บทที่ห้า (2)
ที่ข้าบอกเสี่ยวหลานว่าข้ากำลังรอคอยศึกครั้งใหญ่นั้น ไม่ใช่ว่าพูดเล่น ข้าคิดได้แล้วว่าตัวเองควรจะทำยังไง
ดินแดนหัวซวีคือความว่างเปล่ารูปแบบหนึ่ง ทุกอักษรเสียงของท่วงทำนองหัวซวีนั้นคู่กับทุกช่วงเวลาของความว่างเปล่า เมื่อนายของมุกเงือกดีดบรรเลงท่วงทำนองหัวซวีภายในความว่างเปล่าของดินแดนหัวซวี จะสามารถไปยังทุกช่วงเวลาภายในนั้นได้ สถานที่ที่ปรากฏกาย คือสถานที่ซึ่งตรงกับอักษรเสียงสุดท้ายของท่วงทำนองที่ดีดบรรเลง
ท่วงทำนองทำได้เพียงบรรเลงไปข้างหน้าตลอดกาล หากไปยังอนาคต จะไม่สามารถย้อนกลับสู่อดีตได้อีก เพื่อการนี้ ข้าครุ่นคิดอยู่นาน ข้าจะทำเรื่องสุดท้ายให้ลุล่วง จะได้ไม่ละอายต่อมโนธรรม แต่ไม่รู้ว่าควรต้องเร่งข้ามไปยังอีกหนึ่งปีให้หลัง หรือเร่งข้ามไปยังอีกสามปีให้หลัง
ข้าถามเสี่ยวหลาน “จากประสบการณ์ของท่าน คู่รักคู่หนึ่ง จะรักกันปานจะกลืนกิน มีความทรงจำดีๆ ต่อกันมากมายได้ ปกติแล้วต้องให้เวลาพวกเขาเท่าไหร่เพื่อให้มาได้ถึงขั้นนี้จึงจะเหมาะสมหรือ?”
ฝนหยุดตก เสี่ยวหลานหุบร่มเก็บ พูดอย่างไม่ใส่ใจนักว่า
“ครึ่งปีกระมัง”
วันรุ่งขึ้น พวกข้าขอยืมพิณคันหนึ่งได้จากร้านพิณในเมือง
ที่ซึ่งเสียงพิณขยับไหว สรรพสิ่งได้แล่นรี่ไหลไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางห้วงเวลาที่กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
ปลายนิ้วดีดอักษรเสียงสุดท้าย สายลมเริ่มแผ่วเมฆาเริ่มคลาย ต้นไม้แห้งผลิใบแดง ดอกอ้อแถบใหญ่ริมแม่น้ำชื่อตู้เอนไหวลู่ลม
เป็นเวลากว่าครึ่งปีให้หลัง ต้นฤดูใบไม้ร่วงของปีที่สิบแปดในรัชกาลหลีจวงกง บริเวณพรมแดนระหว่างแคว้นเจียงกับแคว้นเซี่ย
สงครามได้สิ้นสุดลงแล้ว เบื้องหน้าคือผืนดินโล่งกว้าง มองเห็นกองทัพแคว้นเจียงรื้อถอนค่ายพัก เตรียมตัวยกทัพกลับราชสำนักพอดี
นี่คือศึกเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนเสิ่นอ้านกับซ่งหนิงแต่งงานกันได้เก้าเดือน ที่เซี่ยโหวองค์ใหม่ยกทัพมาตีแคว้นเจียงนั่นเอง ตอนนั้น ซ่งหนิงได้มอบคันฉ่องคุ้มหัวใจหินสนเขียวให้แก่เสิ่นอ้าน
ข้าเดินทอดฝีเท้าเข้าไปในพงอ้อเพียงลำพัง หยิบหน้ากากหนังมนุษย์ที่เตรียมไว้พร้อมออกมาจากในแขนเสื้อ ปลดหน้ากากเงินเปลวบนดั้งจมูกลงมา ย่อตัวลงนั่งที่ริมบึงน้ำเล็กๆ ทาบหน้ากากหนังมนุษย์ลงบนใบหน้า รีดให้เรียบสนิททีละนิดๆ จนสวมเสร็จ
จวินซือฝุคือผู้ที่ทำหน้ากากหนังมนุษย์ได้ดีที่สุดในทั่วทั้งต้าฉาว ฝีมือด้านนี้ของข้าล้วนแต่เรียนมาจากท่านทั้งสิ้น แต่วันนี้มองดูใบหน้าของซ่งหนิงที่แทบจะแยกจริงเท็จไม่ออกในน้ำ อยู่ๆ ข้าก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง รู้สึกว่าข้าเหนือล้ำอาจารย์แล้ว...
เสียงของเสี่ยวหลานดังเรื่อยเฉื่อยเข้ามาในพงอ้อ
“จวินกูเหนี่ยง ข้าว่า ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?”
ข้าแหวกพงอ้อออก โบกมือพูดว่า “อยู่ตรงนี้”
เขาสำรวจดูข้าตั้งแต่ศีรษะจดเท้าผ่านดอกอ้อที่คั่นกลาง
“ท่านแต่งตัวแบบนี้ คิดจะทำอะไรรึ?”
ข้าพูดว่า “ไปหาเสิ่นอ้าน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องทำ ท่านรอข้าอยู่ที่นี่แหละ หลังเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะมาหาท่าน”
เขามองหน้าข้าอยู่อึดใจใหญ่ พูดว่า “ระวังตัวด้วย”
ตะวันสารทอบอุ่น เมฆาไล่ลม
ข้าใช้ผ้าแพรบางคลุมหน้าไว้ เนื่องจากจะให้คนอื่นพบเห็นว่าซ่งหนิงปรากฏตัวขึ้นที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด
พลทหารหน้าประตูค่ายได้ประคองจดหมายที่ข้ามอบให้ไปหาเสิ่นอ้าน ในจดหมายได้เลียนแบบลายมือซ่งหนิง นัดหมายเสิ่นอ้านมาพบกันบนเนินที่มีดอกฉัตรทองบานทั่วเนินหลังแม่น้ำชื่อตู้
เขาต้องมาอย่างแน่นอน
ดอกฉัตรทองหลากสีสันผลิบานทั่วทั้งเนินสูง อ่อนนุ่มและอวบอิ่ม ลมสารทพลิ้วปัดผ่าน ก่อเป็นระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า
สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา แม้ว่าข้าจะไม่เคยมาเยือนที่แห่งนี้ แต่เคยได้ยินเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับมันมาสารพัด เรื่องเล่าขานเรื่องหนึ่งที่โด่งดังที่สุด เล่าว่าที่แห่งนี้ได้เริ่มกลบฝังนักรบผู้ทรงเกียรติมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ก่อน และเลือดของนักรบผู้ทรงเกียรตินี้เองที่รินรดจนเกิดเป็นดอกฉัตรทองทั่วทั้งเนิน
ถอนรากของพวกมันขึ้นมาดมดู ยังสามารถได้กลิ่นกระดูกผุของผู้วายชนม์ ข้าคิดในใจ ข้าได้หาสถานที่อันประเสริฐให้แก่เสิ่นอ้าน
เสียงใบไม้แห้งปริแตกดังเบาๆ มาจากข้างหลัง เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาทุกขณะ
ข้าหันกายไปยิ้มกว้างมองหน้าเขา ภาพมายาที่ซ่งหนิงหลงรักอย่างลึกล้ำ...หลงรักมาทั้งชีวิต ภาพมายาที่จวบจนตายก็ไม่อาจตัดใจนี้
รองเท้าหุ้มข้อสีดำย่ำผ่านดอกฉัตรทองอันอ่อนนุ่มผืนใหญ่ เขากอดข้าไว้ อย่างแนบแน่น น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่ริมหู แทบจะเป็นทอดถอน
“อาหนิง ข้าคิดถึงเจ้า”
ปลายจมูกได้กลิ่นคาวเลือด เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ข้าถอนมีดที่ปักใส่ด้านหลังหัวใจของเขาออก โน้มแนบใกล้ริมหูเขาอย่างแผ่วเบา
“ข้าก็คิดถึงท่านเช่นกัน”
ฤดูใบไม้ร่วงปีที่สิบแปดรัชกาลหลีจวงกง สิบสี่ค่ำเดือนเก้า
แม้แคว้นเจียงจะชนะศึก ทัพใหญ่หวนคืนราชสำนัก เมืองหลวงกลับไร้ซึ่งเสียงเภรีแห่งชัยชนะ เนื่องจากแม่ทัพถูกลอบสังหารวางวาย ยอดขุนพลตายจาก ทั่วทั้งแคว้นต่างเศร้าสลด
คฤหาสน์แม่ทัพเสียงมโหรีดังกระหึ่ม สั่วน่าในพิธีศพแผดเสียงหวนไห้ท่ามกลางผืนตุงขาว ข้ากับเสี่ยวหลานแฝงปะปนในหมู่แขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีศพ มองเห็นบนแท่นบูชาสูงลิบวางป้ายสถิตวิญญาณและโต๊ะกระถางธูป ในแจกันแก้วผลึกปักช่อดอกไม้ที่ไม่รู้จักเต็มแจกัน
ใต้เปลวเทียนสีขาว หน้าแท่นบูชา โลงศพไม้มะเกลือสาดสะท้อนเป็นเงาอันอ้างว้างอยู่บนพื้น
ซ่งหนิงอิงกายกับด้านข้างของโลงศพ ดวงตาดำขลับว่างเปล่าและเด็ดเดี่ยว จ้องมองบุคคลในโลงศพเขม็ง มีแขกเข้าไปกล่าวปลอบโยนเป็นระยะๆ นางไร้ท่าทีตอบสนองโดยสิ้นเชิง
เสี่ยวหลานถามข้า
“นี่หรือคือ...ฝันดีที่ท่านถักทอให้แก่นาง?”
ข้าไม่อาจเข้าใจได้
“ท่านเห็นว่านี่คือฝันดีหรือ? นี่มันฝันร้ายชัดๆ มากกว่าไหม?”
ข้าได้ฉีกทึ้งความดีงามเป็นชิ้นๆ ให้ซ่งหนิงมองเห็นซึ้งถึงความเป็นจริง
ในโลกนี้มีความดีงามชนิดหนึ่งที่สามารถคร่าชีวิตคนได้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงสตรีเป็นอันดับแรก แต่สตรีไยต้องสร้างความลำบากแก่สตรีด้วยกัน สิ่งที่ข้าพูดถึงไม่ใช่สตรี สิ่งที่ข้าพูดถึงคือดินแดนหัวซวี
เดิมทีข้าคิดจะอธิบายเหตุผลนี้ให้เสี่ยวหลานฟัง แต่เขาเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว
“วันนั้นท่านพลั้งมือฆ่าหลิ่วชีชีแล้ว หดหู่ไปพักใหญ่ ข้าไม่นึกเลยจริงๆ ว่าท่านจะมีความกล้าในการฆ่าคนด้วยมือตัวเอง”
ข้าพูดว่า “เพราะว่าข้าพัฒนาแล้ว ท่านต้องมองปัญหาด้วยสายตาที่พัฒนา”
หลังจากย่ำค่ำ แขกเหรื่อได้แยกย้ายกลับจนหมดสิ้น บนท้องฟ้ามีเดือนโดดเดี่ยวกาเหมันต์ เวลาแห่งการเลือกสรรได้มาถึง
ห้องโถงจัดพิธีศพอันกว้างใหญ่มหึมาเหลือเพียงพวกเขาสองสามีภรรยา คนหนึ่งมีชีวิต คนหนึ่งตายแล้ว อินหยางคั่นกลาง
ใบหน้าขาวซีดของซ่งหนิงแนบสนิทกับโลงศพ น้ำเสียงเบาหวิว กระจายอยู่ท่ามกลางลมราตรีที่พัดผ่านกลางห้องโถง กระจายอยู่ท่ามกลางเปลวเทียนสีขาว
“ในที่สุดก็มีแค่เราสองคนแล้ว”
นิ้วมือเรียวยาวของนางลูบไล้ผ่านผิวโลงไม้มะเกลือ ดุจดังถ้อยวจีส่วนตัวในหอห้อง
“เดิมทีข้าคิดว่า รอจนท่านได้ชัยชนะกลับมา จะบอกข่าวดีนี้แก่ท่านด้วยตัวเอง พวกเขาจะเขียนจดหมาย ต่างถูกข้าขวางไว้ เป็นความเห็นแก่ตัวของข้าที่อยากจะเห็นกับตาว่าท่านจะปีติยินดีอย่างไร ท่านไม่รู้หรอกว่า ข้าเฝ้ารอวันนี้มานานเท่าไหร่ ข้าอยากพบท่าน...ข้าอยากจะพบท่านมากมายแค่ไหน”
นกน้อยซึ่งทำรังบนต้นไม้แก่นอกห้องโถงพลันส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก เปลวเทียนในห้องโถงไหววูบ
นางยกมือขึ้นบังดวงตา น้ำเสียงราบเรียบเจือเสียงเครือสะอื้น
“เสิ่นอ้าน พวกเรามีลูกแล้ว”
แต่กลับไม่ได้ร้องไห้ออกมาจริงๆ อ่อนหวานนุ่มนวล สะท้อนก้องอยู่เหนือห้องโถงจัดพิธีศพ ดุจคำรักอันหวานละมุน
นางพูดประโยคนี้ให้เขาฟัง แต่เขาไม่ได้ยินเสียแล้ว
ข้าเดินเข้าสู่ห้องโถงจัดพิธีศพขณะที่ซ่งหนิงพูดประโยคนี้ออกมา ผืนตุงขาวที่แขวนอยู่สูงลิบถูกลมราตรีพัดจนปลิวไสว
ซ่งหนิงเงยหน้าขึ้นทันที “เสิ่นอ้าน?”
ข้าเดินจากด้านหลังตุงขาวเข้าสู่แสงเทียน ให้นางมองเห็นเงาร่างของข้า
ดวงตาสุกใสดุจสายน้ำสารทของนางสะท้อนชุดเสื้อกระโปรงสีแดงของข้า ใบหน้าที่สว่างสดใสกะทันหันวูบดับในบัดดล สีหน้าหม่นหมองว่างโหวง
สายลมที่พัดผ่านกลางห้องโถงพลิ้วปัดผ่านชายกระโปรง ข้ามองหน้านาง
“ข้าไม่ใช่เสิ่นอ้าน ซ่งหนิง ข้ามาพาท่านเดินออกจากห้วงมายานี้”
ใบหน้านางปรากฏแววงุนงง “ห้วงมายา?” แต่งุนงงเพียงครู่สั้นๆ ก็กลับมาได้สติอย่างรวดเร็ว “ข้าจำท่านได้ ในภูเขาหิมะทุ่งชางลู่ ข้าเคยพบท่านมาก่อน ท่านคือ...”
ข้าเดินเข้าไปใกล้นางเล็กน้อย พูดยิ้มๆ ว่า
“ครั้งแรกที่ท่านได้พบข้า หาใช่ในภูเขาหิมะทุ่งชางลู่ ซ่งหนิง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นเพียงห้วงมายาที่ข้าถักทอให้แก่ท่านเท่านั้น”
เสี่ยวหลานไม่ทราบปรากฏตัวขึ้นข้างกายตั้งแต่เมื่อไร สังเกตดูการตกแต่งภายในห้องโถงจัดพิธีศพอย่างไม่ใส่ใจนัก
ข้าเดินเข้าไปใกล้ซ่งหนิงอีกเล็กน้อย
“ในห้วงมายา สามีของท่านตายแล้ว จัดพิธีศพใหญ่โตอย่างนี้ แต่แท้จริงแล้ว ในโลกความจริงแห่งนั้น เขายังคงมีชีวิตอยู่เป็นปกติสุขดี เขาทรยศท่าน แต่งงานมีลูกกับหญิงอีกคน ท่านใช้ชีวิตทำการแลกเปลี่ยนกับข้า ให้ข้าถักทอห้วงมายาที่ท่านสองคนรักกันจนแก่เฒ่าให้แก่ท่าน ท่านดูเถิด ในห้วงมายาที่ข้าถักทอให้แก่ท่านนี้ เขาได้หลงรักท่านจริงๆ แต่ทั้งหมดเป็นแค่มารในใจของท่านเท่านั้น ความจริงแล้วต่างเป็นสิ่งปลอมทั้งสิ้น”
ข้ากล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา มองเห็นใบหน้าเผือดขาวของนางค่อยๆ สิ้นหวังทีละน้อย ในดวงตาปรากฏแววหวาดหวั่นเสียขวัญ นี่ไม่ใช่ซ่งหนิงในอีกเจ็ดปีให้หลังที่ข้าคุ้นเคย
นางซวนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว พาแจกันแก้วผลึกข้างหลังเอนล้มดังเพล้ง ตัวนางเองก็พลอยลื่นล้มตาม เศษแก้วที่แตกบาดนิ้วมือเรียวยาว
ข้าถามว่า “ซ่งหนิง ท่านไม่เชื่อข้าหรือ?”
กาลเวลาหยุดนิ่ง ข้าได้บอกทุกสิ่งออกไปจนหมดสิ้น การตายของเสิ่นอ้านทำให้นางเศร้าเสียใจเช่นนี้ นางไม่มีทางยอมอยู่ในห้วงมายาที่ไร้สิ้นความหวังนี้หรอก ไม่มีอะไรจะน่ากลัวยิ่งไปกว่าการที่คนรักซึ่งรักสุดหัวใจได้ตายจากไปอีกแล้ว หลังจากผ่านความเจ็บปวดเช่นนี้ การที่เสิ่นอ้านไม่รักนางในโลกความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป
อาการป่วยของซ่งหนิงคือไข้ใจ ขอแค่ทำให้นางคิดตก ออกไปจากห้วงฝันแห่งนี้ นางต้องกลับมาแข็งแรงได้โดยเร็วอย่างแน่นอน
นางรีบร้อนเก็บช่อดอกไม้ที่ตกกระจายเกลื่อนพื้นขึ้นมา ข้าจะย่อตัวลงช่วยนาง ถูกเสี่ยวหลานรั้งไว้ ส่วนซ่งหนิงเก็บไปได้ครึ่งหนึ่ง พลันหยุดชะงักกะทันหัน เพียงก้มหน้าลงมองดอกไม้สารทสีอ่อนกำใหญ่ในมือ
“ท่านรู้ไหมว่า ตลอดเวลามา ข้าล้วนแต่ฝันอยู่เรื่องเดียว ฝันที่น่ากลัวเหลือเกิน ทุกครั้งที่ตื่นมา ต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ที่แท้...ความฝันนี้ของข้า ทั้งหมดนี้...” นางเงยหน้าขึ้นอย่างแช่มช้า...แช่มช้ายิ่ง “ทั้งหมดนี้ ต่างเป็นความจริง”
น้ำตาสองหยดไหลรินลงมาจากหางตา นางถามข้า
“โลกความจริงที่ท่านไม่ได้พูดออกมาเหล่านั้น ใช่ว่ายังมี...ลูกของข้าด้วยหรือไม่? ข้ามีลูกหนึ่งคน เขาชื่อเสิ่นลั่ว เขาตายเพราะ...เป็นไข้หวัด?”
ข้าไม่ได้ตอบนาง นางจ้องมองข้าแน่วนิ่ง เค้นรอยยิ้มอ่อนจางท่ามกลางม่านน้ำตาพร่ามัว
นางพูดว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่”
หัวใจข้ากระตุกวูบ
นางก้มหน้าลงมองนิ้วมือของตัวเอง น้ำตาร่วงเผาะลงบนฝ่ามือ เนิ่นนาน เบนสายตาออก มองไปยังป้ายสถิตวิญญาณของเสิ่นอ้านบนแท่นบูชา
“ท่านบอกว่านี่คือห้วงมายาที่ท่านถักทอให้แก่ข้า ล้วนเป็นสิ่งปลอมทั้งสิ้น สิ่งที่ข้ามองเห็นในความฝันเหล่านั้นต่างหากคือความจริง แต่ความจริงแบบนั้น ออกจะเจ็บปวดเกินไปแล้ว โลกความจริงที่ท่านพูดกับห้วงฝันที่ข้าอยู่ สิ่งไหนจะเจ็บปวดยิ่งกว่ากันแน่หนอ? ความจริงพวกนั้น ข้าแค่ได้เห็นในความฝัน ยังตัวสั่นสะท้าน ไม่อาจทนทานได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าประสบกับตัวเอง ถ้าเป็นอย่างที่ท่านบอก มีเวลาเจ็ดปีนั้นจริงๆ ข้าอดทนผ่านมาได้ยังไงกันนะ?
“ข้าคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าการที่ในห้วงมายานี้ เสิ่นอ้านได้จากข้าไป ก็ไม่ได้ยากจะทนได้ถึงขั้นนั้นแล้ว อย่างน้อยเราสองคนยังมีความทรงจำที่งดงาม ข้าจะให้กำเนิดลูกของเขา ข้าคิดว่า ข้ายังคงสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ใช่แล้ว ข้ายังคงสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เสิ่นอ้านก็หวังให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นกัน
“แต่ท่านจะให้ข้ากลับไปสู่สิ่งที่เรียกว่าโลกความจริงกับท่าน สภาพที่สุดจะทนแบบนั้น เสิ่นอ้านในโลกใบนั้น แม้แต่เขายังไม่ต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่เลย แล้วข้ายังจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรอีกเล่า?”
คำพูดเหล่านี้ของซ่งหนิง ข้าไร้สิ้นวาจาจะเอ่ยตอบ ได้ยินเพียงนอกห้องโถงลมยามดึกยิ่งโหมแรง ใบไม้ถูกโหมซัดดังซ่าซ่า
ข้าอยากจะช่วยชีวิตนาง แต่สุดท้ายไม่สามารถช่วยได้
นางเกาะโลงศพพยุงตัวลุกขึ้น นำช่อดอกไม้ในมือปักลงในแจกันแก้วผลึกอีกใบอย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากหันหลังให้ข้า จึงมองไม่เห็นสีหน้ายามกล่าวคำพูดของนาง ได้ยินเพียงน้ำเสียงราบเรียบ
“ฟังจากที่กูเหนี่ยงพูด ข้าได้นำชีวิตเข้าแลก จึงค่อยแลกห้วงมายานี้จากกูเหนี่ยงมาได้ ในโลกความจริงใบนั้น ข้าได้ตายไปแล้วใช่หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น รบกวนกูเหนี่ยงช่วยใช้ไฟเผาศพของข้าด้วยเถิด จากนั้นนำอัฐิของข้า...นำมันกลับไปยังแคว้นหลี มอบให้กับพี่ชายของข้า”
ข้าเผยอปาก อึดใจใหญ่ เปล่งเสียงออกมาพยางค์เดียว
“ได้”
ห้าวันให้หลัง ข้ากับเสี่ยวหลานได้ออกจากดินแดนหัวซวีของซ่งหนิง ระหว่างนี้ได้ไปยังภูเขาหิมะที่ทุ่งชางลู่อีกครั้ง เพียงเพราะครั้งก่อนเวลากระชั้นชิด ยังมีภูมิประเทศอีกสองแห่งที่เสี่ยวหลานยังสำรวจไม่เสร็จ และได้ทราบโดยบังเอิญว่าหลิ่วชีชีไม่ได้ตกหน้าผาตายจริงๆ บอกว่าตอนพลัดตกลงไปได้แขวนคาอยู่บนต้นสนหิมะริมผนังผาต้นหนึ่ง ถูกนายพรานผู้หนึ่งช่วยไว้ได้ เพื่อตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิต หลิ่วชีชีได้มอบกายเคียงคู่ แต่งงานกับนายพรานไปแล้ว
แม้แต่หลิ่วชีชียังสามารถได้พบกับคู่ครองที่ไม่เลว
ข้าพูดกับเสี่ยวหลานว่า
“ความจริงไม่น่าฆ่าเสิ่นอ้านเลย เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าต่อให้ทำแบบนี้ ซ่งหนิงก็ไม่ยอมออกไปจากห้วงมายาแห่งนี้อยู่ดี ข้าฆ่าเสิ่นอ้านเพราะอยากจะช่วยนาง กลับทำให้นางต้องทุกข์ใจ”
เสี่ยวหลานมองหน้าข้าอยู่อึดใจใหญ่ พูดเสียงเรียบว่า
“นี่ต่างหากคือฝันดีที่แท้จริง เสิ่นฟูเหรินปรารถนาผู้ที่รักนางไปชั่วชีวิตโดยไม่มีวันทรยศ แม่ทัพเสิ่นตายจากไปในช่วงเวลาที่รักนางมากที่สุด นางกอดความรักที่ไม่มีวันทรยศของเขามีชีวิตอยู่ต่อไป ขอเพียงข้ามผ่านคืนวันอันโศกเศร้านี้ไปได้ ก็จะเป็นการปราศจากทุกข์สุขนิรันดร์ตราบชั่วชีวิตตามที่นางร้องขอ ถ้าไม่สังหารแม่ทัพเสิ่น ภายหลังต้องเดือดร้อนไม่รู้จบอย่างแน่นอน ท่านรับประกันได้ไหมเล่าว่าในห้วงมายาแห่งนี้ เขาจะสามารถไม่ทรยศไปตราบชั่วชีวิต?”
ข้าพูดอย่างตกตะลึง
“ท่านสาธยายเหตุผลมากมายขนาดนี้กับข้าได้ด้วยหรือนี่ พวกท่านผู้ชายไม่ใช่ว่าต่างเกลียดการพูดคุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ พวกนี้หรอกรึ?”
เขามองหน้าข้า
“มีเรื่องแบบนี้ด้วย? หากมีเรื่องแบบนี้จริง หอนางโลมทั่วทั้งต้าฉาวก็ไม่ต้องคิดจะทำการค้าแล้ว”
ข้าลองคิดดู เห็นว่าคำตอบนี้ช่างเจาะตรงประเด็นโดยแท้
ข้าจับมือเสี่ยวหลานจะออกจากห้วงมายาแห่งนี้ เขาเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายจับมือข้า พูดเสียงเรียบว่า
“ภาพมายาก็คือภาพมายา เรื่องของภาพมายาพวกนี้ ท่านไม่ต้องไปจริงจังกับมันนักหรอก”
เขากล่าวคำพูดแบบนี้ออกมา ห่านป่าเหนือก้อนเมฆคู่หนึ่งได้บินผ่านท้องฟ้าอันสูงลิบ
ดินแดนหัวซวีผ่านไปครึ่งปีในพริบตา ธุลีภพเป็นเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งวัน
หลุดพ้นจากห้วงมายา กระแสอบอุ่นสายหนึ่งพลันทะลักเข้าสู่ทรวงอกที่สถิตมุกเงือกอย่างกะทันหัน นำพาโลหิตทั่วร่างให้ร้อนรุ่มขึ้น นั่นคือมุกเงือกได้สูบกินชีวิตของซ่งหนิง
ซ่งหนิงตายแล้ว ในยามสนธยาอันอ้างว้างนี้ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
บ่าวรับใช้ของคฤหาสน์ยังคงรอรับใช้อยู่ด้านข้างศาลากลางน้ำอย่างสำรวม ส่วนจวินเหว่ยกับเสี่ยวหวงล้อมสัปหงกอยู่รอบโต๊ะวางพิณ แสงแดดสาดลงมาอย่างเกียจคร้าน
ทุกประการต่างสงบสุข เหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
จื๋อซู่มองเห็นเสี่ยวหลาน ก็พูดอย่างตื่นเต้นยินดี “คุณชาย!” ทำให้เสี่ยวหวงกับจวินเหว่ยสะดุ้งตื่น
หนึ่งคนหนึ่งเสือรีบเข้ามาสำรวจดูว่าข้าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ในจังหวะนี้เอง ในศาลากลางน้ำที่ห่างออกไปไม่ไกลนักพลันมีเปลวไฟกองหนึ่งลุกพรึบ เพียงอึดใจได้ลุกลามเป็นกองเพลิงสูงหนึ่งจ้าง
จวินเหว่ยตกตะลึง “ซ่งหนิงยังอยู่ที่นั่นสินะ?” แล้วทำท่าจะพุ่งวาบเข้าไปช่วยทันที แต่ถูกข้ารั้งไว้
เสี่ยวหลานพูดเบาๆ
“ดูท่าทางนางจะคาดการณ์บทสรุปสุดท้ายได้อยู่ก่อนแล้ว”
ข้าเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวแก่จวินเหว่ยหนึ่งรอบ มองดูผืนม่านที่ห้อยระอยู่รอบศาลากลางน้ำบิดม้วนเป็นรูปร่างอันเหลือเชื่ออยู่ท่ามกลางเปลวไฟ พลันนึกขึ้นได้ว่าในห้วงมายา ซ่งหนิงขอให้ข้าช่วยเผาร่างของนางให้
สมกับเป็นซ่งหนิงจริงๆ ไม่ต้องให้ข้าลงมือ ก่อนเข้าสู่ห้วงฝัน นางก็ได้จัดการเรื่องหลังไว้เรียบร้อยล่วงหน้าแล้ว
ห่างกันครึ่งสระบัวคั่น เสียงร้องไห้ตะโกนอย่างแตกตื่นเสียขวัญดังระงม บ่าวทาสผู้ภักดีหลายคนห่อตัวด้วยผ้านวมที่ชุบน้ำในสระจนเปียกชุ่ม พุ่งโถมเข้าไปในศาลากลางน้ำ ต่างถูกเพลิงกาฬที่ลุกโชติช่วงสกัดขวางล่าถอยกลับมา
ซ่งหนิงจัดการเรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสมอมา เกรงว่าทุกคืบภายในศาลากลางน้ำต่างถูกเปลวเพลิงลามเลียจนทั่วแล้ว นางต้องการเผาตัวเองเป็นเถ้าถ่าน บรรจุไว้ในขวดกระเบื้องเคลือบงามวิจิตร หวนคืนสู่แคว้นหลีที่จากลามานานถึงเจ็ดปี
เปลวไฟอาศัยแรงลมโหมแรงขึ้นทุกที สาดแสงสีแดงไปครึ่งผืนฟ้า ขื่อคาร่วงตกจากที่สูงลงสู่สระบัว ถูกน้ำสาดใส่ ควันหนาทึบลอยโขมง เสาสี่ต้นที่ค้ำยันศาลาได้ล้มครืน สามารถมองเห็นภาพเตียงหวายที่ลุกไหม้
ซ่งหนิงที่หลับอย่างสงบในห้องนั้นถูกซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางแสงจากเปลวไฟอันแผ่ไพศาล
ในตำนานพื้นบ้าน เรื่องเล่าแบบนี้มักจะมีฝนตกลงมาห่าใหญ่ในจังหวะอันเหมาะเจาะเสมอ แต่เปลวไฟที่โหมไหม้บนศาลากลางน้ำครั้งนี้ จวบกระทั่งไหม้จนไม่เหลืออะไรให้ไหม้และค่อยๆ มอดดับ สวรรค์ก็ไม่ได้ประทานฝนแต่สักหยด ยังคงลมสนธยาเย็นนิดๆ อาทิตย์อัสดงดุจโลหิต
อาทิตย์อัสดงที่ดุจโลหิตสาดส่องให้เห็นเศษซากศาลาเหนือสระบัว บรรดาบ่าวรับใช้ที่คุกเข่ากันสลอนอยู่หน้าซากศาลา ไม่มีสักคนที่กล้าไปเคลื่อนย้ายศพของซ่งหนิง
ข้าพูดกับเสี่ยวหลานว่า “ไปกันเถอะ ไปเก็บนางกัน”
เสี่ยวหลานมองไปข้างหลังข้า พูดเสียงเรียบว่า
“ไม่ต้องให้พวกเราช่วย คนเก็บนางมาแล้ว”
ข้าหันกลับไปอย่างสงสัย มองเห็นผู้มาเก็บศพให้ซ่งหนิงที่เสี่ยวหลานพูดถึง...ผู้ที่บีบบังคับให้ซ่งหนิงไปสู่ความตาย...ที่ใต้เงาร่มครึ้มของทิวต้นหลิวแก่ริมถนนปูหิน
เสิ่นอ้าน สามีของซ่งหนิง
เขาสวมเสื้อผาวแพรปักสีขาวราวหิมะ สาบเสื้อและแขนเสื้อประดับประดาเล็กน้อยด้วยลวดลายสีเข้ม เหมือนเป็นชุดไว้ทุกข์อันหรูหรา เป็นสถานการณ์ที่เข้ากับบรรยากาศนัก
เสิ่นอ้านเดินตรงมาจนถึงเบื้องหน้าพวกข้า เสื้อผาวแพรปักสีขาวขับเน้นใบหน้าเผือดขาว คิ้วตายังคงเย็นชาเหมือนที่เห็นจนชินตา น้ำเสียงกลับสั่นสะท้าน
“นางล่ะ นางอยู่ที่ไหน?”
ข้าชี้ซากศาลาเหนือสระบัวข้างหน้า
“ท่านได้ยินว่านางตายแล้ว จึงตั้งใจจะมาเก็บกระดูกให้นางหรือ? นางบอกข้าไว้ว่า นางต้องการขวดใบใหญ่หนึ่งใบไว้ใส่อัฐิ ขวดกระเบื้องเคลือบลายครามพื้นขาวเคลือบลายสีฟ้า ท่านนำขวดมาด้วยหรือเปล่า?”
เขาเผยอปาก ไม่ได้พูดอะไร หมุนตัวเร่งฝีเท้าเดินไปยังซากศาลาที่ข้าชี้บอก กลับเซถลาเกือบจะหกล้ม
บรรดาบ่าวทาสที่คุกเข่าอยู่หน้าศาลากลางน้ำลนลานแหวกให้ทางเป็นช่องหนึ่ง ข้าโอบพิณก้าวเดินตามไปไม่กี่ก้าว ก็มองเห็นร่างของเสิ่นอ้านส่ายโงนเงนโดยแรง คุกเข่าลงกลางซากศาลา ตะวันพลบฉายเงายาวเหยียดอยู่ข้างหลัง
ข้ามเลยบ่าของเขาไป สามารถมองเห็นซากร่างของซ่งหนิงบนพื้น
เช้าวันนี้ตอนที่ข้าได้พบซ่งหนิง นางยังเกล้าผมเป็นมวยสูง บนแก้มแต้มชาด งดงามเฉิดฉายจนยากจะบรรยายอยู่เลย
เช้าเป็นพักตร์ชาด ค่ำแปรกระดูกกรัง
เวลาได้หยุดนิ่ง ข้ามองเห็นเสิ่นอ้านคุกเข่าเงียบๆ อยู่ท่ามกลางเวลาที่หยุดนิ่งนี้
ไม้พาดขวางที่ไหม้เกรียมช่วงหนึ่งหักดังเปรี๊ยะ ราวกับถูกปลุกสะดุ้งตื่นกะทันหันกระนั้น เขากอดนางทันที ความเคลื่อนไหวดุดันจนปลายนิ้วซีดขาว น้ำเสียงกลับทอดแผ่วเบา
“ไหนเจ้าบอกว่าถึงต้องตาย ก็จะดูข้าขาดใจตายต่อหน้าเจ้าก่อนไม่ใช่หรือไง? ไหนเจ้าบอกว่าข้าทำผิดต่อเจ้า เจ้าจะดูว่าสวรรค์จะสนองกรรมข้ายังไงไม่ใช่หรือ? เจ้าแค้นข้าขนาดนี้ ข้ายังไม่ตาย ทำไมเจ้าถึงชิงตายไปก่อนได้เล่า?” ไม่มีใครตอบเขา
เขากอดนางแน่น อย่างระมัดระวังยิ่ง ดุจกอดสมบัติล้ำค่าแห่งโลกหล้า ใบหน้าซีดขาวแนบสนิทกับกะโหลกศีรษะขาวโพลนของนาง ดุจกระซิบกับคนรัก
“อาหนิง เจ้าพูดบ้างสิ”
ซากศาลาภายใต้แสงอัสดงอบอวลไปด้วยกลิ่นไหม้จากการถูกเพลิงใหญ่เผาวอด แม้แต่พื้นดินยังร้อนระอุ
ข้ามองเห็นทั้งหมดนี้ อยู่ๆ ก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าของชีวิต ถามเขาอย่างสิ้นแรง
“ท่านอยากให้นางพูดอะไรเล่า? ตอนนี้นางเองก็พูดอะไรไม่ได้แล้ว ต่อให้ท่านอยากฟัง ก็พูดไม่ได้อีกแล้ว แต่มีอยู่ประโยคหนึ่ง นางเคยบอกข้าไว้ ตอนคืนวิวาห์ นางอยากจะพูดคำหวานประโยคหนึ่งต่อท่าน นางเพิ่งจะแต่งงานมาแคว้นเจียง แปลกหน้าแปลกถิ่น ในดวงตาและหัวใจมีแต่ท่านอยู่เต็มเปี่ยม นางไม่มีพ่อแม่และพี่น้องผู้หญิง ทั้งยังไม่มีคนช่วยชี้แนะสอนนางว่าจะเอาอกเอาใจให้สามีพอใจได้อย่างไร แต่ในคืนนั้น นางอยากจะบอกกับท่านอย่างสัตย์ซื่อจริงใจว่า ‘ฟูจวิน ข้าได้มอบอาหนิงให้แก่ท่าน ได้มอบให้แก่ท่านเป็นอย่างดี โปรดช่วยทะนุถนอมด้วยเถิดเจ้าค่ะ’ เพียงแต่น่าเสียดาย ท่านไม่ยอมให้นางได้พูดออกมา”
เสิ่นอ้านเงยหน้าขวับทันควัน
ข้าย่อตัวลงนั่งมองสบตาเขา
“ท่านบอกว่าซ่งหนิงแค้นท่าน ความจริงแล้วนางไม่เคยนึกแค้นท่านเลย แต่เดิมใต้หล้านี้ไม่มีหญิงใดจะรักท่านมากขนาดนั้นได้เท่านาง”
เขาจ้องข้าเขม็ง เหมือนถูกอะไรสักอย่างฟาดเข้าอย่างจัง ใบหน้าที่ขาวเผือดซีดสลดหมดสีเลือด ครู่ใหญ่ เปล่งเสียงหัวเราะแหบพร่าออกมา ทุกคำทุกประโยค ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“นางรักข้า? ท่านกล้าพูดแบบนี้ได้ยังไง นางไม่เคยรักข้าเลย นางอยากให้ข้าตายคาสนามรบใจแทบขาดต่างหาก”
ข้าหาพื้นที่นั่งลง วางพิณไว้บนตัก
“นั่นเป็นคำพูดที่นางพูดตรงข้ามกับใจจริง”
ข้าเงยหน้าขึ้นมองเขา
“เสิ่นอ้าน ได้ยินว่าท่านไม่ได้พบหน้าซ่งหนิงมาสองปีแล้ว ท่านยังคงจำหน้าตาของนางได้หรือไม่? ข้าให้ท่านได้ดูหน้าตาของนางเมื่อตอนนั้นอีกครั้ง เป็นอย่างไร?”
ไม่รอให้เขาพูดตอบ ข้าได้ดีดอักษรเสียงสุดท้ายลงบนพิณ
การดีดบรรเลงท่วงทำนองหัวซวีย้อนจากหลังมาหน้า ห้วงมายาที่ถักทอให้แก่ซ่งหนิงนั้นจะสามารถปรากฏให้เห็นในธุลีภพได้
ข้าไม่ได้ต้องการให้เขาพูดตอบมาแต่แรก ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ มีบางเรื่อง ยังไงก็ต้องให้เขาได้รู้
ในยามโพล้เพล้อันโรยแรงนี้ เหนือซากศาลา เรื่องเก่าก่อนในอดีตฉากแล้วฉากเล่าได้วาบผ่าน ณ กลางอากาศ สะท้อนสู่น้ำในสระอันขุ่นมัว
คือในทะเลทรายที่เกล็ดหิมะพลิ้วปลิว ซ่งหนิงแนบสนิทกับหลังม้า ข้ามผ่านทะเลทรายที่หินและทรายปลิวว่อน มือถูกเศษหินแหลมคมที่สายลมคลั่งหอบพัดขึ้นบาดเป็นแผล นางใช้ลิ้นเลีย กอดคอม้าไว้ ยิ่งเร่งเร้าม้าศึกที่อ่อนระโหยโรยแรงถี่ขึ้น
“วิ่งเร็วขึ้นอีกหน่อย ขอร้องละ ช่วยวิ่งเร็วขึ้นอีกหน่อยเถอะ เสิ่นอ้านรอไม่ไหวแล้ว”
คือสมรภูมิโลกันตร์ ณ ทุ่งชางลู่ นางลงจากม้าล้มลุกคลุกคลานโถมเข้าสู่กองศพคนตาย ใบหน้าถูกสายลมซึ่งคละเคล้ากลิ่นเลือดพัดใส่จนแดงก่ำ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยคราบโคลนและคราบเลือด เม้มปากเกร็งตัวพลิกหาท่ามกลางกองซากศพไปทีละศพๆ จากรุ่งสางจนดึกดื่น ในที่สุดก็หาคนที่ต้องการหาคนนั้นพบ นางใช้แขนเสื้อค่อยๆ เช็ดคราบเลือดบนใบหน้าของเขาทีละนิดๆ จนสะอาด กอดเขาแน่น
“เสิ่นอ้าน ข้ารู้อยู่แล้ว...ว่าข้าควรจะมา”
พูดยังไม่ทันจบ ได้เอามือบังสองตา น้ำตาร่วงพรูดุจสายฝน
ในถ้ำบนภูเขาหิมะด้านข้างสนามรบ บนร่างเขาคลุมเสื้อผาวกำมะหยี่กันหนาวของนาง นางเฝ้าวนเวียนอยู่บนริมฝีปากเขาป้อนน้ำให้เขา บังคับให้เขากลืนลงไปทีละคำๆ บนฟ้าไม่มีดาวสักดวง นอกถ้ำคือลมหนาวที่กรีดก้อง นางหมอบแนบบนอกเขาตัวสั่นเทา
“เมื่อไหร่ท่านจะฟื้น ท่านไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้อีกแล้วใช่ไหม? เสิ่นอ้าน ข้ากลัว”
นางสวมกอดเขา ขดตัวเองจนเล็กนิดนอนอยู่ข้างกายเขา
“เสิ่นอ้าน ข้ากลัว”
คือสามวันนั้นในภูเขาหิมะ นางแบกเขาเผลอพลาดเสียหลักตกลงมาจากเนินหิมะ ตีนเนินมีตอไม้แหลมคม นางพยายามสุดกำลังคุ้มครองเขาไว้ด้านหน้า ตอไม้ถากผ่านข้างเอวนาง นางข่มความเจ็บปวดถอนหายใจเฮือกใหญ่
“โชคยังดี”
นางจุมพิตดวงตาของเขา พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง ประคองใบหน้าของเขา
“ข้าจะช่วยชีวิตท่านแน่นอน ต่อให้ตาย ข้าก็จะช่วยชีวิตท่านแน่นอน”
ท่วงทำนองหัวซวีพลันหยุดชะงัก ข้าถามเสิ่นอ้าน
“ท่านเคยเห็นซ่งหนิงแบบนี้หรือไม่?”
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบททันควัน
“นั่นไม่ใช่ความจริง ข้าไม่เชื่อ”
เสิ่นอ้านตรงหน้ามือข้างหนึ่งกุมหน้าอกแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมบนหน้าผาก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง กลับมองหน้าข้ากล่าวคำพูดอันเด็ดเดี่ยวออกมาทีละคำๆ
“เรื่องที่เจ้าให้ข้าดูพวกนี้ ข้าไม่เชื่อ นี่ไม่ใช่ความจริง ข้าไม่เชื่อ”
ข้ารู้สึกว่าน่าขัน และหัวเราะออกมาจริงๆ
“เสิ่นอ้าน แท้จริงแล้วเป็นความจริงหรือไม่ ในใจท่านย่อมจะรู้ดีที่สุดกระมัง นางมักจะอยากบอกให้ท่านฟัง แต่ท่านไม่เคยให้โอกาสนางเลย”
ข้าพูดว่า “เสิ่นอ้าน ท่านรู้ไหมว่าซ่งหนิงตายอย่างไร? ในห้วงมายา นางลุ่มหลงอยู่ในห้วงมายา และละทิ้งชีวิตของนางเอง ในห้วงมายานั้น ในที่สุดท่านก็รักนาง พวกท่านสัญญาว่าจะครองคู่กันจนแก่เฒ่า
“นางลุ่มหลงอยู่ในห้วงมายาที่เป็นแบบนี้ ความจริงแล้วก็ไม่กระไร สิ่งที่ไม่ได้มาก็อยากจะได้มา เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ แต่ภายหลังท่านได้ตายในการรบ ถึงแม้ท่านจะตายในการรบไปแล้ว นางก็ไม่ยอมออกมาจากห้วงมายาแห่งนั้น นางนึกออกถึงความเจ็บปวดที่ท่านมอบให้นางในโลกความจริง
“เทียบกับความเจ็บปวดเหล่านั้นที่ท่านมอบให้นางในโลกความจริงแล้ว นางยอมอดทนต่อความเจ็บปวดจากการสูญเสียท่านไปตลอดกาลในห้วงมายายังดีเสียกว่า นางสั่งให้คนเผาซากศพของนางเอง นางไม่ยินดีทิ้งอะไรให้แก่ท่านทั้งสิ้น เดิมทีนางรักท่านมากถึงเพียงนั้น เสิ่นอ้าน ท่านไม่รู้หรอกว่า นางรักท่านมาเจ็ดปีแล้ว”
ข้ากล่าวคำพูดเหล่านี้จบ มองเห็นนิ้วมือที่สั่นเทาของเขาลูบไล้กำไลหยกขอนหนึ่งบริเวณกระดูกข้อมือของนาง กำเอาไว้แน่น เผยให้เห็นข้อนิ้วซีดขาว ทันใดนั้นร่างพลันเอนวูบไปข้างหน้า กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ เลือดอันแดงฉานสาดลงบนกระดูกซี่โครงของซากร่างซ่งหนิง ปรากฏเป็นภาพหลอนตาอย่างประหลาด
เขาตะโกนชื่อนั้นออกมา ดุจปวดร้าวจนสุดจะควบคุมตัวเองได้ ริมฝีปากอ้าแล้วหุบหลายครั้ง ค่อยสามารถเปล่งเสียงออกมาได้
“อาหนิง”
แต่นางไม่อาจตอบสนองได้อีกแล้ว
ข้าโอบพิณลุกขึ้น “นางให้ข้าส่งอัฐิของนางกลับแคว้นหลี นับแต่นี้ไปพวกท่านไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก ท่านแม่ทัพเสิ่น สามวันให้หลังข้าจะมารับอัฐิของซ่งหนิง”
เขาไม่ได้สนใจข้า อุ้มนางซวนเซลุกขึ้น ย่างออกจากศาลากลางน้ำทีละก้าวๆ ราวกับพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อกระนั้น
บรรดาบ่าวรับใช้ที่หมอบอยู่กับพื้นต่างร้องไห้กระซิก
ข้าตกตะลึง พูดว่า “ก็ดี อย่างนั้นรบกวนท่านแม่ทัพเสิ่นช่วยทำความปรารถนาสุดท้ายของนางให้เป็นจริง บรรจุนางลงในขวดกระเบื้องเคลือบพื้นขาวเคลือบคราม มอบให้พี่ชายของนางกับมือด้วย”
ความเงียบประดุจคมกริชอันคดเคี้ยวสีขาวเล่มหนึ่ง เสียงแหบพร่าของเขาแว่วรำไรมาจากบรรดาเสียงสะอื้นไห้
“ก่อนนางสิ้นใจ ได้พูดอะไรถึงข้าบ้างหรือไม่?”
ข้ามองแผ่นหลังของเขา
“ไม่มี ไม่มีแม้แต่คำเดียว นางไม่มีความปรารถนาใดๆ ในตัวท่านอีก”
เหตุการณ์นี้ผ่านไปได้เพียงไม่นาน ได้ยินว่าหลีเจียงสองแคว้นได้เปิดศึกกันอีกครั้ง แคว้นหลีนำทัพโดยแม่ทัพใหญ่ซ่งเหยี่ยน ส่วนแคว้นเจียงได้ส่งแม่ทัพสยบไกลเสิ่นอ้านออกศึก เวลานั้น พวกข้ากำลังเที่ยวชมขุนเขาสายน้ำอยู่ริมชายแดนแคว้นเจียง
ในคืนฝนพรำของวันเจ็ดค่ำเดือนห้า เสี่ยวหลานได้นำข่าวมา บอกว่าเสิ่นอ้านตายในการรบที่ทุ่งชางลู่ ศึกครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ เดิมทีควรจะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ไม่ทราบเพราะอะไรจึงรบแพ้เสียชีวิตได้ ว่ากันว่าก่อนสิ้นใจ เขาให้นายทหารใต้อาณัติฝังเขาไว้ภายในทุ่งชางลู่ ตอนฝังศพ พวกเขาพบว่าเสิ่นอ้านพกขวดเคลือบลายครามใบเล็กใบหนึ่งติดตัว ภายในขวดเคลือบบรรจุผงสีขาวที่ไม่รู้จักอยู่เต็มขวด
อนุภรรยาที่บ้านของเสิ่นอ้านได้ทราบข่าวว่าเขาตายในการรบ ในคืนนั้นได้พาดผ้าแพรขาวผืนหนึ่ง แขวนคอตายที่เรือนรับแขกกลางสวนด้วยเช่นกัน
เสี่ยวหลานถามข้าว่ารู้สึกยังไงบ้าง ข้ายิ้มพลางบอกเขาว่า
“ถ้าเจ้าหญิงจิ้งอู่ซ่งหนิงยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ บางทีเสิ่นอ้านคงไม่ต้องตายแล้ว ในโลกนี้มีแค่คนเดียวที่จะรักเขาช่วยชีวิตเขาโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตัวเอง เสียดายแต่ว่าตายเร็วเกินไปแล้ว”
เสี่ยวหลานนิ่งเงียบอยู่ชั่วอึดใจ พูดว่า
“บางทีอาจเป็นเพราะซ่งหนิงตายแล้ว ดังนั้นเขาถึงได้ตายแล้วก็เป็นได้กระมัง?”
ข้าพูดว่า “อย่างนั้นหรือ?”
เขาไม่พูดอะไร
ข้ามองดูฝนยามค่ำที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง พูดเสียงราบเรียบ
“ข้าไม่เชื่อ” ก้มหน้าลงถามเสี่ยวหวง “เจ้าเชื่อไหม?”
เสี่ยวหวงแทะไก่ย่างครึ่งตัวอย่างสงบสุข ได้ยินข้าเรียกมัน เงยหน้าขึ้นมองหน้าข้าอย่างงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก็ก้มหน้าลงแทะของมันต่อไป
เราสองคนมองหน้ากันนิ่งเงียบอยู่นาน ข้าถามเขาว่า
“ทำไมพักนี้ท่านถึงไม่สวมชุดสีฟ้าแล้วล่ะ?”
เขาย้อนถามยิ้มๆ “ทำไมข้าต้องสวมชุดสีฟ้าด้วย?”
ข้าพูดว่า “เพราะว่าท่านชื่อเสี่ยวหลานไง”
เขาเลิกคิ้วน่ามองขึ้น “ข้ายังนึกแปลกใจอยู่เชียวว่าทำไมท่านถึงไม่เคยถามชื่อของข้าเลย เสี่ยวหลานไม่ใช่ว่าคือ...”
เขาทำท่าคิด เหมือนกำลังเลือกสรรถ้อยคำที่เหมาะสม
ไส้ตะเกียงส่งเสียงดังเปรี๊ยะ เขามองข้าด้วยสีหน้านิ่งๆ
“ไม่ใช่ว่าคือนามแฝงที่ท่านตั้งให้ข้าหรอกหรือ?”
ข้าย้อนนึกถึงเรื่องราวโดยคร่าวๆ พบว่าเป็นอย่างนั้นจริง ยกจอกชาขึ้นรินน้ำ
“เดิมทีท่านเองก็มีชื่อของตัวเองสินะ เอ้อ...เพียงแต่ข้าเห็นว่าชื่อเป็นแค่สัญลักษณ์เท่านั้น เรียกท่านว่าเสี่ยวหลานจนชินซะแล้ว จึงลืมถามไปเลยว่าเดิมทีท่านชื่อว่าอะไร เดิมทีท่านชื่อว่าอะไรหรือ?”
เขาพูดเบาๆ
“มู่เหยียน มู่ของซือมู่ (ถวิลหา) เหยียนของอู๋เหยียนอี่ตุ้ย (พูดไม่ออก) ชื่อของข้า”
มือข้าลื่นปราด จอกชาตกลงพื้นดังเพล้ง
<>::<>::<>::<>::<>::<>