บทที่สอง (2)
ข้าได้พบกับมู่เหยียนแบบนี้เอง แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความรู้สึกอันแสนหวานสารพัด แต่ความจริงแล้วก็รู้ดีเช่นกันว่า การที่เขาปรากฏตัวขึ้นในสถานที่ที่ยากจะเข้าใจได้แห่งนี้ ในจังหวะเวลาที่ยากจะเข้าใจได้นี้ ต้องไม่ใช่เรื่องที่สามารถใช้เหตุผลอันดีงามจำพวก “แม้นชะตาต้องกันอยู่ไกลพันหลี่ยังมาพานพบ” มาอธิบายได้โดยเด็ดขาด
ข้ามีคำพูดมากมายอยากจะถามเขา ฉวยโอกาสช่วงที่เขาก้มลงตรวจดูศพหมาป่า เรียบเรียงบทพูดไว้ในใจเป็นที่เรียบร้อย กำลังจะเอ่ยปาก ในป่าข้างหน้ากลับมีนกราตรี ๒-๓ ตัวบินพรวดขึ้นมาอย่างตื่นตกใจกะทันหัน
คนชุดดำเจ็ดคนพลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกข้า เหมือนดำดินโผล่ขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น
ข้าคิดในใจว่านี่ช่างเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยโดยแท้ ต้องไล่ตามมาฆ่ามู่เหยียนอีกแล้วแน่ๆ กำลังจะถอยหลังไปอย่างแนบเนียนหนึ่งก้าว อีกหนึ่งก้าว แล้วก็อีกหนึ่งก้าวพอดี
ยังไม่ทันที่ข้าจะถอยไปถึงข้างหลังมู่เหยียนได้สำเร็จ คนชุดดำข้างหน้ากลับพากันยันกระบี่กับพื้น คุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าพวกข้าโดยพร้อมเพรียง
“บริวารมาสายแล้ว…”
เสียงประสานเป็นหนึ่งเดียว ราวกับว่าบทพูดประโยคนี้ได้ผ่านการฝึกซ้อมมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และที่สอดคล้องกับคำพูดประโยคนี้คือ บนใบหน้าของทุกคนต่างมีสีหน้าละอายใจจนอยากตาย
ข้าเก็บความรู้สึกอัศจรรย์ใจ หันหน้าไปมองมู่เหยียน เขาเก็บกระบี่อ่อนในมือเรียบร้อยแล้ว สีหน้าเรียบเย็น ไม่ได้สนใจคนชุดดำพวกนั้น กลับมาถามข้าแทน
“ยังพอจะเดินไหวไหม?”
ข้ามองเขาอย่างงุนงง เขาอมยิ้มมุมปาก
“ไม่ใช่ว่าเจ้ากลัวจนเข่าอ่อนแล้วหรอกหรือ?”
ข้าเถียงกลับทันที “ข้าไม่ได้เข่าอ่อนสักหน่อย”
เขาส่ายหน้า “โกหกกันเห็นๆ”
ข้าพูดว่า “ข-ข้าไม่ได้โกหกกันเห็นๆ สักหน่อย”
เขามองหน้าข้าอย่างเรื่อยเฉื่อยสบายอารมณ์
“งั้นลองวิ่งให้ดูหน่อยสิ”
ข้าพูดว่า “…...”
มู่เหยียนพูดถูก ข้ากำลังโกหกกันเห็นๆ
ข้าตกใจจนเข่าอ่อนหมดแล้วจริงๆ นั่นแหละ ที่ถอยไป ๒-๓ ก้าวตอนช่วงเวลาคับขันเมื่อกี้นั่น เป็นแค่การแสดงออกเหนือขีดจำกัด
ทุกคนต่างก็มีจุดอ่อนของตัวเอง จุดอ่อนของข้าคือหมาป่ากับงู เพียงแต่ถูกมู่เหยียนพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ ออกจะเจ็บปวดอยู่บ้าง
การเข่าอ่อนเพราะเรื่องแค่นี้มันดูอ่อนแอเกินไป ข้าไม่อยากโดนเขาดูถูก ถ้าจวินเหว่ยเป็นคนถามข้า ข้าต้องตอบเขาอย่างดุร้ายแน่นอนว่า
“เหล่าเหนียง[1]เข่าอ่อนแล้วซะอย่าง เจ้าจะทำไมเหล่าเหนียงเรอะ?!”
แต่มู่เหยียนไม่เหมือนกัน ข้าอยากให้เขาได้เห็นแต่ด้านที่ดีที่สุดของข้า เหตุผลนี้มันง่ายๆ เหมือนกับไม่อยากให้คนที่เราหลงรักรู้ว่า ความจริงแล้วตัวเราเองก็ต้องเข้าส้วมเหมือนกันนั่นแหละ
แต่จะว่าไปแล้ว ข้าก็ไม่ต้องเข้าส้วมจริงๆ แหละนะ
กำลังจมอยู่กับความปวดร้าวใจ ข้างหูมีเสียง “ล่วงเกินแล้ว” ร่างกายพลันเบาวูบ ถูกมู่เหยียนช้อนอุ้มลอยขึ้น
ไม่รู้ว่าใครสูดหายใจเฮือก เพราะรอบด้านเงียบกริบเป็นพิเศษ เสียงสูดหายใจเฮือกนี้จึงดังชัดเจนเป็นพิเศษ ส่วนข้าเงยหน้าขึ้น มองเห็นแค่ท้องฟ้าที่ดวงจันทร์นวลสว่าง
แม้จะช้อนตัวข้าขึ้นอุ้ม มู่เหยียนยังคงเดินทอดฝีเท้าอย่างสบายอารมณ์เช่นเคย ไม่ปรากฏวี่แววว่าเป็นภาระแม้แต่น้อย เพียงแต่ตอนเดินผ่านคนชุดดำที่คุกเข่าอย่างเป็นระเบียบบนพื้น ได้ชะงักเท้าเล็กน้อย
ทุกคนพากันก้มหน้า เสียงของมู่เหยียนดังขึ้นลอยๆ ท่ามกลางขุนเขาอันโล่งกว้างนี้
“รู้ไหมว่า ‘องครักษ์’ คืออะไร? กระบี่ของพวกเจ้าต้องชักอยู่เบื้องหน้าข้า นี่ต่างหากถึงจะเป็น ‘องครักษ์’ ของข้า”
น้ำเสียงเรียบสนิท แต่ทำให้คนชุดดำที่คุกเข่าอยู่บนพื้นต่างก้มศีรษะต่ำกว่าเดิมโดยพร้อมเพรียง
นี่คือบารมีที่ผู้ดำรงตำแหน่งสูงในตระกูลสูงศักดิ์ได้มาจากการบ่มเพาะเนิ่นนานปี เหตุที่ข้าไม่ได้ประหลาดใจ เพียงเพราะเคยได้เห็นได้ฟังมาบ้างในวังหลวงแคว้นเว่ย เหมือนอย่างเสด็จพ่อของข้า ที่ถึงแม้จะปกครองแคว้นไม่ได้เรื่องจริงแท้ แต่ยังคงสามารถใช้บารมีแบบนี้ข่มขวัญบรรดาฟูเหรินของท่านได้สำเร็จนั่นเอง...
ขณะที่กำลังคิดเพลิน บังเอิญเงยหน้าขึ้น พบว่าอยู่ๆ คนชุดดำรายหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ตรงกลาง พลันลุกขึ้นดึงหนังหน้าของตัวเองจากริมจอนผมมา
ข้าปรับความคิดไม่ทัน ไม่รู้ว่านี่คือสถานการณ์อะไร ถามมู่เหยียนงงๆ
“เขากำลังทำอะไรน่ะ?”
มู่เหยียนมองหน้าข้า
“เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”
ข้าถามเองตอบเอง
“ดูแล้วเหมือนกับกำลังดึงหน้ากากหนังมนุษย์?”
ในระหว่างที่พวกข้าคุยกัน คนชุดดำก็ดึงหน้ากากหนังมนุษย์แผ่นบางๆ ออกมาจากใบหน้าจริงๆ พ่นลมหายใจสองเฮือก
“อึดอัดแทบแย่แน่ะ”
ข้าสังเกตดูนางอย่างละเอียด แล้วต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ภายใต้หน้ากากอันตายด้านกลับซ่อนใบหน้าของหญิงสาวไว้ ใบหน้าที่เครื่องหน้าคมขำชวนมอง
มู่เหยียนเลิกคิ้ว พูดเสียงเรียบว่า
“ข้ายังคิดอยู่เชียวว่าพักนี้พวกเขาไม่ได้เรื่องมากขึ้นทุกที แอบแฝงตัวเข้ามายังจะทำให้นกตกใจจนบินหนีอีก ที่แท้โดนเจ้าถ่วงนี่เอง”
หญิงสาวกลับไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด กระแซะเข้ามาหาด้วยสีหน้าทะเล้น
“ความจริงจะโทษพวกเขาไม่ได้หรอก ต้องชักกระบี่ที่เบื้องหน้าเกอเกอ ถึงจะมีคุณสมบัติเป็นองครักษ์ของเกอเกอ ถ้าเรียกร้องแบบนี้ งั้นทั่วแผ่นดินนี้ก็มีแค่ไม่กี่คนแล้วละที่สามารถเป็นองครักษ์ของเกอเกอได้ โฮ่…ขอข้าดูคนในอ้อมแขนของท่านรายนี้หน่อยสิ ข้าหลงนึกว่าท่านหลงรักฉินจื่อเยียนหัวปักหัวปำเสียอีก คนนี้คือว่าที่พี่สะใภ้ของข้าหรือ? ในที่สุดท่านก็ตัดใจจากจื่อเยียนได้แล้วหรือ? นี่แน่ะ เสาเส่า[2]? ท่านคือเสาเส่าของข้าใช่ไหม? ข้าคือมู่อี๋ ท่านชื่ออะไร…”
ข้าสะท้านเฮือก เม้มริมฝีปาก มู่เหยียนก้มหน้าลงตัดบทนาง
“อาฝูยังเป็นกูเหนี่ยงน้อยอยู่เลย”
มู่อี๋พูดเก้อๆ “ถ้าอย่างนั้นกับจื่อเยียน ท่าน...”
ข้าฟังคำสนทนาของพวกเขา ในใจหนักอึ้งไปชั่วขณะ แต่ข้ากับมู่เหยียนอยู่แนบชิดติดกัน ซึ่งไม่ได้รู้สึกเลยว่าตอนที่พูดถึงจื่อเยียน เขามีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าเขามีปฏิกิริยาแล้ว ตัวข้าไม่รู้สึกเอง เพราะอย่างไรเสียประสาทสัมผัสส่วนใหญ่ของข้าก็สูญหายไปแล้ว ส่วนที่ยังคงเหลืออยู่เหล่านั้นก็ไม่ค่อยจะไวนักเสียด้วย
มู่เหยียนไม่ได้พูดตอบ เพียงกวาดตามองคนชุดดำที่ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย สั่งว่า
“กลับค่ายพักกันก่อนเถอะ”
เขาอุ้มข้าเดินนำอยู่ข้างหน้า คนอื่นๆ เดินตามมาข้างหลัง
สามารถถูกเขาอุ้มเดินกลับไปตลอดทางแบบนี้ได้ ข้าควรจะรู้สึกกำไรแล้ว แต่ยังคงห้ามใจไม่ให้นึกเสียใจไม่ได้
จื่อเยียนคนนั้นข้ายังจำได้ ข้าคิดในใจ ทำไมข้าถึงไม่หาเขาพบให้เร็วกว่านี้สักหน่อยกันนะ
แสงจันทร์สาดส่องผ่านร่องใบไม้ในป่าลงมา ทอแสงเข้มจางเป็นด่างดวงทั่วพื้นดิน เหมือนถูกมีดกรีดตัดอย่างบรรจง
ข้าทนอั้นอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่าหางตายังพลอยแดงก่ำไปหมด กลับเค้นออกมาได้แค่เสียงเบาหวิวเหมือนเสียงยุงไม่กี่เสียง
ข้าพูดว่า “กูเหนี่ยงคนนั้นไม่ดี นางจะฆ่าท่าน ท่านอย่าไปชอบนางเลย”
มู่เหยียนก้มหน้าลงเล็กน้อย “อะไรนะ?”
ข้าสูดจมูก ได้สูญเสียความกล้าที่จะพูดซ้ำอีกครั้งไป เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
“ไม่มีอะไร ท่านดูสิ คืนนี้ดาวกลมมากเลย”
อึดใจใหญ่ มู่เหยียนพูดว่า
“ที่เจ้าพูด…น่าจะเป็นดวงจันทร์…”
วิหคบินกลับรัง วิกาลเย็นเฉียบดุจบึงน้ำ สรรพชีวิตทั้งปวงล้วนสูญสิ้นร่องรอย
เดินอยู่กลางดอยเขาอันขรุขระกันดาร การไม่พูดคุยจะให้อารมณ์เงียบเหงาอย่างมาก
หลังจากแยกทางกับมู่เหยียนแล้ว ตลอดทางมานี้ ความจริงแล้วไม่มีอะไรให้คุยมากนัก คิดอยู่เป็นนาน มีแค่เรื่องราวของสือซานเยว่ที่ค่อนข้างจะซับซ้อนซ่อนเงื่อน สามารถถือเป็นเหตุการณ์แปลกใหม่ ค่อยๆ เล่าให้เขาฟังบนเส้นทางภูเขาอันยาวไกลได้
ความจริงแล้วจนบัดนี้ ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เพราะอะไรสือซานเยว่ถึงได้ฆ่าตัวตาย ทั้งยังยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ยามที่เล่าเรื่องนี้ ตอนจบจึงห้วนและคลุมเครืออย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าประเด็นที่มู่เหยียนสนใจไม่ได้อยู่ที่ตอนจบ
“เจ้าหมายความว่า ขอแค่เลือกที่จะอยู่ในดินแดนหัวซวีที่เจ้าถักทอให้แก่พวกเขา ไม่ว่าเจ้าของเรื่องคนนั้นจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วภายในห้วงมายาก็ตาม ในโลกความจริง นางล้วนแต่หนีไม่พ้นชะตากรรมวิญญาณหวนคืนสู่แดนไร้นิวรณ์อยู่ดี?”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยถามข้า เนื่องจากหันหลังให้แสงจันทร์พอดี มองเห็นสีหน้าไม่ชัดเจน เพียงแต่เส้นผมดำสนิทปัดโดนแก้มของข้า นึกจินตนาการดูน่าจะจักจี้นิดๆ เหมือนโดนปุยหลิว
ค่ายพักที่มู่เหยียนพูดถึง ตั้งอยู่บนที่ราบอันกว้างขวางแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างหุบเขา
ความจริงแล้วเราเดินกันเป็นระยะทางพอสมควรกว่าจะมาถึงที่นี่ ข้ากลับเอาแต่เคืองว่าระยะทางนี้สั้นเกินไป
จากการนี้ได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพไม่ใช่เรื่องเหลวไหล สามารถนึกภาพออกได้ว่า สมมุติว่าตลอดทางนี้จวินเหว่ยเป็นคนร่วมทางมา ข้าจะต้องรู้สึกว่าหนทางยาวไกลทั้งยังอยากจะหลับตั้งแต่ตอนครึ่งทางอย่างแน่นอน
คืนนี้ข้ากับมู่อี๋นอนร่วมกระโจมกัน แต่ต้องรอให้มู่อี๋หลับเสียก่อนถึงจะกล้าหลับอย่างสบายใจ เพียงเพราะกลัวจะถูกนางจับได้ว่าคนที่นอนอยู่ข้างตัวคือคนตาย แต่มู่อี๋ไม่สามารถเข้าใจถึงความพยายามของข้าเลยสักนิด ยืนกรานจะนั่งดูดาวอยู่หน้ากระโจมเป็นเพื่อนข้า
จากการบอกเล่าของนาง ได้รู้ว่าเหตุที่คืนนี้ได้มาพบกับมู่เหยียนโดยบังเอิญที่นี่ ไม่ใช่ “แม้นชะตาต้องกันอยู่ไกลพันหลี่ยังมาพานพบ” จริงๆ เพียงแต่เขาจัดการเหตุเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัวบางเรื่องเสร็จเรียบร้อย และเลือกเส้นทางภูเขาปี้กลับคฤหาสน์ของตัวเองที่อยู่ไกลจากครอบครัวนับหมื่นหลี่เท่านั้น
ข้าลองคิดดู รู้สึกปลาบปลื้มนิดๆ ดูท่าทางเขาจะแยกกันอยู่กับพ่อแม่ ถ้าแต่งงานไป ก็ไม่ต้องคอยปรนนิบัติพ่อแม่สามี
แต่ลองคิดดูอีกที เห็นว่าตัวข้าคิดมากเกินไปแล้วจริงๆ
ข้าหันไปมองมู่อี๋ที่หน้าบานเป็นจานเชิงอยู่ใต้แสงจันทร์อย่างลังเล ถามคำถามที่นึกอยากจะถามมาโดยตลอด แต่ไม่มีใครช่วยตอบให้
“พี่ชายของเจ้าปี...ปีนี้เขาอายุเท่าไหร่? ต...แต่งงานแล้วหรือยัง?”
มู่อี๋ตกตะลึง ประคองจอกชาตรงหน้าขึ้นจรดริมฝีปาก มองหน้าข้าอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
“เรื่องนี้หรือ...”
ข้ารู้สึกว่าไข่มุกในอกโลดขึ้นมาจุกตรงคอหอยแล้ว
นางดื่มน้ำชาหนึ่งคำ มองหน้าข้าอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องต่อไป
“เรื่องนี้หรือ...”
ข้าอยากจะบีบคอนางให้ตาย
ระหว่างนี้ นางดื่มน้ำชาอีกสองคำ ดูดปากเสียงดังหนึ่งครั้ง แล้วดื่มน้ำชาอีกสองคำ ค่อยพูดเนิบๆ ว่า
“ยังไม่แต่ง”
ข้าควบคุมมือของตัวเองไม่ให้ยื่นออกไปอย่างเงียบงัน แต่นางกลับชะโงกหน้าเข้ามาหาเองอย่างกระตือรือร้น
“เจ้าถามเรื่องนี้ คิดจะทำอะไรรึ?”
ข้ากระแอมสองที นั่งถอยหลังไปเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร ข้ามีพี่น้องผู้หญิงอยู่คน อยากจะแนะนำให้พี่ชายของเจ้าน่ะ”
นางมองหน้าข้าด้วยดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า
ข้าเอามือปิดปากกระแอมอีกสองที
“จริงๆ นะ”
นางเอามือเท้าคาง ยิ้มตาหยีมองหน้าข้า
“เกอเกอน่ะชื่นชมเจ้ามากเลยนะ ที่แคว้นเฉินของเรา หญิงสาวโฉมงามทั้งหลายที่หลงรักเกอเกอจับมือกัน สามารถล้อมเมืองเฮ่าได้หนึ่งรอบเลยแหละ แต่เขาไม่เคยชายตาแลพวกนางเลย วันนี้ขาเจ้าไม่ดี เกอเกอกลับเป็นฝ่ายช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าเอง นี่ถ้าโดนพวกสาวๆ ที่หลงรักเขาในแคว้นเฉินรู้เข้าละก็ เจ้าได้โดนพวกนางรุมทุบตายแน่”
ข้าไม่ยอมน้อยหน้า พูดหน้านิ่งๆ ว่า
“เมื่อก่อนคนที่หลงรักข้าก็มีเยอะมากเหมือนกัน ต้องต่อแถวบนถนนหน้าบ้านของพวกข้าสายนั้นตั้งแต่หัวถนนไปจนถึงท้ายถนนโน่น”
แน่นอน คนพวกนั้นครึ่งหนึ่งมาเพื่อเงิน อีกครึ่งหนึ่งมาเพื่ออำนาจ เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดแหละนะ
มู่อี๋กะพริบตาปริบๆ
“โอ้โฮ งั้นเจ้ากับพี่ชายข้าก็เหมาะสมกันมากเลยนี่”
ได้ยินนางพูดอย่างนี้ ความจริงแล้วในใจข้านึกดีใจอยู่นิดๆ แต่ยังคงพูดหน้านิ่งๆ ว่า
“อย่าพูดส่งเดชสิ พี่ชายเจ้ามีนางในดวงใจอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? จื่อเยียนกูเหนี่ยงอะไรนั่นน่ะ...”
แต่ถูกมู่อี๋โบกมือตัดบท ส่ายหน้าพูดว่า
“นางหมดหวังแล้วละ ในเมื่อนางกล้าลอบฆ่าเกอเกอ ชาตินี้ก็ไม่มีบุญจะได้เป็นพี่สะใภ้ของข้าแล้ว”
ข้าถามอย่างสงสัย
“หรือมีแต่ต้องรักกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ เสียแล้ว?”
มู่อี๋หัวเราะพรืด
“เจ้านี่น่าสนุกชะมัด ข้าจะบอกให้นะ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ท่านพ่อย่อมไม่มีทางอนุญาตให้เกอเกอแต่งงานกับจื่อเยียนเด็ดขาด อีกอย่าง เกอเกอน่ะนะ เรื่องจำพวกสายลมจันทราน่ะยัง...”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็พูดเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“จะว่าไป อาฝู ถ้าเจ้าสนใจเกอเกอจริงๆ เทียบกับจื่อเยียนแล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เจ้าต้องจำไว้ให้แม่นยำ”
นางหุบยิ้มมองหน้าข้า
“ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เกอเกอเคารพนับถือในชีวิตนี้ คิดว่าเจ้าน่าจะเคยได้ยินเช่นกัน พระธิดาองค์เล็กที่พลีชีพเพื่อแคว้นของอดีตเว่ยกงผู้นั้น เจ้าหญิงเหวินชางเยี่ยเจินผู้เลื่องลือนามไปทั่วแผ่นดิน”
เรื่องที่มู่อี๋พูดขึ้นมา เป็นแค่เรื่องเมื่อครึ่งปีก่อนเท่านั้น แต่เหมือนเป็นคนละภพชาติ
ภายใต้แสงจันทร์อันนวลตา นางถือจอกกระเบื้องเคลือบสีขาว ขมวดคิ้วไล่ย้อนนึก
“ข้าไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนนั้น แค่ได้ยินว่า แคว้นเว่ยแล้งฝนมาเนิ่นนาน ยามที่เยี่ยเจินพลีชีพเพื่อแคว้น ฟ้ากลับพลันประทานฝน ทุกคนต่างบอกว่า นั่นคือสวรรค์ทรงโศกเศร้ากันแสงเพราะการสิ้นชีพิตักษัยของเจ้าหญิงเหวินชาง บอกว่ากำแพงเมืองสูงร้อยจ้าง เยี่ยเจินทิ้งร่างกระโดดลงไป ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย แม้แต่แม่ทัพนายกองของแคว้นเฉิน ยังนึกนับถือในความใจเด็ดของนาง เกอเกอขนานนามเยี่ยเจินว่าเป็นที่สุดแห่งยุค บอกว่าต้าฉาวรวมๆ แยกๆ มาหลายปีปานนี้ ปรากฏเจ้าหญิงที่ยอมตายเพื่อบ้านเมืองแค่องค์นี้องค์เดียว ถ้าไม่ได้เป็นหญิง และไม่ได้อายุน้อยแค่นี้ น่าจะต้องได้กระทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่แน่แท้ ข้าเองก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน ว่ากันว่าเยี่ยเจินรูปโฉมงดงาม ทั้งยังมีความรู้ เดิมทีควรได้รับการจารึกนามและความสามารถลงในประวัติศาสตร์ชั่วนิรันดร์ กลับมาด่วนจากไปอย่างนี้เสียแล้ว ช่างน่าแค้นใจนักที่ดันเกิดมาในขัตติยวงศ์...”
ข้าพูดว่า “เจ้าพูดมามากมายอย่างนี้ ความจริงคือจะบอกว่า...”
นางวางจอกชาลงเกาศีรษะ
“อ๋า...จริงด้วย...เมื่อกี้ข้าตั้งใจจะพูดว่าอะไรแล้วนะ?”
ข้าลูบอกตัวเอง ไม่รู้สึกถึงเสียงหัวใจเต้น อึดใจใหญ่ พูดว่า
“เกิดมาในขัตติยวงศ์ เดิมทีก็ควรเป็นเช่นนี้ ได้รับอภิสิทธิ์มากมายปานนั้นแต่ยังเยาว์ ย่อมจะมีภาระหน้าที่ต้องแบกรับ เยี่ยเจินเองก็ตายได้อย่างเหมาะสม อยู่ในตำแหน่งใดก็ต้องทำงานของตำแหน่งนั้น ดำเนินตามวิถีของตำแหน่งนั้น รับผิดชอบตำแหน่งนั้น ปวงประชาทั่วหล้าบูชาเลี้ยงดูนาง ยามรับของถวายจากปวงประชา ไม่พูดว่าช่างน่าแค้นใจที่เกิดมาในขัตติยวงศ์ ยามต้องแบกรับภาระหน้าที่ของตน กลับมาพูดว่าช่างน่าแค้นใจที่เกิดมาในขัตติยวงศ์ ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็น่าแค้นใจจริงๆ นั่นแหละ”
พูดจบก็รู้สึกว่าประเด็นการสนทนาของเรากำลังพัฒนาไปสู่ทิศทางอันลึกซึ้ง จึงรีบรั้งม้าที่ปากเหว
ข้าถามว่า “เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?”
มู่อี๋ที่อยู่ตรงข้ามตะลึงมองข้าอยู่พักใหญ่
“ข้าเองก็ไม่รู้...”
ความจริงข้าไม่ต้องนอนก็ได้เช่นกัน เหมือนกับที่ข้าไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องดื่มน้ำ ไม่ต้องเข้าส้วม ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าก็ได้...เสื้อผ้ายังต้องสวมอยู่ดี
มีชีวิตอยู่จนถึงขอบเขตของข้านี้ จะถือเรื่องเหล่านี้เป็นงานอดิเรกไปทั้งหมดเสียละมาก นึกอยากจะทำขึ้นมาก็หาอะไรกินสักหน่อย ก็นอนสักหน่อย ก็ไปเข้าส้วมสักหน่อย แม้จะถูกกำหนดไว้แล้วว่าถ่ายไม่ออกหรอก...
ถึงยังไงขอแค่มีมุกเงือกอยู่ ทุกอย่างต่างสามารถชำระล้างได้ทั้งนั้น รวมถึงความง่วงที่เดิมทีควรจะเกิดขึ้นในยามนี้ รวมถึงมะเขือเทศผลเล็กดูท่าทางเปรี้ยวจัดผลหนึ่ง ที่ยอมกินลงท้องไปเพราะเห็นแก่หน้ามู่อี๋เมื่อครึ่งเค่อก่อน
สรุปว่าไม่มีอะไรไม่สะดวก ทุกอย่างต่างสะดวกเป็นอย่างมาก
เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่นานมาก สุดท้ายมู่อี๋ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ อ้าปากหาวเลิกประตูกระโจมไปเข้านอน
ข้าลูบหน้าอก ยังคงไม่รู้สึกว่ามีเสียงขยับไหวใดๆ แต่ในใจนั้นหวานล้ำยิ่ง
มู่อี๋บอกว่าพี่ชายนางนับถือข้าอย่างมาก คำพูดทำนองเดียวกัน ข้าเองก็เคยได้ฟังมาแล้วมากมาย เพียงแต่เมื่อก่อนรู้สึกมาตลอดว่า คนที่นับถือการกระโดดกำแพงฆ่าตัวตายของข้านั้น ท่าจะบ้าโดยแท้ หรือไม่ก็คงจะถูกบีบบังคับ เพราะผู้ที่คู่ควรแก่การนับถืออย่างแท้จริง ควรจะเป็นวีรบุรุษผู้ขวางดาบขี่อาชาในกลียุค สร้างคุณูปการยืนนานนับพันปีต่างหาก
ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร ข้าเป็นแค่โจรผู้พ่ายแพ้ ใช้ความตายสังเวยแคว้นเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เอาถ่านแล้ว น่าแค้นใจนักที่ไม่อาจเป็นเทวดาจำแลงร่าง เหนี่ยวรั้งวิกฤติการณ์ สุดท้ายก็มีพลังใจแต่ไร้พลังกาย
แน่นอน บรรดาพี่ชายและพี่สาวที่ไม่ได้พลีชีพเพื่อแคว้น และตอนนี้ก็ยังคงอยู่ดีมีสุขเหล่านั้น ยิ่งไม่เอาถ่านหนักกว่า แต่ก็แค่ห้าสิบก้าวเยาะร้อยก้าว ทุกคนต่างไม่เอาถ่านเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรให้น่าหัวเราะเยาะกันเองหรอก
ผืนฟ้าสูงแผ่นดินไกล หมู่ภูไศลทอดเหยียดยาว
ข้าลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย หันหน้าไปดู กลับมองเห็นมู่เหยียนที่กำลังก้มหน้าทำอะไรบางอย่างอยู่หน้ากระโจมอีกหลังซึ่งอยู่ห่างออกไปไกล ตรงหน้ามีกองไฟที่ลุกอ่อนๆ อยู่หนึ่งกอง รอบด้านคือสีแห่งราตรีที่ไร้ขอบเขต ร่างสูงเพรียวของเขาสะท้อนเงาอยู่ในแสงไฟอันริบหรี่ ดูท่าทางไม่มีอารมณ์จะนอนเหมือนกัน
ข้าคิดในใจ ช่วงเวลาดีๆ ที่เหมาะแก่การอยู่กันตามลำพังสองต่อสองแบบนี้ ข้าจะเตร่เข้าไปหาดี หรือไม่เตร่เข้าไปหาดีหนอ
ในระหว่างที่กำลังใคร่ครวญ ก็ได้เร่งฝีเท้าก้าวฉับๆ เตร่เข้าไปหาแล้ว
พฤติกรรมนี้ช่างไร้ยางอายเกินไปจริงๆ
จวินเหว่ยเคยเล่าเรื่องเล่าทำนองนี้ให้ข้าฟังมามากมาย ในเรื่องเล่า บรรดากุลสตรีในห้องหอจากตระกูลใหญ่เหล่านั้น ได้พบกับบุรุษที่ตนหลงรัก จะล้วนแต่ “แอบอุธัจขัดเขินเป็นยิ่งนักอยู่ลับๆ” แบบนั้นจึงจะชวนให้เอ็นดู
แต่ข้าไม่อาจพิจารณาเห็นธรรมหยั่งรู้ได้โดยแท้ว่า แบบไหนที่เรียกว่า “แอบอุธัจขัดเขินเป็นยิ่งนักอยู่ลับๆ” อีกทั้งขอแค่ได้พบมู่เหยียน มือเท้ายังมักจะไวกว่าสมองก้าวหนึ่งเสมอ
ข้ากระแซะเข้าไปหา “ท่านกำลังทำอะไรอยู่?”
มีดแกะสลักในมือมู่เหยียนผ่อนช้าลง
“แกะของเล่นเล็กๆ ฆ่าเวลาน่ะ” พูดจบเงยหน้าขึ้นมองข้า ขมวดคิ้วถามว่า “ยังไม่นอนอีกรึ? ดึกป่านนี้แล้ว”
เดิมทีข้าก็ไม่อยากนอนอยู่แล้ว ได้เห็นเขาก็ยิ่งไม่อยากนอนเข้าไปใหญ่ แต่จะพูดออกมาอย่างชัดเจนโจ่งแจ้งแบบนี้ก็ไม่ได้ อึกอักอยู่สองที ย่อตัวลงนั่งข้างๆ ดูนิ้วเรียวยาวของเขาจับมีดแกะสลักวาดเส้นลงบนเนื้อหยกทีละเส้นๆ
อึดใจใหญ่ อยู่ๆ มู่เหยียนก็ถามว่า
“จริงสิ แหวนปานจื่อหยกของข้ายังอยู่ที่เจ้าสินะ?”
ข้าส่ายหน้า “จำนำไปแล้ว”
เขาชะงักมีดแกะสลัก “จำนำไปแล้ว?”
ข้าก้มหน้าแสร้งทำเป็นศึกษาดูว่าเขาแกะสลักอะไร อุบอิบเสียงเบาหวิวเหมือนเสียงยุง
“อืม”
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพ่งสมาธิที่มีดแกะสลักในมือและหยกที่เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างต่อไป ไม่นาน เสือน้อยตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือดุจมีชีวิต
ข้าเอ่ยชมออกมาจากใจจริง “สวยจริงๆ”
เขาถือเสือน้อยหมุนเล่นไปมาอยู่ในมือ
“งั้นหรือ? เดิมทีตั้งใจจะใช้เจ้านี่แลกกับแหวนปานจื่อหยกของข้าอยู่หรอก”
ข้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยิบแหวนปานจื่อที่ใช้ด้ายแดงร้อยไว้ออกมาจากในคอเสื้อ วางลงบนมือเขาเงียบๆ แล้วหยิบเสือน้อยหยกสลักที่เพิ่งจะเสร็จจากเตาหมาดๆ มาเงียบๆ
มู่เหยียนตกตะลึง
ข้าพูดว่า “เห็นได้ชัดว่าเสือตัวนี้แพงกว่ากันอยู่หน่อย ข้าเอาอันนี้ดีกว่า”
ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก ข้าก็แค่รู้สึกว่า แหวนปานจื่อวงนั้นเป็นวัตถุไร้ชีวิต แต่เสือตัวนี้มู่เหยียนเป็นคนแกะสลักเองกับมือ ถึงจะไม่ได้ตั้งใจแกะให้ข้าโดยเฉพาะ แต่ทั่วทั้งต้าฉาวก็มีแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียว ข้าจะถือเสียว่าเขาตั้งใจแกะเองกับมือเพื่อมอบให้ข้า วันหน้านึกถึงขึ้นมา ในใจก็จะอบอุ่นกว่ากันมาก
แต่ยังคงเจ็บใจนิดๆ อยู่ดี ขยับเข้าไปใกล้อย่างขลาดๆ
“ท...ท่านพอจะช่วยแก้เสือน้อยตัวนี้ใหม่ได้ไหม?”
เขาเพ่งพิศเสือน้อยที่ข้ายื่นไปให้
“อ้อ จะให้แก้ตรงไหนหรือ? ตาหรือหู?”
ข้านั่งตัวตรงเรียบร้อยข้างหน้าเขา
“ท่านดูนะ ท่านแก้มันให้เหมือนข้าได้หรือเปล่า?”
มู่เหยียน “…...”
ยังไงเขาก็มีมือที่เลิศล้ำ ไม่เพียงแต่ดีดพิณได้ดี แกะสลักของเล่นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
รอบบริเวณบานสะพรั่งไปด้วยปัวกิน้อยสารพัดสีสัน ถูกแสงไฟสาดส่องจนแดงเรื่อ
สายตาของเขากวาดมองมา ยามมองหน้าข้า ทำให้รู้สึกว่าสุดขอบฟ้าเงียบสงัด ดอกเหมยขาวบานสะพรั่งทั้งดอยเขาทั่วท้องทุ่ง
แต่ตัวข้ากลับไม่สามารถดมกลิ่นเช่นนั้นได้อีก
มู่เหยียนยิ้ม “จะแกะสลักให้เหมือนเจ้า งั้นก็ต้องรบกวนเจ้าช่วยถอดหน้ากากออกแล้วละ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าอันที่ข้าแกะสลักออกมานี้ก็คือเจ้า?”
ข้าสะดุ้งในใจ ลำคอตีบตัน ส่ายหน้าไปมา
เขาถามเบาๆ “เพราะอะไร?”
ข้าลูบหน้ากากบนใบหน้า กระถดถอยไปข้างหลัง
“เพราะว่า...เพราะว่าข้าเป็นหญิงอัปลักษณ์”
ข้าพบเขาครั้งแรก อายุแค่สิบสี่ปี ตอนนั้นใบหน้ายังไม่สลัดคราบความเป็นเด็ก ครั้นถึงวัยสิบเจ็ดปีซึ่งงดงามที่สุด กลับไม่อาจแม้แต่จะให้เขาได้เห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้าย จวบจนวันนี้ บนหน้าผากมีรอยแผลเป็นยาวเหยียดรอยนี้งอกมา ไม่ว่าอย่างไรก็จะให้เขารู้ไม่ได้เด็ดขาด
ข้ามองดูนิ้วมือของตัวเอง เป็นครั้งแรกที่นึกท้อแท้เพราะการเสียโฉมเช่นนี้
ข้าอยากให้เขาได้เห็นตัวข้าที่งดงามที่สุด
แต่ตัวข้าที่งดงามที่สุดกลับตายไปเสียแล้ว
ที่ใต้หน้ากาก น้ำตาหนึ่งหยดได้ไหลออกมา ข้าก้มหน้าสูดจมูก โชคดีที่เขามองไม่เห็น
คืนนี้ ข้ากอดหยกแกะสลักชิ้นน้อยที่มู่เหยียนแกะให้ข้า นอนหลับสนิทดีมาก จนถึงกลางดึก ไม่ทราบถูกใครปลุกให้ตื่น ลืมดวงตาสะลึมสะลือขึ้น ขยี้ตาผ่านหน้ากาก ขยี้ตาอีกครั้ง
บุปผาประชันจันทร์เสี้ยว ผู้ที่มอบหยกแกะสลักให้ข้ายิ้มบางๆ อยู่ใต้แสงจันทร์พลางพูดว่า
“ไม่ต้องขยี้แล้ว”
เขายื่นมือมาจะดึงข้าลุกขึ้น แขนเสื้อกว้างใหญ่ห้อยระอยู่ข้างตัวข้า
“มาเถอะ เรารีบฉวยโอกาสตอนนี้ปลีกตัวจากไปกัน”
ข้าหยีตามองหน้าเขา ราวกับมองเทพสวรรค์ที่พลันปรากฏองค์กะทันหัน อย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้แต่แววยิ้มรำไรยามเขากะพริบตาก็ไม่ปล่อยให้หลุดรอด
ข้าถามว่า “ไปไหนหรือ?”
เขาหลุบตาลงเหลือบมองมู่อี๋ที่นอนอยู่ข้างๆ ข้า พูดอย่างไม่รีบไม่ร้อน
“เจ้าบอกไม่ใช่หรือว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังคงสงสัยเรื่องของเยว่ฟูเหรินแห่งแคว้นเจิ้งอยู่เลย? เราไปที่แคว้นเจิ้งคลี่คลายเรื่องนี้กัน ไม่แน่ว่าระหว่างทางยังอาจจะได้เจอจวินซยงตี้กับเสี่ยวหวงอีกด้วย” หยุดเล็กน้อยแล้วพูดอีกว่า “ไม่ต้องกังวล องครักษ์ของข้าพวกนี้จะยังตื่นไม่ได้ไปอีกสักพัก พวกเขาตามไปด้วยก็เป็นแค่ตัวถ่วง เราเร่งเดินทางทั้งคืนกัน สลัดพวกเขาทิ้ง เส้นทางหลังจากนี้ก็สบายแล้ว”
ข้าส่งมือให้เขา คิดเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“ถึงยังไงก็ต้องทิ้งจดหมายไว้สักฉบับอยู่ดี พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
เขาฉุดข้าลุกหวือขึ้นมา
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักหนาหรอก ตั้งแต่ข้าอายุสิบสองปี ก็เริ่มออกจากบ้านตามลำพังอยู่บ่อยๆ พวกเขาน่าจะชินแล้วละ”
ข้าจัดกระโปรงที่สวมอยู่ให้เรียบร้อย ยังกังวลอยู่อีกนิด
“แต่ว่า...แต่ว่าข้าตามท่านไปทั้งอย่างนี้ ถือว่าหนีตามกันหรือเปล่า?”
มู่เหยียน “…...”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] เหล่าเหนียง แปลว่า แม่ เป็นคำหยาบ ใช้ด่าคู่สนทนาโดยยกตัวเองเป็นแม่ของคู่สนทนา
[2] เสาเส่า แปลว่า พี่สะใภ้ เป็นคำที่น้องของสามีใช้เรียกพี่สะใภ้