หัวข้อ : ม้วนที่สอง สือซานเยว่ : บทที่หนึ่ง

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:41

ม้วนที่สอง สือซานเยว่
 
บทที่หนึ่ง

 
วันนั้น อากาศแจ่มใส พวกข้าออกจากแคว้นเจียง เลือกเส้นทางภูเขาชางหลานเข้าสู่เขตแดนแคว้นเจิ้ง

มู่เหยียนตั้งใจจะแยกทางไปพรุ่งนี้ บอกว่าที่บ้านมีเรื่องด่วนเรียกตัวเขากลับไป บุญคุณที่ติดค้างข้าหวังว่าค่อยตอบแทนในวันหน้า

ความจริงแล้วเขาไม่ได้ติดค้างอะไรข้า หากว่าเขายังจำได้ ก็ควรจะรู้ดีว่าบัญชีนี้นั้นควรคิดอย่างนี้ : ข้าติดหนี้ชีวิตเขาก่อนสองครั้ง ตอนนี้ช่วยชีวิตเขาไว้หนึ่งครั้ง ก็แค่หักล้างชีวิตแรกที่เคยถูกเขาช่วยไว้เท่านั้น นั่นก็คือยังคงติดค้างเขาอีกหนึ่งชีวิต ข้าเป็นฝ่ายต้องตอบแทนเขา ไม่ใช่เขาตอบแทนข้า แต่เห็นได้ชัดว่าเขาจำไม่ได้แล้ว

ความจริงมันก็ไม่อะไรหรอก สตรีเติบใหญ่เปลี่ยนไปสิบแปดอย่าง ตัวข้าในตอนนี้ได้แตกต่างจากเมื่อสามปีก่อนอย่างมาก ทั้งใบหน้ายังสวมหน้ากากทุกที่ทุกเวลา เขาจำข้าไม่ได้ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่ ไม่มีอะไรน่าห่อเหี่ยว

ข้าคิดในใจ ข้าหลงรักเขามาสามปี ไม่เคยนึกเลยว่าชีวิตนี้ยังจะได้พบกับเขาอีก

สวรรค์ทรงให้เราได้พบกันอีกครั้ง กลับคั่นขวางด้วยความเป็นและความตายคนละฟากฝั่ง ช่างไร้คุณธรรมโดยแท้

แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน สำหรับเขาแล้ว ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นทั้งสิ้น ไม่ได้มีอะไรจบลง สำหรับข้าแล้ว ทั้งหมดได้เกิดขึ้นและจบลงตั้งแต่แรก

บัดนี้ ความรักที่เก็บซ่อนไว้ในใจเป็นแค่ความยึดติดของวิญญาณ หาใช่สิ่งที่ควรมีอยู่ในโลกนี้ การตามพัวพันมากเกินไปนั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงจริงแท้

แต่มักจะไม่สามารถลืมได้ เมื่อหลับตาลงก็จะปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ล้วนแต่เป็นภาพเขาในกิริยาก้มหน้าดีดพิณภายในถ้ำบนภูเขาเยี่ยนหุยทั้งสิ้น หน้ากากเงิน เสื้อผาวยาวสีครามเข้ม นิ้วมือกรีดบรรเลงสายพิณใยไหม ใต้แสงจันทร์เสียงพิณดุจสายธาร ณ ที่ไกล ระเรื่อยรี่ไหล

ข้าคิดในใจ ข้าต้องให้เขาทิ้งอะไรไว้ให้ข้าสักหน่อย อะไรก็ได้ ถือว่าเป็นที่ระลึก

 

ฤดูร้อนกลางวันแสนยาว นานมากกว่าจะพลบค่ำ

ข้าถือเหล้าหนึ่งกาไปหาเขาด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ แสร้งทำเป็นว่าตัวเองไม่ได้คิดอะไรนอกลู่นอกทาง ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อหาเพื่อนร่วมดื่มสักคนมาดื่มประชันชมจันทร์ทั้งสิ้น และที่เขาได้รับเลือก เป็นเพราะคืนนี้ข้ากับเขาค่อนข้างจะชะตาต้องกันล้วนๆ

เขานั่งรับลมเย็นอยู่ในสวนของโรงเตี๊ยม บนโต๊ะหินวางภาชนะบรรจุสุราอยู่ ๒-๓ ชิ้น กำลังรินเองดื่มเอง

ข้าเดินทอดน่องเข้าไปวางกาที่ถือมาไว้ด้านข้าง ชำเลืองมองเขา

“ดื่มเหล้าคนเดียวน่าเบื่อออกจะตาย”

เขาเงยหน้าขึ้นมองข้า

“ท่านมาดื่มเหล้าเป็นเพื่อนข้าหรือ?”

ข้าจ้องจอกเหล้ากระเบื้องเคลือบสีขาวในมือเขา

“มู่เหยียน ก่อนจะไป ช่วยดีดพิณให้ข้าฟังอีกสักเพลงเถอะ”

เขามองข้าอย่างประหลาดใจ แต่ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่วางจอกลง

“อยากฟังอะไรล่ะ?”

ข้านิ่งคิดแล้วพูดว่า

“ไม่ได้อยากฟังอะไรเป็นพิเศษ”

เขาทำสัญญาณมือให้จื๋อซู่ที่เฝ้าอยู่ไม่ห่างออกไปนัก แล้วหันมามองข้า พูดว่า

“งั้นก็...”

ข้านั่งลงข้างเขา ตัดบทว่า

“งั้นก็ดีดเพลงที่ท่านดีดเป็นทั้งหมดให้ข้าฟังสักรอบเถอะ”

“......”

 

จื๋อซู่นำพิณมาให้อย่างรวดเร็ว วางไว้ในศาลาโปร่งของโรงเตี๊ยม

รอบๆ ศาลาถูกเถ้าแก่เนี้ยปลูกดอกทานตะวันไว้เต็มไปหมด อาบไล้อยู่ใต้แสงจันทร์เป็นผืนใหญ่หลายผืน จากสีขาวค่อยๆ ไล่ไปแดง แผ่กระจายไปทั่ว ดุจหมอกควันห่อหุ้มด้วยหมู่เมฆ

ข้าก้มหน้าลงมองมู่เหยียน เขานั่งอยู่ท่ามกลางหมอกควันเหล่านี้เอง ใบหน้าที่ถอดหน้ากากออกน่ามองอย่างหาได้ยากยิ่ง นิ้วเรียวยาววางพาดบนสายพิณตามสบาย เงยหน้าเล็กน้อยอมยิ้มมองหน้าข้า

“ขืนดีดทุกเพลงที่ข้าดีดเป็นให้ท่านฟังหนึ่งรอบจริงๆ คืนนี้ท่านคงไม่ได้นอนแน่แล้ว”

ข้าไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจอดคิดเอาเองไม่ได้ว่า ต่อให้ท่านต้องดีดไปชั่วชีวิตก็ยังได้

เสียงพิณดังขึ้น เป็นท่วงทำนองที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนตามเคย ข้าฟุบลงกับโต๊ะสามขาที่ด้านข้าง เอามือเท้าคางพลางถามเขา

“มู่เหยียน ท่านยังไม่มีภรรยาสินะ?”

เสียงเพลงไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย เขาเอียงศีรษะนิดๆ พูดตอบอย่างคลุมเครือว่า

“หือ?”

ข้าถามว่า “ท่านยินดีแต่งคนตายเป็นภรรยาไหม?”

เขาชะงักนิ้วมือที่ดีดสายพิณ แสงจันทร์สาดส่องบนใบหน้า เงาแสงสีเข้มสลับจาง น่ามองอย่างบอกไม่ถูก

ข้ารวบรวมความกล้าทำมือทำไม้ให้เขาดู

“ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาไม่เลวเลย นิสัยก็พอใช้ได้ พวกผู้ใหญ่ต่างชอบนางกันทั้งนั้น แต่งไปบ้านพวกท่านต้องไม่เกิดปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้เด็ดขาด แล้วก็ พิณ หมากล้อม อักษรภาพวาด นางต่างพอจะเป็น ไม่มีทางทำให้ท่านต้องขายหน้าต่อหน้าคนอื่นแน่นอน นอกจากนี้ ถึงจะทำอาหารได้ไม่เก่งนัก แต่ก็พอจะทำได้บ้าง เพียงแต่...เพียงแต่ตายไปแล้ว”

ข้าพูดชมตัวเองอย่างเหิมเกริม แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่าหน้าด้านมาก ยิ่งพูดชมก็ยิ่งชมต่อไม่ออก

เขาเอามือเท้าแก้มฟังข้าสาธยายอย่างอดทน อึดใจใหญ่ พูดอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“ท่านหมายถึงหมิงฮุน[1]หรือ?”

ข้าไม่รู้ว่าสมมุติว่าข้ากับเขาแต่งงานกันจะนับว่าเป็นหมิงฮุนหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีคำจำกัดความที่ดีกว่านี้ ได้แต่พยักหน้ารับอย่างคลุมเครือ

เขามองหน้าข้าอย่างอดทนอยู่ครู่ใหญ่ ยกมือขึ้นดีดสายพิณใหม่อีกครั้ง ส่ายหน้าพูดว่า

“ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ คงไม่ใช่ว่าคิดจะเป็นแม่สื่อให้พี่สาวหรือน้องสาวที่ตายไปแล้วคนไหนสักคนหรอกนะ”

ข้ามองเขาด้วยแววตาเจิดจ้า พูดว่า “อื้อ”

สายพิณใยไหมเปล่งเสียงสั่นสะท้านอยู่พักหนึ่ง เขาพูดยิ้มๆ

“ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ท่านน่าจะทำจริงๆ นั่นแหละ แต่พวกข้าตระกูลมู่ไม่อาจไร้ทายาท ขอขอบใจในความปรารถนาดีของท่านแล้ว”

ข้าฟุบกลับลงบนโต๊ะสามขาอีกครั้ง หลับตาลง ทั้งที่ลมยามค่ำอบอุ่นและอ่อนโยนแท้ๆ แต่กลับรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว

ถึงจะเข้าใจดีว่าเป็นและตายนั้นอยู่กันคนละเส้นทาง กระนั้นบางครั้ง ก็อดที่จะคาดหวังไม่ได้ อยากจะทดลองดู บางทีอาจจะมีบทสรุปที่แตกต่างออกไปก็ได้ กลับแค่ทำให้ตัวเองยิ่งผิดหวังเท่านั้น

ข้าอยากจะบอกเขาเหลือเกินว่า หญิงสาวสวมหน้ากากตรงหน้าท่านคนนี้ ก็คือเด็กหญิงน้อยที่ถูกงูกัดจนเกือบตายบนเขาเยี่ยนหุยเมื่อตอนนั้นคนนั้น บัดนี้โตตั้งขนาดนี้แล้ว และคิดอยากจะยกตัวเองให้แต่งงานกับท่านมาโดยตลอด ได้ตามหาตัวท่านไปทั่วแผ่นดิน ตามหาท่านมาสามปี

แต่จะพูดออกไปได้ยังไงว่า หญิงสาวสวมหน้ากากผู้นี้ ความจริงแล้วเป็นคนตาย

คืนนี้ ข้าฟุบอยู่บนโต๊ะสามขา เคียงข้างเสียงพิณของมู่เหยียน ไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปเมื่อไร ได้ฟังจากจวินเหว่ยว่า ตอนสี่ยามมู่เหยียนอุ้มข้ากลับห้อง แต่ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา เขาได้จากไปแล้ว เหมือนกับคืนนั้นที่เขาเยี่ยนหุยเมื่อสามปีก่อน

ข้ากับเขามักจะจากกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสมอ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเป็นพิเศษ เพียงแต่ตรงตำแหน่งที่เก็บมุกเงือกเหมือนจะว่างโหวงไปเท่านั้น

 

สถานที่ที่ต้องมุ่งหน้าไปคือเมืองซื่อฟัง เมืองหลวงของแคว้นเจิ้ง

ตอนแรกที่ได้ยินชื่อนี้ คิดว่าเมืองน่าจะก่อสร้างขึ้นตามหลักเรขาคณิตอันลึกซึ้งบางอย่าง ความจริงแล้วทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิดทั้งนั้น เมืองชื่อ “ซื่อฟัง[2]” แค่เพราะชาวบ้านภายในเมืองค่อนข้างชอบเล่นไพ่นกกระจอก

ข้า จวินเหว่ย และเสี่ยวหวง สามหน่อหนึ่งขบวนแล่นมุ่งหน้าไปที่เมืองซื่อฟังนี้อย่างรีบร้อนดุจรัวกลอง เพราะจวินซือฝุส่งพิราบสื่อสารมา บอกว่าได้ช่วยรับงานในเมืองให้ข้างานหนึ่ง

ลูกค้าครั้งนี้ฐานะค่อนข้างจะพิเศษ เป็นหญิงสูงศักดิ์ที่พักอาศัยอยู่ในวังหลวงแคว้นเจิ้ง

ภายในเขตแดนแคว้นเจิ้งมีภูเขากับแม่น้ำอยู่มาก อันหมายความว่าเวลาส่วนใหญ่ พวกข้าได้แต่ใช้เรือแทนการเดินเท้า กระนั้นการมีอยู่ของเสี่ยวหวงได้ทำให้คนเรือที่กล้าพาเราทั้งสามข้ามแม่น้ำลดลงอย่างฮวบฮาบ พออุตส่าห์ได้เจอคนที่สนเงินไม่สนชีวิตเข้าสักคน ก็มักจะต้องจ่ายค่าโดยสารเรือเพิ่มหลายเท่าตัวจึงจะมีสิทธิ์ลงเรือโจรของฝ่ายนั้น

ด้วยคำนึงถึงว่าไม่อาจย่างเสี่ยวหวงกินอย่างมักง่ายเหมือนที่จัดการกับม้าได้ นอกจากยอมทนให้รีดไถแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก

แต่ภายหลังค่าเดินทางร่อยหรอลงทุกวัน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ต้องไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่นแน่แท้ จวินเหว่ยที่ถูกบีบให้จนหนทางได้แต่ไปบีบคนแจวเรือ

“เงินไม่มีให้ มีให้แต่ชีวิตโว้ย จะแจวไม่แจว ไม่แจวข้าจะปล่อยเสือกัดเจ้า”

ที่คาดไม่ถึงคือ วิธีนี้ดันใช้ได้ผลอย่างมาก พวกข้าเดินทางได้ราบรื่นไร้อุปสรรคไปตลอดทาง เพียงแต่ตอนใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง ได้ถูกคนแจ้งความในที่สุด ถูกทางการในท้องที่ปรับเงินไปก้อนใหญ่

และนั่นเป็นค่าเดินทางก้อนสุดท้ายของพวกข้า

ความจริงแล้วยังห่างจากเมืองซื่อฟังอีกห้าสิบหลี่ ประมาณการอย่างต่ำต้องเดินเท้ากันสามวัน แต่พวกข้าไม่เหลือเงินเลยสักแดงเดียวเสียแล้ว

เจตนาของจวินเหว่ยคือ ช่วงนี้เขาเขียนนิยายได้อีกหนึ่งเรื่องในระหว่างทาง เป็นแนวรักรันทดซึ่งกำลังเป็นแนวนิยมในตอนนี้ น่าจะมีตลาดอย่างมาก พอจะลองขายนิยายเรื่องนี้หาเงินค่าเดินทางดูได้

ข้ากับเสี่ยวหวงต่างดีใจมาก เห็นว่าพบทางรอดแล้ว และตั้งแผงขายอยู่ริมทางหลวงอย่างกระตือรือร้น คาดหวังไว้สูงมาก

ผลสุดท้ายขายไม่ออก

ในภายหลังได้วิเคราะห์ว่า สาเหตุเป็นเพราะในหนังสือไม่ได้ใส่ภาพวังวสันต์ประกอบล้วนๆ แต่ตอนนั้นพวกข้าไม่ได้มีการตระหนักรู้ถึงขั้นนี้ รู้สึกแต่ว่าอับจนหนทาง

ขบคิดใคร่ครวญอยู่เป็นนาน เห็นว่าวิธีเดียวที่ใช้การได้...มีแต่ให้เสี่ยวหวงฝืนสัญชาตญาณแสดงบทกินพืชเท่านั้น

ในระหว่างที่บังคับให้เสี่ยวหวงแสดงปาหี่นี่เอง พวกข้าได้พบกับป๋ายหลี่จิ้นที่กลับมาจากการไปเก็บสมุนไพรบนภูเขา

นี่คือบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ตอนนั้นหรือแม้กระทั่งหลังจากนั้นอีกนานมาก พวกข้าต่างไม่รู้เลยว่าความจริงเขาเกิดในตระกูลมหาโอสถเมธี เป็นหลานอาคนเดียวของมหาโอสถเมธีป๋ายหลี่เยว่

แน่นอนว่าการนี้ก็มีสาเหตุตรงตัวป๋ายหลี่จิ้นเองเช่นกัน เนื่องจากเขาช่างออกโรงได้แสนจะไม่สมกับแซ่ของเขาอย่างยิ่ง ในมือไม่ได้ถือพัดจีบ ตรงเอวก็ไม่ได้คาดกระบี่ยาว บนตัวสวมชุดผาวสีขาวก็จริง แต่ทำเสียสกปรกกระดำกระด่าง ไม่ได้พลิ้วสง่าประดุจเซียนเลยสักนิด ตะกร้าไม้ไผ่เก่าโทรมที่แบกอยู่บนหลัง ยิ่งไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถทำให้ผู้คนเห็นแล้วเกิดความคิดทำนอง “ว้าว แค่ดูก็รู้ว่าเป็นยอดคน” หรือ “ว้าว แค่ดูก็รู้ว่าเป็นลูกหลานของยอดคน” ได้เลย

เหตุการณ์ฉากนั้น เป็นยามอาทิตย์อัสดง นกกาบินกลับรังพอดี พวกข้าตั้งแผงปาหี่เสร็จสรรพ วางผักป่ารากสมุนไพรที่ขุดมาตามรายทางไว้ด้านข้าง เสี่ยวหวงถูกล่ามไว้พอเป็นพิธี ปล่อยไว้ข้างๆ ผักป่า

เหล่าชาวนาที่ทำนาอยู่ในท้องนาละแวกใกล้เคียง แบกเครื่องมือทำนากลับบ้าน ผ่านทางมาเห็นการตั้งแผงนี้เข้า ก็พากันหยุดเดินมุงดู กลายเป็นชาวนามุงกลุ่มใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว

ภายใต้สายตามหาชนที่จ้องมอง เสี่ยวหวงแทะกินไช้เท้าแดงหัวหนึ่งเสียงดังกร็อบๆ อย่างทุกข์ระทม เหล่าชาวนาต่างจุปากด้วยความทึ่ง

จังหวะนี้ ป๋ายหลี่จิ้นเบียดฝูงชนเข้ามาอย่างลำบากยากเย็น ย่อตัวลงนั่ง หยิบไช้เท้าขาวหัวใหญ่เป็นพิเศษหัวหนึ่งจากกองผักป่าในอาการปกติเป็นธรรมชาติอย่างมาก เงยหน้าขึ้นถามจวินเหว่ย

“นี่ ไช้เท้านี้ขายยังไงเรอะ?”

จวินเหว่ย “?”

ป๋ายหลี่จิ้นศึกษาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าตีความสีหน้านี้เป็นความหมายว่าอะไร ก้มหน้าก้มตาเลือกอยู่พักใหญ่ แล้วหยิบไช้เท้าแดงขึ้นมาอีกหนึ่งหัว

“นี่ ข้าซื้อไช้เท้าขาวเจ้าสองหัว พอจะแถมไช้เท้าแดงหัวเล็กหนึ่งหัวได้มั้ย?”

ข้าเห็นจะจะว่าคิ้วจวินเหว่ยกระตุกไปสองที หลังจากกระตุกเสร็จก็ยกมือขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชี้ไปที่เสี่ยวหวงซึ่งขดตัวแทะหัวไช้เท้าอยู่ด้านข้าง เป็นการบอกว่าพวกข้ากำลังแสดงปาหี่ ไม่ใช่ขายหัวไช้เท้า

ป๋ายหลี่จิ้นเพ่งสายตามองดู สะดุ้งโหยง

“โอ้โห ซื้อหัวไช้เท้าแล้วแถมเสือด้วยเรอะ?”

ข้าเห็นจะจะว่าคิ้วจวินเหว่ยกระตุกอีกสองที พูดทั้งมุมปากกระตุกว่า

“ไม่ได้แถมเสือ เสือน่ะไม่แถม”

ป๋ายหลี่จิ้นชูไช้เท้าแดงในมือขวาขึ้นมาอย่างเข้าใจ

“อ้อ ไม่เป็นไร ไม่แถมเสือก็แถมไช้เท้าแดงหัวเล็กให้ข้าหนึ่งหัวแล้วกัน”

จวินเหว่ยมุมปากกระตุกต่อไป

“ไช้เท้าก็ไม่แถมด้วย”

ป๋ายหลี่จิ้นชูไช้เท้าขาวในมือซ้ายขึ้นมาอย่างประหลาดใจ

“ไม่ได้ให้เจ้าแถมเปล่าๆ ซะหน่อย ข้าจ่ายเงิน ก็ข้าซื้อเยอะไม่ใช่เรอะ ไม่ได้ขอให้เจ้าลดราคาซะหน่อย แค่ให้เจ้าช่วยห่อไช้เท้าหัวเล็กเพิ่มอีกหัวเอง...”

ข้าเดาว่าจวินเหว่ยเริ่มจะเหลืออดแล้ว ยังคิดไม่ทันจบ มองเห็นเงาร่างสีขาวขะมุกขะมอมเงาหนึ่งลอยโด่งเป็นเส้นโค้งของการโยนวัตถุออกไปจากกลุ่มชาวนามุงดัง “ฟุ่บ”

จวินเหว่ยเอามือป้องคิ้ว ทอดตามองป๋ายหลี่จิ้นที่ถูกเขาโยนดัง “ฟุ่บ” ออกไปจากกลุ่มชาวนามุง ท่ามกลางแสงตะวันขมุกขมัว ปัดมือไปมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ปัดเสร็จก็เช็ดกับแขนเสื้อข้าอีกที

นี่แหละคือการพบกันครั้งแรกระหว่างพวกข้ากับบุตรหลานที่หนุ่มที่สุดของตระกูลป๋ายหลี่ จวินเหว่ยได้แสดงให้เห็นถึงด้านที่มีความเป็นลูกผู้ชายชาตรีมากที่สุดในอุปนิสัยของมนุษย์เป็นครั้งแรก

 

สองวันให้หลัง พวกข้าเก็บเงินค่าเดินทางไปถึงเมืองซื่อฟังได้เพียงพอ พอจะถูไถเช่าห้องพักซื้อข้าวกินได้

ข้าคิดไว้อย่างนี้ เวลานี้หาเงินแค่นิดหน่อยก็พอ ไม่ควรให้เสี่ยวหวงตรากตรำจนเกินไป ขอแค่อดทนจนไปถึงตัวเมือง โอกาสหาเงินก็จะมีอยู่ทุกที่ อย่างเช่นสามารถให้จวินเหว่ยไปขายตัวได้อะไรอย่างนี้ แต่กลับถูกแจ้งความอีกครั้ง

ทางการได้ทำการตรวจสอบ เนื่องจากพวกข้าได้เงินมาโดยปฏิบัติตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลยจริงๆ ไม่มีช่องให้ลงมือ แต่พวกเขาจะกลับไปมือเปล่าก็ไม่ได้อีก สุดท้ายใช้ความผิดฐานบังคับเสือแสดงปาหี่ ทารุณกรรมสัตว์ ดำเนินการปรับเงินพวกข้า ยังถือว่าปรับอย่างมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง จะดีจะชั่วก็เหลือไว้หลายเหรียญทองแดงให้ใช้เช่าที่พักแรมได้

จวินเหว่ยพูดว่า

“นี่ต้องเป็นเรื่องบัดซบที่ไอ้หนูตุ้งติ้งนั่นเป็นคนทำแน่ๆ”

เขาหมายถึงป๋ายหลี่จิ้น แต่ข้าเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับป๋ายหลี่จิ้นเลยสักนิด เพราะข้าสงสัยอย่างยิ่งว่าความจริงแล้วป๋ายหลี่จิ้นไม่ได้รู้หรอกว่า เสือมันกินเนื้อหรือกินพืชกันแน่ ไม่แน่เขาอาจจะนึกว่าธรรมชาติของเสือควรจะกินหัวไช้เท้าเสียด้วยซ้ำ

เดิมทีหลงนึกว่าจะมีชะตาพ่วงพันกับป๋ายหลี่จิ้นแค่เดินสวนกันท่ามกลางทะเลมนุษย์อันเวิ้งว้างเท่านั้น ข้ากับจวินเหว่ยต่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก ใครจะไปนึกว่าพลบค่ำวันที่สี่ ทุกคนกลับพบพานบนทางแคบ[3] แถมเป็นการมาจากคนละเส้นทาง แต่มาบรรจบเจอกันในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่มีอยู่และมีอยู่แค่ที่เดียวในนอกเมืองซื่อฟังเสียได้

นอกจากนี้แล้ว จวินเหว่ยยังจำเป็นต้องนอนร่วมเตียงกับป๋ายหลี่จิ้นอีกด้วย

ที่สามารถมีชะตาพ่วงพันกันแบบนี้ได้ ก็เป็นเรื่องจนใจ เพียงเพราะโรงเตี๊ยมมีขนาดเล็กเกินไปจริงๆ ตอนที่พวกข้ามาถึง จึงเหลือแค่ห้องสุดท้าย

พอจะคาดเดาได้ว่า เพื่อชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของข้า ย่อมไม่สามารถให้จวินเหว่ยนอนร่วมห้องได้

แต่ไม่นอนร่วมห้องกับข้า ก็มีแต่ให้เขาไปปูเสื่อนอนที่ห้องเก็บฟืน ไม่ก็ไปปูเสื่อนอนที่ใต้ต้นหลิวแก่นอกประตูโรงเตี๊ยม ช่างโหดร้ายเสียนี่กระไร

คำนึงถึงว่าการทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของข้า จะต้องถูกจวินซือฝุฟาดพลองใส่ไม่ยั้งจนตายคาพลองอย่างแน่นอน ต่อให้ในใจของจวินเหว่ยร้อยพันไม่เต็มใจ ก็ได้แต่เก็บเครื่องนอนไปนอนขดที่ห้องเก็บฟืนหนึ่งคืน

ข้ากับเสี่ยวหวงร่วมกันจ้องมองเขาด้วยสายตาเวทนา มิคาดม้วนเสื่อเสร็จสรรพ ตอนเดินผ่านหน้าบันได อยู่ๆ เงาร่างสีขาวขะมุกขะมอมก้อนหนึ่งก็กระแซะเข้ามาใกล้

“อ้าว? เจ้าคือคนขายหัวไช้เท้าเมื่อสองสามวันก่อนนั่นนี่นา? พวกเจ้าทำไมหรือน่ะ?”

พวกข้าค่อยมองเห็นชัดตา ว่าคนผู้นี้คือป๋ายหลี่จิ้น

เถ้าแก่โรงเตี๊ยมขดอยู่ข้างโต๊ะคิดเงิน จับตาดูความเคลื่อนไหวของเสี่ยวหวงไปพลาง อธิบายให้ป๋ายหลี่จิ้นฟังไปพลาง

ป๋ายหลี่จิ้นหันกลับมามองสำรวจพวกข้าอยู่พักหนึ่ง อ้อมผ่านจวินเหว่ยกระแซะเข้ามายืนตรงหน้าข้า

“ที่แท้ก็ขาดห้องพักหรอกเหรอ? ห้องข้าก็ใหญ่มากอยู่นะ เอาเป็นว่าข้าถูไถอยู่ห้องเดียวกับเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน ค่าห้องเราแบ่งกันจ่าย แหะๆๆๆ”

ข้ายังไม่ทันได้พูดตอบ ไม่รู้ว่าจวินเหว่ยใช้ท่าร่างชนิดไหน ได้แทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างข้ากับป๋ายหลี่จิ้นอย่างเงียบงัน ยิ้มอย่างเมตตาปรานีให้ป๋ายหลี่จิ้นที่หัวเราะแหะๆ

“ตกลง เรามานอนห้องเดียวกันเถอะ”

ป๋ายหลี่จิ้นที่หัวเราะแหะๆ จึงร้องไห้โฮๆ แทน

ทุกคนกินข้าวด้วยกันไปหนึ่งมื้อ จึงสนิทกันด้วยเหตุนี้

กินเสร็จทั้งสองคู่ก็แยกย้ายกันกลับห้องไปนอน

 

ก่อนจะนอน หนังตาข้ากระตุกอย่างหนัก รู้สึกตงิดๆ ว่าจะต้องเกิดเรื่องอะไรสักนิดอย่างแน่นอน

ตั้งแต่เล็กจนโต ลางสังหรณ์ของข้าแม่นยำมากทั้งนั้น สมมุติสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น อย่างนั้นไม่ว่ายังไง ก็ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นสักนิดให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงๆ

ในใจข้ากระสับกระส่ายตลอดเวลา ไม่อาจข่มตาหลับได้ ลืมตาโพลงรอจนดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกในวันรุ่งขึ้น กลับเงียบสงบตลอดทั้งคืน ไม่ได้เกิดเรื่องพิเศษใดๆ ขึ้นเลย เพียงแต่ตอนที่พาเสี่ยวหวงลงบันไดไปกินข้าวเช้า มองเห็นจวินเหว่ยกับป๋ายหลี่จิ้นที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง รู้สึกว่าสีหน้าของทั้งสองคนดูแปลกๆ อยู่นิดหน่อย

ป๋ายหลี่เสี่ยวตี้[4]ดื่มข้าวต้มหนึ่งคำ เงยหน้าขึ้นจ้องจวินเหว่ยพลางหัวเราะในลำคออยู่พักหนึ่ง ดื่มอีกหนึ่งคำ เงยหน้าขึ้นหัวเราะในลำคออีกพักหนึ่ง ส่วนจวินเหว่ย นอกจากสีหน้าบึงตึ้งนิดๆ แล้ว นอกนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ

เสี่ยวหวงแกว่งหางขดตัวหมอบอยู่แทบเท้าข้า จ้องข้าวต้มครึ่งกะละมังตรงหน้าอย่างตกตะลึง อึดใจใหญ่กะพริบตาปริบๆ มองไปทางจวินเหว่ยอย่างน่าสงสาร

จวินเหว่ยพูดอย่างรำคาญ

“วันนี้ไม่มีไก่ย่างให้กิน พวกเรามีค่าเดินทางไม่มากนักแล้ว”

เสี่ยวหวงเบือนหน้าหนีอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ป๋ายหลี่จิ้นหัวเราะฮี่ฮี่พลางชะโงกมาตรงหน้าข้า

“เจ้ารู้ไหมว่า ‘อาเจิน’ คือใคร?”

ตะเกียบที่คีบผักดองของจวินเหว่ยชะงักกึกทันที เปลี่ยนไปชี้ใส่ป๋ายหลี่จิ้น ยกคางพยักพเยิดให้เสี่ยวหวง

“ลูกพ่อ ถ้าแกอยากจะกินเนื้อมากจริงๆ ตรงนี้มีพร้อมให้กินอยู่หนึ่งตัว”

เสี่ยวหวงลุกขึ้นมาแลบลิ้นเลียฟันจริงๆ ป๋ายหลี่จิ้นกระโดดผลุงขึ้นไปบนม้านั่ง ชี้นิ้วสั่นระริกใส่จวินเหว่ย

“เป็นผัวเมียหนึ่งคืนผูกพันยั่งยืนหนึ่งร้อยวัน จวินเหว่ยเจ้ามันทรยศเนรคุณ!”

ข้าพ่นข้าวต้มพรวดออกมาเต็มโต๊ะ ตะเกียบในมือจวินเหว่ยหักเปาะเป็นสองท่อน

ข้าอุทานว่า “นี่เจ้าสองคน...”

จวินเหว่ยเก็บตะเกียบที่หักเป็นสองท่อนให้เรียบร้อย มองป๋ายหลี่จิ้นตาเขียว แยกเขี้ยวพูดว่า

“ไม่มีอะไร อย่าไปฟังมันพูดเหลวไหล”

ป๋ายหลี่จิ้นจุปากจิ๊กจั๊กพลางส่ายหน้า นั่งยองๆ บนม้านั่งพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้ามีเลศนัย ข้าชะโงกหน้าเข้าไปใกล้อย่างกระตือรือร้น

เขายื่นหน้ามาที่ข้างหูข้า

“เจ้าไม่รู้หรอก เมื่อคืนคนคนนี้เขาฝัน ในความฝัน...” พูดยังไม่ทันจบก็ถูกยัดซาลาเปาไส้ผักอุดปากเต็มแรง

หัวใจข้ากระตุกวาบ รีบมองไปทางจวินเหว่ย

“เจ้ากับป๋ายหลี่เสี่ยวตี้...เจ้าคงไม่ใช่ว่าเห็นเขารูปโฉมงดงามปานดอกไม้แรกผลิ เมื่อคืนนี้จันทรามืดมิดลมกระโชกแรง เผลอนิดเดียวเลยจัดการ...” พูดยังไม่ทันจบก็ถูกซาลาเปาไส้ผักยัดปากอีกเหมือนกัน

จวินเหว่ยสั่งการเสี่ยวหวงอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง

“ลูกพ่อ ตัวบัดซบสองตัวนี้เป็นของแกแล้ว ข้าวเช้าของแก”

เห็นคาตาว่าความขัดแย้งภายในกำลังจะยกระดับ เสียงหัวเราะดูแคลนพลันดังมาจากโต๊ะติดกันกะทันหัน ไม่ทราบเช่นกันว่ากำลังพูดกับใครอยู่

“เจ้าชายผู้ทรงธรรมที่พวกท่านพูดถึง หมายถึงซูอวี้ ซูจื่อเค่อ รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินผู้ที่หลังจากล้มล้างแคว้นเว่ย ก็ใช้วิธีสายฟ้าแลบประหารขุนนางผู้ภักดีต่อราชวงศ์แคว้นเว่ยที่มีอยู่แค่ไม่กี่คนจนหมดเกลี้ยงสินะ?”

จับความได้ถึงชื่อของแคว้นเว่ยจากประโยคนี้ ข้ากับจวินเหว่ยหันขวับไปทั้งคู่อย่างอดไม่ได้ พบว่าโต๊ะติดกันแขกกินอาหารที่ตื่นเช้าหลายคนกำลังจับกลุ่มกันถกเรื่องการเมืองนั่นเอง คนที่พูดเมื่อกี้นี้คือผู้ทรงภูมิวัยกลางคนซึ่งบังเอิญเดินผ่านมา

ผู้ทรงภูมิยังคิดจะพูดต่อ แต่ถูกชายหนุ่มชุดขาวที่โต๊ะอาหารขัดขึ้นว่า

“พี่ท่านพูดผิดแล้ว คนที่สังหารขุนนางใหญ่แคว้นเว่ยไม่ใช่รัชทายาทอวี้ แคว้นเว่ยถูกล้มล้าง รัชทายาทอวี้รับบัญชาจากเฉินโหวให้อยู่เฝ้าประจำการยังแผ่นดินเว่ย เป็นผู้สำเร็จราชการแทนเฉินโหว โชคร้ายล้มป่วย ได้แต่กลับเมืองเฮ่าไปพักรักษาตัว มหาเสนาบดีอิ่นฉือต่างหากเป็นผู้เสนอให้เสนาบดียุติธรรมกงหยางเฮ่อเป็นผู้ตรวจการอีกราย ทำหน้าที่คอยตรวจการแทนพระองค์

“เดิมทีกงหยางเฮ่อก็เป็นคนอำมหิตร้อยเล่ห์อยู่แล้ว เพื่อจะสร้างความชอบต่อหน้าเฉินโหวโดยเร็วที่สุด แรกมาถึงแผ่นดินเว่ย ก็สังหารขุนนางเก่าไม่กี่รายสุดท้ายที่สามารถต่อต้านขัดขืนของแคว้นเว่ยทันที เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นการตัดไม้ข่มนาม ทั้งยังเลือกอพยพชาวบ้านมาอาศัยอยู่ที่เมืองลี่และเมืองเยียนซึ่งอยู่ติดกับเมืองหลวงแคว้นเว่ย ทำให้ชาวเมืองลี่และเมืองเยียนสองเมืองนี้แต่เดิมพลัดที่นาคาที่อยู่ หลังจากนั้นได้ระดมทำการก่อสร้างขนานใหญ่ สร้างจวนผู้ตรวจการอะไรเทือกนั้นวางอำนาจบาตรใหญ่

“เวลานั้นรัชทายาทอวี้กำลังล้มป่วย ไม่ได้ทราบเรื่องพวกนี้เลยสักนิด ครั้นองค์รัชทายาทหายป่วย กลับมากุมอำนาจปกครองแผ่นดินเว่ยอีกครั้ง ไม่เพียงแต่เร่งเฆี่ยนม้ารีบเดินทางไปที่แผ่นดินเว่ยทันที ประหารกงหยางเฮ่อที่หน้าจวนผู้ตรวจการซึ่งยังสร้างไม่เสร็จเองกับมือเท่านั้น ยังแขวนหัวของมันไว้บนกำแพงเมืองหลวงแคว้นเว่ยเพื่อเป็นการขอขมาต่อประชาชนแผ่นดินเว่ยอีกด้วย เวลานี้ชาวท้องถิ่นแผ่นดินเว่ยต่างเห็นรัชทายาทอวี้เป็นประดุจพ่อแม่คนที่สอง

“แคว้นเว่ยสิ้นชาติแค่ครึ่งปีเท่านั้น ประชาชนแผ่นดินเว่ยต่างเต็มอกเต็มใจสวามิภักดิ์ต่อแคว้นเฉินโดยถ้วนหน้ากันแล้ว คำว่า ‘ทรงธรรม’ นี้ ไฉนเลยรัชทายาทอวี้จะไม่คู่ควร?”

ผู้ทรงภูมิหัวเราะพรืดพูดว่า

“ก็แค่ยืมดาบฆ่าคนเท่านั้น ยืมมือกงหยางเฮ่อทำเรื่องที่ตัวเองอยากจะทำแต่ทำไม่ได้ทั้งหมดเสียก่อน จากนั้นค่อยฆ่าเขาทิ้งซะ ผู้คนทั่วหล้ายังจะซาบซึ้งในบุญคุณอีกด้วย องค์รัชทายาทผู้ทรงธรรมอันร้ายกาจ”

สหาย ๒-๓ รายของชายหนุ่มชุดขาวตบโต๊ะลุกพรวดขึ้นยืนพร้อมกัน

“เจ้า...”

เถ้าแก่ร้านเห็นสถานการณ์ไม่เข้าทีปุบ ก็รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยว่า

“อย่าคุยเรื่องการเมืองขอรับ อย่าคุยเรื่องการเมืองขอรับ”

จวินเหว่ยคีบผักดองใส่ในชามข้าหนึ่งตะเกียบ

“ลองบอกความเห็นของเจ้าดูเป็นไง?”

ข้านิ่งคิด เห็นว่าไม่มีความเห็นอะไร แค่รู้สึกอัศจรรย์ใจเอาการเรื่องที่ราชวงศ์ของแคว้นเว่ยยังอุตส่าห์มีที่เรียกว่า “ขุนนางผู้ภักดี” อยู่อีก

จวินเหว่ยมองป๋ายหลี่จิ้นที่นั่งยองๆ อยู่บนม้านั่ง แล้วมองข้า เผยอปาก คาดว่าคงเห็นว่ามีบางเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมาต่อหน้าคนนอก ลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาดื่มข้าวต้ม ข้าเดาว่าเขาคงนึกกังวลว่าข้าจะยังคงจำได้ว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงของแคว้นเว่ย และเห็นซูอวี้เป็นศัตรู มุ่งไปลอบฆ่าซูอวี้เพื่อล้างแค้นแทนแคว้นอะไรทำนองนั้น

แต่ข้าไม่มีความคิดนี้เลยจริงๆ เห็นว่าต้องทำให้เขาสบายใจ จึงเลือกไช้เท้าฝอยออกมาจากจานผักดองพลางพูดว่า

“ถ้าข้าเป็นซูอวี้ คิดว่าก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน มหาธรรมราชาในกลียุค แต่เดิมก็ต้องโหดเหี้ยมดุจราชสีห์ ร้อยเล่ห์ดุจจิ้งจอกอยู่แล้ว ทรงธรรมน่ะแสดงให้คนทั่วหล้าเขาดูเท่านั้น ต้องการให้เจ้าทรงธรรมจริงๆ ซะที่ไหน แค่ดูแล้วทรงธรรมก็ใช้ได้มากแล้วละ”

ป๋ายหลี่จิ้นไม่ทราบปล่อยขาลงตั้งแต่เมื่อไหร่ นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้สอดคำขึ้นว่า

“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า การที่ซูอวี้ทำโน่นทำนี่ตั้งมากมายขนาดนี้ ก็แค่เพื่อจะสร้างภาพต่อภายนอกว่าตัวเขาทรงธรรมเป็นอย่างยิ่งเท่านั้นหรือ?”

ข้าส่ายหน้าพูดว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็ไม่ใช่ทรงธรรม แต่ทรงว่างจัดแล้ว กงหยางเฮ่อไม่ใช่ว่าได้ฆ่าขุนนางที่เหลืออยู่ของแคว้นเว่ยรายที่ควรต้องฆ่าจนหมดแล้วหรอกหรือ? หลังจากนี้แคว้นเว่ยไร้สิ้นความหวังจะกอบกู้แคว้นอีกต่อไป ช่างน่ายินดียิ่งนัก กงหยางเฮ่อไม่ใช่ว่ายังอพยพชาวแคว้นเฉินบางส่วนมาที่เมืองลี่กับเมืองเยียนสองเมืองนี้ด้วยแล้วหรอกหรือ? คนเหล่านี้ช่วงปกติก็ทำนาไป ถ้าแคว้นเว่ยก่อความวุ่นวาย ยังสามารถจัดตั้งเป็นกองทัพช่วยปราบปรามได้อีกด้วย ช่วยประหยัดจำนวนทหารเฝ้าประจำการที่ต้องขนมาจากแคว้นเฉินได้ตั้งกองใหญ่ กับช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของกองทัพได้อีกก้อนโต...”

ป๋ายหลี่จิ้นทำหน้างุนงง

ข้าคิดว่าจำเป็นต้องยกตัวอย่างเพื่อช่วยพิสูจน์การอธิบายของข้า ให้เขาเข้าใจได้สะดวก คิดอยู่พักใหญ่ พูดว่า

“ก็เหมือนกับตระกูลพวกท่านจะไปเปิดหอนางโลมที่ต่างประเทศ พาสาวๆ จำนวนเยอะมากไปด้วย แต่กฎหมายของประเทศนั้นกำหนดว่า อนุญาตให้หอนางโลมดำเนินกิจการได้เฉพาะช่วงวันเทศกาล อย่างนั้นในช่วงเวลาปกติ การที่ตระกูลพวกท่านจะเลี้ยงดูสาวๆ พวกนี้ ย่อมจะยากเย็นเป็นพิเศษจริงไหม? แต่ถ้าแบ่งที่นาให้พวกนางสักผืน ในช่วงเวลาปกติก็ให้พวกนางทำไร่ไถนาอะไรทำนองนี้ไป พึ่งพาตัวเองได้เพียงพอ ภาระที่ต้องแบกรับก็จะลดลงอย่างมากจริงไหม?”

ป๋ายหลี่จิ้นเกาศีรษะ

“แต่ถ้าประเทศนั้นอนุญาตให้หอนางโลมเปิดร้านทำการค้าเฉพาะช่วงวันเทศกาลเท่านั้นละก็ ทำไมตระกูลพวกข้าต้องดั้นด้นไกลพันหลี่แล่นไปเปิดหอนางโลมที่นั่นด้วยล่ะ?”

ข้ารู้สึกอับจนหนทางจะสื่อสารกับเขาจริงๆ

และเวลานี้ ดูเหมือนผู้ทรงภูมิวัยกลางคนจะถูกเถ้าแก่ร้านเกลี้ยกล่อมให้ไปที่อื่นแล้ว โต๊ะติดกันพลันมีเสียงถอนหายใจดังมา ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นเริ่มต้นจากตรงไหน พวกข้าได้ยินแค่ครึ่งหลังเท่านั้น

“...แคว้นเว่ยล่มสลายได้น่าขบขันจริงๆ นั่นแหละ เสียดายก็แต่เจ้าหญิงเหวินชางที่พลีชีพเพื่อแคว้น ได้ยินว่าเจ้าหญิงท่านนั้นติดตามเรียนวิชาจากท่านฮุ่ยอีมหาเมธีแห่งยุคมาตั้งแต่เด็ก เป็นศิษย์สตรีคนสุดท้องเพียงคนเดียวของท่านฮุ่ยอี เพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์และปัญญา มีรูปโฉมงามล่มเมืองปานจันทร์หลบโฉมสุดามวลผกาละอายนาง ทั้งยังมีมหาปัญญา ตั้งแต่ตอนอายุได้สิบหกปี ก็มีราชโอรสของจ้าวแคว้นมากมายมาสู่ขอกับเว่ยกง...”

มีคนพูดอีกว่า “จ้ายเซี่ยเคยได้ยินมาว่า ตอนวันเกิดครบยี่สิบสองปีของรัชทายาทอวี้ ก็เคยได้รับภาพเหมือนของเจ้าหญิงเหวินชางหนึ่งภาพเช่นกัน ดูแล้วกลับกล่าวคำพูดแปลกๆ ว่า ‘เอ...นี่คือเยี่ยเจิน? โตเป็นสาวแล้วนี่’ ถึงจะเป็นข่าวลือลับในวังหลวง ไม่ทราบว่าเชื่อถือได้หรือเปล่า แต่ในคำเล่าลือ เจ้าหญิงเหวินชางทั้งทรงสิริโฉมงดงาม มัจฉาจมวารีปักษีตกนภาเช่นนี้ แล้วยังพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาด ต่างเชี่ยวชาญ รัชทายาทอวี้ท่าน...”

จวินเหว่ยถามข้าว่า “เจ้าสั่นอะไร?”

ข้าประคองชามขึ้นตัวสั่นยะเยือก

“ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าขนลุกเกรียวไปทั้งตัว...ไม่มีอะไร กินข้าวๆ”

จวินเหว่ยทำมือบอกให้เงียบ

“ช่วงสายลมจันทรานี่คุยจบแล้ว เริ่มคุยเรื่องเหล่าจ้าวแคว้นชิงความเป็นใหญ่ ใต้หล้าเกิดกลียุคแล้ว เจ้าอย่าส่งเสียง ข้าขอฟังต่ออีกสักพัก”

ข้าพูดว่า “?”

จวินเหว่ยพูดว่า

“ประโยคนั้นพูดว่ายังไงแล้วนะ ‘แผ่นดินวุ่นวาย ชนทุกรายมีความผิด’ ไง”

ข้ามองเขาอย่างประหลาดใจ

“เจ้าไม่ได้เป็นคนทำให้มันวุ่นวายสักหน่อย เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า? กลียุคจะวุ่นวายแค่ไหน ก็เกี่ยวข้องกับเทียนจื่อและพวกจ้าวแคว้นเท่านั้น คนหนึ่งพยายามสุดชีวิตไม่อยากให้มันวุ่นวาย คนหนึ่งพยายามสุดชีวิตอยากให้มันวุ่นวาย อ้อ จริงสิ ยังมีศาสดาอีกคนที่ไม่รู้ว่าคิดจะทำอะไร แต่กลัวแค่โลกนี้จะไม่วุ่นวายอย่างเดียว แต่นี่เป็นขอบเขตของศาสนา จัดอยู่ในจำพวกจิตสำนึกอันลึกลับแล้ว ไม่ต้องไปสนใจเขา”

จวินเหว่ยนิ่งอึ้ง

“ข้าก็แค่สนใจการเมืองดูสักหน่อยเอง...”

ข้าตบบ่าเขาแปะๆ

“คนซื่อตรงเล่นการเมืองได้ไม่ดีกันทั้งนั้น เส้นทางสายนี้ไม่เหมาะกับเจ้าหรอก เจ้าเหมาะจะสังเกตสนใจจักรวาล เขียนนิยายนิดๆ หน่อยๆ มากกว่า มา กินข้าวๆ”

ป๋ายหลี่จิ้นชะโงกเข้ามาใกล้

“ทำไมคนซื่อตรงถึงเล่นการเมืองไม่ได้ล่ะ?”

ข้าอธิบายให้เขาฟัง

“เจ้าดูสิ ในกลียุคนี้ การเมืองเองน่ะคดงอมาก ถ้าเจ้าไม่คดงอ ก็ไม่ใช่เล่นมัน แต่เป็นถูกมันเล่นน่ะสิ”

ป๋ายหลี่จิ้นเข้าใจแจ่มแจ้งทันที

“งั้นก็หมายความว่า ถ้าคนไม่คดงอ จะไม่มีทางเล่นการเมืองได้น่ะสิ?”

ข้าพูดว่า “ก็ไม่ใช่หรอกมั้ง จะเกินพอดีก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ต้องทั้งคดทั้งตรง” คิดอยู่อึดใจใหญ่ พูดว่า “เหมือนอย่างซูอวี้...”

ป๋ายหลี่จิ้นมองหน้าข้าอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ เนิ่นนาน พูดอย่างจริงจังว่า

“เคยมีคนบอกเจ้าไหมว่า ช่างน่าเสียดายที่เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง?”

จวินเหว่ยพูดเสียงเรียบเฉย

“ไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก ก็แค่อาจารย์สอนมาดีเท่านั้น”

ข้าชี้ที่จวินเหว่ยพลางพูดกับป๋ายหลี่จิ้นว่า

“ดูออกไหมว่าความจริงแล้ว เขากับข้าถูกสอนมาโดยอาจารย์คนเดียวกัน? ดูไม่ออกสินะ? ความแตกต่างของข้ากับเขาในตอนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรแสวงเลยสักนิด ทั้งหมดมีสาเหตุมาจากพรสวรรค์ล้วนๆ”

จวินเหว่ยมองข้าด้วยสีหน้าถมึงทึง เหมือนกำลังแอบใช้พลังมหาศาลอะไรสักอย่าง

ข้าถามอย่างแปลกใจ

“เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ?”

เขาก็ถามอย่างแปลกใจ

“ข้ากำลังเหยียบเท้าเจ้าเต็มแรงอยู่ใต้โต๊ะไง เจ้าไม่รู้สึกเรอะ?”

ข้าพูดอย่างยิ่งแปลกใจ

“หา? ไม่เห็นรู้สึกนะ”

ป๋ายหลี่จิ้นพลันกอดขากระโดดโหยง

“อ๊ากกกกก เจ็บบบบบ!!”

 

ใต้หล้าไม่มีงานเลี้ยงที่ไม่เลิกรา ตอนตะวันสายโด่ง พวกข้าดื่มน้ำชามื้อเช้าไปหนึ่งมื้อแคะฟันไปหนึ่งพัก จัดห่อสัมภาระกล่าวอำลากับป๋ายหลี่จิ้น

ที่ทอดเป็นแนวขวางอยู่ไม่ห่างออกไปนักก็คือเมืองหลวงแคว้นเจิ้ง กำแพงเมืองสูงตระหง่านเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ท่ามกลางแสงอรุณแห่งหน้าร้อน

ข้าคิดในใจ ถ้านี่คือทองคำแท่งจะดีสักแค่ไหนหนอ แงะอิฐของกำแพงออกมาสักก้อน เราก็รวยกันแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ จะได้ไม่ต้องบังคับให้จวินเหว่ยขายตัวหาเงินค่าเดินทางแล้ว

เดินออกจากโรงเตี๊ยมแค่ห้าก้าว จวินเหว่ยก็หันกลับไปอยู่บ่อยๆ เสียแล้ว ข้ามองป๋ายหลี่จิ้นที่สะพายตะกร้าใบเล็กบนหลังตรงหน้าประตูโรงเตี๊ยม ถามจวินเหว่ยอย่างหยั่งเชิง

“ป๋ายหลี่เสี่ยวตี้หน้าตาไม่เลวเลยจริงๆ เนอะ?”

จวินเหว่ยปรายตามองข้าด้วยสายตาเรียบเฉย

ข้าถามจวินเหว่ยอย่างหยั่งเชิงต่อไป

“เมื่อคืนนี้เจ้ากับป๋ายหลี่เสี่ยวตี้...จริงๆ เรอะ?”

เขาไม่ได้ตอบ ปรายตามองข้าด้วยสายตาเรียบเฉยอีกครั้ง ปรายตามองเสร็จก็หันกลับไปมองตามเดิม

มองดูปฏิกิริยานี้ของจวินเหว่ย ในใจข้ากระตุกวูบ เอามือป้องปากกระซิบว่า

“เจ้าต้องตาเขาเข้าให้แล้วจริงๆ เรอะ? เจ้าอาลัยอาวรณ์เขา?”

จวินเหว่ยฟังไม่ถนัด “อะไรนะ?”

ข้าปรับเสียงให้ดังขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าต้องตาเขาเข้าให้แล้วจริงๆ เรอะ? อาลัยอาวรณ์เขา?”

จวินเหว่ยฟังไม่ถนัดต่อไป พูดว่า

“ลมแรงเกินไป เจ้าพูดเสียงดังหน่อย”

ข้าได้แต่พูดเสียงดังหน่อย

“เจ้าต้องตาป๋ายหลี่เสี่ยวตี้เข้าให้แล้วใช่มั้ย...เจ้าหันกลับไปมองบ่อยๆ แบบนี้ อาลัยอาวรณ์เขาใช่รึเปล่า...” ถามเสร็จรักษาความดังของเสียงเตือนสติเขาว่า “ขืนเจ้าต้วนซิ่วละก็ จวินซือฝุต้องฟาดเจ้าตายแน่ๆ...”

รอบด้านเงียบกริบไปชั่วขณะ ผู้คนที่สัญจรไปมาพร้อมใจกันหันขวับมาจ้องพวกข้า

สีหน้าจวินเหว่ยเขียวคล้ำสลับซีดขาว อึดใจใหญ่ ขบกรามพูดเน้นทีละคำว่า

“จวินฝู เจ้าอยากโดนถลกหนังใช่มั้ย?”

ข้ากระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ

ป๋ายหลี่จิ้นที่อยู่ห่างออกไปกว่าห้าก้าววิ่งปุเลงๆ เข้ามาหาอย่างร่าเริง ยิ้มตาหยีมองหน้าข้ากับจวินเหว่ย

“พวกเจ้าอาลัยอาวรณ์ข้าเหรอ? ไม่เป็นไรๆ บ้านข้าอยู่ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ด้านในสุดของตรอกฉิ้นสุ่ยในเมืองซื่อฟังนี่เอง พวกเจ้าทำธุระเสร็จแล้วแวะมาเที่ยวที่บ้านพวกข้านะ!”

ข้าออกไปรับหน้าพูดว่า “แน่นอนๆ”

จวินเหว่ยกุมหน้าผากไม่พูดอะไร

พูดตามมารยาทกับข้าจบ ป๋ายหลี่จิ้นหมุนตัวไปมองจวินเหว่ยอย่างตรอมตรม บิดชายเสื้อกระมิดกระเมี้ยนอยู่พักใหญ่

“เจ้าไม่ได้ต้องตาข้าจริงๆ สินะ? เห็นๆ อยู่ว่าในฝันน่ะเจ้า...”

จวินเหว่ยกัดฟันพูดว่า

“หุบปาก เหล่าจือ[5]ไม่ได้ต้องตาเจ้า”

ป๋ายหลี่จิ้นพูดอย่างประหลาดใจ “งั้นเจ้ายังจะหันกลับมามองข้าบ่อยๆ อีก”

บนหน้าผากจวินเหว่ยมีเส้นเลือดปูดขึ้น

“เหล่าจือไม่ได้หันกลับไปมองเจ้า เหล่าจือกำลังมองเสี่ยวหวงลูกชายของเหล่าจือ มันไปขโมยไก่ย่างที่ห้องครัว จนป่านนี้ยังไม่กลับมา”

ป๋ายหลี่จิ้นมองหน้าเขาแปลกๆ

“เสี่ยวหวงก็อยู่ตรงเท้าของจวินกูเหนี่ยงไม่ใช่เรอะ?”

จวินเหว่ยหันกลับมาดู สบเข้ากับดวงตากลมโตใสแจ๋วทั้งคู่ของเสี่ยวหวงพอดี

ภายใต้สายตาจ้องเขม็งอย่างดุดันของจวินเหว่ย เสี่ยวหวงที่เพิ่งจะแทะไก่ย่างเสร็จขยับอุ้งเท้าที่ซ่อนกระดูกไก่ไว้ไปข้างหลังอย่างขลาดๆ ขยับเสร็จเหลือบมองจวินเหว่ยอย่างขลาดๆ พบว่าจวินเหว่ยยังคงจ้องมันอยู่อีก ก็ขยับไปข้างหลังอีก

จวินเหว่ยมองดูเสี่ยวหวงอย่างตกตะลึงไปอึดใจใหญ่ ถามข้าว่า

“มันกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ?”

ข้าคิดในใจว่า ที่แท้เข้าใจผิดกันไปเองทั้งนั้น กำลังจะบอกจวินเหว่ยว่า เสี่ยวหวงเพิ่งจะโผล่ออกมาจากพงหญ้าข้างทางเมื่อกี้นี้เอง ป๋ายหลี่จิ้นที่อยู่ข้างๆ พลันพูดลอยๆ เสียงเย็นว่า

“จะหาข้ออ้างก็หาที่มันดีกว่านี้หน่อยสิ ไม่ต้องอธิบายแล้ว และไม่ต้องปิดบังแล้ว เจ้าต้องตาข้าเข้าให้จนได้จริงๆ ด้วย...”

จวินเหว่ยนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ มองหน้าข้าอย่างอับจนคำพูด

ข้าไตร่ตรองออกมาได้ว่า สายตานี้ของเขาคือขอความช่วยเหลือ จึงพูดแทรกทันที

“อะแฮ่ม ป๋ายหลี่ซยง[6] เรื่องนี้เราอย่าเพิ่งถกกันเลย ขอถามเจ้าสักเรื่องนะ”

ความจริงข้าเองยังไม่รู้เลยว่าจะถามอะไรเขา ก็แค่ตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่องคุยเท่านั้น คิดอยู่พักใหญ่ คิดไม่ออกว่าในชีวิตประจำวันมีตรงไหนบ้างที่เหมือนกันกับเขา ได้แต่ยกการค้าในเมืองซื่อฟังที่จวินซือฝุหาให้ข้ารายนั้นขึ้นมาพูดพอถูไถไป

“นี่แน่ะ เจ้าน่ะ ในเมื่อเจ้าเป็นคนแคว้นเจิ้ง พอจะเคยได้ยินเรื่องสือซานเยว่ ฟูเหรินท่านนั้นของเจิ้งผิงโหวบ้างหรือเปล่า?”

ป๋ายหลี่จิ้นที่วางท่าเย็นชาหน่อยๆ เงยหน้าขวับทันควัน ขมวดคิ้วนิ่งคิด ย้อนถามว่า

“เจ้าหมายถึง เยว่ฟูเหริน?” นิ่งคิดอีกรอบ พูดอีกว่า “เยว่ฟูเหรินกลับขึ้นสวรรค์ไปนานแล้ว”

ข้าพูดอย่างตกตะลึง

“ไม่จริงน่า ข้ามีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันก่อนยังได้รับจดหมายจากฟูเหรินท่านนี้อยู่เลย...”

ป๋ายหลี่จิ้นทำท่าครุ่นคิด พักใหญ่ พูดว่า

“อ้อ เจ้าหมายถึงเยว่ฟูเหรินท่านนั้นของผิงโหวหรงสวินนี่เอง ข้าหลงนึกว่าเจ้าหมายถึง...” ยังพูดไม่ทันจบก็พูดอีกว่า “แต่เมื่อกี้เจ้าพูดว่า ‘สือซานเยว่’ นี่?”

เขาเงยหน้าขึ้นมามองข้า

“เยว่ฟูเหรินที่เจ้าพูดถึงท่านนั้น ไม่ใช่สือซานเยว่ หญิงคนนั้นกับสามีของนางต่างเป็นโจรด้วยกันทั้งคู่ สือซานเยว่ที่แท้จริงน่ะ” เขาหยุดเว้นช่วง “ตายไปนานแล้ว”

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1]  หมิงฮุน คือการแต่งงานระหว่างคนตายกับคนตาย เป็นการหาคู่ครองให้แก่คนที่ตายไปแล้ว
[2]  ซื่อฟัง (四方) แปลว่า สี่เหลี่ยม; “ซื่อฟังเฉิง” (四方城 : เมืองสี่เหลี่ยม) หมายถึงการจัดเรียงไพ่นกกระจอกเป็นสี่แถวคล้ายกับกำแพงเมืองสี่เหลี่ยมในตอนที่เริ่มเล่น (ดูภาพที่ x หน้า x)
[3]  พบพานบนทางแคบ เป็นสำนวน หมายถึงศัตรูคู่อาฆาตที่บังเอิญโคจรมาเจอกัน
[4]  เสี่ยวตี้ แปลว่า น้องชายคนเล็ก ในที่นี้เป็นการเรียกล้อเลียนอย่างสนิทสนม
[5]  เหล่าจือ แปลว่า พ่อ เป็นคำสบถที่ยกตัวเองขึ้นเป็นพ่อของคู่สนทนา
[6]  “ซฺยง” หรือ “เฮีย” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า พี่ชาย เป็นคำเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:41

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น