต่ ต่อให้หลิ่วชีชีหลงรักข้า ก็ยากจะรับรองว่านางเห็นเสิ่นอ้านแล้วจะไม่เปลี่ยนใจ”

ข้ายื่นกระจกบานหนึ่งให้เขา

“เอ้า มั่นใจในหน้าตาของตัวเองหน่อย”

“......”

 

เข้าสู่ภูเขาหิมะ ฝนหยุดตกพายุสงบ

พวกข้าดักซุ่มอยู่บนเส้นทางที่หลิ่วชีชีต้องผ่าน ไม่นานนัก มองเห็นเงาคนเดินโซเซปรากฏขึ้น ณ ที่ไกลตาจริงๆ

ข้ารีบบอกว่า “ดำเนินการตามแผน” แล้ววิ่งนำออกจากกองหิมะ วิ่งไปจนถึงตรงหน้าเงาคนนั้น

ครั้นเห็นรูปร่างหน้าตาของนางชัดเจน กลับอดไม่ได้ต้องตกตะลึง

หญิงสาวผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเบาบาง บนหลังแบกชายร่างสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมกำมะหยี่ ตัวของนางถูกกดทับจนหลังค่อม ราวกับอาศัยทวนยาวที่กุมแน่นอยู่ในมือทั้งสิ้นจึงค่อยสามารถฝืนยันร่างเอาไว้ไม่ได้ล้มคว่ำลงกับพื้นหิมะตรงๆ

ข้าจำนางได้ ซ่งหนิงเมื่อเจ็ดปีก่อน ถึงแม้ว่าเวลานี้ดวงหน้าอันงามล้ำเป็นเอกนั้นจะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบหิมะปนโคลน มองไม่เห็นวี่แววความงามล้ำเป็นเอกเลยสักนิด

ได้พบกันที่นี่ ความจริงก็เป็นโชคชะตาเช่นกัน เพียงแต่นางไม่ใช่คนที่ข้าต้องการตามหาในตอนนี้

ข้าข่มความรู้สึกตกตะลึงเต็มอก แสร้งทำเป็นว่าตัวเองเป็นแค่คนผ่านทาง เดินสวนนางไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นางกำทวนยาวในมือแน่น ปรายตามองจะสามารถเห็นนิ้วที่ออกแรงจนซีดขาว เสียงแหบพร่าระคายหูพลันดังขึ้นกะทันหันท่ามกลางทุ่งหิมะโล่งกว้าง

“แม่นางโปรดหยุดก่อน แม่นางอาศัยอยู่ในภูเขาหิมะลูกนี้ใช่ไหม? ช่วยบอกให้รู้ได้ไหมว่า ต้องทำยังไงจึงจะเดินออกจากภูเขาหิมะลูกนี้ได้? ทำยังไงจึงจะหาร้านหมอพบ ส...สามีข้าอาการหนักมาก ถ้ามัวแต่เสียเวลาในภูเขาลูกนี้อีก กลัวว่า...”

ข้าเสมองไปทางอื่นพลางขัดจังหวะนาง

“ข้างหลังมีชายสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาว ท่านไปถามเขาเถอะ ข้าไม่คุ้นกับที่นี่” พูดจบพุ่งไปข้างหลังนางอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ลับหายไปไกลกว่าสิบจ้าง

ความจริงไม่ใช่ว่าไม่อยากจะช่วยนาง แต่เป็นเพราะลืมเส้นทางขามาไปแล้วจริงๆ ที่วิ่งเร็วขนาดนี้ย่อมจะมีเหตุผลเช่นกัน เนื่องจากสุดปลายสายตาได้ปรากฏคนที่ข้าตามหาในที่สุด...หลิ่วซื่อชีชี

ในระหว่างที่ซ่งหนิงพูดว่าสามีของนางอย่างนั้นอย่างนี้ หลิ่วชีชีก็เลี้ยวออกมาจากทางขนาบสายหนึ่ง เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางขนาบอีกสาย เห็นจากข้างหลังว่าสวมชุดกันหนาวตัวหนา ทั้งยังสะพายตะกร้าเก็บยาใบหนึ่งบนหลัง

ข้าไล่ตามหลิ่วชีชีไปพลางแบ่งสมาธิคิดเรื่อยเปื่อยไปพลาง

เทียบกับหลิ่วชีชีแล้ว ความจริงซ่งหนิงอยู่ใกล้ปากทางออกของภูเขาหิมะมากกว่า เจ็ดปีก่อนสาเหตุที่หลังจากหลิ่วชีชีกลับถึงร้านหมอแล้วซ่งหนิงจึงค่อยแบกเสิ่นอ้านหาร้านหมอพบ คงเป็นเพราะตอนใกล้จะถึงปากทางออก ซ่งหนิงเผลอพลาดหลงทางเสียละมาก

เห็นจะจะว่าอยู่ห่างจากหลิ่วชีชีอีกแค่ไม่กี่จ้าง ข้าไตร่ตรองว่าถึงเวลาเอ่ยปากได้แล้ว ชักมีดสั้นเล่มเล็กที่ข้างเอวออกมาดัง “เช้ง” ตะโกนว่า “ภูเขานี้ข้าเบิก ต้นไม้นี้ข้าปลูก หากมุ่งหมายผ่านทางนี้ จงทิ้งค่าผ่านทางไว้” ไปพลาง โถมเข้าหาหลิ่วชีชีผู้อ่อนแอบอบบางไปพลาง

เดิมทีข้าปรึกษากับเสี่ยวหลานว่า จังหวะนี้เขาสามารถเป็นวีรบุรุษช่วยหญิงงามได้ ในจังหวะที่ข้าเกือบๆ จะโถมใส่หลิ่วชีชี พลันโผล่มากะทันหัน ฝ่ามือหนึ่งฟาดข้าถอยไปด้านข้าง อีกฝ่ามือประคองหลิ่วชีชีที่ตื่นตระหนกจนล้มฮวบลงกับพื้นขึ้นมา ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“กูเหนี่ยง ไม่ได้ตื่นตกใจกระมัง?”

แบบนี้หลิ่วชีชีจะต้องเปลี่ยนสายตาที่มองเขาใหม่อย่างแน่นอน เพราะข้าก็หลงรักมู่เหยียนจากเหตุการณ์ประมาณนี้แหละ

แต่เราสองคนคิดแผนกันนานมาก คิดถึงตอนเริ่มต้น คำนวณการดำเนินไปเสร็จสรรพ กระทั่งความน่าจะเป็นที่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบต่างพิจารณาจนครบถ้วน เสียแต่ไม่ได้คำนวณว่าทางน้อยสายนี้อยู่ริมหน้าผา ถนนหิมะเปียกลื่น ระหว่างที่ข้าวิ่งตะบึงได้เผลอทำขนมเปี๊ยะทอดแผ่นหนึ่งร่วงตก ตอนโถมเข้าไปเท้าข้างหนึ่งได้เหยียบใส่ เหยียบจนลื่นไถลไปไกลอย่างน้อยสองจ้าง เสียงดัง “พลั่ก”

ได้ผลักหลิ่วชีชีตกเขาไปอย่างหมดจดงดงาม...

 

ข้านอนพังพาบอยู่ริมหน้าผาจ้องไปที่ด้านล่างหน้าผาอย่างงงงัน เสี่ยวหลานไม่รู้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ย่อตัวลงนั่งจ้องดูกับข้าด้วย แต่ใต้หน้าผามีแต่ความเวิ้งว้าง วันนี้หลิ่วชีชีดันสวมเสื้อนวมกับกระโปรงพลิ้วสลวยสีขาวทั้งชุดเสียด้วย ง่ายต่อการกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับกองหิมะที่ทับถมกันอย่างยิ่ง

ข้าร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว

“ทำไมท่านถึงไม่โผล่มาให้เร็วกว่านี้หน่อยเล่า ท่านดูสิว่าข้าฆ่าหลิ่วชีชีไปอย่างนี้ซะแล้ว การค้าครั้งนี้ไม่คุ้มเลย นางไม่จำเป็นต้องตายสักหน่อย ช่างน่าเวทนานางที่ตกลงไปแม้แต่จะร้องสักแอะยังไม่ทันได้ร้องเลย...”

เสี่ยวหลานดึงข้าให้ลุกขึ้น พูดลอยๆ ว่า

“ไม่ใช่ดีมากหรอกรึ ตอนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เรากลับบ้านไปนอนกันได้แล้ว”

ข้ารีบพูดอย่างร้อนใจ

“ไม่ได้ เมื่อกี้นี้ข้าไม่ได้ยินเสียง ‘พลั่ก’ เกิดหลิ่วชีชีถูกง่ามไม้ดักไว้ตายไม่สำเร็จล่ะ? ท่านอย่าขวางข้านะ ข้าต้องดูอีกรอบ” พูดพลางโถมตัวลงบนพื้นต่อ

ข้านึกไม่ถึงว่าเสี่ยวหลานจะปล่อยมือ เดิมทีข้านึกว่าเขาต้องพยายามขวางข้าไว้สุดชีวิต แต่เขากลับปล่อยมือ ในเวลาที่ข้าไร้การป้องกันตัวมากที่สุด

ความจริงจะพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ พูดอย่างนี้จะชวนให้คิดไปอีกแง่ได้ง่าย ข้าเพียงแต่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม แต่ดูเหมือนเขามักจะเร็วกว่าข้าหนึ่งก้าวเสมอ

ผลของการเตรียมตัวไม่พร้อมก็คือออกแรงมากเกินไป แม้อยู่ในสภาวะมีสติเต็มที่ ก็จนปัญญาจะควบคุมแรงใหม่อีกรอบ จนทำให้เขาปล่อยมือปุบ ข้าก็หัวทิ่มลงไปตรงๆ ตามเส้นทางที่หลิ่วชีชีพลัดตกลงไป ได้ยินแค่เขาตะโกนว่า “อาฝู!” จากข้างหลัง

ข้าได้พุ่งวาบออกจากหน้าผาอย่างตัวเบาหวิวดุจนางแอ่น ร่วงตกลงไปอย่างรวดเร็ว

ข้านึกถึงบทเรียนที่ซือฝุสอนข้ากับจวินเหว่ยเมื่อครั้งท่านยังคงมีชีวิต โดยกล่าวถึงลูกเหล็กสิบจินกับลูกเหล็กหนึ่งจินวางไว้ที่ความสูงเท่ากันแล้วให้มันตกลงมา ผลคือลูกเหล็กทั้งสองลูกตกถึงพื้นพร้อมกัน

ข้ามองดูเสี่ยวหลานที่กระโดดตามลงมา เห็นว่าช่างน่าห่อเหี่ยวโดยแท้ ตามกฎของลูกเหล็ก เขาทำอย่างนี้จะไล่ตามข้าทันและคว้าตัวข้าไว้ได้ยังไงกัน?

ความจริงแล้ว ถ้ามุกเงือกภายในตัวไม่ได้ตกแตก ข้าก็ไม่มีทางตาย หรือพูดได้ว่าถึงตายอีกรอบ ก็ตายไม่ถึงไหนหรอก ดังนั้นจึงไม่ได้หวาดหวั่นเสียขวัญกับการตกจากหน้าผาแม้แต่น้อย ขณะที่ร่างสามัญเกิดจากครรภ์มังสาอย่างเสี่ยวหลาน สามารถมีความกล้าหาญแบบนี้ กระโดดลงจากหน้าผาสูงหมื่นจ้าง ช่างมีแต่คนที่มีสติไม่สมประกอบเท่านั้นถึงจะสามารถทำได้โดยแท้ นี่ไม่ใช่การรนหาที่ตายหรือไง?

คิดถึงตรงนี้ ตำแหน่งที่เก็บมุกเงือกพลันกระตุกสองที นึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ข้าอ้าปากคิดจะตะโกนอะไรสักอย่าง ลำคอกลับเหมือนถูกอุดโดยแรง เปล่งเสียงไม่ออกแต่สักนิด เบื้องหน้ามีเพียงสีขาวอันเวิ้งว้าง สีขาวนั้นเอ่อล้นเข้าสู่ดวงตาข้า เอ่อล้นเข้าสู่หัวใจข้า

ร่างกายได้ถูกประคองไว้อย่างมั่นคงในจังหวะนี้เอง กระบี่อ่อนกรีดผ่านก้อนน้ำแข็ง เปล่งเสียงกรีดแหลมบาดหูอยู่พักหนึ่ง

มือขวาของเสี่ยวหลานกุมด้ามของกระบี่ที่ปักคาอยู่บนผนังน้ำแข็ง มือซ้ายกอดข้าไว้แน่น ใบหน้าด้านข้างแนบชิดกับหน้าผากข้า

เราสองคนแขวนอยู่กลางอากาศไม่ขยับอยู่พักใหญ่ เนิ่นนาน เสียงของเขาดังเรื่อยเฉื่อยมาจากเหนือศีรษะ

“จวินกูเหนี่ยงช่างกล้าหาญนัก ยามชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ยังสามารถสงบนิ่งถึงเพียงนี้ ในเวลาแบบนี้ บรรดาหญิงสาวปกติทั่วไปไม่ใช่ว่าต่างตกใจเสียขวัญจนตัวสั่นงันงกกันหรอกหรือ?”

ข้าพูดว่า “ข้าก็ตัวสั่นเหมือนกัน เพียงแต่ตัวสั่นอยู่เงียบๆ ในใจเท่านั้น” เพื่อเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือ ยังใช้สองมือโอบคอเขาไว้ นี่ช่างเป็นท่าที่มีความยากสูงทีเดียว

ข้าได้ยินกระบี่อ่อนส่งเสียงดังเอี๊ยด เสี่ยวหลานยันเท้ากับผนังน้ำแข็งเพื่อยืมแรง อุ้มข้าทะยานขึ้นไปราวกับเหยี่ยว ระหว่างนี้ได้ยืมแรงจากผนังน้ำแข็งสามครั้ง เสียงลมพัดผ่านข้างหูข้า แขนเสื้อของเขาเหมือนก้อนเมฆ ณ ขอบฟ้ายามฟ้าใส

ยังไม่ทันได้รู้ตัว เราสองคนก็กลับขึ้นมาอยู่บนพื้นดินอีกครั้ง

ข้าถูกเขากระโดดหลายครั้งขยับหลายครั้งเหวี่ยงจนเวียนศีรษะ นั่งยองๆ คลึงศีรษะอยู่ตรงริมชะง่อนผา เขากลับดูเหมือนคนไม่เป็นอะไรเลย เอื้อมมือมาดึงข้าออกห่างจากริมชะง่อนผาไกลๆ หน่อย ไม่รู้นึกถึงอะไร กุมหน้าผากพูดว่า

“ท่านเองก็รู้ว่านี่คือห้วงมายา พลั้งมือฆ่าเงาลวงตาเงาเดียวภายในห้วงมายา กลับคิดจะชีวิตชดใช้ด้วยชีวิตเอาตัวเองเข้าชดใช้ ไม่รู้ควรบอกว่าท่านโง่ดีหรือจริงใจดี”

ข้าคิดว่านี่ช่างเป็นการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงเทียมฟ้าโดยแท้ แต่ก็อธิบายลำบาก เนื่องจากเรื่องมุกเงือกต่อชีวิตไม่ควรบอกกล่าวแก่คนนอกจริงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ปล่อยให้ความเข้าใจผิดอันดีงามนี้ดีงามต่อไป

ข้ายังคงนั่งยองๆ คลึงศีรษะ

เขาก็ย่อตัวลงนั่งด้วย “เป็นอะไรไป?”

ข้ากระดากที่จะพูดจริงๆ ว่าตัวเองถูกเหวี่ยงไม่กี่ทีก็เวียนศีรษะเสียแล้ว ได้แต่พูดว่า

“ไม่มีอะไร ก็แค่พอมาตกใจแบบนี้ จึงรู้สึกหิวนิดๆ เท่านั้น”

เขาพูดว่า “ยังมีขนมเปี๊ยะทอดนี่? งั้นกินขนมเปี๊ยะทอดสักหน่อยเถอะ”

ข้านึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้กะทันหัน รีบคว้าเขาไว้ “ท่านทำลายกฎของลูกเหล็กไล่ตามข้าทันได้ยังไงหรือ?”

เขาเงยหน้าขึ้น “มันคืออะไร?”

ข้าพูดว่า “เรื่องนี้พูดแล้วเรื่องมันยาว ความจริงก็คือ...”

เขาตัดบทข้าว่า “กินขนมเปี๊ยะก่อนเถอะ กินเสร็จค่อยพูด”

ด้วยเหตุนี้เราจึงเริ่มกินขนมเปี๊ยะ

แต่หลังจากกินเสร็จ ข้าก็จำไม่ได้เสียแล้วว่าเมื่อกี้อยากจะพูดอะไร

 

พวกข้าอยู่ค้างในภูเขาสองวัน เนื่องจากเสี่ยวหลานเห็นว่าโอกาสหาได้ยาก ปกติน้อยมากที่จะมาเตร็ดเตร่แถวชายแดนระหว่างแคว้นหลีกับแคว้นเจียง ในเมื่อมาแล้ว อย่างน้อยต้องทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศโดยรอบสักหน่อย จึงจะดูว่ามาไม่เสียเที่ยว นี่คือแนวคิดของนักการทหาร

ถ้าครั้งนี้จวินเหว่ยเป็นคนร่วมทางมา จะต้องขอให้เราสองคนออกจากภูเขาในทันทีไปหาโรงเตี๊ยมเก็บตัวสักสองวัน จะได้สะดวกสำหรับเขาในการดำเนินการสร้างสรรค์งานวรรณกรรม นี่คือแนวคิดของนักเขียนนิยาย

ข้าติดตามเสี่ยวหลานสำรวจภูมิประเทศ พื้นที่ซับซ้อนเหล่านั้นไม่ว่าจะเดินสักกี่รอบก็เวียนศีรษะ เสี่ยวหลานกลับสามารถเขียนแผนภาพภูมิประเทศออกมาได้ในทันทีอย่างชัดเจน

ข้ามองดูเสี่ยวหลาน เห็นว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้ แต่ความคิดนี้คงอยู่เพียงครู่สั้นๆ ก็ล้มล้างมันไป ข้านึกขึ้นได้กะทันหันว่าเขาคลอดลูกไม่ได้

 

สองวันให้หลัง ท้องฟ้าที่แจ่มใสมีฝนตกอีกครั้ง

คืนนี้แหละที่ติดขัดเมื่อเจ็ดปีก่อน ช่วงเวลาที่เสิ่นอ้านฟื้นตื่น

ข้ากับเสี่ยวหลานกางร่มเดินทอดน่องเตร่ไปถึงร้านหมอ การไปครั้งนี้เพียงเพื่อดูว่าตอนที่เสิ่นอ้านฟื้นขึ้นมาและมองเห็นซ่งหนิง จะมีปฏิกิริยาอย่างไร

ความจริงแล้วในใจข้านึกวิตก ไม่รู้ว่าการใช้ความซื่อสัตย์ในอาชีพพนันกับตัวเองครั้งนี้ สุดท้ายแล้วจะแพ้หรือจะชนะ

วาสนาผูกพันของพวกเขาคั่นกลางด้วยความแค้นระหว่างแคว้น ข้าไม่รู้ว่าเสิ่นอ้านเป็นเหมือนกับข้าหรือเปล่า ที่แบ่งแยกความแค้นของแคว้นกับน้ำใจส่วนตัวอย่างชัดเจน

ดึกสงัดคนสงบ ข้าย่องไปถึงด้านนอกหน้าต่างสลักลายของร้านหมอ เจาะรูบนกระดาษบุหน้าต่างบางเฉียบ สำรวจดูภาพภายในห้อง

เสี่ยวหลานดึงตัวข้าออกมา ลากไปถึงที่ลับตาคน

“ท่านทำแบบนี้มันถ้ำมองไม่ใช่เรอะ?”

ข้าสลัดมือเขาออก

“ถ้ำมองที่ไหนกัน ท่านอย่าพูดซะข้าเสียหมดอย่างนั้นสิ ก็แค่แอบๆ ดูนิดเดียวเอง”

เสี่ยวหลานเอามือกอดอกมองหน้าข้า

ข้าลูบจมูก “ท่านจะมาแอบๆ ดูสักหน่อยด้วยไหมละ แอบดูคนเดียวมิสู้แอบดูเป็นหมู่คณะ มาแอบดูด้วยกันเถอะ?”

เสี่ยวหลานนวดขมับอย่างหมดเรี่ยวแรง

“ท่านถ้ำมองไปคนเดียวเถอะ ระวังหน่อยล่ะ วิทยายุทธ์ของทั้งสองคนในห้องต่างอยู่อันดับหนึ่งทั้งนั้น เกิดทำให้พวกเขารู้ตัวเข้า ท่านได้โชคร้ายแน่”

ด้วยเหตุนี้ข้าจึงวิ่งระริกระรี้ไปถ้ำมอง

 

ดูทางกระดาษบุหน้าต่างที่เจาะรูไว้ ภายในห้อง แสงตะเกียงหน้าหนาวดุจเม็ดถั่ว

ทั้งหมดต่างเป็นการปรากฏซ้ำของอดีต เพียงแต่หลิ่วชีชีนางเอกแต่เดิมได้ถูกข้าเผลอผลักตกหน้าผาไปแล้ว หญิงที่เฝ้าอยู่หน้าเตียงของเสิ่นอ้านเปลี่ยนไปเป็นซ่งหนิง

ซ่งหนิงกำลังใจจดใจจ่อเพ่งพิศใบหน้าที่หลับสนิทของเสิ่นอ้าน ใกล้มากขนาดนั้น ปลายจมูกโด่งแทบจะสัมผัสริมฝีปากที่เม้มสนิทของเขา

ข้าคิดในใจ ถ้าเป็นข้า ข้าจะจูบเขา เพิ่งคิดจบ ซ่งหนิงสมแล้วที่เป็นพยัคฆ์สาวตระกูลขุนพล ได้ก้มหน้า จูบลงไปจริงๆ

เนื่องจากเป็นด้านข้าง อีกทั้งสายตาข้ายังดีเกินไปโดยแท้ มองเห็นชัดเจนว่านางหลับตาลง ขนตาสั่นระริก ดวงหน้าดุจกระเบื้องเคลือบเนื้อละเอียดซับสีแดงระเรื่อ ส่วนเสิ่นอ้านได้ลืมตาขึ้นในจังหวะนี้

ฝนราตรีตกเปาะแปะ เสิ่นอ้านยกมือขึ้น โอบแผ่นหลังของนาง ซ่งหนิงสะดุ้งทันที ดิ้นรนจะลุกขึ้นจากตัวเขา เขากลับไม่ยอมปล่อย

เขาพิศดูนางอย่างถี่ถ้วน สายตากวาดผ่านเรือนผมสีดำยุ่งเหยิงของนาง กวาดผ่านขนคิ้วดวงตาของนาง เนิ่นนาน บนดวงหน้าคมสันที่ซีดขาวผุดรอยยิ้มมิอาจหยั่งคาด

เขาพูดว่า “ข้ารู้จักเจ้า ซ่งหนิง”

ในดวงตานางทอประกายลนลาน แล้วกลับสงบนิ่งในเวลาสั้นๆ นางเชิดศีรษะขึ้นเล็กน้อย ไม่พูดอะไร เพียงคิดจะเว้นระยะห่างจากเขา คงจะเป็นการไว้ตัวของผู้หญิง

ข้าเข้าใจนาง นางทั้งมุ่งหวังให้เสิ่นอ้านรู้ว่านางคือซ่งหนิง และกลัวเสิ่นอ้านจะรู้ว่านางคือซ่งหนิง เพราะซ่งหนิงไม่ได้เป็นแค่ซ่งหนิง ยังเป็นน้องสาวของซ่งเหยี่ยน แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหลีอีกด้วย

เสิ่นอ้านรวบตัวนางไว้แน่น

“ซ่งหนิง ทำไมถึงต้องช่วยชีวิตข้า?”

น้ำเสียงฟังไม่ออกว่าดีใจ สีหน้าท่าทางของเขา ปราศจากวี่แววอ่อนโยนใจดีอย่างเมื่อตอนแรกพบหลิ่วชีชีโดยสิ้นเชิง

เหงื่อเย็นเฉียบซึมทั่วฝ่ามือ ข้าพนันแพ้จริงๆ โชคชะตาได้ลิขิตว่าชั่วชีวิตนี้เสิ่นอ้านไม่มีทางรักซ่งหนิงได้จริงๆ แม้จะอยู่ในห้วงมายาก็เป็นเช่นนี้

ซ่งหนิงตัดสินใจเด็ดขาดจะดิ้นหลุดให้ได้

“ท่านอย่านึกว่าข้าอยากจะช่วยชีวิตท่านนักหนาล่ะ ข้าก็แค่สู้แพ้ท่าน จึงนึกเจ็บใจ ก่อนที่ข้าจะเอาชนะท่านได้ ท่านจะตายไม่ได้ ข้าไม่ยอมให้ท่านตายเด็ดขาด ข้าก็แค่เจ็บใจเท่านั้น”

ข้าทนดูต่อไปไม่ไหว วิเคราะห์จากนิสัยของเสิ่นอ้าน ก็พอจะคาดเดาแนวโน้มที่เหตุการณ์จะเป็นไปได้แล้ว

กำลังคิดจะผละจากไปปรึกษาหาวิธีใหม่กับเสี่ยวหลาน อยู่ๆ ไฟตะเกียงพลันไหววูบ ยามแสงตะเกียงหยุดนิ่ง บนเตียงได้เปลี่ยนท่าเป็นเสิ่นอ้านอยู่บนซ่งหนิงอยู่ล่าง

ข้าดันคางไว้ไม่ให้มันร่วงตกลง มองเห็นเขากดนางไว้กับเตียงอย่างแน่นหนา มองไม่ออกโดยสิ้นเชิงว่าบาดเจ็บหนักยังไม่หายดี

เขาพูดอย่างสงสัย “งั้นเมื่อกี้นี้เจ้ากำลังทำอะไรรึ ซ่งหนิง? กำลังใช้ปากช่วยตบยุงให้ข้าหรือ?”

ใบหน้าซ่งหนิงแดงจัดไปทั้งหน้า พูดไม่ออกในบัดดล

เขาเอามือเขี่ยเส้นผมที่ยุ่งเหยิงบนใบหน้าของนางออก ลูบไล้ปอยผมตรงขมับของนาง พูดเบาๆ ว่า

“ข้าเฝ้าคิดอยู่ตลอดว่า กูเหนี่ยงที่ช่วยชีวิตข้าไว้จะมีหน้าตาอย่างไร ที่แท้เจ้าหน้าตาอย่างนี้เอง ทำไมถึงไม่ยอมพูดอะไรเลย ทำไมถึงไม่บอกข้าล่ะว่าเจ้าคือซ่งหนิงที่หน้าด่านอวี้หลาง?”

น้ำตาไหลรินลงจากเบ้าตาของซ่งหนิง นางกอดเขาไว้พลางร้องไห้โฮออกมา

“ทำไมข้าต้องบอกท่านด้วย ท่านต้องไม่อยากให้ข้าช่วยท่านแน่ๆ ท่านต้องเกลียดข้าแน่ๆ ต้องไม่อยากแม้แต่จะแตะต้องข้า ท่านฟื้นแล้ว ท่านฟื้นแล้วก็ดี ข้าจะกลับแคว้นหลีละ ท่านบอกว่าท่านจะแต่งงานกับข้า จะถือเสียว่าท่านพูดเล่น ยังไงข้าก็ไม่ได้ถือเป็นจริงเป็นจังอยู่แล้ว”

เขามองดูนางอย่างไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ตบหลังนางเบาๆ

“เจ้านึกว่าที่เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้นั้น ง่ายดายนักหรือ? เจ้านึกว่าการที่ใจข้าหวั่นไหวสักครั้งนั้น ง่ายดายนักหรือ?”

นางยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม

“ท่านโกหก ท่านเพิ่งจะเห็นข้า เพิ่งจะรู้ว่าคือข้าเท่านั้น”

เขาจุมพิตดวงตาของนาง ทำเอานางกระทั่งร้องไห้ยังร้องได้กระท่อนกระแท่น

“เจ้าพูดถูกแล้ว ข้าเพิ่งจะเห็นเจ้า เพิ่งจะรู้ว่าคือเจ้า ข้าหลงรักกูเหนี่ยงที่ช่วยชีวิตข้าไว้ แต่กลับไม่รู้ว่านางมีหน้าตาอย่างไร”

 

ซ่งหนิงในเจ็ดปีให้หลัง มักจะเหมือนใช้ชีวิตโดยควบคุมอารมณ์อยู่ตลอด เดิมทีหลงนึกว่านิสัยใจคอเป็นแบบนั้น วันนี้ค่อยได้รู้ว่าเพียงเพราะเจ็ดปีมานี้ คนที่นางอยากจะอ้อนคนนั้นไม่เคยสนใจไยดีนางเท่านั้น

นางก็มีช่วงเวลาแบบนี้เช่นกัน ดีใจอย่างมากเป็น ทุกข์ใจอย่างมากเป็น นางให้แค่เพียงชายในดวงใจได้เห็นกิริยานี้ของนาง นี่จึงจะเป็นซ่งหนิงผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ซ่งหนิงที่แท้จริง

ข้าผละจากริมหน้าต่าง เสี่ยวหลานถือร่มยืนอยู่กลางสวน ชมต้นเซียนเค่อหลาย[2]ที่ออกดอกสีหม่นต้นหนึ่ง เดิมทีดอกไม้ชนิดนี้ก็ไม่ควรปลูกในพื้นที่ภูเขาหิมะทอดตัวยาวเหยียดอยู่แล้ว ที่รอดมาได้ช่างพบเห็นได้ยากยิ่งจริงๆ ทั้งยังออกดอกได้อีก สวรรค์ประทานนิมิตมงคลโดยแท้

ข้าอ้อมผ่านเสี่ยวหลาน อ้อมผ่านรั้วไม้ระแนง เขาเดินเข้ามาหาด้วยฝีเท้าปกติ ยื่นร่มมากางที่เหนือศีรษะข้า

“เขาสองคน เป็นยังไงบ้าง?”

ข้าฉีกยิ้มกว้าง “ข้าชนะแล้ว”

ฝนตกใส่บนร่ม เกิดเป็นเสียงเปาะแปะเสนาะหู

เขาเหลือบมองข้า “แต่ดูท่านไม่ค่อยจะดีใจเท่าไหร่นัก”

ข้าพูดว่า “ที่จริงก็ไม่ใช่ไม่ดีใจ เพียงแต่คืนนี้ได้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในห้วงมายา ค่อยเข้าใจว่าถ้าเจ็ดปีก่อนไม่มีเรื่องเข้าใจผิดนั้น ความจริงแล้วซ่งหนิงกับเสิ่นอ้านสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากได้ ไม่มีทางทำจนเป็นอย่างในตอนนี้ จึงรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้างเท่านั้น น่าจะรู้สึกแบบนี้ คล้ายๆ กับท่านไปหากูเหนี่ยงที่หอนางโลม แต่กูเหนี่ยงไม่ยอมอยู่กับท่าน ท่านหลงเข้าใจมาตลอดว่าตัวเองหน้าตาไม่กล้าพาไปวัดตอนกลางวันเกินไป ทำให้กูเหนี่ยงไม่ชอบท่าน หลายปีให้หลังพลันได้รู้ว่า ที่แท้ไม่ใช่เพราะกูเหนี่ยงไม่ชอบท่าน ความจริงกูเหนี่ยงเห็นว่าท่านหน้าตาหล่อเหลามาก นางยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมกระทำเรื่องดีๆ กับท่านให้สำเร็จ เพียงแต่น่าเสียดายที่ท่านโชคร้าย วันนั้นกูเหนี่ยงระดูมา อุปกรณ์แข็งไม่พร้อมใช้งานเสียอย่างนั้น”

เขามองหน้าข้า ทำหน้าคล้ายจะยิ้ม “จวินกูเหนี่ยง...”

ข้าตัดบทเขาว่า “ท่านคิดจะบอกว่าข้าพูดจาไม่ระวังปากเป็นเด็กๆ ใช่ไหม? ความจริงแล้วในใจข้าหัวโบราณมาก ที่ตอนนี้พูดจาไม่เลี่ยงข้อถือสาขนาดนี้ แค่เพราะสิบเจ็ดปีก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตอย่างระวังตัวแจเกินไป บัดนี้ข้าตัวคนเดียว ย่อมจะอยากพูดอะไรก็พูด ไม่มีเหตุผลต้องข่มกลั้นไว้ให้ตัวเองต้องอึดอัดโดยใช่เหตุ”

เขานิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ พูดว่า

“คืนนี้จวินกูเหนี่ยงดูจะ...ผิดปกติอยู่บ้าง”

ข้ามองดูท้องฟ้าไกลตา มีแต่ความมืดสนิท ถามเขาว่า

“เสี่ยวหลาน ท่านว่าอะไรคือเท็จ แล้วอะไรคือจริง? ในห้วงมายาแห่งนี้ดูเหมือนสุขสมบูรณ์ไร้ที่เปรียบ กลับไม่สามารถเลี่ยงพ้นสภาพสุดอเนจอนาถในโลกความจริงได้ ข้าเห็นว่า ทั้งหมดเป็นแค่สิ่งที่ใจคิดเท่านั้นละมัง ถ้าท่านไม่คิดว่าเขาเป็นภาพลวงตา เขาก็ไม่ใช่ภาพลวงตา

“ในโลกที่ข้าถักทอให้พวกเขาแห่งนี้ พวกเขาเป็นของจริง ร้องไห้เป็นของจริง หัวเราะเป็นของจริง ความรักเป็นของจริง คุณธรรมเป็นของจริง อารมณ์แปรปรวนเป็นของจริง จิตใจรวนเรก็เป็นของจริง ดินแดนหัวซวีที่แปรมาจากจิตใจคนนี้ ถึงแม้ความใฝ่ฝันจะงดงาม ตัวมันเองกลับอัปลักษณ์นัก ไม่มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นในโลกความจริงหรือห้วงมายา ต่างไม่มีทางได้รับความสุขอันเป็นนิรันดร์ได้ แต่ถ้ามีจิตใจที่เข้มแข็ง จะสามารถใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันได้อย่างสบาย ไยจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้วงมายานี้อีกเล่า”

คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนมีเหตุมีผล ตรรกะรัดกุม ความจริงพูดไปถึงตอนท้าย ย้อนกลับไปคิดดู ข้าไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่

เสี่ยวหลานนิ่งคิดอยู่อึดใจใหญ่ ถามข้าว่า

“ดังนั้นใจความสำคัญที่ท่านต้องการจะสื่อคือ...”

ข้าพูดว่า “ข้าไม่อยากทำการค้าครั้งนี้แล้ว ที่สุดท้ายซ่งหนิงกับเสิ่นอ้านไม่สามารถลงเอยกันได้ ไม่ใช่เพราะสวรรค์ลิขิตไว้ ถ้านางยินยอม ความจริงยังสามารถลองพนันดูสักครั้งได้ ตายอยู่ในห้วงฝันแห่งนี้แบบนี้ ช่างไม่คุ้มค่าเกินไปจริงๆ”

ความจริงข้าเองก็เคยลังเลอยู่ชั่วครู่ เนื่องจากการตัดสินใจช่วยให้ซ่งหนิงเห็นซึ้งถึงมารในใจและเดินออกจากห้วงมายาได้แบบนี้ เที่ยวนี้ข้าก็จะเสียแรงเปล่า แต่ลองคิดต่อไป รู้สึกว่าวันเวลายังอีกยาวนาน มีมุกเงือกช่วยยันไว้ อย่างน้อยข้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกสามปี สามปี หนึ่งพันกว่าวัน วันเวลายังอีกยาวนาน ไม่แน่ว่าอาจจะมีการค้าที่ดียิ่งกว่า

เสี่ยวหลานมองหน้าข้าอยู่อึดใจใหญ่โดยไม่พูดอะไร เอ่ยเตือนสติว่า “ท่านคิดจะ...ทำอะไร?”

ในใจข้าได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว เงยหน้าขึ้นพูดว่า

“ข้ากำลังรอคอยศึกครั้งใหญ่ ศึกใหญ่ที่เลือดไหลดั่งสายธาร ซากกระดูกเกลื่อนผืนดิน”

เขามองหน้าข้าอย่างครุ่นคิด ข้าปล่อยให้เขามองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ควรจะบอกเขานานแล้วขึ้นมาได้

“จริงสิ วันนี้ลืมบอกท่านอยู่ตลอดเลย ท่านดูสิ เสื้อของข้าตัวนี้ ตรงนี้นะ ข้าเอื้อมไม่ถึง ท่านลองดูนะ อยู่บนบ่านี่แหละ บนบ่าตรงนี้ขาดเป็นรูอยู่ ท่านเก่งกาจสารพัดแบบนี้ เย็บปักถักร้อยก็เป็นด้วยสินะ ช่วยเย็บให้ข้าหน่อยได้ไหม?”

เขาถอดเสื้อของข้าออกมาตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง เหลือบตาขึ้นพูดเสียงเรียบ

“ตัวข้าที่เก่งกาจสารพัดเย็บปักถักร้อยไม่เป็น เย็บให้ไม่ได้”

“......”

 
<>::<>::<>



[1]  หลิ่วสือหยวน (柳时元) คือ ริวซีวอน (류시원 : Ryu Siwon) นักแสดงและนักร้องชาวเกาหลีใต้ เป็นการเล่นมุกของผู้เขียน
[2] เซียนเค่อหลาย (仙客来 : xiankelai : อาคันตุกะเซียนมาเยือน) คือต้น Cyclamen persicum

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:38

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น