หัวข้อ : บทที่สาม (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:48

บทที่สาม (1)

 

ข้ามภูเขาปี้ เข้าลึกสู่ใจกลางแคว้นเฉิน

พวกข้าละทิ้งความคิดเลือกเส้นทางผ่านแคว้นเจียง เปลี่ยนเป็นจากฝั่งตะวันออกของแคว้นเฉินอ้อมเลี่ยงแคว้นเจ้ามุ่งหน้าสู่แคว้นเจิ้ง เพื่อให้สะดวกต่อการสลัดหลุดจากมู่อี๋และองครักษ์ชุดดำกองนั้นโดยสิ้นเชิง สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ

เร่งเดินทางมาตลอดทางแบบนี้ เดิมทีควรจะเหนื่อยล้าอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นการร่วมทางกับมู่เหยียน จึงไม่รู้สึกเลยสักนิด

ความคิดส่วนตัวในใจข้าอยากให้เดินทางช้าลงหน่อย...ช้าลงอีกหน่อย แต่ไม่มีเสี่ยวหวงคอยเป็นตัวถ่วง ความปรารถนานี้ได้เปลี่ยนเป็นยากยิ่งจะสมหวัง ข้าได้พยายามอืดอาดยืดยาดอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังคงมาถึงชายแดนระหว่างสองแคว้นเจ้ากับเจิ้งอย่างรวดเร็วอยู่ดี

เดือนขึ้นกึ่งกลางฟ้า รัศมีรี่ไหลเหินรำร่าย

พวกข้าหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ต่างคนต่างกลับห้องไปพักผ่อน

ข้านอนอยู่บนเตียง คำนวณระยะทางไปถึงเมืองซื่อฟังของแคว้นเจิ้งไปพลาง คิดถึงเสี่ยวหวงอยู่เงียบๆ ไปพลาง นึกทอดถอนอยู่ในใจนิดๆ

ทำไมนานๆ ทีอุตส่าห์ต้องการตัวมันสักครั้ง มันก็ดันไม่อยู่กันนะ ช่างเป็นเสือที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จสิ้น ลงไปกินข้าวเช้าที่ชั้นล่าง

มู่เหยียนรออยู่ที่ห้องโถงแล้ว เขาเปลี่ยนเป็นสวมชุดผาวผ้าไหมทอยกดอกสีฟ้าสด ท่ามกลางม่านหมอกสีฟ้าในแสงอุษาสาง สลัวเลือนเหมือนห่มด้วยแสงอรุณและสีหมอก

ข้าชะงักฝีเท้า คิดในใจ ว่าแล้วเชียว ในโลกนี้ไม่มีใครเหมาะจะใส่ชุดสีฟ้ายิ่งไปกว่าเขาอีกแล้ว ถ้าใครกล้าสวมสีฟ้าต่อหน้าเขา เท่ากับแส่หาความอัปยศใส่ตัวชัดๆ

แล้วคิดอีกว่า ตอนได้พบจวินเหว่ยครั้งหน้า ต้องเกลี้ยกล่อมเขาให้ดีๆ สนับสนุนให้เขามุ่งมั่นพัฒนาไปในด้านจอมยุทธ์หนุ่มชุดขาวจะดีกว่า อย่าหันมาเริ่มใส่ชุดสีฟ้าเพราะสีฟ้าไม่ค่อยสกปรกง่าย

หลังจากได้ยลโฉมของมู่เหยียนในชุดสีฟ้า แล้วมายลโฉมจวินเหว่ย เปรียบเทียบกันแล้ว ช่างยากเหลือเกินที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเจริญตาจนชุ่มชื่นหัวใจ

หลังจากคิดเสร็จเดินลงบันไดต่อ โดยถือโอกาสจัดกระโปรงไปด้วย ตอนเงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่ามู่เหยียนซึ่งเดิมทีเบือนหน้ามองไปที่นอกหน้าต่างไม่ทราบหันหน้ากลับมามองข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ยามสายตาสบกัน ได้ส่งยิ้มบางๆ ให้ข้า ก่อให้เกิดผลลัพธ์โดยตรงคือข้าตกบันไดดังโครม...

ต่อให้มู่เหยียนเก่งกาจเป็นเลิศ ครั้งนี้ก็รับข้าไม่สำเร็จอยู่ดี เนื่องจากยังไงก็ไม่ใช่ระยะห่างจากชั้นเจ็ดถึงชั้นหนึ่ง แต่เป็นบันไดขั้นที่เจ็ดถึงพื้นเท่านั้น ระยะห่างแนวดิ่งสั้นเกินไป ระยะห่างแนวราบก็ห่างจากเขามากเกินไปอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตรงกลางยังมีสิ่งกีดขวางจำพวกโต๊ะเอย ม้านั่งเอยอยู่ด้วย

ที่น่าเศร้าคือ ในจังหวะชั่วพริบตาที่แผ่นหลังสัมผัสพื้น สิ่งที่ข้าคิดถึงดันไม่ใช่เรื่องจำพวกกระโปรงจะสกปรกหรือเปล่า แต่กลับเกิดประกายไหวพริบ เห็นว่าการตกบันไดครั้งนี้ตกได้ดีงามแท้ แบบนี้ก็มีเหตุผลให้แกล้งป่วย หยุดค้างที่เมืองน้อยริมชายแดนแห่งนี้แล้ว ก็สามารถ...ก็สามารถอยู่กับเขานานขึ้นอีกพักหนึ่งแล้ว

เจ็บใจนักที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงการพึ่งพาตัวเองด้วยการใช้วิธีแบบนี้เลย เอาแต่ฝากความหวังไว้กับเสี่ยวหวงที่อยู่ไกลออกไปพันหมื่นหลี่ ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

แต่การแสร้งทำเป็นบาดเจ็บสาหัสนั้น ลำบากยากเย็นจริงๆ

ข้าพยายามย้อนนึกดูว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นเป็นอย่างไร แต่ก่อนจะย้อนนึกขึ้นมาได้ กลับถูกมู่เหยียนช้อนร่างอุ้มลอยขึ้นมาจากบนพื้นเสียก่อน

“แค่เดินลงบันไดยังหกล้มได้อีก เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”

ข้าแสร้งทำเป็นสูดปาก เป็นการบอกว่าข้าเจ็บมาก

เขาขมวดคิ้วปรับท่าที่อุ้มข้า

“ล้มโดนตรงไหนหรือ?”

ข้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองหน้าเขา

“ล้มโดนไปหมดทุกที่เลย”

เขานิ่งไปเล็กน้อย

“พาเจ้าไปหาหมอก่อนก็แล้วกัน”

ข้าใจหายวาบ คิดในใจว่าคราวนี้ล้อเล่นหนักข้อเกินไปเสียแล้ว รีบดิ้นหลุดจากอ้อมแขนเขาลงมายืน ยิ้มแห้งๆ พูดว่า

“ไม่ได้ล้มโดนตรงไหนทั้งนั้น ข้าไม่ไปร้านหมอ ข้าล้อท่านเล่นหรอก”

เขาจ้องหน้าข้าเขม็ง

ข้าปาดเหงื่อบนหน้าผาก ยิ้มแห้งๆ เหมือนเดิม

“ไปร้านหมอจะเอิกเกริกเกินไป ท่านดูสิ ข้าสบายดีออก ข้าแค่ล้อท่านเล่นนิดเดียวเอง สมัยยังเด็กข้าน่ะชอบหกล้มอยู่บ่อยๆ เลย...เลยล้มจนชินแล้ว”

เขาขมวดคิ้ว “จริงรึ?”

ข้าพยักหน้าแรงๆ “อื้อ จริงๆ”

เขายังคงขมวดคิ้วเหมือนเดิม

“เด็กน่ะเป็นวัยกำลังโต เกิดกระดูกเคลื่อนผิดที่ขึ้นมา จะเป็นปัญหาใหญ่ทีหลังได้”

ข้าพูดว่า “ข้าสิบเจ็ดปีแล้ว”

เขายิ้มโดยไม่วิจารณ์ พอเอ่ยปากได้เปลี่ยนเรื่องว่า

“ในเมื่อไม่เป็นไร งั้นกินข้าวเช้ากันก่อนเถอะ” เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาถามข้าอีกว่า “อาฝู เจ้าอยากกินอะไรบ้าง?”

 

สุดท้ายมู่เหยียนก็ไม่ได้พาข้าไปร้านหมอ แต่ข้าใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่ตลอด พยายามแสดงท่าทางร่าเริงแข็งแรงอย่างสุดความสามารถ แม้แต่เดินยังเริ่มจะเดินแกมกระโดด เพราะถ้าไม่ร่าเริงแข็งแรง ก็อาจจะถูกส่งไปร้านหมอ ตามด้วยถูกจับได้ว่าเป็นคนตายที่มีชีวิต จากนั้นถูกส่งไปยังองค์กรวิจัยสิ่งลี้ลับอะไรเทือกนั้น

คาดว่าข้าคงจะเดินแกมกระโดดหนักข้อเกินไป สงสัยว่าจะเหมือนหน้านวลจวนจะตาย ทำให้มู่เหยียนรู้สึกเวียนหัวนิดๆ ยิ่งคิดว่าข้าจำเป็นต้องพักผ่อนให้เต็มที่สักพักเข้าไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจหยุดค้างที่เมืองด่านชายแดนแห่งนี้หนึ่งคืน

เมืองด่านชายแดนระหว่างแคว้นเจ้ากับแคว้นเจิ้งรุ่งเรืองคึกคัก มีขายไปทุกอย่าง มีเงื่อนมงคลที่ถักจากลูกผมตรงหน้าผากของเด็กสาวชาวเผ่าวิหค มีผ้ารัดมวยผมที่ว่ากันว่าชายหนุ่มรูปงามคนไหนสักคนซึ่งลาโลกไปหลายปีแล้วเคยสวม ยังมีหนอนขาวตากแห้งซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษอย่างหนึ่งของแคว้นเจ้า เล่าลือกันว่าสามารถนำมาแช่น้ำใช้รักษาโรคคะนึงหาได้

ข้าสนใจเจ้าหนอนขาวชนิดนี้เป็นอย่างมาก คิดว่าถ้ามีประสิทธิภาพเป็นพิเศษจริงๆ ก็สามารถซื้อสักนิดหนึ่งมาบดเป็นผงผสมลงในอาหารของมู่เหยียนยกไปให้เขากินได้ ให้เขาลืมฉินจื่อเยียนและเริ่มต้นใหม่

แต่ลองสอบถามเสี่ยวเอ้อร์ดู พบว่าเจ้านี่ได้แต่แช่น้ำดื่มเท่านั้น ยังไงก็จะเอาเจ้าหนอนขาวนี่แช่น้ำเสร็จเทใส่ในชามข้าวของมู่เหยียน บอกเขาว่า “เนี่ย เพิ่มอาหารให้ท่านนะ เจ้านี่ท่านอาจจะดูว่ามันเหมือนหนอน...อันที่จริงมันก็คือหนอนนั่นแหละ แต่ว่ามันไม่ใช่หนอนธรรมดา...” ไม่ได้อยู่แล้ว คาดว่าข้ายังพูดไม่ทันจบ เขาก็คงเทข้าวทิ้งหมดทั้งชามเสียก่อน แบบนี้จะสิ้นเปลืองเสบียงอาหารเกินไป

คนชายแดนถนัดบ่มเหล้า ข้าวกลางวันได้กินจำพวกเกล็ดหิมะนมหวาน เหล้าดอกเหมยแช่หิมะ ขนมอี๋ใส่ข้าวหมาก มู่เหยียนเป็นคนจ่ายเงินตามเคย จากนั้นถูกเขาพาไปที่โรงน้ำชาหรูหรามีรสนิยมแห่งหนึ่งด้านข้างตลาดเพื่อฟังเรื่องเล่า พวกเราไม่ได้เดินซื้อของต่ออีก

จวินเหว่ยที่ถูกข้าลืมไปพักใหญ่มีความคิดเห็นอยู่อย่าง เขาคิดว่าขอเพียงเป็นผู้ชาย จะไม่มีทางรักการเดินซื้อของเป็นเพื่อนผู้หญิง เพราะสมมุติว่าผู้หญิงเกิดถูกใจอะไรขึ้นมา จะต้องให้ผู้ชายเป็นคนจ่ายเงิน ผู้ชายจึงเป็นแค่กระเป๋าเงินเท่านั้น ซึ่งออกจะทำร้ายศักดิ์ศรีกันเกินไปนิด แต่สมมุติว่าผู้หญิงเกิดไม่ถูกใจอะไรเลย…ข้อสมมุตินี้เป็นโมฆะ นี่ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

แน่นอนว่า ความคิดเห็นอันคับแคบนี้ ไม่สามารถนำมาใช้กับข้าและมู่เหยียนได้ พวกเราไปฟังเรื่องเล่าที่โรงน้ำชา แค่เพราะดวงอาทิตย์เดือนหกที่อยู่เหนือศีรษะร้อนแผดเผาเกินไปเท่านั้น

 

ในโรงน้ำชาโต๊ะเต็มหมดทุกโต๊ะ ได้แต่นั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่นที่หน้าบันได

มู่เหยียนหยิบพัดจีบเล่มหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ คลี่กางออกมา เป็นพัดกระดาษสิบสองก้านที่ยังไม่เขียนหน้าพัด พัดจีบขยับโบก มีลมเย็นไล้ใบหน้า

เซียนเซิง[1]สูงวัยผู้เล่าเรื่องนั่งตัวตรงเรียบร้อย กำลังเล่าถึงตอนเข่นฆ่ากันพอดี

“สิบห้าค่ำเดือนห้าเป็นคืนเดือนหงาย องค์ชายรองซูเซี่ยได้ฟังรายงานลับที่ขันทีนำมาแจ้งว่า ‘เฉินโหวประชวรมานานวัน ยามห้ายหนึ่งเค่อ[2] ทรงสูดพระอัสสาสะสุดท้าย ยามสิ้นพระชนม์มีเพียงมหาเสนาบดีอิ่นฉือคอยรับใช้อยู่ข้างพระแท่น ครึ่งเค่อก่อนอิ่นฉือได้ส่งคนสนิทเร่งรีบเดินทางมุ่งหน้าไปรับรัชทายาทซูอวี้เสด็จกลับแคว้นมาสืบทอดบรรดาศักดิ์ หากฝ่าบาทรองจะก่อการ คืนนี้คือฤกษ์ดี หากทรงปล่อยให้รัชทายาทอวี้เสด็จกลับแคว้น ทุกอย่างจักไม่อาจแก้ไข’

“ซูเซี่ยบากบั่นดำเนินการมาหลายปี ก็เพื่อรอคอยวันนี้ เวลานี้ พระบิดาผู้ชราได้ขี่กระเรียนกลับสู่ประจิม[3] พระเชษฐาซึ่งเดิมทีควรจะสืบทอดบรรดาศักดิ์ ยามนี้ก็ร่อนเร่ไปสุดหล้าเพราะช้ำรัก ไม่มีโอกาสใดจะดียิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว คืนนั้น ซูเซี่ยได้ก่อการบุกยึดวังหลวง พลานุภาพไร้ผู้ต้านติดไปตลอดทาง บุกเข่นฆ่าเข้าไปถึงในวังหลวง ทหารรักษาวังหลวงและทหารเฝ้าประตูวังแปรพักตร์กะทันหัน เมืองเฮ่าเจ็ดสิบหลี่ถูกแสงไฟสาดส่องจนราวกับเผาเมือง กลิ่นเลือดและยางสนตลบอบอวลไปทั่วทั้งเมืองหลวง

“ในเหตุการณ์ชิงบัลลังก์ที่องค์รัชทายาทไม่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทุกคนต่างหลงคิดว่าสถานการณ์ใหญ่ได้ถูกกำหนดแน่นอน เฉินโหวองค์ถัดไปคงจะเป็นซูเซี่ยอย่างไม่ต้องกังขาแล้ว ทว่าเรื่องราวในโลกหล้ายากหยั่งคาด ยังไม่ทันที่ซูเซี่ยจะเก็บกระบี่อาบโลหิตกลับคืนฝัก ประตูวังที่ปิดสนิทพลันส่งเสียงดัง ‘แอ๊ด’ เปิดออกช้าๆ...”

ข้าพูดว่า “ประตูวังบานนี้คงเก่ามากและไม่ได้ซ่อมแน่ๆ” พูดจบค่อยสะดุ้งรู้ตัวว่าเซียนเซิงเฒ่าผู้เล่าเรื่องหมดแรงเล่าต่อ กำลังดื่มน้ำพักหายใจ ส่วนฝูงชนในโรงน้ำชายังคงจมดิ่งอยู่กับบรรยากาศฆ่าฟันของการชิงบัลลังก์โดยยังไม่ตื่นจากภวังค์ ทั่วทั้งชั้นสองเงียบสงัดเหมือนกลางดึกไปชั่วขณะ ทำให้เสียงบ่นอย่างทอดถอนนี้ของข้าดังถนัดชัดเจนเป็นพิเศษ...

มู่เหยียนโบกพัดจีบ ในดวงตามีแววยิ้ม แต่ไม่พูดอะไร ข้าแลบลิ้นอย่างรู้สึกผิด ฟุบลงกับโต๊ะน้อมรับสายตาดูหมิ่นจากผู้คน

นอกหน้าต่าง ตะวันร้อนแรงผงาดกลางท้องฟ้า ใบหลิวถูกแดดเผาจนม้วนงอ จักจั่นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มใบอันดกหนาร้องเสียงแหบแห้งอย่างสิ้นแรง

เซียนเซิงเฒ่าดื่มน้ำเสร็จเล่าต่อว่า

“เล่าลือกันว่าซูอวี้ รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินชุบเลี้ยงฝึกปรือองครักษ์เงาไว้สามร้อยนาย องครักษ์เงาเหล่านี้เมื่อแยกคลายออกคือกระบี่คมกริบสามร้อยเล่ม เมื่อรวมเป็นหนึ่งจะเป็นทัพอัศวินอันแกร่งกล้าสุดต้านติด

“ก่อนหน้าคืนนี้ เกี่ยวกับเรื่ององครักษ์เงาแห่งแคว้นเฉิน โดยมากต่างเป็นแค่เรื่องเล่าขานเท่านั้น แต่แล้วในตอนที่ซูเซี่ยก่อการยึดวังหลวง อีกทั้งสถานการณ์โดยรวมกำลังจะแน่นอนตายตัวนั่นเอง ข้างหลังประตูวังที่เปิดออกกว้าง องครักษ์เงาสามร้อยนายต่างขี่ยอดอาชาปรากฏกายเบิกทางเป็นครั้งแรก เกือกม้าขององครักษ์เงากวาดล้างเป็นทางโลหิตอันอเนจอนาถสายหนึ่งที่ด้านหลังประตูวังหลวง

“ณ ประตูวังหลวงบานหลักอันมืดสลัว ม้าสีดำข้อเท้าขาวตัวหนึ่งเยื้องย่างออกมาอย่างแช่มช้า ซูอวี้ซึ่งเดิมทีควรจะอยู่ห่างออกไปไกลพันหลี่นั่งตัวเป็นๆ อยู่บนหลังม้า ในมือยังหิ้วศีรษะโชกเลือดของหัวหน้ากองทหารรักษาวังหลวงสิงอู๋เจียไว้อีกด้วย สถานการณ์พลิกผันเป็นเลวร้ายในบัดดล บรรดารองหัวหน้ากองทหารรักษาวังหลวงไม่กี่นายนั้น มีอยู่ครึ่งหนึ่งที่ถูกรัชทายาทอวี้เสนอชื่อบ้างแบบเปิดเผยบ้างแบบลับๆ ให้ขึ้นมารับตำแหน่งทั้งสิ้น ต่อให้ซูเซี่ยเป็นพยัคฆ์ร้ายติดปีก ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยากยิ่งจะรับมือได้อยู่ดี...”

ข้ารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะหลับเต็มที เสียงเล่าเรื่องเป็นแค่เสียงสะท้อนดังวนเวียนอยู่ข้างหู ข้าพยายามพยุงศีรษะไว้ กระซิบว่า

“เรื่องเล่านี้ยาวจริงๆ”

มู่เหยียนดื่มน้ำชาหนึ่งคำ

“เจ้าอยากฟังบทสรุปตอนท้าย? บทสรุปเรียบง่ายมาก ความจริงแล้วเฉินโหวไม่ได้ตาย แค่หมดสติไปหลายวันเท่านั้น ฟื้นขึ้นมาเห็นลูกทรพีฉวยโอกาสที่ตัวท่านป่วยหนักบุกยึดวังหลวง จึงพระราชทานความตายให้เขาทันที องค์ชายรองซูเซี่ยถูกประหารชีวิตได้ไม่กี่วัน แคว้นถังเพื่อนบ้านของแคว้นเฉินก็ถูกแคว้นจิ้นบุกโจมตี แคว้นถังมุ่งหน้ามาขอความช่วยเหลือ เฉินโหวนั้นประการแรกเพิ่งจะเจอเรื่องสะเทือนใจได้ไม่นาน ประการที่สองคิดว่าหากนั่งดูศึกระหว่างแคว้นถังกับแคว้นจิ้นอยู่เฉยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เป็นตาอยู่มีพุงปลาให้กิน จึงไม่ยอมเคลื่อนทัพ รัชทายาทซูอวี้พยายามกราบทูลให้เฉินโหวยกทัพไปช่วยแคว้นถัง ถกกันไปมาอยู่หลายวัน สุดท้ายเฉินกับถังรวมทัพกันตีแคว้นจิ้นพ่ายแพ้ราบคาบ”

พูดจบเหลือบสายตาขึ้นเล็กน้อยมองหน้าข้า

“เรื่องเล่ารบกันไปรบกันมาพวกนี้ เด็กสาวอย่างเจ้าคงไม่อยากฟังเป็นแน่”

ข้ามองหน้าเขาเกือบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“ข้าแค่รู้สึกว่าเรื่องเล่านี้ค่อนข้างยาว แต่ไม่ได้พูดสักหน่อยว่าไม่อยากฟัง ทำไมท่านต้องเฉลยเนื้อเรื่องให้ข้าฟังด้วย แถมยังเฉลยเสียชัดเจนขนาดนี้อีก ข้าแค้นท่านแทบตายแล้ว!!!”

มู่เหยียน “…...”

 

น้ำชาหนึ่งกาใกล้จะดื่มหมด เรื่องเล่าของเซียนเซิงเฒ่าเองก็เล่ามาถึงศึกระหว่างแคว้นถังกับแคว้นจิ้น ใกล้จะถึงตอนจบแล้ว

นอกหน้าต่างยังคงมีแสงแดด สาดส่องลอดกิ่งก้านที่ห้อยระของต้นหลิวแก่เข้ามาอย่างนุ่มนวล ซึมแผ่เป็นวงแสงลายกระบนผนังหลายวง

หลังจากที่ข้าถูกมู่เหยียนเฉลยเนื้อเรื่องให้ฟังจบ ก็นอนไม่หลับอีก หมอบฟุบกับโต๊ะมองดูวิถีแห่งโลกกับชีวิตมนุษย์อย่างเบื่อหน่าย

ครู่หนึ่ง มู่เหยียนพลันพูดว่า

“เรื่องเล่าของที่นี่เล่าได้ไม่เลวเลย ถึงแม้ส่วนใหญ่จะพูดเกินจริง ฟังเล่นๆ เป็นนิทานก็สนุกดีอยู่เหมือนกัน”

พูดถึงตรงนี้ ได้มีชายหนุ่มเลือดลมร้อนแรงทำเสียง “ชิ” พูดขึ้นพอดีว่า

“ซูอวี้ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลย ถ้าเป็นข้า ถังจิ้นสองแคว้นรบกัน จะไม่เข้าไปยุ่งให้เปลืองตัวแน่นอน รอจนมันสองแคว้นต่างเจ็บตัวกันทั้งคู่ ค่อยหยิบฉวยผลประโยชน์มาเหนาะๆ ไม่ใช่ว่าพอดีเลยหรอกรึ?”

รอบด้านมีเสียงเห็นพ้องมากมาย

ข้าส่ายหน้า เอื้อมมือไปหยิบกามาเติมน้ำชาอย่างไม่เห็นด้วยนิดๆ

มู่เหยียนหุบพัดอย่างไม่สนใจนัก

“เจ้ามีอะไรอยากจะพูดหรือ?”

ข้าเหลือบมองหน้าเขาอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง ก้มหน้าลงพูดเนือยๆ ว่า

“ช่างเถอะ”

เขาช่วยเติมน้ำชาให้ข้า “เป็นอะไรไป?”

ข้าพูดว่า “เพราะพูดแล้วเรื่องมันยาว จากนั้นท่านก็จะให้ข้ากินขนมเปี๊ยะกินเกี๊ยวอะไรนั่นอีก กินเสร็จข้าก็จะลืมอีกแล้ว”

มือของเขาที่ช่วยเติมน้ำชาให้ข้าสั่นกระตุก หลุดเสียงหัวเราะออกมา

“ครั้งนี้ข้าจะไม่ให้เจ้ากินของแล้ว เจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ”

ข้าพูดว่า “อ๋อ ก็ไม่มีอะไร แค่สะท้อนใจนิดๆ อยากจะบอกว่า ความจริงชีวิตคนก็เหมือนนาฬิกาลูกตุ้ม ดูแล้วเหมือนมีความเป็นไปได้แค่ซ้ายกับขวาสองทาง อันที่จริงก็มีความเป็นไปได้แค่ซ้ายกับขวาสองทางจริงๆ นั่นแหละ...ท่านสามารถพูดได้ว่า ในระหว่างที่ลูกตุ้มของนาฬิกาแกว่งไปมาได้ขยายความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน แต่นั่นไม่ใช่ความเป็นไปได้ เป็นแค่หนทางสู่ความเป็นไปได้เท่านั้น สุดท้ายแล้วท่านไม่ใช่แกว่งไปทางซ้าย ก็เป็นแกว่งไปทางขวา ทุกอย่างต่างมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่คำว่า ‘ทุกอย่าง’ มันก็แค่ไม่ซ้ายก็ขวาสองความเป็นไปได้เท่านั้น มีแค่อยู่ตรงกลางไม่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่ไม่ได้เด็ดขาด นอกเสียจากนาฬิกาลูกตุ้มจะเสีย และนั่นคือลักษณะที่ชีวิตหยุดนิ่ง”

พูดจบเลียริมฝีปาก ถามเขาว่า “ท่านฟังเข้าใจหรือยัง?”

เขาบอกว่าฟังไม่เข้าใจ

ข้าคิดในใจว่าจะทำยังไงดีล่ะนี่ คิดอยู่พักใหญ่ นึกออกหนึ่งตัวอย่างมาทำให้ความคิดของข้าเข้าใจง่ายขึ้น พูดว่า

“จริงๆ แล้วก็คือ อย่างเช่นโลกนี้ โลกนี้ไม่ใช่ผู้หญิงก็เป็นผู้ชาย แน่นอนว่าบัณเฑาะก์ก็ใช่ว่าไม่มี แต่ถ้าท่านเดินทางสายกลางไปเป็นบัณเฑาะก์ จะต้องถูกสังคมเหยียดหยามอย่างแน่นอน แล้วยังหาคู่ครองได้ยากมากอีกด้วย” เลียริมฝีปากอีกครั้ง “ท่านฟังเข้าใจหรือยัง?”

เขาบอกว่าก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี

ข้าพูดอย่างขัดใจว่า “ความจริงแล้วง่ายออกนะ ข้าน่ะอยากจะบอกว่า สถานการณ์นี้ก็เหมือนกับซูอวี้ สมมุติว่าเขาแสวงหาทางสายกลาง นั่งดูเฉยๆ วันหน้าต้องยากจะเสาะหาพันธมิตรในหมู่จ้าวแคว้นได้อย่างแน่นอน คนพวกนี้ต่างก็คิดง่ายเกินไป หารู้ไม่ว่ากลียุคก็เหมือนกับชีวิตคน ไม่ใช่นั่นก็เป็นนี่ ไม่ใช่นี่ก็เป็นนั่น ถ้าแคว้นไม่ได้แข็งแกร่งมากพอละก็ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีสิทธิ์อะไรมาเดินทางสายกลางหรอก จ้าวแคว้นผู้ปรีชาในกลียุค ตามหลักแล้วจุดยืนต้องชัดเจน แน่นอนว่าถ้าจ้าวแคว้นผู้ปรีชาคนนั้นเป็นมหาอำนาจอยู่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก”

ข้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถามว่า “ครั้งนี้ท่านฟังเข้าใจหรือยัง?”

ในดวงตาเขามีแววยิ้ม มองหน้าข้าด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าว่า จะกินอะไรสักหน่อยไหม? กินเสร็จแล้วเราค่อยคุยกัน”

“…...”

 

ลองคิดดูตั้งแต่ต้นจนจบ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ข้าได้ฟังคนคุยกันเรื่องซูอวี้ในที่สาธารณะ

ครึ่งปีก่อน คนผู้นี้นำทัพทหารเกราะเหล็กหนึ่งแสนนายพิชิตแคว้นเว่ยจนราบคาบระหว่างยิ้มแย้มสนทนา ความสุขุมเยือกเย็นเลิศล้ำพิสดารในการใช้ทหาร ได้ฉุดสัมประสิทธิ์ความยากของการสอบคัดเลือกขุนนางในนครหลวง ซึ่งนิยมเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบันขึ้นสู่ระดับความสูงใหม่ ทำให้บรรดาผู้เข้าสอบที่สอบตกทั้งหลายพากันมองเขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น ได้รับเกียรติให้เป็นบุคคลทางการเมืองซึ่งปัญญาชนเกลียดขี้หน้ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งแห่งปี

จากการนี้สามารถดูออกได้แล้วว่า ซูอวี้ผู้นี้จะต้องได้เป็นใหญ่เป็นโตในวันหน้าอย่างแน่นอน การนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาครองตำแหน่งสูงกุมอำนาจมากล้นแต่ยังหนุ่ม หรือฝึกทหารได้เก่งกาจอะไรทำนองนั้น เพียงแต่ในประวัติศาสตร์ ผู้ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการสอบคัดเลือกขุนนางในปัจจุบันนั้นต่างตายไปหมดแล้ว เขาคือคนหนึ่งและเป็นแค่คนเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ทำให้ต้องมองเขาใหม่โดยแท้

และการที่สามารถถูกผู้คนมากมายขนาดนั้นมองอย่างอาฆาตแค้นในเวลาเดียวกันได้ ก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งเช่นกัน พิสูจน์ว่าท่านรูปงามเป็นพิเศษ ที่บ้านร่ำรวยเป็นพิเศษ หรือไม่ก็เก่งกาจเป็นพิเศษอะไรทำนองนี้ ต่อให้ที่ว่ามาข้างต้นล้วนแต่ไม่ใช่ อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ว่าตัวท่านผู้นี้มีตัวตนอย่างยิ่ง...

แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ผ่านไปอย่างคุ้มค่าเหลือเกิน

ท้องฟ้าดำสนิท ลมยามค่ำกระตุ้นเร้าอารมณ์

ข้านั่งลงหน้าตะเกียงเขียนความรู้สึกที่ได้รับในวันนี้ เก็บข้าวของเสร็จก็เตรียมตัวจะเข้านอนแล้ว

เพิ่งจะดับตะเกียง หน้าต่างที่อยู่ห่างออกไปสองก้าวพลันเกิดเสียงดัง “พลั่ก!” สั้นๆ มีคนตกลงบนพื้น พื้นไม้การบูรขยับไหวเล็กน้อย

ข้าร้องถามเสียงเครียด “ใคร?”

มีวัตถุเย็นเฉียบจ่อใส่ลำคอในพริบตา แต่ตอนนี้มือของข้ากำลังยุ่งอยู่กับการล้วงชุดไฟในอกเสื้อ

ภายหลังมีหลายต่อหลายครั้งที่ย้อนนึกถึงฉากนี้ ล้วนแต่รู้สึกว่าตัวข้าในตอนนั้น เยือกเย็นในยามวิกฤติได้ดูมีมาดวีรบุรุษอย่างมาก แต่ความจริงก็แค่ไม่รู้ว่าสิ่งที่จ่อใส่คออยู่คืออะไรกันแน่เท่านั้น และหลังจากนั้นก็ “พรึ่บ” ชุดไฟติดสว่าง ข้าก้มหน้าลงดูอย่างระมัดระวัง มันเป็นประกายวาววับ คือดาบสั้นเล่มหนึ่ง

แสงไฟสลัวเลือน พอจะถูไถส่องมุมหนึ่งของห้องให้สว่าง บนพื้นไม้กระดานคือรองเท้าปักขอบขาวคู่หนึ่ง เหนือรองเท้าปักคือชายกระโปรงสีม่วง

หญิงที่ใช้ดาบสั้นจ่อคอข้าในยามวิกาลอันมืดมิดหัวเราะเบาๆ

“ดาบกระบี่ไร้นัยน์ตา กูเหนี่ยงดิ้นเปะปะอีก ระวังจะถูกปาดคอขาด”

เสียงหัวเราะอยู่ใกล้แค่เอื้อม ข้าเหล่ตาเหลือบมองไป อยากจะดูว่าคนผู้นี้คือใครกันแน่ สายตาสบเข้ากับดวงตาของนาง กลับใจหายวาบขนลุกเกรียว

ข้าเคยเห็นใบหน้านี้มาก่อนในวังหลวงแคว้นเจิ้ง ใบหน้าที่เหมือนกันทุกประการกับใบหน้าซึ่งประดุจปลายพู่กันตวัดวาดบนภาพน้ำหมึก...สือซานเยว่

แต่หัวซวีอิ่นไม่มีทางลงมือพลาดเด็ดขาด ไม่เหมือนยาพิษที่จวินซือฝุศึกษาวิจัยทำออกมา ซึ่งฆ่าคนไม่เคยตาย ดูแล้วเหมือนวางยาพิษฆ่าอีกฝ่ายตายไปแล้ว ตอนจัดงานศพ ศพเจ้าตัวดันฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก

ข้าจำได้อย่างชัดเจน

เมื่อครึ่งเดือนก่อน ในคืนยี่สิบห้าค่ำเดือนห้า ในงานชมดอกถูหมีภายในอุทยานอวี้จิ่นแห่งวังหลวงแคว้นเจิ้ง ท่วงทำนองหัวซวีหนึ่งเพลงของข้า ได้ทำการจบชีวิตของสือซานเยว่เองกับมือ

เดิมทีเวลานี้นางควรจะเป็นกระดูกขาวโพลนที่นอนอยู่ใต้พื้นดิน ต่อให้หรงสวินใช้วิธีการพิเศษใดเก็บรักษา ก็ควรจะใบหน้าซีดขาว กลิ่นอายมรณะแผ่รอบตัวเหมือนอย่างข้า

แน่นอนว่าของอย่าง “กลิ่นอายมรณะ” นี้ คนธรรมดาทั่วไปยากยิ่งจะมองออกได้ ต่อให้มองออก ก็จะแค่รู้สึกว่า นั่นคือบุคลิกที่ไม่เหมือนใครเท่านั้น

แต่สีหน้ามีเลือดฝาดของสือซานเยว่ตรงหน้า อีกทั้งคิ้วตาที่งามเข้มคมกว่าที่ได้เห็นเมื่อครั้งก่อนอย่างมาก ทำให้ผู้คนไม่สามารถเชื่อมโยงนางเข้ากับคนตายเหมือนอย่างข้าได้เลยโดยแท้

ข้ามองหน้านาง “ข้าไม่รู้จักเจ้า เจ้าคือใคร?”

นางเข้ามาใกล้ข้าอีกหน่อย หว่างคิ้วย่นนิดๆ เรียวปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างแช่มช้า

“คนผ่านทางผู้หนึ่งเท่านั้น อาศัยห้องของกูเหนี่ยงหลบศัตรูคู่แค้น เปลี่ยนยารักษาแผลสักหน่อย”

ดาบสั้นไล้ลำคอของข้าไปมา คาดว่าคงอยากให้ขู่ได้ผล แต่ประสาทของข้านั้นทื่อจริงแท้ จึงยากจะให้ความร่วมมือได้ แววยิ้มในดวงตาของนางยิ่งเข้มข้น เรียวปากยิ่งโค้งขึ้น

“กูเหนี่ยงช่างกล้าหาญนัก”

ประดุจเสียงทอดถอนที่ลมราตรีหอบพัดมา แต่อึดใจถัดไป นางผลักข้าไปที่บานประตูอย่างฉับพลันแล้วกดไว้ ดาบสั้นเฉียดผ่านเส้นผมปักลงในบานประตูไม้ รอยยิ้มในดวงตาไม่ลดทอนแม้สักนิด ไม่ทราบเช่นกันว่ายิ้มอย่างจริงใจหรือเสแสร้ง แต่ทอดเสียงอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน

“ที่จ้ายเซี่ยพูดเมื่อกี้นี้ กูเหนี่ยงยินยอม หรือไม่ยินยอม?”

ข้ารีบพยักหน้า “ยินยอม ข้ายินยอม”

ผลคือยาลูกกลอนเม็ดเล็กเม็ดหนึ่ง พลันมุดลงสู่ลำคอในชั่วพริบตาที่อ้าปาก กลิ้งลงไปจนถึงท้อง

ข้าหุบปาก ครุ่นคิดคำถามหนึ่งอยู่เงียบๆ

“ของอย่างยาพิษนี้ มุกเงือกสามารถชำระล้างได้ หรือไม่สามารถชำระล้างได้กันนะ?”

 

สตรีชุดม่วงตรงหน้าบอกชื่อเสียงเรียงนามออกมาเองว่า ชื่ออิงเกอ แต่แน่นอนว่าข้าไม่มีทางเชื่อ เพราะความหมายของชื่อนั้น พวกเราเคยถกวิเคราะห์กันอย่างจริงจังมาแล้วตั้งแต่ในบทก่อนๆ ข้อสรุปที่ได้คือ ผู้ที่ออกมาท่องยุทธจักร ใครบ้างไม่มีชื่อในวงการสัก ๒-๓ ชื่อ

หลังจากโยนยาพิษเสร็จ อิงเกอนั่งลงบนเตียงไม้กระดานของโรงเตี๊ยมอย่างเปิดเผย ชี้นิ้วสั่งข้า

“ยารักษาแผล ผ้าพันแผล น้ำสะอาด มีด เทียน”

สั่งการไปพลางขมวดคิ้วคลายสาบเสื้อไปพลาง เผยให้เห็นไหล่ที่ได้รับบาดเจ็บ

บริเวณด้านหลังไหล่ ผิวกายที่ไม่ได้สัมผัสแสงแดดมานานปีเรื่อประกายขาวผุดผ่องอยู่ภายใต้แสงตะเกียงที่สาดส่อง ผ้าพันแผลที่พันอย่างแน่นหนาบนตำแหน่งนั้นถูกเลือดซึมจนแดงคล้ำ ราวกับดอกโบตั๋นอันงดงามอลังการ ผลิบานอยู่บนหัวไหล่ขาวผ่องดุจหิมะ

ของที่นางต้องการมีอยู่แล้วทั้งนั้น ข้าส่งยาห้ามเลือดสำหรับรักษาบาดแผลไปให้ มองเห็นบาดแผลดาบเป็นเส้นโค้งลึกจนเห็นกระดูกหนึ่งรอยที่ใต้ผ้าพันแผลของนาง จึงเลียริมฝีปากเปรยว่า

“คงเจ็บมากสินะ”

นางหันหน้ามามองข้า ทั้งที่กัดริมฝีปากจนเป็นรอยห้อเลือดแท้ๆ ในดวงตากลับยังคงรวมประกายยิ้มละไมกึ่งจริงใจกึ่งเสแสร้ง

“ท่านลองทายดูสิ ก่อนแต่งงาน ข้าทำอาชีพอะไร?”

ข้าส่ายหน้า บอกว่าทั้งไม่รู้ว่านางแต่งงานแล้ว และไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้นางทำอาชีพอะไร

นางจ่อดาบสั้นเหนือเปลวไฟลนอยู่ครู่หนึ่ง พลันหลับตาลง ใบมีดกรีดผ่านบาดแผล คว้านเนื้อที่เน่าออกหนึ่งก้อนอย่างคล่องแคล่ว

ภายในห้องเงียบกริบไปพักใหญ่ เนิ่นนาน ได้ยินเสียงหอบหนักๆ เหมือนโผล่ขึ้นมาจากใต้พื้นดิน กระซิบเสียงขาดเป็นห้วงๆ ว่า

“ตอนนั้น ข้าเป็นนักฆ่า หลั่งเลือดเลียคมดาบอยู่ทุกวี่วัน ฆ่าคน ถูกฆ่า แวะไปหน้าประตูนรกมาแล้วหลายครั้ง ความเจ็บปวดแบบไหนบ้างที่ไม่เคยพบเจอ”

นางหัวเราะหึๆ ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ได้ยินชัดเจนจนชวนขวัญผวานิดๆ

“ไม่คิดว่าอยู่ว่างแค่ไม่กี่ปี มาตอนนี้ แม้แต่ความเจ็บระดับนี้ ยังชักจะทนไม่ไหวเสียแล้ว”

กล่าวจบหยุดไปชั่วครู่ โรยผงยาใส่ปากแผลอีกครั้ง บนหน้าผากเหงื่อไหลโซม กลับโค้งริมฝีปากขึ้น

“กูเหนี่ยงกลัวแล้วหรือ? จ้ายเซี่ยรบกวนแค่คืนนี้เท่านั้น พรุ่งนี้พอเช้าก็จะจากไป การช่วยดูแลของกูเหนี่ยงในคืนนี้ จ้ายเซี่ยขอขอบคุณล่วงหน้าแล้ว”

ในใจข้ารู้สึกว่า ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว และไม่ทราบเช่นกันว่าเพราะอะไรนางจึงได้ถามแบบนี้ อย่าว่าแต่ ถ้าจะบอกว่ากลัว นางต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายกลัว ท่านลองคิดดูเถอะว่า ดึกดื่นป่านนี้อยู่ในห้องเดียวกันกับศพศพหนึ่ง อีกทั้งศพศพนี้ยังจับเข่าพูดคุยแลกเปลี่ยนความประทับใจในชีวิตกับท่านอีกด้วย ลองคิดโดยสลับฐานะดูแล้ว ออกจะน่ากลัวอยู่บ้างจริงๆ

และหลังจากที่ข้าคิดวาจาไร้สาระข้างต้นจบ ในใจพลันสะดุดวูบ รู้สึกว่าจับอะไรได้เล็กน้อย

ข้าถามนางว่า “อิงเกอคือชื่อจริงของท่าน?”

นางเอนพิงกับหัวเตียง สีหน้าซีดขาว บนหน้าผากยังคงมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึม กลับเลิกคิ้วขึ้น ไม่ทราบจริงๆ ว่าในเวลาที่เจ็บปวดทรมานอย่างนี้ ทำไมถึงยังคงสามารถทำกิริยาที่มีระดับความยากสูงขนาดนี้ได้อีก น้ำเสียงยังคงหอบหนักดังเช่นหลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง ยังดีที่พอจะมีเรี่ยวแรงบ้างแล้ว

“ชื่อจริงแล้วอย่างไร ชื่อปลอมแล้วอย่างไร ตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปีเป็นต้นมา ก็ไม่เคยมีใครเรียกชื่อนี้ของข้าอีก อิงเกอ อิงเกอ ท่านว่า ความจริงแล้วชื่อนี้ออกจะไพเราะอย่างมากไม่ใช่หรือ? คิก...ท่านอย่ามองหน้าข้าด้วยสีหน้าหยั่งคะเนอย่างนั้นสิ ก็ไม่ใช่ชื่อที่มีที่มามากมายอะไรนักหนาหรอก ข้าเกิดมาในครอบครัวยากจน ตอนคลอดพวกข้าพี่น้องสองคนออกมา พ่อข้าได้หิ้วผักดองครึ่งกระปุกไปขอให้ครูสอนหนังสือในหมู่บ้านช่วยตั้งชื่อที่เลี้ยงง่ายและมีรสนิยมให้ ข้าร้องไห้ดังกว่าน้องสาวอยู่หน่อย จึงชื่อ ‘อิง’ แต่นกขมิ้นเป็นนกผู้ดี แล้วยังขี้อ้อน บ้านคนจน ทั้งยังเป็นเด็กผู้หญิง จะไปคู่ควรกับตัวอักษรนี้ได้ยังไง ครูสอนหนังสือลองคิดดู แล้วใส่อักษร ‘เกอ’ ไว้ข้างหลังหนึ่งตัว เป็นการใส่ให้เทพเจ้าบนสวรรค์ดู ให้เทพเจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กผู้ชาย ก็คู่ควรกับตัวอักษร ‘อิง’ นี้แล้ว”

ข้ามองหน้านางนิ่งๆ ทำท่าตกตะลึงพูดว่า

“น่าสนใจมากเลยนี่นา” แล้วทำท่าไม่สนใจนัก ถามว่า “ท่านบอกว่าท่านยังมีน้องสาวอยู่อีกคน? งั้นน้องสาวท่านชื่อว่าอะไรหรือ?”

สายตาเลื่อนลอยของนางมองสำรวจข้าตั้งแต่ศีรษะจดเท้า ยิ้มอย่างเลือนราง พูดว่า

“ลืมไปแล้ว”

 

บนโลกนี้ไม่มีทางมีของสองสิ่งที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการโดยไม่มีเหตุผล รวมถึงไข่ที่แม่ไก่ตัวเดียวกันออก ยังอ้อนแอ้นสารพัดแบบมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป นับประสาอะไรกับคน

ข้าคิดไว้มากมาย เช่นว่าอิงเกอกับสือซานเยว่ สองคนนี้ที่จริงแล้วคือคนคนเดียว ผลคือถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว และอย่างเช่นหน้าตาแบบนี้ของอิงเกอ ความจริงคือผ่าตัดแปลงโฉมตามแบบสือซานเยว่ที่ตายไป แต่ทำไมนางถึงต้องผ่าตัดแปลงโฉมเป็นหน้าตาแบบสือซานเยว่ ก็กลายเป็นคำถามข้อใหม่อีก

ยังมีความเป็นไปได้อีกหนึ่งอย่าง สมมุติว่าพี่สาวที่สือซานเยว่พูดถึงในดินแดนหัวซวียังไม่ตาย เป็นไปได้ไหมว่า พี่สาวที่ทำให้สือซานเยว่เศร้าเสียใจ จนสุดท้ายใช้ความตายเป็นการปิดฉากคนนั้น คืออิงเกอนี่เอง?

ในยารักษาแผลมีตัวยากดประสาทแก้ปวดผสมอยู่ นี่ทำให้หลังจากอิงเกอเปลี่ยนผ้าพันแผลเสร็จ ก็นอนหลับไปอย่างรวดเร็ว ที่หาได้ยากยิ่งคือ ดันไม่ลืมที่จะฉีกผ้าชิ้นหนึ่งมามัดมือมัดเท้าข้าไว้ก่อนจะนอนเสียด้วย

ข้านอนอยู่ริมเตียง มองดูนางหลับตาแน่น ขมวดคิ้วบางๆ นึกถึงว่าที่ข้ากับมู่เหยียนเร่งรีบเดินทาง คำตอบที่ต้องการหาอยู่ตรงหน้านี่เอง เพียงแต่คำตอบนี้เป็นลูกไม้เปลือกแข็ง ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมือยังไงดี

ในใจหงุดหงิดว้าวุ่น ยากจะข่มตาหลับ

ผ่านไปประมาณหนึ่งคู่ชั่วยาม แสงจันทร์เข้าสู่หน้าต่าง ภายในห้องมีเสียงดังจี๊ดๆ หนูตัวหนึ่งแอบปีนขึ้นไปบนโต๊ะวางตะเกียงขโมยน้ำมัน ข้าเบิ่งตากว้างเพ่งพิศดูอย่างละเอียด ข้างหลังกลับมีเสียงสะอื้นแผ่วเบาดังมากะทันหัน หนูตกใจจนร้องจี๊ดเผ่นหนีลงจากโต๊ะ ส่วนข้ากลิ้งตกจากเตียงลงไปโดยตรง

ลุกจากบนพื้นขึ้นมานั่งอย่างยากเย็น อิงเกอไม่ได้ตื่นขึ้น พวงแก้มขาวผ่องภายใต้เรือนผมดำขลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ยังคงมีหยาดน้ำตาหยดลงมาจากหางตาที่ปิดสนิท ไหลรินลงสู่หมอนกระเบื้องเคลือบ หนึ่งหยดอันใสสะอาด เพียงแต่ปราศจากเสียงสะอื้นอีก

ข้าคุกเข่าอยู่ข้างเตียงโน้มตัวไปหาเล็กน้อย มองดูนางอย่างละเอียดยิ่งขึ้น คิดในใจว่านางคงจะกำลังฝัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังฝันว่าอะไร

ในที่สุดลูกไม้เปลือกแข็งผลนี้ก็เผยรอยร้าวออกมาหนึ่งรอย คิดจะกะเทาะนางออก เวลานี้แหละคือโอกาสอันดี แต่นี่ก็เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงจริยธรรมอีกนั่นแหละ นั่นคือตกลงว่าควรจะใช้พลังของมุกเงือกไปแอบหยั่งดูความฝันของคนอื่นหรือไม่กันแน่

เล่าขานกันว่านับร้อยพันปีมานี้ ผู้ที่ครอบครองหัวซวีอิ่นล้วนแต่เคยเผชิญกับทางเลือกที่ยากจะตัดสินใจนี้กันทั้งนั้น ปัญหาชีวิตข้อนี้ ในยุคราชวงศ์หนึ่งเคยร่วมกับปัญหา “เด็กสาวที่ท้องก่อนแต่งสามารถทำแท้งได้หรือไม่” เป็นสองปัญหาเชิงศีลธรรมที่ได้รับความสนใจจากสังคมในยุคนั้นเป็นอย่างมาก

สุดท้ายวิธีแก้ปัญหาของปัญหาข้อหลังคือ เด็กสาวที่ท้องก่อนแต่งต่างถูกจับถ่วงกรงหมูทั้งหมด

ความจริงแล้วภายใต้การใช้กำลัง ปัญหาทั้งหมดต่างไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะการใช้กำลังเองได้เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว

สรุปว่า เวลานี้ข้ากำลังสองจิตสองใจ

สิ่งที่ช่วยให้ข้าตัดสินใจเลือกได้ คือการนอนดิ้นกะทันหันขณะที่กำลังฝันของอิงเกอ

นั่นคืออาการละเมอเพราะฝันร้าย ข้าหาข้ออ้างให้ตัวเอง ข้าต้องเข้าไปในความฝันของนาง เพื่อที่จะพานางออกมา

ข้ากุมมืออิงเกอไว้ เพ่งสมาธิสัมผัสจิตของนาง จะได้เข้าสู่ห้วงฝันร้ายที่สะกดนางไว้

แม้จะเป็นครั้งแรกที่ใช้มุกเงือกมาทำเรื่องนี้ กลับไม่ได้รู้สึกยากเย็นอะไร น่าจะเพราะเป็นคนตาย เทียบกับบรรดาผู้อาวุโสรุ่นก่อนๆ ที่ฝึกฝนหัวซวีอิ่นด้วยร่างกายที่ยังมีชีวิตแล้ว ไม่มีความยึดติดและละโมบต่อชีวิตมนุษย์

ถนนโบราณอันมืดมิดสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าโดยไร้วี่แวว เสียงเคาะเกราะเสียงแล้วเสียงเล่า ริมแม่น้ำไตรวิถีมีสะพานเชื่อมฝัน คาดว่านี่คงจะเป็น “สะพานเชื่อมฝัน” ที่นำไปสู่ห้วงฝันของอิงเกอนั่นเอง

ข้าสูดหายใจลึก กำลังจะย่างเท้าข้างหนึ่งเข้าไป ทันใดนั้นมือพลันถูกคว้าไว้หมับ เสียงเบาๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหู

“อาฝู”

ข้าตะลึงลาน คิดจะคลายมือที่กุมมือข้าไว้ข้างนั้นออก แต่ไม่ทันเสียแล้ว เสียงเคาะเกราะเสียงแล้วเสียงเล่าสาบสูญไปกับสุดปลายของค่ำคืนอันมืดมิด พริบตาต่อมาก็ได้เข้าไปในห้วงฝันของอิงเกอ

พวกข้าอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง ข้าเงยหน้าขึ้นมองมู่เหยียนที่ยังคงจับมือขวาของข้าไว้ ถามว่า “ทำไมท่านถึงตามมาด้วยล่ะ?”

เขาเลิกคิ้วนิดๆ สายตาทอดมองไปข้างหน้า คือตรอกลึกแห่งหนึ่ง สองข้างทางของตรอกเป็นผนังสีดำหลังคาสีเขียวแบบบ้านเรือนของชาวบ้านทั้งหมด บนชายคามีชั้นหิมะคลุมบางๆ บนท้องฟ้าจันทร์กระจ่างเย็นยะเยียบ รอบด้านเงียบสงัด เขารั้งสายตากลับ

“ได้ยินเสียงดังจากในห้องเจ้า จึงแวะมาดูสักหน่อย ไม่นึกเลยว่า...” เขาชะงักเล็กน้อย “นี่คือที่ไหน? ผู้หญิงในห้องเจ้าคนนั้น คือใคร?”

ข้าบอกกล่าวที่มาที่ไปของเรื่องราวให้มู่เหยียนฟังอย่างย่นย่อ ขณะที่หนาวจนตัวสั่นสะท้าน

นี่แหละคือความเจ็บปวดของการไม่หาข้อมูลให้ชัดเจนล่วงหน้าแม้แต่เรื่องสภาพอากาศของสถานที่เป้าหมายว่าเป็นยังไง ก็ออกไปทำงานหลวงที่ต่างเมืองเสียแล้ว

มู่เหยียนกุมมือข้าไว้ตลอดไม่ยอมปล่อย ครู่ใหญ่ ถามว่า

“ทำไมมือเจ้าถึงเย็นแบบนี้?”

ข้าคิดในใจว่า เขานี่พูดจาไร้สาระเสียจริง มือของคนตายจะไม่เย็นได้ยังไงกันเล่า แต่ยังคงเผลอสะดุ้งเฮือก คิดจะหดมือกลับ เขาเหลือบมองข้า ข้าพูดเบาๆ ว่า

“อาจจะเพราะว่าเป็น...‘แม่เนื้อเย็น’ อย่างที่เล่าลือกัน...”

มู่เหยียน “…...”

 
<>::<>::<>



[1]  เซียนเซิง ในที่นี้คือคำเรียกผู้มีการศึกษาอย่างให้เกียรติ (อ่านเพิ่มที่หน้า x)
[2]  ยามห้ายหนึ่งเค่อ คือเวลา 21:15 น.
[3]  สำนวน “กลับสู่ประจิม” หมายถึงตาย เพราะชาวจีนมีความเชื่อว่า สวรรค์อยู่ทางทิศประจิม

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:48

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น