หัวข้อ : บทที่สาม (2)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:49

บทที่สาม (2)

 

ไกลออกไปข้างหน้าของภายในตรอก มีเสียงกีบเท้าม้ากุบกับดังมา พร้อมด้วยเสียงหนักทึบของล้อรถที่บดผ่านถนนหิน

ข้าเดินไปข้างหน้าสองก้าว เดินไปอีกสองก้าว มองเห็นได้รางๆ ว่าบนพื้นถนนมีขอทานน้อยหลังค่อมคนหนึ่งกำลังนอนขดตัวสั่นสะท้าน

มู่เหยียนรั้งข้าไว้ ข้าหันกลับไปอธิบายกับเขา

“นางมองไม่เห็นพวกเรา” คิดเล็กน้อยแล้วเสริมอีกว่า “เงามายาในห้วงฝันนี้ต่างมองไม่เห็นพวกเรากันทั้งนั้น”

รถม้าประทุนดำคันหนึ่งแล่นอย่างรวดเร็วออกมาจากส่วนลึกของตรอก เห็นจะจะว่ากำลังจะเหยียบผ่านร่างของขอทานน้อยไป คนขับรถลนลานดึงบังเหียนจนตึง ม้าสีดำที่เทียมรถยกขาหน้าขึ้นเปล่งเสียงร้องก้อง

เสียงเย็นยะเยียบเสียงหนึ่งดังออกมาจากภายในรถ

“มีอะไรรึ?”

คนขับรถวุ่นกับการรั้งม้าถอยหลัง

“มีขอทานคนหนึ่งขวางทางอยู่ขอรับ”

ม่านรถแหวกออก เผยให้เห็นแขนเสื้อสีม่วง คนขับล่วงหน้าไปหนึ่งก้าวปลอบม้าให้สงบ ลากขอทานน้อยไปไว้ด้านข้าง เสียงเย็นยะเยียบภายในรถออกคำสั่งอยู่ด้านหลังม่านว่า

“พานางกลับคฤหาสน์”

คนขับรถกล่าวอย่างตกตะลึง “จู่ซั่ง[1]นี่คือ...”

ด้านหลังม่านมีเสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้น

“ไม่แน่ว่า นางอาจจะเป็นคนที่ร่างทรงบอกว่า...เป็นนักฆ่าที่ดีที่สุดในโลกที่สวรรค์ทรงประทานให้แก่ข้าก็เป็นได้”

เสียงฝีเท้าม้าลับหายไปกับสุดปลายของตรอก ทุกสิ่งตรงหน้าอันตรธานไปหมดสิ้นในพริบตา เปลี่ยนไปเป็นห้องอันกว้างขวางห้องหนึ่ง ไฟตะเกียงวูบไหว ภายในติ่งหินบนโต๊ะ กำยานถูกเผาลอยออกมาเป็นสาย

บนเตียงมีเด็กหญิงผู้หนึ่งนอนอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นขอทานน้อยที่เป็นลมอยู่บนพื้นถนนเมื่อครู่ก่อน ดูท่าทางจะอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่มองไม่เห็นใบหน้า ส่วนข้างเตียงมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นในชุดม่วงคนหนึ่งยืนอยู่ สวมเสื้อขนสัตว์เบารัดเกล้าหยก ยืนตัวตรงสง่างาม เขาก้มศีรษะเล็กน้อย

“เจ้าชื่อว่าอะไร ที่บ้านยังมีใครอีกบ้าง?”

เด็กหญิงดิ้นรนจะลุกขึ้น ถูกสาวใช้ที่ด้านข้างห้ามไว้ โผล่แค่ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือออกมาพ้นผ้าห่มแพรชั้นแล้วชั้นเล่า สีหน้าซีดเผือด แต่ไม่ได้หวาดกลัว

“อิงเกอ หนู[2]ชื่ออิงเกอ สองปีก่อนบ้านเกิดโดนน้ำท่วม พ่อแม่จากไปทั้งคู่ ในบ้านเหลือแค่ย่ากับน้องสาวของหนู”

ข้าเดินเข้าไปใกล้อีกนิด บนใบหน้าของเด็กหญิงผู้นี้มีเค้าของอิงเกอจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวชุดม่วงที่มักจะยิ้มกึ่งจริงกึ่งแสร้งอย่างอ่อนละมุนด้วยความจงใจคนนั้น สมัยนางยังเด็กจะเป็นอย่างนี้

พอได้เห็นดวงตาสีดำสนิทของนาง ในที่สุดค่อยเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้กำลังมุงดูเฉยๆ ขึ้นมาเล็กน้อย มุกเงือกได้ชักนำสายใยแห่งจิตให้ทับซ้อนกับนางในระดับสูงในชั่วพริบตา ที่น่าดีใจคือ เช่นนี้ก็จะสามารถอ่านอารมณ์ความคิดของนางเข้าใจได้โดยตรง ที่น่าเจ็บปวดคือ ถึงจะอ่านเข้าใจไป ความจริงแล้วก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี เนื่องจากว่าข้าต้องการมองเห็นภาพรวมของเรื่องราวอย่างเป็นกลาง แต่อารมณ์และความคิดของมนุษย์กลับเป็นศูนย์รวมของความอคติ

“อิงเกอ[3]?” เด็กหนุ่มชุดม่วงคลี่ยิ้ม “อย่างนั้นน้องสาวเจ้าไยมิใช่ชื่อว่าเยี่ยนอู่[4]?”

ดวงตาสีดำสนิทของนางเบิกกว้างมองหน้าเขา ไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ เขาปรายตามองใบหน้าขาวซีดของนางอย่างเฉยชา หมุนตัวมองไปยังเงาจันทร์สลัวเลือนนอกหน้าต่าง พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ชื่ออิงเกอนี้ฉูดฉาดเกินไปนิด วันนี้เป็นวันสิบสามค่ำเดือนสิบสองพอดี ดวงจันทร์บนฟ้ากลมกำลังดี เจ้าจงชื่อว่า ‘สือซานเยว่’ เถิด ข้าเก็บเจ้ากลับมา นับจากนี้ไป เจ้าจงติดตามข้าซะ”

จากแสงของตะเกียง ข้ามองเห็นใบหน้าคมคายสมส่วนนั้นอย่างชัดเจน ยังคงแฝงเค้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่ม ขับเน้นด้วยเข็มขัดหยกอาภรณ์ม่วง แม้จะกำลังแย้มยิ้ม สีหน้ากลับเย็นเยียบดุจหิมะจรจาก

นั่นคือ...ผิงโหวหรงสวินในวัยเยาว์

ข้ามองดูมือของตัวเอง สือซานเยว่คนที่ถูกข้าฆ่าตายไปกับมือเมื่อครึ่งเดือนก่อนผู้นั้น ที่แท้เป็นตัวตายตัวแทนหรอกหรือนี่

 

และหลังจากนั้น เงาตะเกียงภายในห้องก็สลายไปจนหมดสิ้น ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง สีสันต่างๆ พุ่งวาบผ่านเบื้องหน้าสายตาประดุจไหลจรจาก ในสมองเกิดความคิดสารพัดอย่าง ต่างไม่อาจรู้ได้ทั้งนั้น สิ่งเดียวที่รู้คือ โชคดีที่ข้าเป็นคนไม่เมารถง่ายๆ

ครู่ใหญ่ ทิวทัศน์ได้หยุดนิ่ง ป่าไผ่อันเงียบสงบปูแผ่ออกตรงหน้า ดาวประจำเมืองแขวนประดับอยู่ไกลลิบบนท้องฟ้า ภายในป่ามีกองไฟไม่ใหญ่นักกองหนึ่งลุกไหม้

รองเท้าหุ้มข้อหนังวัวนิ่มคู่หนึ่งย่ำผ่านใบไม้แห้งเหลืองซีดมาหยุดอยู่ข้างกองไฟ ไล่มองตามรองเท้าขึ้นไป ไม่ต้องลุ้นเอาเสียเลย ผู้ที่มาคือหรงสวิน

เขาหันมองไปรอบตัว ยามสายตาเหลือบมองขึ้น คิ้วตาที่เย็นยะเยียบรวมรั้งรอยยิ้มออกมาเสี้ยวหนึ่ง กลับไม่กระโตกกระตาก แสร้งทำเป็นก้มหน้าลงตรวจดูกองไฟบนพื้น

ในจังหวะนี้เอง พลันมีเสียงใบไม้เสียดสีกันดังซ่าซ่ามาจากด้านบน ฉับพลันนั้นเงาสีม่วงเงาหนึ่งได้ตกลงมาจากที่สูงอย่างรวดเร็ว

ร่างหรงสวินเบี่ยงหลบไปทางขวาเล็กน้อย ดาบสั้นคมกริบเล่มหนึ่งเฉียดผ้ารัดมวยผมไปปักตรึงแน่นสนิทบนต้นไผ่ลำใหญ่ขนาดปากชาม เขากลับไม่มีเจตนาจะขยับย้ายออกแม้แต่น้อย เบิ่งตามองดูเงาสีม่วงที่ตกลงมาจากฟ้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

หลังจากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างดุดันกะทันหันเกินไป การรุกและรับ ๒-๓ ครั้งยามทั้งสองปะทะกันซึ่งๆ หน้าเหมือนเสร็จสิ้นลงในชั่วพริบตา รอจนข้ามองเห็นชัดเจน หรงสวินได้ถูกสาวน้อยในชุดม่วงกดไว้กับพื้นอย่างแน่นหนาแล้ว สาวน้อยชุดม่วงคืออิงเกอที่เยาว์วัยกว่าในปัจจุบันเล็กน้อย

กองไฟดังเปรี๊ยะปร๊ะ แสงไฟอันอ่อนโรยสาดส่องให้เห็นเงาจันทร์สลัวเลือน

คุณชายสูงศักดิ์ผู้สง่างามนอนอยู่บนใบไม้ร่วงแห้งเหลืองอย่างไร้ปฏิกิริยา รอบด้านไผ่มรกตงามเฉิดฉาย สาวน้อยชุดม่วงคุกเข่าสองข้างกับพื้นขี่อยู่บนอกเขา เรือนผมยาวสลวยดำขลับดุจสาดหมึกใส่แพไหม มือซ้ายยันอกเสื้อเขาไว้อย่างมั่นคง ดาบยาววาววับในมือขวาได้ฝังลึกลงในดินไปแล้วครึ่งเล่ม

สองแก้มของนางแดงระเรื่อ การเคลื่อนไหวกลับปราศจากความลังเล มือซ้ายออกแรงมากขึ้น กดอย่างดุดันยิ่งขึ้น เขาแค่นเสียงหนักอย่างอึดอัดที่ใต้ร่างนาง นางเบิ่งดวงตากลมโตดำสนิททั้งคู่จ้องมองเขาแน่วนิ่ง

“วันนี้ดาบของข้า เร็วขึ้นกว่าเมื่อวานอยู่หน่อยหรือเปล่า?”

เขาเอามือหนุนศีรษะ อมยิ้มมองหน้านาง

“แม่เยว่ เจ้าทำได้ดีมาก เจ้าสามารถทำได้ดียิ่งกว่านี้อีก”

สีหน้าภูมิใจผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง มือที่ยันเขาไว้ผ่อนแรงลงเล็กน้อย ประกายเย็นเยียบผุดวาบในดวงตาเขา ใช้พละกำลังในชั่ววูบยึดมือซ้ายของนางไว้ทันควัน ออกแรงอย่างถูกจังหวะครั้งเดียวก็พลิกสถานการณ์เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายกดนางไว้กับพื้น

นางถูกตรึงไว้ตลอดทั้งร่าง บนใบหน้าปรากฏแววโกรธเกรี้ยว เขาจ้องหน้านาง ในดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยแววยิ้ม

“เคยบอกเจ้าตั้งกี่ครั้งแล้ว จะเป็นนักฆ่าที่ดี จากดักซุ่ม ถึงฆ่าคน ตามด้วยถึงเสร็จสิ้น จะขั้นตอนไหนก็ห้ามประมาททั้งนั้น”

นางกัดริมฝีปากแน่น บนใบหน้าทอแววเจ็บใจที่ถูกดูหมิ่น สองมือยังคงดิ้นรนอย่างไม่ยอมแพ้ เขาผละมือข้างหนึ่งมาลูบริมฝีปากนาง เปล่งเสียงหัวเราะออกมา

“กัดเสียแรงขนาดนั้นทำไมกัน จะเก็บอาการไม่ค่อยได้เกินไปแล้ว”

ใบหน้าของนางแดงจัด ถลึงจ้องเขาตาเขียวปัดยิ่งกว่าเดิม

มู่เหยียนที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นปุบปับว่า

“ดูอากาศอย่างนี้ ฝนใกล้จะตกแล้ว”

เพิ่งขาดคำ ณ ขอบฟ้าพลันปรากฏสายฟ้าแลบแปลบ ตามติดด้วยเสียงฟ้าผ่าครืนสนั่นราวกับดังมาจากใต้พื้นดิน

อิงเกอที่เดิมทียังคงหลับหูหลับตาดิ้นรนอย่างไม่ยอมแพ้พลันยืดตัวเกร็งเขม็งในบัดดล ชั่ววูบถัดมาได้เบียดเข้าสู่อ้อมอกของหรงสวินแน่น เขาตบหลังนางเบาๆ เหมือนปลอบโยนเด็กน้อย

“ยังกลัวฟ้าร้องอยู่อีกรึ? เจ้าเป็นแบบนี้น่ะ ไม่มีทางเป็นนักฆ่าที่ดีได้หรอกนะ”

นางโอบคอเขาไว้กัดฟันกรอด สีหน้าเด็ดเดี่ยว คำพูดที่พูดออกมากลับห่างไกลกันลิบลับ

“ข้าจะกลัวแค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียว”

เขายันร่างขึ้นมองหน้านางตาไม่กะพริบ มือลูบผ่านบนศีรษะนาง

“จนปัญญากับเจ้าจริงๆ”

 

ป่าไผ่เอนไหวไม่หยุดยั้งในความมืดสลัวแห่งย่ำรุ่ง เห็นอยู่ว่าพายุคลั่งใกล้จะหอบเมฆฝนซัดกระหน่ำลงเบื้องล่างอยู่รอมร่อ ชั่วพริบตาที่หยาดฝนซึ่งเทกระหน่ำลงมาสัมผัสโดนแขนเสื้อข้า ภาพฉากตรงหน้ากลับเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

นี่เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ ข้ามองเห็นการตกลงมาของฝนเม็ดหนึ่งอย่างชัดเจน ทั้งยังนำพาฝนเม็ดนี้ย้ายไปสู่ฉากถัดไปในพริบตาอีกด้วย

ห้วงฝันนี้ช่างปราศจากเหตุผลโดยสิ้นเชิงจริงๆ ข้าคิดอย่างนี้ไปพลาง นึกเสียดายว่าเมื่อกี้ที่กระหน่ำลงมาจากฟ้า ทำไมถึงไม่ใช่มุกทองคำตั๋วเงินอะไรเทือกนั้นไปพลาง และในตอนที่ตื่นจากภวังค์ พบว่ากำลังถูกมู่เหยียนจูงมือยืนอยู่ในสถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง รอบด้านมีแต่ดอกไม้ล้วนๆ หอบใหญ่ๆ ทั้งนั้น ยังมีแม่นางบุปผา

ข้าไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงได้รู้ คงเป็นเพราะจิตเชื่อมโยงกัน เหมือนมีใครสักคนเขียนออกมาทีละขีดๆ อยู่ในสมอง บอกข้าว่า นี่คือวันเกิดครบสิบหกปีของอิงเกอ

นางดำเนินแผนการขายตัวเองเข้ามาในนี้ตั้งแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน แฝงกายอยู่ท่ามกลางแม่หญิงโฉมงามเหล่านี้ กำลังจะฆ่าคนผู้หนึ่งซึ่งถูกชะตาลิขิตว่าต้องตายลงด้วยมือนางในวันนี้ และกลายเป็นนักลอบสังหารของตระกูลหรงอย่างเป็นทางการ กระทำพิธีบรรลุนิติภาวะของนักฆ่าผู้หนึ่งให้ลุล่วง

ข้าจำได้ว่าในวันพิธีบรรลุนิติภาวะครบสิบหกปีของข้า ข้ามัดสองมือสองเท้าของจวินเหว่ย บังคับให้เขาฟังข้าดีดพิณทั้งวัน ข้าสุขใจมาก เพียงแต่ออกจะโหดร้ายกับจวินเหว่ยไปนิด ส่วนพิธีบรรลุนิติภาวะของอิงเกอ ช่างโหดร้ายไม่ว่าจะกับใครโดยแท้

มู่เหยียนหุบพัดจีบเคาะไหล่ข้าจากข้างหลัง

“เจ้าเหลียวซ้ายแลขวากำลังมองหาใครอยู่รึ?”

ข้าดันพัดของเขาออก “หาหรงสวิน”

เขาแสดงท่าทีสนอกสนใจ

“อ้อ? เจ้ารู้หรือว่าเขาต้องมาแน่ๆ?”

ข้าพูดอย่างไม่แน่ใจ “ก็จริงละนะ” คิดเล็กน้อยแล้วถามเขาว่า “ถ้าเป็นท่าน ท่านจะมาหรือเปล่า?”

เขาเก็บพัดจีบ

“ถ้านักฆ่าที่เป็นลูกน้องของข้าคนนั้นคือเจ้า ข้าจะมา”

ข้าตะลึง จ้องมองเขาอย่างงุนงง

เขาปรายตามองข้า พูดเนิบๆ ว่า

“เจ้าโง่ออกอย่างนี้ ขืนข้าไม่มา เกิดเจ้าเข้าใจเป้าหมายที่ต้องฆ่าผิดคนแล้วจะทำยังไง?”

ข้าพูดอย่างโมโหเดือด

“ข้าไม่เป็นอย่างนั้นหรอกน่า บ...บางครั้งข้าอาจจะซุ่มซ่ามไปบ้างก็จริง แต่ในเวลาสำคัญแบบนี้ ข้าจะเก่งมากเลยนะ”

มู่เหยียนหัวเราะเบาๆ

“เวลาสำคัญ? ครั้งก่อนเจอหมาป่าตอนกลางคืน ถ้าไม่ใช่เพราะข้าไล่ตามไปทัน เจ้าจะเป็นยังไงบ้าง?”

ข้าพูดว่า “...ก็ได้ เราจะถือเสียว่าการคุยกันในคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

เขาไม่ยอมลดราวาศอก

“ในดินแดนหัวซวีของเสิ่นฟูเหรินซ่งหนิงครั้งก่อนหน้านั้นอีก เจ้าตกลงไปจากหน้าผา ถ้าข้าไม่ได้ตามไป เจ้าจะเป็นยังไงอีก?”

ข้าเขยิบออกห่างจากข้างตัวเขาเล็กน้อย พูดว่า

“สาเหตุที่เรื่องในอดีตงดงาม อยู่ตรงที่มันได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เรื่องราวหนหลังเราจงปล่อยให้มันสลายไปดั่งหมอกควันเถิด มา เรามาวิเคราะห์เหตุการณ์ในโลกความจริงที่สำคัญมากยิ่งกว่ากันสักหน่อยดีกว่า”

มู่เหยียนโบกพัดจีบอย่างเรื่อยเฉื่อย ในดวงตาแฝงแววยิ้ม มองหน้าข้าไม่พูดอะไร

ข้าพูดว่า “ท่านดูสิ เรื่องสือซานเยว่นี้ สือซานเยว่ในวังหลวงแคว้นเจิ้งตายเพื่อรัก พร่ำพูดไม่ขาดปากว่าผิดต่อพี่สาวของตัวเอง อิงเกอที่มีชีวิตอยู่ดูเหมือนจะเป็นสือซานเยว่แต่ดั้งเดิม นางมีน้องสาวอยู่หนึ่งคน แต่นางกลับบอกข้าว่า นางลืมชื่อของน้องสาวไปแล้ว หรงสวินดูแล้วเหมือนมีใจรักต่อสือซานเยว่ที่พักอยู่ในวังหลวงแคว้นเจิ้งเป็นอย่างมาก แต่เขารู้ดีชัดๆ ว่าสือซานเยว่ตัวจริงนั้นความจริงแล้วเป็นใคร อย่าว่าแต่ เขาเองก็ดูไม่เหมือนว่าไม่มีใจให้อิงเกอเลย”

เดิมทีข้าแค่อยากจะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่เผลอถูกประเด็นปัญหาที่ตัวเองเสนอขึ้นกระตุ้นให้นึกสนใจเป็นอย่างมาก คิดอยู่พักหนึ่งกลับคิดหาผลลัพธ์ไม่ได้ เพียงแต่นึกสะท้อนใจนัก

ข้าบอกความสะท้อนใจของข้ากับมู่เหยียน

“หรงสวินคนนี้ช่างยากจะคาดเดาจริงๆ ติดต่อพูดคุยให้มากสักหน่อยไม่แน่ว่าจะพอได้รู้อะไรบ้าง เอ้อ...แต่เรื่องนี้ก็พูดยากเหมือนกัน มีคำพูดประโยคหนึ่งกล่าวว่า ‘ผู้เล่นงุนงงผู้ชมเข้าใจ’ น้อมเตือนชนในโลกว่าเวลาเผชิญกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข จงพยายามอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และคงสติไว้ แต่ก็มีคำพูดอีกประโยคหนึ่งกล่าวว่า ‘ไม่ได้ตรวจสอบย่อมไม่มีสิทธิ์พูด’ เฮ้อ ข้าละสับสนนัก”

มู่เหยียนแบมือ

“ข้าเองก็สับสนนัก เจ้าหลุดประเด็นไปแล้ว ข้าฟังไม่รู้เรื่อง”

“…...”

 

ในหอนางโลม บนเวทีสูงที่เหล่านางรำแสดงฝีมือ มีต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าขึ้นอยู่ ออกผลอายวสันต์อันอบอุ่นท่ามกลางหมู่ใบ ที่ใต้ต้น เสียงเพลงเสนาะใสไม่มีหยุด การฟ้อนรำปานผีเสื้อไม่มีพัก ดุจดั่งทั่วหล้ารุ่งโรจน์ ทุกโมงยามต่างเป็นยุคทองอันสันติ

เพียงแต่ทั้งหมดนี้เป็นการคิดไปเองทั้งนั้น น่าถอนใจที่เทียนจื่อปลอมพระองค์เสด็จประพาสต้น มักจะชอบเสด็จประพาสหอนางโลมอยู่เสมอ หลงคิดเอาเองว่าสถานที่นี้มีผู้คนทุกสาขาวิชาชีพ ช่วยให้สามารถได้ยินเสียงของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็แค่ทำให้ฝีมือเกี้ยวพาของเขาเก่งขึ้นพรวดๆ เท่านั้น

ข้าดึงมู่เหยียนเลี้ยวเข้าไปในหอที่มีม่านแพรโปร่งสีแดงบังไว้ด้านหลังเวทีสูง แวบผ่านประตูไม้แข็งแรงทนทานที่เปิดทิ้งไว้บานหนึ่งอย่างไร้อุปสรรคขัดขวาง มองเห็นอิงเกอที่แต่งตัวเย็นสบายตลอดร่างกระโดดตัวเบาหวิวเข้ามาในห้องทางหน้าต่างฝั่งตรงข้ามพอดี หญิงที่เฝ้าอยู่ข้างโต๊ะรอแขกผู้มีอุปการคุณอย่างซื่อสัตย์ไม่ได้รู้สึกตัวสักนิด ชั่ววูบถัดมาได้ถูกฝ่ามือดาบฟันสลบอย่างรวบรัดหมดจด ลากไปที่ใต้เตียงซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด

ยังไม่ถึงเวลา อิงเกอที่อายุสิบหกปีหยิบพัดถวนซ่านผ้าไหมวาดภาพดอกโบตั๋นสารทกอใหญ่เล่มหนึ่งบนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมา ปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย ดื่มเหล้าหนึ่งจอกเพียงลำพัง

จิตของข้ากับอิงเกอเชื่อมโยงกัน ย่อมจะรู้ว่านางอยู่ที่นี่ มู่เหยียนบอกว่าเข้าใจ เพียงแต่ค่อนข้างจะรู้สึกนับถือต่อความมหัศจรรย์ของห้วงฝันนี้

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าตึกๆ ดังมาจากด้านนอกห้อง ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกดังแอ๊ด ชายที่เข้ามาสวมชุดผาวยาวผ้าต่วนดำ หน้าตาธรรมดาอย่างที่สุด ดูเหมือนจะดื่มเหล้าเข้าไปมาก ฝีเท้าซวนเซไม่มั่นคง

อิงเกอที่พิงขอบเตียงอย่างเกียจคร้าน เลื่อนพัดถวนซ่านออก นัยน์ตาสีดำเข้มช้อนขึ้นเล็กน้อยตามหางตาที่ขยับไหว เพียงกิริยาท่าทางอย่างเดียวนี้ ก็เผยเสน่ห์เย้ายวนมากล้น ท่าทีเจนจัดเรื่องสายลมจันทรา ประหนึ่งคลุกคลีในดงโลกีย์มาตั้งแต่เกิด

ชายหนุ่มหรี่ตา มือที่บำรุงรักษาอย่างเหมาะสมทั้งคู่คิดหมายจะลูบไล้ลำคอขาวเนียนของนางอย่างแฝงนัย

“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนแคว้นโหลว? สตรีแคว้นโหลวผิวพรรณดุจแพรไหมแต่กำเนิด วันนี้ขอข้าดูสักหน่อยเถอะ...”

มือเขาขยับปัด กระชากผ้าห่มแพรเนื้อบางที่นางคลุมไว้ด้านนอกเอี๊ยมลงมา โน้มตัวลงกัดหัวไหล่ขาวผ่องของนางด้วยกิริยาป่าเถื่อนรุนแรง

“ดูซิว่าเจ้าเองก็ผิวพรรณดุจแพรไหมเหมือนกันหรือเปล่า”

จูบของชายผู้นี้ไล่ขึ้นมาตามหัวไหล่ลำคอ ใกล้จะประทับลงบนใบหน้าของนาง กลับพลันหยุดนิ่งไม่ขยับกะทันหัน

ข้าจ้องดาบสั้นที่แทงเข้าสู่กลางหลังของชายผู้นี้เขม็งอย่างทอดถอนชมเชย ถามมู่เหยียนว่า

“ท่านเห็นชัดเจนหรือเปล่าว่าเมื่อกี้อิงเกอชักมีด? การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนัก”

ชายคนนั้นตายอยู่บนร่างของอิงเกอทั้งอย่างนี้ นางกลับไม่ได้ชักอาวุธสังหารออกมาในทันที สายตาเหม่อมองหลังคาม่านกระโจมอย่างงุนงง ปราศจากท่าทีรวบรัดหมดจดอย่างตอนที่ฆ่าคนโดยสิ้นเชิง ครู่ใหญ่ ค่อยทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้กะทันหัน ลนลานเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุ เก็บกวาดเสร็จหันกลับไปสังเกตดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างตามเส้นทางเดิม

มู่เหยียนดึงตัวข้าไล่ตามไปตลอดทางอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง พบว่านางไม่ได้หลบหนีไปจากที่นี่ เพียงแค่ม้วนตัวกระโดดเข้าไปในห้องพักชั้นล่างเท่านั้น

มู่เหยียนหัวเราะเบาๆ อยู่ข้างหูข้า

“เจ้าเชื่อไหมว่า หรงสวินอยู่ข้างในนั้นเอง?”

ข้านิ่งคิดเล็กน้อย พยักหน้าพูดว่า

“ใช่แล้วละ ใครจะไปกล้าสงสัยเล่าว่ากูเหนี่ยงที่อยู่กับคุณชายหรงเป็นฆาตกรฆ่าคน ต่อให้มีคนสงสัย หรงสวินก็ต้องช่วยเป็นพยานให้นางอย่างแน่นอน ว่านางร่วมถือสุราถกกวีหน้าดอกไม้ใต้แสงจันทร์กับเขาอยู่ตลอด จะมีเวลาออกไปก่อคดีที่ไหนกัน”

มู่เหยียนรวบเอวข้ากระโดดเข้าไปในห้องพักที่อิงเกอเพิ่งจะเข้าไปด้วยกัน ปากพูดว่า

“นี่ไม่ถือเป็นแผนการที่เลิศล้ำอะไร แต่ไร้ที่ติได้เพราะพึ่งพาฐานะของหรงสวิน อิงเกอกูเหนี่ยงฆ่าคนเป็นครั้งแรก ถือว่าทำได้ไม่เลวแล้ว”

 

ไม่ผิดจากที่มู่เหยียนได้คาดไว้ หรงสวินอยู่ในห้องจริงๆ

บนโต๊ะกลมไม้จันทน์ม่วงฝังหินอ่อนจัดวางขนมก้วยไว้สองจานอย่างง่ายๆ ในมือของหรงสวินคือจอกเงินเล็กประณีตหนึ่งใบ ในจอกกลับไม่มีเหล้าสักหยด เปลวเทียนลากเงาของเขาจนยาวเรียว ฉายลงบนฉากกั้นหกบานซึ่งวาดภาพเงาจันทร์บัวสารทไว้เต็มบานที่ด้านหลัง

นอกหน้าต่างลมกระโชกเริ่มก่อตัว โหมพัดจนเปลวเทียนริบหรี่จวนจะดับ หลังสายลมผ่านพ้นคือเสียงฟ้าคำรามสะเทือนหู ดังกึกก้องราวกับมีเทพเจ้าตีฆ้องยักษ์อยู่ ณ ปลายฟ้า

ข้ารู้สึกหนาวนิดๆ ขยับเข้าไปใกล้มู่เหยียน เขาเหลือบมองข้า ดึงตัวข้าเข้าไปชิดเขามากขึ้นอีกหน่อย

ท่ามกลางฟ้าแลบฟ้าร้องที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดระลอกแล้วระลอกเล่า หรงสวินวางจอกเงินในมือลงอย่างแช่มช้า ถือเชิงเทียนอ้อมฉากกั้น เดินไปถึงข้างเตียง

แสงเทียนขมุกขมัวส่องให้เห็นอิงเกอที่ขดตัวจนเล็กนิดอยู่บนเตียง ร่างของนางกำลังสั่นสะท้าน ดวงตากลับเบิกโพลง หว่างคิ้วขมวดจนย่นลึก ริมฝีปากถูกกัดจนเป็นรอยห้อเลือดลึกหลายรอย

เขาวางเชิงเทียนไว้ด้านข้าง ยื่นนิ้วเรียวยาวออกไปเช็ดที่หางตาของนาง ราวกับจะเช็ดน้ำตาที่ไม่ได้มีอยู่ออกไป

นางเหม่อมองเขาอย่างเลื่อนลอย “ข้าฆ่าเขาไปแล้ว”

นางยกมือขวาที่ขาวผ่องปานหิมะขึ้น วางลงบนไหล่ซ้ายของเขาที่โน้มลงมา “ใช้มือข้างนี้นี่แหละ”

สายฟ้าสายหนึ่งพลันผ่าเปรี้ยงลงมา เม็ดฝนทุบกระแทกใส่หลังคาห้องและชายคาระเบียงอย่างหนักหน่วง ร่างที่ขดงอของนางสะดุ้งเฮือก

เขาขมวดคิ้วบางๆ กุมสองมือของนางไว้ทิ้งตัวลงนอนข้างกายนาง หันหน้าเข้าหากัน หมอนกระเบื้องเคลือบไม่กว้างพอ เขาแทบจะแนบชิดกับนาง คลายร่างที่ม้วนขดของนางออก โอบไว้แนบอก ทั้งสองต่างก็สวมชุดสีม่วง ราวกับผีเสื้อสีม่วงสองตัวกอดกันกระชับแน่น ริมฝีปากของเขาแนบลงสู่เรือนผมดำขลับดุจแพไหมของนาง

“เจ้าทำได้ดีมาก”

นางกลับส่ายหน้า ช้อนสายตาขึ้นมองหน้าเขาเขม็ง พูดว่า

“ข้าใช้ดาบสั้น ทะลุหัวใจในมีดเดียว ชั่วขณะที่ตายเขาก็ยังไม่เชื่อ ถลึงตาใส่ข้า เลือดของเขาแทบจะเป็นพ่นออกมา กระเด็นใส่อกของข้า ชั่วชีวิตนี้ข้าก็ลืมสีหน้าของเขาไม่ลง ชีวิตคนต่ำต้อยด้อยค่าแบบนี้ ข้ารู้สึกกลัว ข้ากลัวการเป็นนักฆ่า ข้ากลัวการฆ่าคน”

นางกล่าวคำพูดอ่อนแอเหล่านี้ออกมา บนใบหน้ากลับปราศจากความรู้สึกใดๆ ดวงตาเบิกโพลงอยู่ตลอดเวลา

เปลวเทียนลุกไหม้เป็นน้ำตาเทียนกอบหนึ่ง ไหลลงสู่เชิงเทียน เหลือเพียงไส้เทียนท่อนสุดท้ายที่ยังคงดิ้นรนก่อนตาย เปล่งแสงอ่อนจางที่แสนริบหรี่

เขาเอื้อมมือไปลูบผมนางเล่น อึดใจใหญ่ หัวเราะเบาๆ พูดว่า

“ปีนั้นที่ข้าเก็บเจ้าได้ เจ้ายังตัวเล็กแค่นั้นเอง ข้าถามเจ้าว่าอยากจะติดตามข้าหรือไม่ เจ้าเบิ่งตาโตๆ ดำขลับมองหน้าข้าพยักหน้าแรงๆ ท่าทางน่ารักน่าชังจริงๆ ข้าจึงคิดว่า เจ้าจะเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดของข้า”

เขาจุมพิตหน้าผากของนาง กระชับร่างนางเข้าสู่อ้อมแขนแน่นกว่าเดิม กระซิบชิดริมหูนาง

“แม่เยว่ เพื่อข้า จงเป็นนักฆ่าที่ดีที่สุดของตระกูลหรง”

นอกหน้าต่างฝนเย็นเฉียบโหมกระหน่ำ เทลงใส่ไผ่มรกตเดือนยี่ เคาะเข้าสู่หัวใจข้าทีละหยดทีละหยาด

 

หลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลงของห้วงฝันนี้ทั้งสับสนและฉับไว

โลกของนักฆ่าไร้ซึ่งความอบอุ่น จะมีก็แต่เงาดาบไหววูบวาบ รอยเลือดกระเซ็นซ่าน ต่อสู้เสี่ยงตายกับชีวิตที่เป็นตายได้ในชั่วพริบตา

ข้ามองเห็นอิงเกอก้าวเดินในโลกนี้ไกลออกไปเรื่อยๆ พกดาบสั้นของนาง ประดุจหนึ่งดอกฝิ่นที่ค่อยๆ ผลิบาน กลีบดอกคือเงามีดอันเย็นยะเยียบ และเครื่องหน้างามเข้มคมของนางได้เย็นชาขึ้นทีละนิดๆ ท่ามกลางเงามีดที่ผลิบาน

ภาพฉากที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้งเหล่านี้ดุจบานกระจกที่แตกสลาย ปูลาดอยู่เบื้องหน้าสายตาข้า เสียงผู้คนสารพัดแบบไม่ทราบดังมาจากที่ใด

“กูเหนี่ยงชุดม่วงที่ติดตามข้างกายใต้เท้าเสนาบดียุติธรรมตลอดเวลาคนนั้น มีที่มาอย่างไร? จุ๊ ใบหน้าที่งดงามปานนั้น”

“เฮอะ ใบหน้าที่งดงามปานนั้น แต่ได้ยินว่าฆ่าคนไม่กะพริบตา นั่นคือยอดฝีมือชั้นเลิศสุดของคฤหาสน์เสนาบดียุติธรรม องครักษ์ประจำตัวของใต้เท้าเสนาบดียุติธรรม”

บานกระจกที่แตกสลายเหล่านั้นค่อยๆ เลือนหายตามเสียงของผู้คนที่ห่างออกไปไกล สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือเวทีงิ้วสูงลิบ นางเอกงิ้วที่แต่งกายงามเย้ายวนแอ่นร่างทั้งร่างจนโค้งเป็นรูปทรงดอกกล้วยไม้ หางตาทอดโค้งทีละนิด แสดงกิริยาทรงเสน่ห์ยั่วยวนใจ น้ำเสียงอ่อนหวานขับขานเนื้อเพลงถวิลหาบุรุษในบทละครงิ้ว แววยั่วยวนที่แฝงเร้นในสีหน้ากลับไม่มีแม้สักเสี้ยวที่มิใช่ทอดไปให้หรงสวินซึ่งเอนพิงรั้วกั้นอย่างเกียจคร้านชมการขับร้องงิ้วอยู่บนเวทีสูง ระยะห่างระหว่างทั้งคู่จะว่าไกลก็ไม่ไกล จะว่าใกล้ก็ใกล้มาก ยามสายตาประสานกัน หรงสวินยิ้มออกมาอย่างอ่านไม่ออก

ในชั่วพริบตานั้นเอง หญิงชุดเขียวที่ปรนนิบัติน้ำชาบนเวทีสูงพลันชักมีดสั้นวาววับเล่มหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ในเวลาเดียวกันนี้ ดาบสั้นของอิงเกอที่ด้านข้างได้เข้าประชิดหน้าผากหญิงชุดเขียวปานเหินบิน หนึ่งดาบจากหว่างคิ้วผ่าศีรษะ เร็วเสียจนดุจสายฟ้าที่วาบผ่าน

หญิงสาวหน้าตาคมขำหน้าทั้งหน้าถูกผ่าเป็นสองซีกที่เลือดโชก เลือดจากใบหน้าที่ปริแยกกระเซ็นใส่พวงแก้มขาวผุดผาดของอิงเกอ นางกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตาสักครั้ง

บนเวทีงิ้วเสียงกรีดร้องดังระงม นางเหมือนไม่ได้ยิน เก็บดาบสั้นกลับคืนมาเช็ดกับแขนเสื้อสีม่วง เงยหน้าขึ้นมองหรงสวินที่มีสีหน้าครุ่นคิด ยิ้มบางๆ ถามว่า

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

เขาปรายตามองหญิงสาวน่าสยดสยองที่ล้มลงกับพื้นสองตาเบิกโพลง ขมวดคิ้วมุ่น

“หนึ่งดาบนี้ โหดเหี้ยมดุดันเกินไปนิด”

อิงเกอย่อตัวลงนั่งเพ่งพิศรอยแผลของหญิงผู้นั้นอย่างถี่ถ้วนด้วยท่าทีจริงจัง

“แบบนี้ไม่มีความสวยงามจริงๆ นั่นแหละ แล้วยังน่าสยองขวัญอยู่หน่อย ต่อไปข้าจะปาดคอพวกมันให้ขาดโดยตรงก็แล้วกันน่า”

เขาส่งมือให้นาง ฉุดนางให้ลุกขึ้น เอ่ยแช่มช้าว่า

“ข้าจำได้ว่าหลังจากที่เจ้าฆ่าคนเป็นครั้งแรก เจ้ากลัวเสียจนซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนข้า ซุกอยู่ทั้งคืน”

นางเม้มริมฝีปาก “ยังไงสุดท้ายข้าก็ต้องโตนี่นา” นางเอนพิงรั้วกั้นมองหน้าเขาอย่างตั้งใจ “ข้าจะเป็นนักฆ่าที่ดีที่สุดของตระกูลหรงอย่างแน่นอน” พูดจบบนใบหน้าพลันซับสีแดงระเรื่อ ขับเน้นดวงหน้าขาวผุดผาด งดงามจนน่าตะลึง

แต่เขาไม่ได้มองนาง เบือนหน้ามองไปที่นอกหน้าต่าง ที่นั่นมีต้นไม้สูงลมวสันต์ ดอกไม้แผ่ขยายทั่วคันนา นกยางเปียหนึ่งแถวเปล่งเสียงร้อง บินขึ้นสู่ผืนฟ้าครามอันไกลลิบ

 

อิงเกอไม่มีทางเป็นนักฆ่าที่ดีที่สุดได้ ก็เหมือนกับที่จวินเหว่ยไม่มีทางเป็นนักเขียนนิยายที่ดีที่สุดได้ เนื่องจากเขาสองคนต่างไม่จดจ่อมุ่งมั่นในสิ่งเดียว

นักเขียนนิยายที่ดีที่สุดควรจะจดจ่อมุ่งมั่นเขียนแต่นิยาย แต่จวินเหว่ยนั้นนอกจากเขียนนิยายแล้ว ยังต้องเป็นมือกระบี่เพื่อปลอบใจเตี่ยของเขาอีกด้วย

เหตุผลเดียวกัน นักฆ่าที่ดีที่สุดควรจะจดจ่อมุ่งมั่นแต่กับการฆ่าคน แต่อิงเกอนั้นนอกจากฆ่าคนแล้ว ยังต้องแบ่งสมาธิมาปลูกต้นรักกับหรงสวินอีกด้วย

นักฆ่าห้ามมีความรักเด็ดขาด สมมุติว่านักฆ่ามีคนรัก จะประสบกับอันตรายดังต่อไปนี้ได้โดยง่าย เช่น

“จ...เจ้าอย่าเข้ามานะ ขืนเจ้าเข้ามา ข้าจะฆ่าเขาทิ้งซะ”

“ตกลงๆ ข้าไม่เข้าไป เจ้าอย่าฆ่าเขานะ”

“เจ้าวางอาวุธลงซะ ประสานมือรองท้ายทอยไปนั่งยองๆ ตรงนั้น”

“ตกลง ข้าวางอาวุธแล้ว อ๊าก! เจ้า...เจ้าใช้มีดบินตอนที่ข้าวางอาวุธได้ยังไง...”

จากนั้นชีวิตนักฆ่าของท่านก็จบเห่เอวัง

เพื่อหรงสวิน อิงเกอเปลี่ยนหัวใจของตัวเองจนแข็งถึงเพียงนี้ แต่เนื่องจากเพื่อหรงสวินถึงได้ฆ่าคน หัวใจของนางจึงไม่มีทางไปถึงระดับความแข็งซึ่งมือสังหารที่ดีพึงมีไปตลอดกาล

ต้นฤดูร้อนของปีที่อิงเกออายุได้สิบเก้าปี ย่าผู้ชราได้ลาโลกไปเพราะล้มป่วย แต่กระทั่งไปดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้าย นางก็ทำไม่ได้ เนื่องจากปฏิบัติงานอยู่ข้างนอก ตอนกลับคฤหาสน์ หรงสวินได้รับตัวน้องสาวผู้โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งของนางเข้ามาในคฤหาสน์เรียบร้อยแล้ว

นั่นเป็นฤดูร้อนที่เย็นสบาย ในสวนใหญ่ของคฤหาสน์เสนาบดียุติธรรมบานเต็มไปด้วยดอกจื่อหยาง น้องสาวของนางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวสะอาด ใบหน้าเหมือนกับนางไม่มีผิดเพี้ยน ยืนน้ำตานองอยู่ท่ามกลางกอดอกไม้สีขาว ในอ้อมแขนกอดโถอัฐิกระเบื้องเคลือบไร้ลวดลายใบใหญ่มหึมาใบหนึ่ง

นางเร่งรีบกลับมา ยังคงอยู่ในชุดสีม่วงองอาจ มีรอยเลือดที่ยังไม่ล้างกระจายทั่ว ครั้นลมพัดผ่าน สามารถจินตนาการได้ถึงท่ามกลางกลิ่นชาดทาปาก เจือด้วยกลิ่นคาวเลือดจากการเข่นฆ่า

น้องสาวเม้มริมฝีปาก สีหน้าท่าทางเหมือนนางเมื่อครั้งอายุสิบห้าปีที่อ่อนแอและดันทุรังราวกับพิมพ์ ถลาเข้าสู่อ้อมแขนนาง พูดเจือสะอื้นว่า

“ย่าอยากจะเจอเจ้า บอกว่าต้องได้เห็นหน้าเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วค่อยฝัง”

นางเอื้อมมือไปกุมโถกระเบื้องเคลือบสีขาวไร้ลวดลายใบนั้น ฝ่ามือสั่นสะท้านเบาๆ บนใบหน้ากลับปราศจากความรู้สึกใดๆ อึดใจใหญ่ พูดว่า

“ขอให้ย่าไปสู่สุคติเถิด”

หรงสวินก้าวเนิบช้าเข้ามาหาอย่างไม่รีบไม่ร้อน มองดูอิงเกอที่โอบกอดน้องสาวไว้ เอ่ยเบาๆ ว่า

“เจ้าเหนื่อยแล้ว กลับห้องไปพักผ่อนก่อนเถิด”

นางตะลึงลาน ปล่อยน้องสาวจากอ้อมแขน ปลายนิ้วมือที่สั่นระริกยังคงแนบอยู่กับตัวโถ เขาเพ่งพิศนางอย่างละเอียด

“ได้ยินพวกนั้นบอกว่าเจ้าไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว เรื่องหลังของย่าเจ้า ข้าจะจัดการเอง”

พูดจบหันกลับไปมองน้องสาวของนางอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วหันกลับมาพูดกับนางว่า

“หลงเข้าใจว่านางชื่อเยี่ยนอู่มาตลอด ไม่นึกว่า...จะชื่อจิ่นเชว่”

จิ่นเชว่ที่ใบหน้ายังคงเปื้อนคราบน้ำตาเงยหน้าขึ้นถลึงจ้องเขาตาเขียว ท่ามกลางกอดอกจื่อหยางตรงเท้ามีผีเสื้อสีขาวสองตัวบินผ่าน

เขาจับสายตาของนางที่ถลึงจ้องใส่เขาได้ ตกตะลึงไปชั่ววูบ

ผีเสื้อขาวสองตัวที่หยอกเย้ากันกลางกอดอกไม้ลุกไหม้เป็นเปลวควันสีเขียวในพริบตา

ในใจข้าว่างโหวง รู้สึกสังหรณ์ร้ายขึ้นมาโดยพลัน บางทีภาพเหตุการณ์ฉากนี้เองที่เป็นปมในใจซึ่งเป็นฝันร้ายของอิงเกอ และสำหรับข้าแล้ว ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดได้มาถึงในที่สุด

ในดินแดนหัวซวีที่ข้าถักทอขึ้นมา สถานที่ซึ่งความสุขหยุดลงก็คือความปวดร้าว คาดหวังจนไม่มีสิ่งใดให้หวังก็คือสิ้นหวัง ทุกอย่างยังคงมีตรรกะชัดเจนเหมือนเช่นในโลกความจริง แต่ในห้วงฝันของคนเป็นนั้น ทุกคนกลับเคยชินต่อการใช้วิธีสุดโต่งมาต่อต้านความอับจนปัญญาในโลกความจริง

ตัวอย่างเช่น ข้าต้องใจมู่เหยียน แต่ข้าไม่อาจจะได้เขามาเช่นกัน ดังนั้นข้าอยากจะฆ่าเขา แล้วค่อยแบ่งมุกเงือกให้เขาครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เราสองคนได้อยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ แต่นี่เป็นความคิดบ้าคลั่งที่ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ ขอเพียงข้ายังคงมีสติ จะไม่มีทางทำแบบนี้เด็ดขาด

แต่ข้าคิดแบบนี้ทุกวี่วัน เรื่องนี้จะต้องได้รับการแสดงตัวออกมาในความฝันอย่างแน่นอน จากนั้นในความฝัน ข้าก็จะกลายเป็นฆาตกร นี่แหละที่เรียกว่า “วิธีการอันสุดโต่งในการต่อต้านโลกความจริง”

หรือไม่ข้าเหี้ยมยิ่งกว่านี้อีกหน่อย รู้สึกว่าโชคชะตานี้ช่างอาภัพอัปภาคย์เสียเหลือเกิน ผืนฟ้าแผ่นดินภูเขาแม่น้ำ ต่างควรจะพินาศไปกับพวกเราด้วยทั้งหมด อย่างนั้นในความฝันของข้า จะต้องปรากฏภาพมหัศจรรย์ภูเขาถล่มแผ่นดินปริแยกทะเลเหือดแห้งศิลาทลายขึ้นจริงๆ ก็คือที่เรียกว่า “วิธีการอันสุดโต่งยิ่งกว่าในการต่อต้านโลกความจริง”

นี่แหละคือเหตุผลที่จวินซือฝุสอนข้าว่า อย่าเข้าไปในความฝันของคนอื่นส่งเดช สมมุติว่าข้าเข้าไปในความฝันของคนผู้นั้น แล้วในความฝันของเขากำลังแสดงฉาก “ชั่วฟ้าดินสลาย” ของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ระดับแปดพอดี อยู่ๆ มีหินก้อนหนึ่งตกลงมาจากบนภูเขา แล้วเผลอทับข้าแบน พร้อมกับพลอยทุบไข่มุกเงือกในอกแตกละเอียดไปด้วย อย่างนั้นข้าก็ตายแน่แล้ว

ความฝันของคนเป็นนั้น สำหรับตัวพวกเขาเองแล้ว ฝันแล้วก็จบไป แต่สำหรับข้าแล้ว กลับสาหัสถึงตายเลยทีเดียว สมมุติว่าข้าตายไปในความฝันของพวกเขา อย่างนั้นก็จะจบเห่เอวังอย่างแท้จริง

ในความฝัน อิงเกอที่เวลานี้อยากจะทำลายล้างสิ้นทุกสิ่งนั้น ข้าไม่รู้ว่าความมุ่งหวังและความสิ้นหวังของนางคืออะไร ข้ารู้แต่ว่า นางเองก็เลือกวิธีภูเขาถล่ม แผ่นดินปริแยก ทำลายล้างทุกอย่าง มาปิดฉากห้วงฝันนี้เช่นกัน และข้าต้องรีบพานางออกไปเร็วๆ ก่อนที่นางจะระเบิด

แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ทันกาลแล้ว ในจังหวะที่ข้าปล่อยมือของมู่เหยียนพยายามวิ่งไปหาอิงเกอสุดชีวิตนั่นเอง อยู่ๆ ระหว่างฟ้าดินพลันว่างเปล่าปราศจากทุกสิ่ง ความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาลได้กลืนกอดอกจื่อหยางสีขาวจมหายไปในพริบตา เมฆหนาทึบประดุจหมึกพุ่งดิ่งมาจาก ณ สุดปลายฟ้า ย้อมไอหมอกสีขาวขุ่นทีละน้อยๆ

นี่แหละคือความฝัน เมื่อครู่ก่อนยังเป็นธุลีแดงแดนโลกีย์ใต้ผืนฟ้าครามยามกลางวันอยู่เลย ครู่ถัดมาความมืดชนิดกางมือตรงหน้ายังมองไม่เห็นนิ้วก็จู่โจมเข้าหา

เงาของอิงเกอได้ลับหายจากสายตาภายใต้ความมืดประดุจหมึกนี้ ข้างุนงงขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าควรจะวิ่งไปทางทิศไหน ชะงักฝีเท้าลง ร่างกลับถูกกระชากไปข้างหลังโดยแรงกะทันหัน แขนเสื้อสีฟ้าคู่หนึ่งโอบคอของข้าไว้ เสียงหอบหายใจของมู่เหยียนดังอยู่ข้างหู อย่างหนักหน่วงเจือโทสะนิดๆ

“วิ่งเร็วขนาดนี้ ไม่รู้หรือไงว่าอันตรายมาก?”

ข้าขยุ้มแขนเสื้อเขาพยายามยื่นมือชี้ไปข้างหน้าสุดชีวิต

“โอ้โห น่ามหัศจรรย์จัง ท่านดูสิ นั่นคืออะไรน่ะ?”

เขาชะงักไปชั่ววูบ โอบข้าเดินไปยังแสงสีขาวที่ซึมแผ่ออกมากะทันหันท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ ทีละก้าวๆ

ในความมืดอันว่างเปล่าราวกับทุ่งโล่งนี้ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของเขากับข้า เหมือนเหยียบลงบนน้ำ เกิดเป็นเสียงดังจ๋อมๆ เบาๆ

ไอหมอกดำสนิทรอบด้านสลายไปทีละน้อย บนท้องฟ้าจันทร์เพ็ญสีเงินกระเพื่อมปรากฏ ท่ามกลางแสงสีขาวของจันทร์ยะเยียบ ต้นอิงใหญ่มหึมาต้นหนึ่งเอนไหวรับลม ดอกอิงสีแดงร่วงกระจายอยู่กลางอากาศ ดุจหิมะสีชาดปลิวไสว

อิงเกอในชุดสีม่วงถือเหล้ากาหนึ่ง นั่งพิงอย่างเกียจคร้านอยู่ใต้ต้นไม้ แหงนหน้าเล็กน้อย จ้องมองชายหนุ่มชุดขาวใบหน้าเย็นชาที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง

มู่เหยียนถือว่ารูปงามอย่างมากแล้ว ความรูปงามของชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่ามู่เหยียนเลย รอบกายปกคลุมด้วยรัศมีสีเงินของจันทร์ยะเยียบ ส่งให้สีหน้าเย็นชาเป็นพิเศษ

สายลมเย็นพัดพาดอกอิงเดือนสามกับเสียงของอิงเกอลอยละล่องมาพร้อมกัน

“หากดาบของใต้ฝ่าพระบาทเร็วกว่าหม่อมฉันได้ อย่าว่าแต่มารยาทธรรมเนียมในวังที่น่าหงุดหงิดนี่เลย ต่อให้เป็นเรื่องร่วมเตียงเคียงเขนย หม่อมฉันก็จะฟังใต้ฝ่าพระบาททุกเรื่อง...”

นางยังพูดไม่ทันจบ เงาดาบเรียวยาวเงาหนึ่งได้วาดเป็นเส้นโค้งที่กลางอากาศและกลับคืนฝักอย่างรวบรัดหมดจด ชายหนุ่มแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่ท่ายืน ผ้าที่รัดมวยผมไว้หลวมๆ บนศีรษะของนางกลับขาดสะบั้นตามเสียง เส้นผมดำขลับดุจสาดหมึกแผ่สยายลงคลุมไหล่ ดอกอิงซึ่งถูกดาบยาวตัดเป็นสองส่วนที่กลางอากาศพลิ้วลอยอ้อยอิ่งตกลงบนทรวงอกของนาง

นางนิ่งตะลึงมองหน้าเขาอยู่พักใหญ่ หัวเราะพรืดออกมา

“ดาบยาวตรงเอวท่านเล่มนั้น ที่แท้ไม่ใช่แค่พกไว้เท่ๆ หรอกรึ?”

นัยน์ตาสีหมึกของเขาสะท้อนเสน่ห์อันมากล้นของนาง กลับเยือกเย็นปราศจากวี่แววหวั่นไหว เขาก้าวเข้าไปใกล้สองก้าว โน้มตัวลงนิดๆ ส่งมือให้นาง

“การเดิมพันที่ฟูเหรินพนันกับกั่วเหริน[5]เมื่อครู่นี้ กั่วเหรินชนะแล้ว”

นางยื่นมือออกมา ทำท่าว่าจะเอื้อมไปจับมือเขา กลับพลันเกาะไหล่เขาอย่างปุบปับ เอื้อมมือขยับวูบ ก็ปลดปิ่นกับผ้ารัดผมของเขาลงมา

นางยิ้มบางๆ ปัดมือเบาๆ “นี่สิจึงจะถือว่ายุติธรรม”

ท่ามกลางดอกอิงที่ปลิวว่อน นางหิ้วกาเหล้าเดินเซไปมานำหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าครึ่งหนึ่งจริงใจครึ่งหนึ่งเสแสร้ง เขาเดินตามหลังนาง สีหน้าเฉยชา มองดูท่าทางจะล้มมิล้มแหล่ของนาง ไม่ได้ยื่นมือไปช่วยประคองแต่อย่างใด

เมฆหนาทึบสลายไป มีเสียงเพลงดังระเรื่อยที่เบื้องหลังชั้นเมฆ

“ทอดถอนใจให้อดีต กลิ่นสารทในฝันเสาะหาไม่พบพาน พลันหันกลับไปพันปีได้พ้นผ่าน...”

มู่เหยียนถามข้าว่า “ยังจะตามไปต่อหรือ?”

ข้าส่ายหน้า ห้วงฝันนี้ไม่มีอันตรายแล้ว ตั้งแต่ชายหนุ่มชุดขาวคนนั้นปรากฏตัวเป็นต้นมา ทุกอย่างดูเหมือนล้วนแต่เดินหน้าไปในทิศทางที่ดี

ข้าถามมู่เหยียน

“ท่านรู้ไหมว่าคนที่สวมชุดสีขาวนั่นคือใคร?”

เขานิ่งไปนิด พูดว่า

“เจิ้งโหวคนก่อนของแคว้นเจิ้ง จิ่งโหวหรงหยวน อาที่อายุเท่ากันของผิงโหวหรงสวิน”

ยังไม่ทันได้พาอิงเกอออกไป ความฝันนี้ของนางก็ได้สิ้นสุดลงด้วยตัวมันเองอย่างสงบ การถูกบังคับโยนออกมาจากในห้วงฝันของคนอื่นช่างทรมานจริงแท้ ประการนี้ดูจากอาการขมวดคิ้วมุ่นของมู่เหยียนก็พอจะคาดเดาได้ ความจริงแล้วข้าไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เพื่อไม่ให้เขาสงสัย จึงได้แต่แสดงอาการทรมานเช่นกัน

ส่งมู่เหยียนกลับไปที่ห้องของเขาแล้ว อิงเกอจึงค่อยตื่นขึ้นมาเต็มตา มองข้าอย่างสะลึมสะลือ

“ฝีมือแก้เชือกของท่านไม่เลวนี่”

ข้าคิดในใจว่า ไม่เลวจริงๆ  นั่นแหละ สมัยยังเด็กข้ามักจะเล่นแบบนี้กับจวินเหว่ยอยู่บ่อยๆ ต่อให้มัดทั่วทั้งตัวอย่างแน่นหนา ก็สามารถแก้ออกได้อย่างง่ายดาย อย่าว่าแต่แค่มัดมือกับเท้าเลย

ข้าถือตะเกียงเข้าไปใกล้อีกหน่อย ถามนางว่า

“ท่านฝันเห็นอะไรหรือ?”

นางขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด หัวเราะหนึ่งที

“สามีของข้า”

ครู่ใหญ่ พูดอีกว่า

“พวกนั้นบอกว่าเขาตายแล้ว แต่ข้าไม่เชื่อ”

จันทร์นวลผ่องลมสดชื่น นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง ซบศีรษะกับขาขวาที่งอขึ้นมา ยิ้มกึ่งจริงกึ่งเสแสร้งแบบนั้นอีกแล้ว

“แล้วยังฝันถึงเรื่องในอดีตอีกเยอะแยะ ฝันไปฝันมา อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า พวกนั้นบอกว่าสามีของข้าตายแล้ว ข้าจึงคิดละนะ ว่าถ้าหากในความฝันนี้ สามีของข้าได้จากข้าไปแล้วจริงๆ งั้นข้ายังจะต้องการความฝันนี้ไปทำไมอีกเล่า? สู้ทำลายทิ้งเสียดีกว่า”

นางเงยหน้าขึ้นมองข้า

“ท่านว่าจริงไหม?”

ข้าพยักหน้าพูดว่า

“จริง”

ในใจข้าคิดอย่างนี้จริงๆ สมมุติว่าอยู่มาวันหนึ่งมู่เหยียนได้จากข้าไป และสมมุติว่าข้ามีพลังที่สามารถทำลายล้างโลกนี้ได้ อย่างนั้นข้าจะต้องทำลายมันจนราบคาบไม่มีเหลืออย่างแน่นอน

แต่โชคดีที่จะยังไงก็ไม่มีทางที่เขาจะจากข้าไปก่อน จะเป็นข้าที่จากเขาไปก่อน

เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกโชคดีแบบนี้ที่ตัวเองคือคนตาย

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>

 



[1]  จู่ซั่ง แปลว่า เจ้านายเหนือหัว
[2]  “หนู” หรือ “หนูเจีย” แปลว่า ทาส เป็นคำเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวของผู้หญิงจีนในยุคโบราณ
[3]  อิงเกอ (莺歌) ในที่นี้ตัว “เกอ” (歌) ใช้ตัวอักษรที่แปลว่า “เสียงเพลง” ดังนั้น “อิงเกอ” นี้จึงแปลว่า “นกขมิ้นขับขาน”
[4]  เยี่ยนอู่ (燕舞) แปลว่า นางแอ่นเริงระบำ; “อิงเกอเยี่ยนอู่” (莺歌燕舞) แปลว่า “นกขมิ้นขับขานนางแอ่นเริงระบำ” เป็นสำนวนที่ใช้บรรยายถึงบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่นกน้อยบินว่อนส่งเสียงร้องอย่างร่าเริง
[5]  กั่วเหริน คือสรรพนามเรียกแทนตัวเองของจ้าวแคว้นในยุคชุนชิว

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 09:49

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น