หัวข้อ : บทที่สอง (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:43

บทที่สอง (1)

 

เจ็ดวันผ่านไปในพริบตา

ยี่สิบห้าค่ำเดือนห้า ยามดึก

ข้า จวินเหว่ย เสี่ยวหวง สองคนหนึ่งเสือ เผ่นหนีออกจากเมืองซื่อฟังในคืนฟ้าพร่างดาว

จนถึงตอนนี้ ข้าเคยทำการค้ามาแค่สองงาน ยังไม่มีคุณสมบัติจะทำการสรุปได้ แต่อดใจไม่ไหวอยากจะสรุปสักประโยคแล้ว ว่าชีวิตขายฝันนับจากนี้ไป คาดว่าคงไม่สามารถพบเจองานที่สบายยิ่งกว่าที่แคว้นเจิ้งเที่ยวนี้อีกแล้ว แค่ต้องดีดพิณครั้งเดียว ส่งจดหมายหนึ่งฉบับ ก็จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ทั้งยังได้กำไรมาเปล่าๆ หนึ่งชีวิตอีกด้วย

แน่นอนว่านี่คือด้านที่เป็นข้อดี

ด้านที่เป็นข้อเสียคือ เยว่ฟูเหรินที่เป็นลูกค้ากินเจมานานหลายปีเนื่องจากปัญหาด้านความเชื่อ

เรื่องนี้จะยังไงก็ได้ ประเด็นคือนางไม่ใช่แค่ตัวเองกินเอง ยังชอบจัดการให้ทุกคนกินด้วยกันนี่สิ ในฐานะแขก พวกข้ายิ่งไม่มีทางรอดเข้าไปใหญ่ ทำให้จวินเหว่ยกับเสี่ยวหวงถูกทารุณกรรมอย่างหนัก

เดิมทีทั้งสองคิดจะแอบหนีออกจากวังหลวงไปเซ่นกระเพาะที่เหลาในเมือง แต่หน่วยงานราชการอย่างวังหลวงนั้น ความจริงแล้วไม่ได้ต่างอะไรกับซ่องและบ่อน ล้วนแต่จะเข้ามาต้องจ่ายเงิน จะออกไปต้องจ่ายเงินมากยิ่งกว่า ถึงแม้พวกข้าจะเคยเป็นคนมีเงินมาก่อน แต่โดนทางการปรับเงินไปหลายครั้ง จึงจนกรอบเสียแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องกลัดกลุ้มร่วมกันของบรรดาคนมีเงินทั้งหลายในต้าฉาวเช่นกัน

ด้วยความโหยหาเนื้อสัตว์ หลังจบชีวิตเยว่ฟูเหรินแล้ว และเผ่นหนีออกจากวังหลวงแคว้นเจิ้งกลางดึกมาได้ ทุกคนต่างดีใจมาก

เพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกตื่นเต้นดีใจของตัวเอง เสี่ยวหวงที่อดอยากจนหน้าเหลืองซีดตัวผอมโซยังกลิ้งตัวบนพื้นเสียหลายตลบ ผลคือกลิ้งมากเกินไป ลุกไม่ขึ้นไปพักใหญ่

ข้าตบบ่าจวินเหว่ยเบาๆ “ไปพยุงลูกชายเจ้าขึ้นมาสิ”

จวินเหว่ยพูดอย่างโมโห “ใครคลอดคนนั้นไปพยุงสิ”

ข้าพูดว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้ากับป๋ายหลี่จิ้นคลอดออกมาหรอกเรอะ?”

จวินเหว่ยหันมามองหน้าข้าอย่างลึกซึ้ง

“ไปตายซะไป”

 

เดือนขึ้นถึงกลางฟ้า ข้ากับจวินเหว่ยตกลงกันว่า จะแยกกันเป็นสองทาง เขาพาเสี่ยวหวงหนีไปทางตะวันออก ข้าหนีไปทางตะวันตก สุดท้ายทุกคนไปพบกันที่ทิศเหนือ

นั่นหมายความว่า พวกข้าจำเป็นต้องกำหนดเส้นทางหลบหนีเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว สุดท้ายไปรวมตัวกันที่เส้นตั้งฉากของมัน

จวินเหว่ยเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ไม่ดี ข้าสามารถนึกภาพออกได้แล้วว่า แผนการนี้ต้องจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างแน่นอน สุดท้ายเขาจะโชคร้ายหลงทาง จากนั้นถูกพ่อค้ามนุษย์จับตัวไปขายซ่อง ใช้รูปโฉมปรนนิบัติคนไปตลอดชีวิต ถ้าโชคดีก็ถูกนายอำเภอในท้องที่ไถ่ตัวกลับไปเป็นเมียน้อยอะไรทำนองนั้น

นึกถึงตรงนี้ ข้าอดตัวสั่นยะเยือกไม่ได้ รู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าการมอบเสี่ยวหวงให้จวินเหว่ยพาไป เป็นการกระทำที่ฉลาดจริงๆ ด้วย สมมุติว่าพบเจอสถานการณ์คับขัน อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีเสี่ยวหวงที่สามารถทุ่มเทกำลังปกป้องเขาได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่อาจที่จะวางใจได้จริงๆ ถึงแม้เจตนาดั้งเดิมที่วางแผนหลบหนีนี้ แค่เพราะเห็นว่าเสี่ยวหวงสะดุดตาผู้คนเกินไป ตอนเจิ้งผิงโหวไล่ตามรอยพวกข้า จะต้องใช้มันเป็นจุดสังเกตอย่างแน่นอน ซึ่งอยู่กับใครคนนั้นซวยเห็นๆ ก็ตามที...

พวกข้าสันนิษฐานว่า เจิ้งผิงโหวหรงสวินจะต้องมาไล่ตามจับกุมพวกข้าอย่างแน่นอน สาเหตุมาจากเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน พวกข้าได้จบชีวิตฟูเหรินที่เขาโปรดปรานรักใคร่มากที่สุดในวังหลวง...เยว่ฟูเหริน สือซานเยว่ในตำนานเล่าขาน

ที่ฉิบหายยิ่งกว่านั้นคือ ก่อนจะหนีไป พวกข้ายังฉกเครื่องประดับทำจากทองคำทั้งชุดที่เสียบอยู่บนมวยผมของฟูเหรินท่านนี้มาอีกด้วย

เมื่อก่อนข้าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ในหนังสือเขียนถึงสตรีนางหนึ่งที่อาศัยการดูดวงหาเลี้ยงชีพ นางเป็นวิชาฤทธิ์พิเศษมหัศจรรย์ชนิดหนึ่ง ในโลกมีผู้ที่เคยพบเห็นนางอยู่นับไม่ถ้วน แต่ไม่มีสักคนที่จำหน้าตาของนางได้ และเยว่ฟูเหรินสือซานเยว่ที่ได้พบในวังหลวงแคว้นเจิ้ง ก็ราวกับเป็นหญิงที่หลุดออกมาจากหนังสือเล่มนั้น ทำให้ผู้คนเพียงหันหลังก็ลืมเลือน

พวกข้าเคยศึกษาอย่างเจาะลึกยิ่งกันอยู่พักหนึ่ง เห็นว่านางต้องไม่เป็นอาคมลับอย่างแน่นอน อย่างนั้นคุณสมบัติพิเศษนี้ ก็ได้แต่เกี่ยวข้องกับหน้าตาแล้ว ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่านางหน้าตาไม่งดงามไม่สะดุดตา เพียงแต่เครื่องหน้าอ่อนจางเกินไป เหมือนลายพู่กันที่ตวัดวาดเพียงไม่กี่เส้นบนภาพน้ำหมึก ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่แต่อย่างใด

สือซานเยว่เป็นผู้หญิงประหลาด ดื่มเลือดของข้าแล้ว ให้ข้ามองเห็นท่วงทำนองหัวซวีของนาง แต่ไม่บอกข้าว่านางต้องการอะไร แค่วางจดหมายหนึ่งฉบับลงบนมือข้า พูดเบาๆ ว่า

“จวินซือฝุบอกว่าท่านสามารถสร้างห้วงมายาที่ทำให้อดีตปรากฏขึ้นซ้ำได้ ทำให้ความฝันของข้าสมหวัง เพียงแต่ในห้วงมายานั้น ข้าจะจำเรื่องราวในโลกความจริงไม่ได้ เช่นนั้นรบกวนจวินกูเหนี่ยงช่วยถักทออดีตให้แก่ข้า ค่อยนำจดหมายฉบับนี้มอบให้แก่ตัวข้าในอดีตเถิด”

แม้แต่เสียงก็อ่อนจาง

ข้ามองซองจดหมายเบาหวิวในมืออย่างหยั่งคะเน ถามนางว่า

“จะไม่ให้ข้าช่วยท่านทำอะไรอย่างอื่นเพิ่มอีกสักหน่อยหรือ? ท่านทราบหรือไม่ว่าการค้าครั้งนี้ ท่านต้องจ่ายค่าตอบแทนแบบใด?”

นางช้อนสายตาขึ้น

“ค่าตอบแทนนั้น คือสิ่งที่ข้าปรารถนา”

 

ทั้งหมดเป็นไปตามที่นางปรารถนา

สามวันให้หลัง ข้าดีดบรรเลงท่วงทำนองหัวซวี นำจดหมายที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนาฉบับนั้นมอบถึงมือของสือซานเยว่ในห้วงมายา

เนื่องจากไม่เคยได้ฟังเรื่องราวของนางมาก่อน เมื่อไปยังห้วงมายาของนาง จึงยากยิ่งจะรู้ได้ว่าเป็นวันเดือนปีใด เพียงแต่เห็นตัวนางในห้วงมายายังคงคิ้วขมวดมุ่นอย่างทุกข์ตรมอยู่เหมือนเดิม จึงคาดคะเนว่าอดีตช่วงที่ปรากฏซ้ำในตอนนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่อดีต

เนื่องจากการค้าครั้งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างต่างดูแปลกๆ ชอบกล อีกทั้งตัวผู้ว่าจ้างเหมือนจะจงใจทำให้มันดูลึกลับอย่างมากอีกด้วย จึงกระตุ้นความคิดอยากสืบเสาะของข้าขึ้นมาอย่างง่ายดาย

หลังจากส่งจดหมายถึงมือแล้ว ก็ไม่ได้จากไปในทันที แต่หมอบอยู่บนขื่อภายในห้องของสือซานเยว่เฝ้ารอคอยฉากจบอย่างมุ่งมั่น อยากจะเห็นว่าความฝันที่นางต้องการให้สมหวังคือความฝันอะไรกันแน่

ข้อดีของการทำแบบนี้คือ บ่งบอกว่าถึงแม้ข้าจะเป็นคนตาย ก็มีหัวใจที่อยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน ไม่ได้ปราศจากกิเลสตัณหา ยังคงมีกิเลสตัณหาอย่างมาก

ข้อเสียคือ ดูแล้วเหมือนคนวิตถารอย่างยิ่ง

 

หมอบอยู่บนขื่อได้สองวัน ในที่สุดก็รอจนถึงฉากลุ้นระทึก

เป็นยามแสงอุษาแรกปรากฏ นอกหน้าต่างลมหิมะพัดกลีบดอกสาลี่สีขาวร่วงพรู ปูเป็นชั้นบางๆ บนสวนเรือน

ชายหนุ่มผมดำในชุดสีม่วง นำพาไอเย็นตลอดร่าง ย่างเท้าเข้าสู่ตำหนักบรรทมของสือซานเยว่

ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าที่รูปงามคมคาย

ข้ากลั้นหายใจ กลัวอย่างยิ่งว่าจะถูกพบเห็น กลั้นอยู่พักใหญ่ ค่อยนึกขึ้นได้ว่าตัวข้าไม่มีลมหายใจอยู่แต่แรก ทั้งยังสวมชุดสีดำสนิททั้งตัว ง่ายต่อการกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับขื่อห้องที่เป็นวัตถุไร้ชีวิตพวกนี้อย่างมาก ไม่ต้องนึกกังวลโดยสิ้นเชิง

ในระหว่างที่ข้าตกตะลึง ชายหนุ่มได้นั่งลงที่หน้ากระจก

กระจกทองเหลืองสะท้อนภาพเส้นผมดำขลับทั่วทั้งศีรษะของเขา ใบหน้าได้รูปซ่อนเร้นรอยยิ้ม

“เมื่อกี้นี้ไม่ระวัง เผลอถูกต้นสาลี่ในสวนเกี่ยวผ้ารัดมวยผมเข้า แม่เยว่ เข้ามาช่วยมัดให้ข้าใหม่หน่อยเถอะ”

สือซานเยว่เดินเยื้องย่างเข้าไปหาอย่างแช่มช้า จากมุมมองของข้า สามารถมองเห็นว่าในมือของนางกุมมีดเล่มไม่ยาวไม่สั้นอยู่หนึ่งเล่ม สีหน้าเลื่อนลอยแหลกสลาย ร่างกายสั่นระริกเบาๆ

ชายหนุ่มหาได้สังเกตเห็น ส่องกระจกง่วนอยู่กับการเอื้อมมือไปปลดผ้ารัดมวยผมสีเดียวกับเสื้อผาวลงมา

แต่ต่อให้ชายหนุ่มไม่ได้ระวังตัวโดยสิ้นเชิง ในความคิดของข้า ด้วยระดับฝีมือของสือซานเยว่ จะลอบฆ่าเขาก็ยากจะสำเร็จได้อยู่ดี มีความเป็นไปได้มากยิ่งกว่าว่าตอนลงมือแทง มีดจะสั่นสะท้านจนถูกเขาพบเห็นและคว้ากุมไว้

ชายหนุ่มถามว่า “เจ้าอยากจะฆ่าข้า?”

สือซานเยว่ส่ายหน้าไม่พูดอะไร น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงมาทางหางตา

จากนั้นเขาสองคนต่างกอดกันร้องไห้โฮ

ข้ากำลังคิดเพลิน พลันได้ยินชายหนุ่มแค่นเสียงเบาๆ เพ่งสายตามองดู ไม่นึกว่ามีดได้แทงเข้าไปอย่างราบรื่นแล้ว ทั้งยังปักตรงหัวใจพอดี แทงทะลุจากแผ่นหลังเข้ามา ทั้งแม่นยำและโหดเหี้ยมจริงๆ

ข้าเดาฉากจบถูก แต่เดาฉากเริ่มผิด

สือซานเยว่กำลังน้ำตาไหลอยู่จริงๆ แต่กลับน้ำตาไหลไปพลาง กุมมีดแทงใส่กลางแผ่นหลังชายหนุ่มลึกยิ่งขึ้นไปพลาง

ชายหนุ่มก้มลงมองมีดเล่มยาวที่ทะลุแผ่นอกออกมา เงยหน้าขึ้นช้าๆ

บนกระจกทองเหลืองสะท้อนภาพใบหน้าด้านข้างที่ไร้ความรู้สึกของเขา เลือดสีแดงคล้ำไหลเป็นทางลงมาจากมุมปาก

เขาเบือนหน้าไปถามนาง “ทำไม?”

มุมนั้นมองไม่เห็นดวงตาที่นองน้ำตาของนาง

ส่วนนางทรุดไถลลงไปตามเก้าอี้ไม้จันทน์ตัวสูงใหญ่ ราวกับว่าการแทงนั้นได้ใช้เรี่ยวแรงภายในตัวจนหมดสิ้น

นางซุกหน้าลงกับแขน เปล่งเสียงร้องไห้ออกมา

“เจี่ยเจีย[1]ตายแล้ว ถูกท่านทำร้ายจนตาย ไม่สิ ยังมีข้า นางถูกท่านกับข้าร่วมกันทำร้ายจนตาย ทั้งที่ข้าควรจะเกลียดท่านแท้ๆ แต่ทำไม ทำไม...”

นางขยุ้มแขนเสื้อเขา ราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้าย

“หรงสวิน ทำไมท่านต้องทำให้ข้าหลงรักท่านด้วย?”

ข้าตกใจจนเกือบจะร่วงตกลงไปจากบนขื่อห้อง

หรงสวิน จ้าวแคว้นเจิ้ง เจิ้งผิงโหว

ค่อยย้อนนึกขึ้นมาได้เอาตอนนี้ว่าบุคลิกกิริยาของชายหนุ่ม เป็นแบบของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เคยเห็นจนชินตาจริงๆ

ลมหนาวพัดกรูเข้ามาทางหน้าต่างฉลุลาย พัดกระดาษเปล่าแผ่นใหญ่ ๒-๓ แผ่นที่คลี่กางอยู่บนโต๊ะเผยอขึ้น

หรงสวินเหมือนจะยันไว้ไม่ไหว ร่างทั้งร่างต่างเอนพิงเข้าสู่เก้าอี้กว้างใหญ่ กลับเอ่ยเรียกเบาๆ ยามหลับตาลงว่า

“จิ่นเชว่”

ไหล่ผอมบางของสือซานเยว่สั่นสะท้าน พลันร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง

“หรงสวิน พวกเราทำผิดต่อนาง ทำผิดต่อสือซานเยว่...”

พูดจบก็ชักมีดที่แทงทะลุหัวใจเขาออกมาด้วยมือที่สั่นระริก ย้อนกลับมาแทงใส่หัวใจตัวเอง ระหว่างเครื่องหน้าอันอ่อนจางเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ริมฝีปากที่เม้มสนิทกลับคลายออก ถอนหายใจเบาๆ

สีเลือดแผ่ซึมผ่านชุดสีขาวชั้นแล้วชั้นเล่า ข้ายกมือปิดสองตา

คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าห้วงฝันอันสมหวังที่สือซานเยว่ต้องการ จะเป็นแบบนี้

แม้จะไม่เคยอ่านจดหมายที่นางมอบให้ข้าฉบับนั้น แต่ก็พอจะคาดเดาเนื้อหาในจดหมายได้แล้ว

นางรู้ทุกอย่าง และเขียนทุกอย่างที่ได้รู้แล้วลงไป มอบให้กับตัวเองที่ไม่รู้ความจริงภายในห้วงมายา

จดหมายฉบับนี้ คือคำสั่งลอบสังหารที่นางสั่งให้ตัวเองทำ

การนี้บ่งบอกว่านางตั้งใจจะฆ่าตัวตายมาตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่อยากให้มันจบสิ้นลงแค่นี้ด้วยเช่นกัน ก่อนตายยังอยากจะลากคนอื่นมาตายด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากจะลากเขามาตายด้วยจริงๆ อีกนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้จึงได้เรียกตัวข้าดั้นด้นไกลพันหลี่มาหา ลากหรงสวินพลีชีพบูชารักด้วยกันในจินตนาการ

สุดท้ายแล้วนางก็ยังรักเขาอยู่ดี อยากจะฆ่าเขา แต่ตัดใจฆ่าเขาไม่ลง ได้แต่ฆ่าเขาในจินตนาการสักครั้งให้สะใจ

พฤติกรรมแบบนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ

จนกระทั่งออกมาจากห้วงมายาของสือซานเยว่ ข้าก็ยังคงขบคิดถึงเหตุผลที่นางเลือกที่จะทำลายชีวิตแบบนี้ ขบคิดอยู่พักใหญ่ พบความเป็นไปได้สามประการ

ข้อที่หนึ่งคือ พี่สาวของนางรักหรงสวิน นางเองก็รักหรงสวิน พี่สาวเห็นว่าสู้นางไม่ได้ จึงฆ่าตัวตาย นางรู้สึกผิดต่อพี่สาว จึงเชิญหรงสวินมาฆ่าตัวตายด้วยกัน

ข้อที่สองคือ ความจริงแล้วคนที่พี่สาวของนางรักคือตัวนาง แต่นางกลับหลงรักหรงสวิน พี่สาวเห็นว่าสู้หรงสวินไม่ได้ จึงได้ฆ่าตัวตาย นางก็รู้สึกผิดต่อพี่สาวอยู่ดี ฉากจบเหมือนข้างบน

ข้อที่สามคือ สมัยยังเด็ก แม่ของนางสอนนางว่า ผู้หญิงต้องใจดีกับตัวเองสักหน่อย ผลคือนางดันเผลอฟังเป็นผู้หญิงต้องใจดำกับตัวเองสักหน่อย ดังนั้นสุดท้ายจึงได้ใจดำกับตัวเองสักหน่อย

ข้าบอกข้อสันนิษฐานสามข้อนี้ให้จวินเหว่ยฟัง เขาบอกว่าความสามารถในการอนุมานเชิงตรรกะของข้าก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก เพียงแต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก ทำไมในข้อสันนิษฐานทุกแบบหรงสวินถึงได้ดูเป็นผู้บริสุทธิ์ขนาดนั้นทั้งหมด

ข้าขี้เกียจตอบเขา นิยายหักเล่ห์ชิงเหลี่ยมในวังเดิมทีก็เป็นเรื่องระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงอยู่แล้ว ผู้ชายในฉากหลังของเรื่องประเภทนี้น่ะความจริงแล้วคืออุปกรณ์ประกอบฉาก เพื่อเป็นการประหยัดจำนวนตอน ปกติแล้วเราจะไม่บรรยายถึงมากนัก

 

หลังจากนั้นก็คือเผ่นหนี

บอกลาจวินเหว่ยกับเสี่ยวหวง การหนีคนเดียวออกจะเหงานิดๆ

นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เรื่องสำคัญที่สุดคือ ก่อนจากไป จวินเหว่ยลืมแบ่งเครื่องประดับทองคำที่ฉกมาชิ้นนั้นให้ข้าครึ่งหนึ่ง ทำให้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดง

ของมีค่าเพียงอย่างเดียวในมือ คือแหวนปานจื่อหยกที่มู่เหยียนค้ำประกันไว้กับข้า ข้าใช้ด้ายสีแดงร้อยมันห้อยไว้ตรงตำแหน่งที่แนบชิดกับทรวงอกมากที่สุด

บางทีชีวิตนี้อาจจะไม่ได้พบกันอีก และนี่เป็นของเพียงชิ้นเดียวที่เขามอบให้ข้า ข้าต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ต่อให้มีคนถือมีดคิดจะทำการแยกชิ้นส่วนศพของข้า ข้าก็ไม่มีทางเอาไปจำนำ

ข้าคิดถึงเขาเหลือเกิน

แต่จะทำยังไงได้เล่า

บนท้องฟ้าจันทราสว่างไสว ข้าสอดแหวนปานจื่อไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม เอามือตบเบาๆ คิดในใจ

จะทำยังไงได้เล่า

หลบหนีไปตามเส้นทางรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่กำหนดไว้ตลอดทาง สิบวันให้หลัง มาถึงชายแดนแคว้นเฉิน

ความจริงแล้วตอนแรกสุดไม่ได้รู้หรอกว่านี่คือเส้นทางกลับบ้าน สุดท้ายก็กลับมาที่ภูเขาปี้เหมือนเดิม เห็นได้ชัดว่าถูกลิขิตไว้อยู่กลายๆ

เมื่อหนึ่งเดือนกว่าก่อนหน้านี้ ข้าได้พบกับมู่เหยียนอีกครั้งที่นี่

ปีที่อายุได้สิบสี่ปี หลังจากถูกงูกัดแล้ว ซือฝุเคยพร่ำสอนข้าปากเปียกปากแฉะถึงกฎของการอยู่รอดในป่า นั่นคือ ห้ามออกไปข้างนอกยามวิกาลเด็ดขาด…

เนื่องจากไม่มีเงินพักโรงเตี๊ยม การออกไปข้างนอกยามวิกาลจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยแท้ สิบวันที่เผ่นหนีนี้ ทุกคืนข้าล้วนแต่หาต้นไม้สูงใหญ่ไว้ขดนอน จะดีจะชั่วก็หลบรอดจากสายตาของสัตว์ป่าที่สามารถเข่นฆ่าทำร้ายมาได้บ้าง

แต่คืนนี้ข้าอยากจะเร่งเดินทาง อยากจะไปดูทะเลดอกไม้บนภูเขาปี้ที่ข้าได้พบกับมู่เหยียนอีกครั้งแห่งนั้น

ความจริงเรื่องนี้ค่อยทำให้เสร็จพรุ่งนี้ก็ได้ เพียงแต่เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น ก็ทนรอไม่ไหวอีกแม้แต่ชั่วขณะ ราวกับว่าที่จะไปพบคือตัวมู่เหยียนเอง

ลองคิดดูอีกที เห็นว่าถ้าเกิดเขากำลังรออยู่ที่นั่นจริงๆ ล่ะ พลันเบิกบานใจอย่างมาก

ลองคิดดูอีกทีซ้ำ ถ้าเกิดคนที่เขารออยู่คือหญิงอื่นล่ะ พลันโกรธเกรี้ยวเสียใจอย่างมาก

ไม่รู้จริงๆ ว่าเขากำลังรออยู่ที่นั่นดี หรือไม่ได้กำลังรออยู่ดี

ข้าหมกมุ่นกับคำถามนี้ไปตลอดทาง เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวทุกข์ใจ ไม่ได้รู้สึกตัวโดยสิ้นเชิงว่าเวลานี้ สภาพแวดล้อมภายนอกอันตรายมากแค่ไหน พลันได้ยินเสียง “เอ๋ง!” ดังมาจากข้างหลังกะทันหัน ยังตกใจจนสะดุ้งโหยง

กำลังจะเหลียวกลับไปตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้น กลับถูกพลังขุมหนึ่งกระชากอย่างฉับพลัน ร่างล้มหงายไปข้างหลังอย่างห้ามไม่อยู่

ข้าคิดในใจว่าจบกัน ชุดกระโปรงสีขาวบนตัวชุดนี้ต้องซักอีกแล้ว ในจังหวะนี้ เอวกลับถูกมือข้างหนึ่งโอบไว้อย่างมั่นคง

แผ่นหลังชนเข้ากับวัตถุแข็งๆ บางอย่าง ไม่อาจสัมผัสถึงอุณหภูมิของมันได้ แต่ข้ารู้ว่า นั่นคือแผงอกกว้าง

ข้าตกตะลึงไปชั่ววูบ ลำคอตีบตัน

เสียงกระเซ้าอันคุ้นเคยดังขึ้นที่เหนือหน้าผาก

“เดินบนทางภูเขากลางดึก ไม่รู้จักระวังตัวสักหน่อยรึไง?”

ข้าเผยอปากอยู่หลายครั้ง ล้วนแต่พูดไม่ออก

มู่เหยียน

ทั้งที่ท่องชื่อนี้อยู่ในใจมาเป็นพันหมื่นรอบแท้ๆ

ข้าร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา รู้สึกถึงความหดหู่ของการทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเป็นครั้งแรกในชีวิต

ข้าอยากจะพูดอะไรที่น่าฟังสักประโยค ให้เขาจดจำสลักใจ แต่กระทั่งชื่อของเขา ก็ยังเปล่งเสียงเรียกออกมาไม่ได้

เขาคลายมือที่โอบข้าไว้ ปล่อยข้าโดยจับให้ยืนตรงๆ มองสำรวจข้าตั้งแต่บนจดล่าง ในดวงตามีแววยิ้ม

“ไม่พบกันหนึ่งเดือน จวินกูเหนี่ยงจำจ้ายเซี่ยไม่ได้เสียแล้วหรือ?”

รอยยิ้มนั้นเบาบาง แทบจะทำข้าตาพร่า ข้ารู้สึกสุขใจ อยากจะให้ความสุขใจนี้ยาวนานขึ้นอีกหน่อย แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี

อั้นอยู่พักใหญ่ พูดว่า “ยี่สิบห้าวัน” พูดอีกว่า “อาฝู”

ใต้แสงจันทร์ เครื่องหน้าของเขายังคงเดิม ชุดสีครามเข้มตลอดทั้งตัว ในมือกุมกระบี่อ่อนเล่มหนึ่ง ปลายกระบี่ย้อมสีแดงฉานสองหยด หยกประดับที่ห้อยอยู่ตรงเอวเรืองประกายสีฟ้านวลตาท่ามกลางความมืดแห่งราตรี

ข้ามองหน้าเขา คุณชายเปี่ยมราศีผู้องอาจสง่างามคนนี้ เขาคือชายในดวงใจของข้า

หนึ่งเค่อก่อนกำลังคิดว่าอยากจะพบหน้าเขา หนึ่งเค่อให้หลังก็ได้พบหน้าเขาจริงๆ ข้าดีใจมาก แต่พอก้มหน้าลงเห็นรองเท้าปักลายที่มีโคลนสีดำเกาะอยู่เต็ม กับชายกระโปรงที่เขรอะไปด้วยฝุ่น ก็อยากจะแสร้งทำเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเขาขึ้นมาทันที

เขาเลิกคิ้ว “ยี่สิบห้าวัน? อาฝู?”

ข้าหดเท้าเข้ามาอยู่ใต้กระโปรง พูดตอบเขาว่า

“ข้าหมายถึง เราสนิทกันขนาดนี้แล้ว ท่านไม่ต้องเที่ยวเรียกกูเหนี่ยงนั่นกูเหนี่ยงนี่แล้ว เรียกข้าว่า ‘อาฝู’ ก็พอ แล้วก็...เราไม่ได้แยกทางกันหนึ่งเดือน แยกทางกันแค่ยี่สิบห้าวันเท่านั้น”

ไม่มีใครพูดตอบอยู่อึดใจใหญ่ ข้าแอบเงยหน้าขึ้น ชำเลืองมองเขาเงียบๆ ไม่เห็นเขาแสดงสีหน้าอะไรเป็นพิเศษ เดาว่าเขาคงไม่เชื่อเสียละมาก นิ่งคิดเล็กน้อย กางนิ้วนับให้เขาดูอย่างละเอียด

“ท่านจากไปตอนสิบค่ำเดือนห้า วันนี้ห้าค่ำเดือนหก ท่านดูสิ ใช่ยี่สิบห้าวันจริงๆ…”

เขากลับตัดบทข้าว่า “อาฝู”

ข้าถามว่า “อะไร?”

เขาพูดยิ้มๆ “เจ้าให้ข้าเรียกเจ้าด้วยชื่อนี้ไม่ใช่หรือ?”

ในหุบเขาสรรพเสียงเงียบสงัด มีเพียงเสียงพูดของเขา ได้ยินแมลงหน้าร้อนส่งเสียงร้องนานๆ ครั้ง ต่างถูกข้ามองข้ามโดยอัตโนมัติ

ข้าคิดว่าหน้าของข้าต้องแดงแน่ๆ โชคดีที่มีหน้ากากบังไว้ แต่นึกดูอีกที ก็เห็นว่าความคิดนี้ไม่ถูก ถ้าไม่มีหน้ากาก ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เขาคาดเดาความรู้สึกของข้าออกได้

แม้จะบอกว่าถูกกำหนดมั่นให้ไม่อาจมีบทลงเอยใดๆ แต่ถ้าสามารถมีโอกาสทำให้เขารู้ได้แบบนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะดีอยู่เหมือนกัน

เขาก้มหน้าลงมองข้า เหมือนกำลังรอคำตอบของข้า

ข้ากระแอมหนึ่งที เหลือบไปมองข้างหลังอย่างขัดเขิน กำลังคิดจะตอบว่า “อืม” แต่การเหลือบมองนี้ ทำเอาข้าขวัญหนีดีฝ่อจนเกือบจะทรุดแปะลงไปนั่งกับพื้น

บนทางภูเขาสีดำสนิทไร้ที่สิ้นสุด ศพหมาป่าตัวหนึ่งนอนตะแคงอยู่ข้างหลังข้า ดวงตาสีเขียวเรืองเบิกโพลงได้ไร้สิ้นประกาย เลือดกำลังไหลพลั่กๆ ออกมาจากตรงลำคอ

มองดูสีหน้าของข้า มู่เหยียนทำหน้าคล้ายจะยิ้ม

“คงไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้รู้ตัวเลยว่า มีหมาป่าตามมาข้างหลังหนึ่งตัวหรอกนะ?”

ข้าพยักหน้าเป็นความหมายว่าไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ทั้งยังขาสั่นผับๆ อาศัยแรงตัวเองคนเดียวนั้นไม่สามารถขยับตัวได้โดยสิ้นเชิง

มู่เหยียนดึงตัวข้าออกห่างจากศพหมาป่ามากขึ้นเล็กน้อย

“งั้นเจ้าก็ไม่ได้ยินเสียงมันร้องดัง ‘เอ๋ง’ ที่ข้างหูเจ้าตอนที่ข้าแทงกระบี่ใส่มันด้วยน่ะสิ?”

 ข้านึกภาพว่ามีหมาป่าตัวหนึ่งเดินน้ำลายไหลตามหลังข้าอยู่เป็นนานสองนาน ถ้าไม่มีมู่เหยียน ตอนนี้ตัวข้าคงลงไปอยู่ในท้องหมาป่าเรียบร้อยแล้ว ก็สติแตกในพริบตา ขอบตาแดงก่ำ พูดอย่างยังนึกกลัวไม่หายว่า

“เสียงดังตั้งขนาดนั้น ข้าก็ต้องได้ยินอยู่แล้วสิ ข้าก็คิดจะหันกลับไปดูนี่แหละว่าตัวอะไรร้อง…”

เขาตบหลังข้าเบาๆ “ไม่ต้องกลัว ไม่ใช่ว่าถูกข้าฆ่าทิ้งไปแล้วรึไง เจ้ายังจะกลัวอะไรอีก?” ตบเสร็จขมวดคิ้วมุ่น “จะว่าไปจวินซยงตี้กับเสือที่เจ้าเลี้ยงตัวนั้นล่ะ? ทำไมถึงไม่มากับเจ้าด้วย ดึกดื่นป่านนี้ยังจะปล่อยให้เด็กสาวตัวคนเดียวอย่างเจ้ามาเตร็ดเตร่ในภูเขาลูกนี้อีก?”

ข้าปาดน้ำตา “พวกเขาหนีตามกันไปแล้ว”

มู่เหยียน “…...”

 
<>::<>::<>



[1]  เจี่ยเจีย แปลว่า พี่สาว และเป็นคำเรียกพี่สาว

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:43

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น